เดอะท็อปซีเคร็ต II

วันหยุด 3 วัน (4-6 เม.ย. 52) ซื้อหนังสือเล่มดังมาอ่าน … “เดอะท็อปซีเคร็ต II ความลับสู่ความสำเร็จ” ของ ทพ. สม สุจีรา … แถมด้วยนิตยสาร Secret ฉบับที่สัมภาษณ์คุณหมอสม เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ด้วย

topsecretii

มีหลายประเด็นที่ “โดนใจ” และมีหลายเรื่องที่เพิ่งจะรู้และเข้าใจ จึงขออนุญาตคัดลอกมาใส่ไว้ใน blog นี้ เพื่อเอาไว้อ่านเองกันลืม ดังนี้ค่ะ

  • ความลับของสมอง : สมองซีกซ้าย ใช้ตรรกะ การคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล การคิดแบบแยกย่อย ส่วนสมองซีกขวา ใช้ไหวพริบ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ การหยั่งรู้ และการวิเคราะห์แบบองค์รวม “ไอคิว” เป็นเรื่องของสมองซีกซ้าย “ไอเดีย” เป็นเรื่องของสมองซีกขวา ปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยการทำงานของสมองซีกซ้ายมากมาย เช่น คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ดังนั้น ในอนาคต มนุษย์จะชนะกันด้วยสมองซีกขวา
  • ชีวิตคนเราจะประสบความสำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับ 3 แรง คือ แรงจูงใจ (Motivation) แรงขับ (Drive) และแรงบันดาลใจ (Inspiration) … แรงขับมักจะเกิดทุกขเวทนา แรงจูงใจทำให้เกิดความโลภ ความอยาก เกิดกิเลส แต่แรงบันดาลใจ จะทำให้มีความสุขในการทำงาน อีกทั้งยังมีความพยายามสูงมาก โดยที่ไม่รู้สึกว่าต้องพยายามเลย … และจะนำมาซึ่งความสำเร็จ
  • ความอยากกับความเชื่อ : ผู้ที่มีปัญญาจะต้องเปลี่ยนความอยากให้เป็นความเชื่อ เพราะความเชื่อทำให้เกิดพลัง เกิดแรงบันดาลใจ และความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน … เวลาแข่งขัน อย่า “อยากชนะ” มากจนเกินไป แต่ให้เปลี่ยนเป็น “เชื่อว่าจะชนะ” (เปลี่ยนตัณหาให้เป็นฉันทะนั่นเอง) แต่ความเชื่อนั้นอย่าคิดไปเอง ต้องมีอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือกุศโลบายในการเปลี่ยนความอยากให้เป็นความเชื่อ และทำให้ความกลัวลดน้อยลง ความลับคือต้องอธิษฐานเป็นภาพ โดยให้พลังมาจากจิตใต้สำนึกซึ่งมาจากสมองซีกขวา ซึ่งสมองส่วนนี้จะเข้าใจภาพในจินตนาการกับความรู้สึก เป็นการสร้างภาพแห่งความสำเร็จไว้ในใจ
  • ความคิดกับความรู้สึก : ความคิดเป็นตัวกำหนดอารมณ์ความรู้สึก ความคิดต้องเกิดก่อน แล้วความรู้สึกจึงค่อยตามมา ทำนองไข่เกิดก่อนไก่ ไม่ใช่ไก่เกิดก่อนไข่ คนเราต้องคิดก่อนถึงจะรู้สึกตกใจ ดังนั้น ความรู้สึกเชิงลบต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาจากการคิดลบ ย่อมสามารถควบคุมด้วยการคิดบวกสวนกลับเข้าไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ ความรู้สึกมีอิทธิพลมากกว่าความคิด (ความรู้สึก เป็นผลมาจากพลังแห่งกรรมเก่า ทั้งกรรมพันธุ์และวิบากกรรม เป็นเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ แต่ความคิดเป็นกรรมปัจจุบัน) ดังนั้น ต้องใช้ “สติ” จับความรู้สึกให้ได้ก่อน จึงจะสามารถควบคุมความคิดได้ … “สติ” ทำให้เกิด “ปัญญา” หยั่งรู้ถึงความไร้สาระของความคิด
  • วิธีการฝึกเจริญสติที่ได้ผลสูงสุดมีอยู่วิธีเดียว คือ วิปัสสนากรรมฐานตามหลัก สติปัฏฐาน 4 … สมาธิเป็นฐานของสติ และมีแต่มนุษย์เท่านั้นจึงจะทำได้ คุณหมอสมแนะนำให้เลือกวิธีปฏิบัติ ที่เหมาะกับอาชีพและอุปนิสัย (รายละเอียดลองไปอ่านหนังสือดูเอาเองนะคะ)
    1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน : กำหนดสติไว้ที่กาย เฝ้าดูการเคลื่อนไหวทางกายในทุกอิริยาบท (เหมาะสำหรับ นักกีฬา ศิลปิน ศัลยแพทย์ ทันตแพทย์)
    2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน : เอาสติไปเกาะไว้ที่ความรู้สึก สุข ทุกข์ เวทนา ฝึกจับความรู้สึก รู้ทันความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น (เหมาะสำหรับ นักธุรกิจ นักการเมือง ตำรวจ ทหาร)
    3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน : กำหนดสติพิจารณาเฝ้าดูจิตขณะรับอารมณ์ ราคะ โทสะ โมหะ (เหมาะสำหรับ นักเขียน นักแสดง จิตแพทย์ ทนายความ)
    4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน : ตั้งสติพิจารณารูป-นาม จนเข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ เห็นว่ารูป-นามเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ( (รูป = สิ่งเร้าที่มากระทบ นาม = จิตที่เข้ามารับอารมณ์) เข้าใจถึงการเกิด-ดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้มี ..สิ่งนี้จึงเกิด (เหมาะสำหรับ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย อาจารย์ แพทย์ นักบริหาร นักวางแผน)

มีหลายเรื่องที่พุทธศาสนาเหนือชั้นกว่าวิชาจิตวิทยาของโลกตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด เรียน 2 อย่างพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะจากตำราของคุณหมอสม .. ทำให้เข้าใจดีมากขึ้นค่ะ (ขอบอก) และที่ชอบมากคือ คุณหมอสมแนะนำคนที่คิดอยากจะปฏิบัติธรรม โดยการจับความรู้สึกตัวเอง ให้หัดเขียนไดอะรี่จะช่วยได้มาก …

(เขียน blog แบบนี้ก็คงได้มั๊ง ??)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s