Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

KPI งานวิจัย

31 ม.ค. 57 ไปประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อกำหนด KPI ด้านวิจัย เพื่อผลักดันสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ที่ห้องประชุมชั้น 12 อาคารศูนย์วิจัยการแพทย์ศิริราช (SiMR) .. ได้ความรู้จากการบรรยายของท่านผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย เลยขอเก็บบันทึกเอาไว้ค่ะ

siriraj

  • ต้องหาให้เจอว่าใครคือ customer งานวิจัย? งานวิจัยต้องตอบโจทย์ความต้องการของ customer ทำให้ customer เข้ามามีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยนั้น งานวิจัยต้องเป็น customer-oriented research และตอบสนองต่อวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย
  • customer อาจแบ่งตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยด้านต่างๆ ได้แก่ งานวิจัยเชิงวิชาการ งานวิจัยเชิงพาณิชย์ งานวิจัยเชิงนโยบาย งานวิจัยเพื่อสังคม customer อาจเป็น partner งานวิจัยของเราทั้งในและต่างประเทศ customer อาจเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัยให้แก่เรา ทั้งในและต่างประเทศ
  • customer อาจไม่ใช่คนเดียวกันกับ users / consumers
  • ส่วนคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ buyers / payers / distributors / manufacturers / sponsors / advocators / regulators / stakeholders
  • พึงระลึกเสมอว่า งานวิจัย (research) กว่าจะกลายเป็นนวัตกรรมได้ ต้องอาศัยขบวนการหลายขั้นตอน ทั้ง development, design, engineering และ manufacturing
  • ดัชนีวัด PI (Performance Indicators) แบ่งออกเป็น 1. Leading indicators (วัดกระบวนการ) 2. Lagging indicators (วัดผลผลิต output / ผลลัพธ์ outcome)
  • ผลผลิต (outputs) ซึ่ง customers นำไปใช้ได้โดยตรง ได้แก่ บทความวิจัยตีพิมพ์ สิทธิบัตร ต้นแบบ ฐานข้อมูล sample banks ต่างๆ รวมทั้ง ทรัพยากรมนุษย์ เช่น นักศึกษาบัณฑิตศึกษา นักวิจัย ผู้รับการฝึกอบรม การวัด outputs ต้องมีทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ
  • ผลลัพธ์ (outcomes) เป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางวิชาการในวงกว้าง ทั้งในระดับ short-term outcomes (วัดโดย defined customers) intermediate outcomes (วัดโดย customer’s customers) และ long term  outcomes (วัดโดย society หรือประเทศชาติ) การวัดทำได้ค่อนข้างยาก
  • วิธีการวัดต้อง identify ให้ออก ตาม logic model ของการวิจัย ไม่ว่าจะเป็น basic research หรือ research for industry แต่ละรายการคืออะไรบ้าง นับตั้งแต่ 1. research inputs -> 2. activity -> 3. outputs -> 4. for customers -> 5. short term outcomes -> 6. intermediate outcomes -> 7. long term outcomes

30 มกราคม 2557 ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน บังเอิญอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จะต้องเดินทางไป study visit ที่ไต้หวัน เลยต้องหัดอ่านและทำความเข้าใจภาษาจีนเป็นการเบื้องต้นสักหน่อย … เริ่มต้นเรียนรู้จากคำมงคลในวันตรุษจีนนี้เลยค่ะ

New_Year_2014

ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียงฟาไฉ   新正如意  新年发财

ปีใหม่นี้ คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวังสมปรารถนา มีแต่ความสุขมั่งคั่ง โชคดีร่ำรวยตลอดปี

ซิน เหนียน ไคว้ เล่อ   新年快乐    สุขสันต์วันปีใหม่

กง สี่ ฟา ไฉ    恭喜发财    ขอให้ร่ำรวยมั่งคั่งยิ่งๆขึ้นไป

เหนียน เหนียน ฟา ไฉ    年年发财   ร่ำรวยตลอดไป

ซิน เหนียน จิ้น ปู้      新年进步     ขอให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

ซิน เสี่ยง ซื่อ เฉิง     心想事成     ขอให้คิดในสิ่งใด สำเร็จในสิ่งนั้น

ว่าน ซื่อ หยู อี้    万事如意       ขอให้สำเร็จสมดั่งใจหมาย

จี๋ เสียง หยู อี้     吉祥如意       สมปรารถนา

ซื่อ ซื่อ หยู อี้        事事如意     ขอให้ทุก ๆ เรื่อง สมหวังดั่งใจหมาย

ฟู่ กุ้ย จี๋ เสียง      富贵吉祥    ขอให้มีแต่สวัสดิมงคลโชคดีร่ำรวย

เห่าย วิ่น เหนียน เหนียน    好运年年   โชคดีตลอดไป

อี้ ฝาน เฟิง ซุ่น     一帆风顺      ทุกอย่างราบรื่น

ซื่อ ซื่อ ซุ่น ลี่     事事顺利       ทุกเรื่องราบรื่น

กง จั้ว ซุ่น ลี่     工作顺利       ขอให้ทำงานโดยราบรื่น

คาย จาง จวิ้น ฟา      开张骏发    ขอให้เริ่มงานใหม่มีแต่รุ่งเรือง

ไฉ เอวี๋ยน กว่าง จิ้น    财源广进     ขอให้มีทุนทรัพย์กว้างใหญ่ไพศาล

ซิน ชุน ต้า จี๋      新春大吉       ขอให้ประสบมหามงคล

คาย เหมิน ต้า จี๋     开门大吉      ขอให้เปิดประตูรับแต่สิ่งมหามงคล

เจา ไฉ่ จิ้น เป่า     招财进宝      กวักเงินกวักทอง

ยื่อ ยื่อ โหย่ว เจี้ยน ไฉ     日有见财     ทุกๆ วันมีแต่ร่ำรวย

ยื่อ จิ้น โต้ว จิน  日进斗金     ทุกวันมีโชคมีชัย ชัยชนะเงินทองเข้ามาทุกวัน

เหนียน เหนียน โหย่ว อวี๋   年年有余      ขอให้ทุกๆ ปีเหลือกินเหลือใช้

อิ้ เปิ่น ว่าน ลี่   一本万利     ลงทุนสิ่งใด กำไรมหาศาล

อี้ เซิง ผิง อัน       一生平安    ชีวิตนี้สงบสุขสันติ

ต้า จี๋ ต้า ลี่     大吉大利      กำไรมีแต่เพิ่มพูน

ฮวา คาย ฟู่ กุ้ย     花开富贵   ขอให้มั่งคั่งร่ำรวยวาสนาดังดอกไม้ผลิบาน

ฮั่ว หยู หลุน จ้วน       货如轮转    ขอให้ค้าขายคล่องดั่งล้อหมุนไปข้างหน้า

เซิง หัว เหมย หม่าน     生活美满   ขอให้ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งสวยหรู

เซิง อี้ ซิง หลง     生意兴隆     ขอให้การค้ามีแต่เจริญรุ่งเรือง

ปู้ ปู้ เกา หลง       步步高隆     ขอให้ทุกก้าวย่างมีแต่รุ่งเรือง

หวง จิน ว่าน เหลี่ยง    黄金万两    มั่งมีทองคำมากล้นทวีคูณ

หลง หม่า จิน เสิน       龙马精神    สุขภาพแข็งแรง

เซิน ถี่ เจี้ยน คัง       身体健康    ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงร่างกายสมบูรณ์

ซวง โซ่ว    双寿     อายุวัฒนะทวีคูณ

อู่  ฝู หลิน เหมิน    五福临门     ขอให้ความสุขทั้งมวลมาเยือนถึงที่

ซื่อ จี้ ผิง อัน      四季平安       ขอให้แคล้วคลาดตลอดปี

ซุ่ย ซุ่ย ผิง อัน     岁岁平安       ขอให้ตลอดชีวิตมีแต่สุขสันต์ร่มเย็น

ซ่าง ลั่ว ผิง อัน       上落平安      ขอให้ขึ้นเหนือล่องใต้มีแต่สวัสดิภาพ

ชู ยู่ ผิง อัน         出入平安       ขอให้เดินทางไปกลับโดยปลอดภัย

เหอ เจียะ ผิง อัน     合家平安      ขอให้ทุก ๆ คนมีแต่ความสงบร่มเย็น

จิน อวี้ หม่าน ถัง     金玉满堂    ขอให้มีทรัพย์สมบัติเต็มบ้านเต็มเรือน

สี่ ชี่ หม่าน ถัง       喜气满堂   บรรยากาศมงคลเต็มหอห้อง

กง เฮ้อ ซิน สี่       恭贺新禧    ขอให้มีแต่เรื่องมงคลน่ายินดี

อิ๋ง ชุน เจีย ฝู       迎春接福    ขอให้รับปีใหม่รับความสุขสม

ยะถา วาริวะหา ปูรา | ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสมุทรสาคร

ปะริปูเรนติ สาคะรัง | ให้บริบูรณ์ได้ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง | ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วในโลกนี้ ย่อมสำเร็จ

เปตานัง อุปะกัปปะติ | ประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ได้ฉันนั้น

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง | ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว

ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ | จงสำเร็จโดยฉับพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา | ขอความดำริทั้งปวง (ของท่าน)

จันโท ปัณณะระโส ยะถา | จงเต็มที่เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณิ โชติระโส ยะถา | เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ควรยินดี

สัพพีติโย วิวัชชันตุ | ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป

สัพพะโรโค วินัสสะตุ | โรคทั้งปวงของท่านจงหาย

มา เต ภะวัตวันตะราโย | อันตรายทั้งหลายอย่ามีแก่ท่าน

สุขี ทีฆายุโก ภะวะ | ขอท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน

อภิวาทะนะสีลิสสะ | นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน | จัตตาโร ธัมมา วัฒฒันติ | อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง |

พรสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคล ผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อม (ต่อผู้ใหญ่) เป็นนิตย์ ด้วยประการฉะนี้แล

31 ธันวาคม 2556 และ 1 มกราคม 2557
ขอบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตอีกวันหนึ่ง เมื่อตัดสินใจจะไปสวดมนต์ข้ามปีที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์กรุงเทพ
ทั้งๆที่เตรียมความพร้อมของร่างกายเป็นอย่างดีมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่พอถึงวันที่ 31 ก็เกิดอาการป่วยเหมือนจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ปวดเมื่อยไปทั้งตัว และเริ่มเจ็บคอ แต่เมื่อตั้งใจแล้วยังไงก็จะไป เพราะโอกาสดีๆแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ และอยากรู้เหมือนกันว่า ธรรมโอสถ มีจริงหรือไม่ .. กัดฟันออกเดินทางจากบ้าน พร้อมกระเป๋าเป้ เสื้อแจ็กเก็ตแบบมีฮู้ด ถุงเท้า และผ้าพันคอ อย่างเต็มพิกัด
suanmok

  • ไปถึงสวนโมกข์ เวลา 17:30 น. เขากำลังสวดมนต์ทำวัตรเย็น มีโรงทานมาแจกอาหารมากมาย ราดหน้าเจเห็ดหอมร้อนๆ อร่อยและทำให้อาการดีขึ้น
  • อยู่ที่นี่ตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 8 โมงเช้า รวมทั้งสิ้น 14 ชั่งโมง ฟังธรรมบรรยาย ฟังดนตรีธรรมะ ฟังเสวนา นั่งสมาธิ สวดมนต์ ฯลฯ เอาผ้าพลาสติกไปปูนั่งที่ลานสวนธรรม เลือกนั่งใกล้หน้าจอทีวีซึ่งถ่ายทอดสดชัดมากๆ คนเยอะมาก และทะยอยกันมาเยอะขึ้นอีกตอนใกล้ถึงเวลาเที่ยงคืน เห็นว่าประมาณ 4,000 คน แต่ห้องน้ำห้องท่าก็ไม่ได้ลำบาก ร้านหนังสือมีคนซื้อเยอะมาก มีคนมาตั้งโรงทานแจกอาหารกันตลอดทั้งคืน มีสถานีอนามัยมาแจกยาด้วย เลยไปขอ paracetamol ขององค์การเภสัชกรรมมากิน 1 แผง
  • พระอาจารย์ที่มาสาธยายธรรม เป็นระยะตลอดทั้งคืนจนถึงก่อนรุ่งสาง คือ พระอาจารย์สิงห์ทอง เขมิโย พระอุปัฏฐากซึ่งคอยรับใช้ปรนนิบัติท่านพุทธทาสเป็นเวลากว่า 20 ปีจนท่านมรณภาพ และพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์จากธุดงค์สถานที่พักสงฆ์วิวัฏฏ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
  • nauljan

  • กิจกรรมที่มีเป็นระยะล้วนน่าสนใจมาก พระอาจารย์นวลจันทร์บอกว่าธรรมะไม่ได้มีด้านเดียว ดังนั้นเราจึงได้ฟังดนตรีและการขับร้องเพลงเพราะๆที่มีความหมายธรรมะ ตลอดทั้งคืน โดยนักแต่งเพลงชื่อดังคือคุณธเนศ วรากุลนุเคราะห์ กิจกรรมเสวนาโดยคุณอ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์ คุณนุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดาจากรายการพื้นที่ชีวิต คุณพัทธ์อิทธิ์ จินต์วุฒิ ผู้เขียนหนังสือ “จากนักโทษ สู่ นักธรรม” อดีตนักโทษประหารลูกศิษย์พระอาจารย์นวลจันทร์ และคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช เลขานุการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ โต้โผใหญ่ของงานนี้
  • สไตล์คำสอนธรรมะของที่สวนโมกข์ จะแตกต่างจากวัดอื่นๆ ที่เรามักจะไปทำบุญกัน ไม่สามารถอธิบายให้ฟังตรงนี้ได้ แต่อยากจะบอกว่า นี่เป็นเส้นทางที่เราเลือกแล้ว เลือกที่จะเดินไป ยกตัวอย่างได้นิดหน่อย ท่านพุทธทาสบอกว่า “พรปีใหม่” ใครให้ไม่ได้หรอก ต้องทำเอง พระอาจารย์นวลจันทร์บอกว่า เราต้องดูแลร่างกายให้ดี ให้ผ่อนคลาย ปฏิบัติธรรมอย่าทำด้วยความเครียด ไม่ได้ไปสู้รบกับใคร เวลาไฟไหม้ไม่ต้องไปพยายามดิ้นรนเพื่อจะดับ เพียงแต่อย่าเติมฟืนเข้าไป เมื่อมันไม่มีเชื้อเพลิงเติมเข้าไปเดี๋ยวมันก็มอดดับเอง เพราะเป็นอนิจจัง ส่วนพระอาจารย์สิงห์ทองบอกว่า ต้องมีขัดติคือความอดทน พระที่เคร่งครัดนอน 4 ทุ่ม ตื่นตี 1 ลุกขึ้นมาปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องธรรมดา ให้ทำความดีตลอดเวลา จนกระทั่งความเลวเข้ามาแทรกไม่ได้ เมื่อทำความดีแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว ท่านพุทธทาสตอนมรณภาพ ท่านยังเรียกว่า ตื่นๆ เราจะไปแล้ว หน้าตาเฉยไม่ได้กลัวตายแม้แต่น้อยเลย
  • ได้ฟังเทปเสียงของท่านพุทธทาสบรรยายเป็นภาษาปักษ์ใต้ด้วย หาฟังได้ยาก ท่านบอกว่าศีล 5 มีรายละเอียดลึกซึ้งกว่าที่เราคิด ตัวอย่างเช่น ศีลข้อ 3 กาเมสุมิจฉาจาร คือประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ไม่ได้หมายถึงการประพฤติผิดในฐานะชู้สาวอย่างเดียว มันแคบเกินไป แม้แต่เด็กๆก็ต้องถือศีลข้อที่ 3 นี้เช่นกัน คือไม่ประพฤติผิดในของรักของใคร่ของบุคคลอื่น เช่น ตุ๊กตาหรือเป็นของเล่นที่เป็นของรัก เป็นต้น
  • พอใกล้เที่ยงคืน พากันนั่งสมาธิจนกว่าจะได้ยินเสียงระฆังเปลี่ยนวันใหม่ สมาธินิ่งและเกิดปิติ เป็นการข้ามปีใหม่ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
  • หลังตีหนึ่ง คนทะยอยกลับบ้่าน มีคนอีกหลายร้อย ที่ไม่กลับ แต่ปฏิบัติเนสัชชิก คือ การปฏิบัติบูชาอยู่ในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง (แต่ห้ามนอน) ตั้งแต่ตี 1 จนถึงตี 4 แต่ถ้าใครทนง่วงไม่ไหว ก็เข้าไปนอนในอาคาร ที่นิยมมาก และนอนกันเป็นแถวๆ เลย คือที่ห้องปฏิบัติธรรมชั้น 2 ซึ่งเราคุ้นเคยมาก เพราะเป็นห้องที่มาเรียนคู่มือมนุษย์รุ่นที่ 7 เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
  • เราตัดสินใจไม่นอน ย้ายที่นั่งมาใกล้ๆ จะได้เห็นพระอาจารย์ทั้งสองท่าน ซึ่งสาธยายธรรม และบอกให้อดทน ฝ่าความง่วง ความหนาว และความเจ็บไปให้ได้ ประมาณตี 2 ถึงตี 4 อากาศหนาวจัดทะลุเสื้อแจ๊กเก็ตเข้ามา เย็นถึงกระดูก ปวดขาไปหมด ขยับเปลี่ยนท่านั่งไปมาระหว่างพับเพียบกับขัดสมาธิอยู่นั่นแหละ ส่วนเรื่องง่วงไม่ต้องพูดถึง แต่ในที่สุด ก็ผ่านมาได้ จบเนสัชชิกเวลาตี 4 ได้สำเร็จ
  • พักเตรียมสวดมนต์ทำวัตรเช้าตอนตี 4 ครึ่ง แต่เราไม่ไหวแล้ว มุดเข้าไปหาที่นอนในห้องโถงปฏิบัติธรรมชั้น 2 มีคนจับจองมุมต่างๆ นอนกันเป็นแถวบนพื้นกระดาน ทั้งหญิงและชาย ไม่มีใครสนใจใคร ที่เดียวที่เหลืออยู่พอเอาเป้หนุนหัวนอนได้ คือหน้าพระพุทธรูปในห้องนั่นเอง
  • ตื่นมาอีกทีตีห้าครึ่ง เตรียมการใส่บาตรแบบสาธิต พระป่าจะนั่งเป็นแถว ให้เราใส่เฉพาะข้าวสวย และของแห้ง ส่วนอาหารคาวหวานจะจัดวางบนโต๊ะยาว เวลาจะฉัน พระจะมาพิจารณาอาหารคือเลือกตักใส่บาตรเอง แล้วกลับไปนั่งฉันที่เดิม เช้านี้คนใส่บาตรเยอะมาก เข้าแถว 2 ชั่วโมงยังไม่หมด
  • ในกระเป๋าเป้มีทุกอย่าง ยกเว้นสายชาร์ตแบตโทรศัพท์มือถือ ทำให้เราไม่ได้ถ่ายภาพ เล่น FB หรือดูนาฬิกา ข้อดีคือ มีสมาธิมากขึ้น ไม่รู้เวลา ทำให้ 14 ชั่วโมงที่สวนโมกข์กรุงเทพ ในวันข้ามไปยังปีพุทธศักราช 2557 เป็นไปอย่างน่าประทับใจเป็นที่สุด และสรุปว่าอาการป่วยทำอะไรเราไม่ได้จริงๆ

อานาปานสติ

อานาปานสติ 16 ขั้นนี้ ถอดความและสรุปจากการฟัง MP3 เสียงคำสอนของท่านพุทธทาส .. เป็นการสาธยายธรรมที่เข้าใจง่ายและดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมา ทำให้เข้าใจอานาปานสติได้ดีมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยนิดเพราะยังไม่ได้ฝึกปฏิบัติ กรุณาอย่านำไปอ้างอิงใดๆ เป็นอันขาดนะคะ เพราะบันทึกเอาไว้อ่านเอง และตั้งใจจะเริ่มฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปีใหม่ 2557 นี้

  • หมวดที่ 1  กายานุปัสสนา ลมหายใจนั้นเป็นกายลม ส่วนร่างกายเป็นกายเนื้อ ให้ตามศึกษากายลม จนรู้จักกายลม และควบคุมกายลมได้
    • ขั้นตอนที่ 1 กำหนดลมหายใจยาว ว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งรู้จักมันเป็นอย่างดี
    • ขั้นตอนที่ 2 กำหนดลมหายใจสั้น ว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งรู้จักมันเป็นอย่างดี
    • ขั้นตอนที่ 3 รู้จักธรรมชาติของลมหายใจ รู้จักลักษณะลมยาว-ลมสั้น ลมหยาบ-ลมละเอียด ลมหายใจมีประโยชน์ในการหล่อเลี้ยงชีวิต และมีอิทธิพลต่อความรู้สึกสุขทุกข์ การควบคุมลมหายใจได้จะทำให้สงบเย็น ลมหายใจที่ฝึกฝนดีแล้ว จะทำให้ร่างกายมีสมรรถนะมาก (บางคนอาจถึงขั้นฌาน แต่อย่างเรายังไม่จำเป็น)
    • ขั้นตอนที่ 4 ทำลมหายใจให้สงบระงับ สร้างนิมิตขึ้นมา กำหนดไปที่นิมิตนั้น ทำนิมิตให้ละเอียดลงไป เมื่อลมหายใจละเอียดลงไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะสงบระงับ ความลับของธรรมชาติคือ ถ้าเราต้องการจะรู้แจ้งแตกฉานในสิ่งใด ให้เอาสิ่งนั้นมากำหนดทุกครั้งที่ลมหายใจเข้า-ออก เราจะรู้จักและเข้าใจมันได้ดี
  • หมวดที่ 2 เวทนานุปัสสนา ตามศึกษาเวทนา จนรู้จักเวทนา และควบคุมเวทนาได้
    เวทนาคือความรู้สึก เมื่อมีอายตนะมาสัมผัส สุขเวทนาและทุกขเวทนา มีอิทธิพลอยู่เหนือจิตใจของคน ทุกคนขวนขวายเพื่อให้ได้เวทนาที่ดีกว่าเก่า เป็นทาสของเวทนา ได้ก็ทุกข์ ไม่ได้ก็ทุกข์ เราเอาชนะเวทนาที่เป็นทุกข์ได้ง่ายกว่าเวทนาที่เป็นสุข ปิติเวทนาและสุขเวทนาเป็นจิตสังขาร ทำให้จิตปรุงแต่งไปได้ทุกอย่าง
    • ขั้นตอนที่ 5 ปิติเวทนา เป็นความพอใจ ดีใจจนเนื้อเต้น ความอิ่มใจเมื่อประสบความสำเร็จ ให้กำหนดปิติขึ้นมา เรื่องอะไรก็ได้ กำหนดไปเรื่องๆ ชิมรสปิติ ซึมซับจนรู้จักว่าปิติเป็นอย่างไร จนกระทั่งมันหยุดฟุ้งซ่าน สงบระงับลงมาจนเหลือแต่สุข
    • ขั้นตอนที่ 6 สุขเวทนา กำหนดรู้สุข หรือปิติที่ระงับเย็นแล้ว ลดความกำเริบลงมาให้เหลือแต่สุข
    • ขั้นตอนที่ 7 กำหนดดูเวทนาที่ปรุงแต่งความคิดไปสารพัด เข้าใจปิติและสุขว่าปรุงแต่งจิต
    • ขั้นตอนที่ 8 ควบคุมจิต บังคับเวทนา ให้ปรุงแต่งน้อยลงหรือหยุดปรุงแต่ง ควบคุมจิตสังขารหรือเวทนา
  • หมวดที่ 3 จิตตานุปัสสนา ตามศึกษาจิต จนรู้จักจิต และควบคุมจิตได้ ใช้จิตให้เป็นประโยชน์ (เดิม จิตเป็นนาย ต้องเอาจิตมาใช้งานให้ได้)
    • ขั้นตอนที่ 9 เริ่มด้วยการรู้จักจิตทุกชนิด ทั้งที่รู้จักโดยประจักษ์ (เคยเจอแล้ว) และรู้จักโดยอนุมาน (ยังไม่เคยเจอ) มี 8 คู่คือ 1. รู้จักจิตที่กำลังมีราคะว่าเป็นอย่างไร และถ้าจิตไม่มีราคะจะเป็นอย่างไร 2. รู้จักจิตที่กำลังมีโทสะว่าเป็นอย่างไร และถ้าจิตไม่มีโทสะจะเป็นอย่างไร 3. รู้จักจิตที่กำลังมีโมหะว่าเป็นอย่างไร และถ้าจิตไม่มีโมหะจะเป็นอย่างไร 4. รู้จักจิตที่หดหู่ฟุ้งซ่านว่าเป็นอย่างไร และถ้าจิตไม่หดหู่ฟุ่งซ่านจะเป็นอย่างไร 5. รู้จักจิตนี้ที่ไม่มีคุณธรรมอันใหญ่หลวง และถ้าจิตที่มีคุณธรรมอันใหญ่หลวง ทำสมาธิขั้นสูงได้จะเป็นอย่างไร 6. รู้จักจิตนี้ที่ยังต่ำต้อย และรู้จักจิตอื่นที่ดีกว่าเหนือกว่าหรือไม่ (เช่น พระอริยเจ้า) 7. รู้จักจิตนี้ที่ไม่ตั้งมั่นมีกิเลสรบกวน และถ้าจิตที่ตั้งมั่นไม่มีกิเลสรบกวนจะเป็นอย่างไร 8. รู้จักจิตนี้ที่ยังไม่หลุดพ้น และถ้าจิตที่หลุดพ้นจะเป็นอย่างไร
    • ขั้นตอนที่ 10 บังคับจิตที่เศร้าสร้อย ให้บันเทิง เกิดปิติตามต้องการ
    • ขั้นตอนที่ 11 บังคับจิตให้ตั้งมั่น ตามต้องการ จิตที่ตั้งมั่น กิเลสมารบกวนไม่ได้ จิตไม่มีนิวรณ์ จิตบริสุทธิ์ เป็นการรวบรวมจิตที่ฟุ้งกระจาย ให้รวมกำลังเป็นจุดเดียว เป็นจิตที่แข็งกล้า (เหมือนเลนส์รวมแสง ที่ทำให้เกิดไฟลุกได้) จิตที่อบรมมาดีแล้ว จะเกิดจิตว่องไวในหน้าที่ (active) เหมือนดินเหนียวที่สามารถปั้นเป็นอะไรก้ได้
    • ขั้นตอนที่ 12 บังคับให้ปล่อย ให้จิตหลุดออกจากอุปาทาน ตามต้องการ
  • หมวดที่ 4 ธัมมานุปัสสนา คือการศึกษาธรรมะ สิ่งที่เป็นปัญหาทำให้เราเกิดทุกข์ เรากำลังยึดมั่นอะไรอยู่ ทนทุกข์ทรมานเพราะอะไร อะไรเป็นที่ตั้งแห่งการยึดมั่น เอาสิ่งนั้นแหละมาเป็นอารมณ์ เพราะยึดมั่นจึงเกิดทุกข์ ถ้าละความยึดมั่นได้จะไม่ทุกข์ ขันธ์ 5 เป็นของหนัก หนักเหมือนแบกของ ต้องวาง เวลามีดบาดนิ้วก็บาดแค่นิ้ว ไม่ใช่มีดบาดกู ที่จริงตัวตนนั้นไม่มี แต่เมื่อเกิดความรู้สึก เกิดการกระทำ จึงจะเกิดตัวตนขึ้นมา เกิดตัวกูผู้กระทำขึ้นมาทีหลัง
    • ขั้นตอนที่ 13 เห็นอนิจจัง เห็นความไม่เที่ยง เห็นว่าสังขารไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งอยู่เป็นนิจ ทำจิตให้เป็นอิสระก็จะเห็น (เอาอะไรมาพิจารณาก็ได้) เช่น ลมหายใจก็ไม่เที่ยง ความสงบของกายก็ไม่เที่ยง จิตทุกชนิดก็ไม่เที่ยง ชีวิตก็ไม่เที่ยง เห็นความทุกข์ที่เกิดจากความไม่เที่ยง เราไปผูกพันกับสิ่งที่ไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่ผุกพันก็ไม่ทุกข์ มันมีกฎธรรมชาติบังคับอยู่ คือ อิทัปปัจจยตา ปฏิจสมุบปบาท ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อเห็นสุญญตา (ว่างจากตัวตน) เห็นตถตา (มันเป็นเช่นนั้นเอง) ก็จะเห็นอตัมมยตา (ไม่ชั่วไม่ดี ไม่บวกไม่ลบ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น) เห็นความจริงอย่างนี้
    • ขั้นตอนที่ 14 วิราคะ คลายออกจากสิ่งที่ยึดมั่น เบื่อหน่าย จางออก
    • ขั้นตอนที่ 15 เห็นนิโรธ คือความดับทุกข์ ค่อยๆดับทุกข์ลง
    • ขั้นตอนที่ 16 สลัดทุกสิ่งคืนธรรมชาติ ไม่มีอะไรยึดมั่นแล้ว โยนกลับไปให้เจ้าของ จบเรื่อง

สรุปความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง (สอนโดยคุณขจรศักดิ์ และคุณสุรชัย) ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แต่ที่จริงไม่ได้ไปเข้าเรียน อาศํยยืม sheet ของเพื่อนที่ไป มาสรุปให้ฟังค่ะ

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

  • ผัสสะ คือ มุมมองในการรับรู้โลกของแต่ละคน ซึ่งมีโลกทัศน์ที่แตกต่างกันออกไป
  • การให้คุณค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆ ของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ของสิ่งเดียวกัน บางคนรู้สึกพอใจ แต่บางคนรู้สึกไม่พอใจ เกิดโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน
  • ถ้าต้องการจะควบคุมการให้คุณค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆในโลก ท่านต้องรู้จักกำพืดของมัน นั่นคือ ต้องรู้จักกลไกการเกิด การทำงาน และการดับของมัน กล่าวคือ ทุกครั้งที่เกิดผัสสะ ท่านต้องเฝ้าดูความรู้สึกต่างๆที่เกิดภายในจิต และดูกลไกการทำงานของจิต จนเรียนรู้ว่า การให้คุณค่าความหมายนั้น มันฝังลงในจิตเราได้อย่างไร และตั้งแต่เมื่อไหร่
  • สัญญา มี 2 ชนิดคือ 1. สัญญาจำหมาย (สักแต่ว่าจดจำ ว่าคืออะไร มีชื่อว่าอะไร) และ 2. สัญญามั่นหมาย  หรือ ปปัญจสัญญา (ให้คุณค่าว่าดี/ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้)
  • สัญญาชนิดที่ 2 นี้เป็นฝ่ายเกิดทุกข์ ฝังลงในจิตกลายเป็นอนุสัยประจำตน เป็นอวิชชาฝังแน่นลงในจิต และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำงานทันทีเมื่อเกิดผัสสะใหม่ในอนาคต
  • เมื่อมีการกระทบอายตนะ (ภายในและภายนอก) 1 ครั้ง จะเกิดผัสสะซ้อนกันขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นปฏิฆะสัมผัส (เป็นสัมผัสบริสุทธิ์ ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย) เกิดนามรูป พร้อมกับเกิดผัสสะที่ 2 ตามมาติดๆ คือ อธิวจนะสัมผัส จากความเคยชินของปุถุชนที่ชำนาญในการให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆที่ตนกำลังรับรู้
  • ถ้าเป็นอธิวจนะสัมผัสบริสุทธิ์จะไม่เกิดทุกข์ แต่ถ้าเผลอสติ เกิดอวิชชาเข้าแทรก จะกลายเป็นอธิวจนะสัมผัสโง่ ทำให้เกิดทุกข์
  • เมื่ออวิชชาและสังขารมาปรากฎ จะทำให้วงจรปฏิจจสมุบปบาท เริ่มขยับหมุน ดังนี้ อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาณ -> นามรูป -> สฬายตนะ -> ผัสสะ  และถ้าเผลอสติจะแปลงจากผัสสะบริสุทธิ์ กลายเป็นผัสสะโง่เต็มที่ 100% -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ -> ชาติ -> ชรา มรณะ โสกะฯ
  • อวิชชา คือ ความเคยชินของจิต มีสันดานความคุ้นเคย ถนัดในการให้คุณให้ความหมายแก่สิ่งต่างๆไปตามสัญญามั่นหมายที่เคยถูกสั่งสม
  • สังขาร คือ การให้คุณค่าความหมายแก่สิ่งต่างๆในทางที่ผิด ในทางที่จะเป็นไปเพื่อความเกิดทุกข์
  • ปฏิฆะสัมผัส ทำให้รูป มาปรากฎแก่จิต (เกิดวิญญาณมารู้รูป) / อธิวจนะสัมผัส ทำให้นาม มาปรากฎแก่จิต (เกิดวิญญาณมารู้นาม)
  • เมื่อความหมายของทั้งนามและรูป มาปรากฎแก่จิตชัดเจน (วิญญาณเกิดสมบูรณ์) เรียกว่า นามรูป เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว จะตามมาด้วยการเกิดผัสสะโง่สมบูรณ์ พร้อมจะเป็นไปเพื่อการเกิดทุกข์
  • ระวังให้ดี สัมผัสที่ 1 ยังไม่มีอันตราย เป็นเพียงกระทบอายตนะล้วนๆ เรียกว่า ปฏิฆะสัมผัส พอถึงสัมผัสที่ 2 เป็นอธิวจนะสัมผัส นี่ต้องระวัง อวิชชาจะผสม แล้วก็เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน แล้วก็เกิดตัวกู-ของกู
  • ดังนั้น ต้องมีสติ เมื่อมีอารมณ์มากระทบ อย่างเผลอสติ อย่าให้เกิดอวิชชาปรุงแต่ง มันจะทำให้เกิดสังขาร (ให้คุณค่าความหมายที่ผิด) เกิดวิญญาณ (รับรู้ความหมายที่ผิด ไปตามที่สังขารให้ค่าไว้) เกิดนามรูป เกิดสฬายตนะ และเกิดผัสสะโง่ที่สมบูรณ์
  • วิธีแก้คือ ต้องฝึกการเพ่งโทษของเวทนา คือหมั่นพิจารณาลงไปที่เวทนา ในทุกๆครั้งที่เวทนามาปรากฎที่จิต
  • เพ่งคุณ -> ทุกข์เกิด / เพ่งโทษ -> ทุกข์ดับ

อ่านสรุปของวันอื่นๆ ได้ที่นี่ค่ะ

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556

สรุปความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556

  • ปกติจิตจะเป็นประภัสสร ว่างจากกิเลส เป็นพื้นฐานโดยธรรมชาติ  ไม่ใช่ไม่คิด คิดได้แต่ว่างจากกิเลส อาจไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเพ่งอยู่
  • หรือจิตอาจมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่องโดยการทำอานาปานสติ สังเกตความรู้สึกนึกคิดของตนตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กำหนดรู้แล้ววาง ให้จิตอยู่ในวิหารธรรม (มรรคมีองค์ 8)
  • การรับรู้ของเรา โดยมากจะเป็นปกติสัมผัส หรือธรรมชาติสัมผัส ไม่ว่าจะมีสติ หรือไม่มีสติ แต่ไม่มีอวิชชา จิตปกติ ไม่มีกิเลส ไม่ให้ค่า จิตว่างจากการยึดมั่นถือมั่น
  • อย่างไรก็ตาม ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลาทุกวินาที และเมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าผัสสะกระทบแล้ว เราเรียนรู้ความหมายของสิ่งต่างๆมากไป เผลอไปให้ค่า เสพเวทนา หลงยินดียินร้าย สัญญากระตุ้นให้ทำงาน เกิดหลงใหลหรือเสพติด (เหมือนกาว) อวิชชาจะลุกขึ้นทำงาน กลายเป็นอวิชชาสัมผัส ทันที
  • ปัญหาคือ จิตใจของเรามักจะเคยชินกับการให้คุณค่า ให้ความหมายของสิ่งที่จิตเข้าไปกระทบรับรู้อย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว อันเป็นสาเหตุนำไปสู่การเกิดวงจร “ปฏิจจสมุปบาท
  • เมื่อเกิดการกระทบเข้ากับรูปที่มีค่ามีความหมาย ความเคยชินที่ฝังอยู่ในสันดาน จะถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ (เกิออวิชชาเข้าแทรก) เกิดเป็นนามรูป จากนั้นผัสสะโง่จะตามมาทันที
  • เมื่ออายตนะภายใน+ภายนอกถูกกระทบ เกิดการรับรู้ วิญญาณหรือธาตุรู้ปรากฎ ผัสสะจึงเกิด
  • ผัสสะแต่ละครั้งทำให้ขันธ์ 5 เกิด (ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
  • เมื่อผัสสะเกิด เวทนาก็ตามมา อาจเกิดสัญญาแบบ “จำหมาย”จำได้หมายรู้ว่าคืออะไร แต่ถ้าเข้าใจกระแสอิทัปปัจจยตา (เหตุ-ปัจจัย) เห็นเครื่องกั้น เห็นตามที่เป็นจริง ดับอวิชชาได้ก็จบ แต่ถ้าดับไม่ได้ ก็จะไปต่อ เกิดสัญญาแบบ “มั่นหมาย” ให้ค่าให้ความหมายของสิ่งนั้น สังขารปรุงต่อคิดตาม เข้าวงจรปฏิจจสมุปบาททันที
  • เมื่อผัสสะกระทบปุ๊บ ถ้าเรามีสติรู้เท่าทัน หยุดให้ความหมาย จะสามารถกั้นอวิชชา ตัดวงจร ดับทุกข์ได้
  • ในกรณีที่ใจเริ่มลังเล ว่าจะให้คุณค่าดีหรือไม่ จิตยังไม่รักหรือไม่เกลียด แต่กำลังวนๆดูอย่างสนใจว่าจะเอายังไงดี  ถูกดูดให้มาติด หลงเพลิน ออกมาไม่ได้จากสิ่งนั้น แบบนี้เรียกว่า “นันทิ” คืออุปาทาน เหมือนกัน
  • เมื่อผัสสะกระทบ ถ้าเป็นผัสสะบริสุทธิ์ เป็นปกติสัมผัส แต่ถ้าเผลอสติไปให้ค่า เกิดสัญญามั่นหมาย จะเข้าไปสู่วงจรการเกิดทุกข์ คือ อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาน -> นามรูป -> สฬายตนะ (สฬา แปลว่า 6) -> เกิด ผัสสะโง่
  • จากนั้น ผัสสะโง่ -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ ชาติ ชรามรณะ ฯลฯ ทุกข์
  • วิธีแก้คือ ต้องสร้างสัญญาใหม่ อย่าสร้าง สัญญาฝ่ายเกิดทุกข์  (เป็นสัญญาของกิเลส ของอวิชชา) แต่ให้สร้าง สัญญาฝ่ายดับทุกข์ (เป็นสัญญาของปัญญา ของวิชชา) เห็นโดยอาการที่เป็นโทษ
  • อะไรที่ทำให้รักมาก จะทำให้เจ็บมาก จิตมีอำนาจแห่งความคุ้มครอง เวลาเสพ ต้องเพ่งว่ามันร้อนๆ ไม่หลงใหล จนกระทั่งเกิดสัญญาใหม่ ฝังในใจ ต่อมาเมื่อกระทบสิ่งนั้นอีก จะจำได้ว่าเป็นทุกข์ จิตจะหยุด
  • สัญญาฝ่ายดับทุกข์ ที่ควรเจริญให้มาก กระทำให้มาก เพราะมีอานิสงส์ใหญ่ ทำให้จิตหยั่งลงสู่อมตะ มี 7 ประการ คือ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (ไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น) อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา ทุกเขอนัตตสัญญา
  • ปฏิจจสมุบปบาท คือ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) อย่างละเอียดพิสดาร
  • มรรค 8 คือ ข้อปฏิบัติ ที่ต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกันทั้ง 8 ข้อ เพื่อนำไปสู่ภาวะพ้นทุกข์ (สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมนันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
  • ให้ละสังโยชน์ หรือเครื่องผูกมัดให้ติดจมอยู่กับความทุกข์ 10 ประการ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
  • วิธีการปฏิบัติเพื่อให้ความทุกข์ดับลง ต้องฝึกอานาปานสติ ซึ่งเป็นทั้ง สมถะและวิปัสสนา ช่วยขุดรากถอนโคน
  • สมถะ คือ การเพ่งดู “สิ่งที่นิ่ง” ผลลัพธ์ที่ได้คือความนิ่งสงบของสมาธิ ส่วน วิปัสสนา คือ การเพ่งดู “การเปลี่ยนแปลง” ของสิ่งที่เราสนใจ ผลลัพธ์คือความรู้แจ้งเห็นแจ้งในสิ่งนั้น เห็นความจริงของธรรมชาติว่า ทุกอย่างล้วนตกอยู่ในสภาพแห่งอิทัปปัจจยตา อันมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ เกิดเป็นความรู้แจ้งแห่งจิตว่า สิ่งที่ตนเฝ้าสังเกตนั้น มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ไม่อาจควบคุมได้ดังใจปรารถนา ไม่ควรไปยึดเอาถือเอามาเป็นของๆเรา เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด คลายความยึดถือลงไป เกิดญาณดับทุกข์ รู้ว่าไม่ควรหลงไปเอามันมาเป็นเรา เป็นของของเรา เพราะจะทำมาซึ่งทุกข์
  • อานาปานสติ คือ การนำสติไปกำหนดรู้ความจริงของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ โดยให้กำหนดรู้ต่อความจริงนั้นทุกลมหายใจเข้าออก
  • สิ่งหรือฐาน 4 อย่าง นั้นคือ กาย (หรือลม) เวทนา จิต ธรรม (สติปัฏฐาน 4)
  • การฝึกอานาปานสติ ต้องใช้ธรรมะสี่เกลอ ทำงานประสานกัน คือ สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ (สติ ภาษาบาลีแปลว่า ลูกศร)
  • ปัญญา คือ ดาบและความคมของดาบ สติ คือ การดึงดาบออกมาใช้งาน ได้รวดเร็วทันเวลา  สัมปชัญญะ คือ การเลือกดาบเล่มที่ถูกต้องเหมาะสมในการทำลายกิเลสแต่ละตัว รวมทั้งท่วงท่าในการฟัน ส่วน สมาธิ คือ  พละกำลังในการฟาดฟันลงไปที่ตัวกิเลส เป็นกำลังสมาธิที่ได้จากการฝึกสมถะ
  • ผู้ใดฝึกฝนอานาปานสติจนสมบูรณ์ จะทำให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ -> โพชฌงค์ 7 สมบูรณ์ -> วิชชาและวิมุตติสมบูรณ์
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 35 other followers