Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘แรงจูงใจ’

ทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivation Theory) ต่างๆที่ผู้บริหารองค์กรหรือหน่วยงาน จะต้องอ่าน

  1. ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ (Hierarchy of Needs) ของ Abraham H. Maslow
  2. ทฤษฎี ERG theory ของ Clayton Alderfer
  3. ทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ McClelland’s Motivation Thory ของ David McClelland
  4. ทฤษฎีสองปัจจัย Two-Factor Theory ของ Frederick Herzberg
  5. ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy theory) ของ Victor H. Vroom
  6. ทฤษฎีความเสมอภาคหรือความเท่าเทียม (Equity Theory) ของ J. Stacy Adams
  7. ทฤษฎี X และทฤษฎี Y Theory ของ Douglas McGregor
  8. ทฤษฏีการรับรู้ความสามารถของตนเอง (self-efficacy theory) ของ Albert Bandura
  9. ทฤษฎีการเสริมแรง Reinforcement Theory ของ B.F. Skinner
  10. ทฤษฎีการกำหนดเป้าหมาย Goal Setting Theory ของ Edwin A. Locke
  11. ทฤษฎี Hawthrone Effect ของ Elton Mayo

Read Full Post »

เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่ 7 ของ โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะในการทำงานฯ วันนี้เรียนเรื่อง “การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้”

แรงจูงใจ (Motivation) คือ แรงขับเคลื่อนที่อยู่ภายในตัวบุคคล ที่จะกระตุ้นให้บุคคลนั้นเกิดการกระทำ แรงขับดังกล่าวเกิดจากความต้องการพื้นฐาน (Needs) แรงผลัก/พลังกดดัน (Drives) หรือความปรารถนา (Desires) อันเนื่องมาจากสิ่งล่อใจ (Incentives) ความคาดหวัง (Expectancy) หรือการตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) ทำให้บุคคลพยายามดิ้นรนเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งแรงจูงใจอาจจะเกิดมาตามธรรมชาติหรือจากการเรียนรู้ก็ได้

นักจิตวิทยา ได้แบ่งรูปแบบของแรงจูงใจทางสังคม เอาไว้หลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้

  1. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motive)
  2. แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ (Affiliative Motive)
  3. แรงจูงใจใฝ่อำนาจ (Power Motive)
  4. แรงจูงใจใฝ่ก้าวร้าว (Aggression Motive)
  5. แรงจูงใจใฝ่พึ่งพา (Dependency Motive)

พวกที่มีัแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง พวกนี้จะทะเยอทะยานสูง มุ่งหาความสำเร็จ และกลัวความล้มเหลว จะไม่ทำงานเพราะหวังรางวัล แต่ทำเพื่อจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ส่วนพวกที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์สูง พวกนี้จะโอบอ้อมอารี ต้องการการยอมรับจากกลุ่ม มีความเกรงใจสูง หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง คล้อยตามผู้อื่น และตั้งเป้าหมายต่ำ

ทฤษฎีแรงจูงใจ ซึ่งเป็นแนวคิดของบรรดาผู้รู้ในวงการจิตวิทยา มีมากมายหลายทฤษฏี เอาพอสังเขปก็แล้วกันนะคะ ในฐานะที่ไม่ได้เรียนจิตวิทยามาโดยตรง

  1. ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslor’s Hierarchy of Needs Theory) บุคคลจะมีความต้องการที่เรียงลำดับจากระดับพื้นฐานต่ำสุด ไปยังระดับสูงสุด ดังนี้
    1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs)
    2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs)
    3. ความต้องการทางสังคม ได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น (Social Needs)
    4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง ได้รับการยกย่องในสังคม (Esteem Needs)
    5. ความต้องการความสมหวังของชีวิต ได้รับความสำเร็จดังที่คาดหวังไว้ (Self-Actualization Needs)
  2. ทฤษฎี ERG ของ Clayton P. Alderfer
  3. พัฒนาต่อจากทฤษฎีของมาสโลว์ แต่ไม่จำเป็นต้องตอบสนองตามลำดับขั้น ข้ามไปข้ามมาก็ได้ หรือเกิดขึ้นพร้อมกันเลยก็ได้

    1. ความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิต ความต้องการทางร่างกายและความปลอดภัย (Existence Needs : E)
    2. ความต้องการทางด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Relatedness Needs : R)
    3. ความต้องการด้านความเจริญเติบโตก้าวหน้า ได้รับการยกย่อง (Growth Needs :G)
  4. ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์ซเบอร์ก (Herzberg’s Two Factor Theory) เป็นทฤษฎีแรงจูงใจทางสังคม ในการประกอบอาชีพต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ที่สัมพันธ์กับความชอบหรือไม่ชอบในงานของแต่ละบุคคล
    1. ปัจจัยจูงใจ (Motivators) : เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงเพื่อจูงใจให้คนชอบและรักงานปฏิบัติ สามารถสนองตอบความต้องการภายในบุคคลได้ เช่น ความสำเร็จของงาน การได้รับความยอมรับ ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้า
    2. ปัจจัยค้ำจุน หรือ ปัจจัยสุขอนามัย (Hygiene Factors) : เป็นปัจจัยที่จะค้ำจุนให้แรงจูงใจในการทำงานของบุคคลมีอยู่ตลอดเวลา เป็นปัจจัยที่มาจากภายนอก เช่น เงินเดือน โอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคต ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน นโยบายการบริหารงาน สภาพการทำงาน ความเป็นอยู่ส่วนตัว ความมั่นคงในงาน
  5. ทฤษฎีแรงจูงใจของแมคเคิลล์แลนด์ (McClelland’s Motivation Theory) แบ่งแรงจูงใจตามความต้องการขั้นพื้นฐานของบุคคลเป็น 3 แบบ
    1. ความต้องการอำนาจ (Power Need)
    2. ความต้องการความผูกพัน (Affiliation Need)
    3. ความต้องการความสำเร็จ (Achievement Need)
  6. ทฤษฎีความเสมอภาค หรือความเท่าเทียม (Equity Theory) ของ J Stacey Adams
  7. เป็นทฤษฏีสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานในองค์กร แนวคิดหลักของทฤษฏีนี้ คือ พนักงานจะเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองกับคนอื่น เพื่อหาความเท่าเทียมกัน หรือความยุติธรรมเสมอ … ถ้าไม่ได้ จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการทำงาน หรืออาจลาออก

  8. Vroom’s Expectancy Theory (ทฤษฎีความคาดหวังของ Victor Vroom)
  9. คนทุกคนมีความคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตน การจูงใจขึ้นอยู่กับ 1) บุคคลต้องการสิ่งนั้นมากเพียงใด 2) เขาคิดว่าน่าจะได้สิ่งนั้นมากเพียงใด …

    วิธีการจูงใจ จะต้องมีความเข้าใจในเป้าหมายของแต่ละบุคคล ตามองค์ประกอบดังนี้ 1. ความคาดหวัง (Expectancy) ว่าจะสามารถทำงานนั้นได้สำเร็จหรือไม่ เป็นตัวกำหนดความพยายาม 2. กลไก (Instrumentality) ความเชื่อมั่นว่าผลของการทำงาน อาจจะเป็นทางนำไปสู่รางวัลบางอย่างที่ต้องการได้ 3. คุณค่าของรางวัล (Valance) … ซึ่งไม่มีกฎตายตัว เนื่องจากพนักงานทุกคนไม่ได้มีความต้องการแบบเดียวกัน

  10. Reinforcement Theory (ทฤษฎีการเสริมแรง ของ Skinner)
  11. ผลรวมของพฤติกรรมที่ผ่านมาในอดีต เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมในอนาคต บุคคลจะแสดงพฤติกรรมเช่นใด ขึ้นอยู่กับว่า เขาได้รับผลเช่นไรในอดีต

  12. ทฤษฎี X Y ของ Douglas McGregor
    1. มนุษย์ X คือ คนที่มีลักษณะเกียจคร้าน หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จำเป็นต้องบังคับให้ทำงาน ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด
    2. มนุษย์ Y คือ คนที่มีลักษณะขยัน มีความรับผิดชอบ มีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมจะทำงานให้ความร่วมมือ หากได้รับการจูงใจอย่างเหมาะสม
  13. Hawthrone Effect ของ Elton Mayo
  14. (จากการทดลองนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า) ผลผลิตที่ได้จากคนงาน มีผลมาจากปัจจัยด้านสังคมจิตวิทยา เช่น ความภูมิใจที่ได้การได้รับการไว้วางใจ มากกว่าการปรับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ดีขึ้นเสียอีก

Read Full Post »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 40 other followers