มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก World Class University

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าสู่กันฟัง จากหนังสือ “The Challenge of Establishing World-class Universities” ของ Jamil Salmi

ตกลงถ้าอยากให้มหาวิทยาลัยของเรา ก้าวไปสู่ World Class University นั้น จะต้องทำอย่างไรกันดี

เขาว่า เอาไว้ว่า มี 3 ประการ ที่เป็นลักษณะของมหาวิทยาลัยพันธุ์พิเศษเช่นนั้น กล่าวคือ

  • สะสมคนเก่งและมีความสามารถพิเศษเอาไว้เยอะๆ ทั้งอาจารย์ที่สอน และนักศึกษาที่เรียน และพยายามดึงดูดคัดคนเก่งให้เข้ามาอีกเรื่อยๆ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันมากขึ้นๆ จนเกิดจุดพลิกผัน ที่เรียกว่า Critical mass (ภาษาไทยแปลว่า มวลวิกฤต) ในที่สุด พวกเด็กหัวกะทิทั้งหลายก็จะมากองรวมกันอยู่ที่นี่หมด … ในข้อนี้ ตัวอย่างพวกที่ทำสำเร็จไปแล้ว ก็คือมหาวิทยาลัยกลุ่ม IVY League ทั้ง 8 แห่งของอเมริกา Oxford-Cambridge ของอังกฤษ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง รายหลังนี้ ใช้วิธีคัดเด็กเก่งสุดๆ มาจากทั่วประเทศ จังหวัดละประมาณ 50 คน เป็นประจำทุกปี … แต่วิธีนี้ มีเคล็ดลับคือ ห้ามรับเยอะ เป็นแสนๆ แบบนี้ไม่เอา เพราะควบคุมคุณภาพไม่ไหว ต้องประมาณ 20,000-30,000 คน กำลังดี และนอกจากนั้น คนเก่งๆ ที่พูดถึง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในประเทศเดียวกัน เพราะถ้าเปิดกว้าง จะได้แนวคิดใหม่ๆ สร้างเป็น International Knowledge Networks ดังนั้น มหาวิทยาลัยระดับ World-Class จะต้องมีสัดส่วนของนักศึกษาและอาจารย์ต่างชาติให้มากๆ ประมาณสัก 20-30% ขึ้นไปถึงจะดี … งานนี้มหาวิทยาลัยในประเทศฝรั่งเศสแย่หน่อย มีเพียง 7% … หากไปดูผลการจัดอันดับ ทั้ง QS-THES และ ARWU (ของเซี่ยงไฮ้) จะพบว่าฝรั่งเศสไม่ค่อยจะได้ติดอันดับต้นๆ เลย (ใครสนใจเรื่อง Ranking ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ)
  • มีทรัพย์มากพอ แปลว่าต้องหาเงินเก่ง … ทรัพย์ของมหาวิทยาลัย มาได้ 4 ทาง คือ
    1. เงินสนับสนุนจากรัฐบาล
    2. เงินทุนวิจัย รับจ้างวิจัย หรือบริการวิชาการ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน
    3. เงินบริจาค (พูดเป็นเล่นไป พวกที่มีศิษย์เก่ารวยๆ สปอนเซอร์ดังๆ มีรายได้จากส่วนนี้เยอะมาก เช่น Harvard, Yale, Stanford, Oxford, Cambridge และ อะแฮ่ม … มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์)
    4. ค่าธรรมเนียมการศึกษา (อันนี้ไม่ได้ทำให้มหาวิทยาลัยรวยขึ้นสักเท่าไหร่หรอก)

    พอมีทรัพย์มาก ก็จะมีเงินจ้างอาจารย์แพงๆ ได้ ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยระดับ World-Class ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน และจ่ายค่าตัวให้ professor สูงกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐประมาณ 30% (เอิ๊ก …)

  • มีธรรมาภิบาล หรือหลักในการบริหารงานที่ดีและเหมาะสม สำหรับเรื่องนี้ เยอรมันกับฝรั่งเศส ถูกตำหนิ (อีกแล้ว) อยู่แถวๆ อันดับที่ 40-50 ไม่นับว่าเป็นพวก “อีลีท (Elite)” สักเท่าไหร่ สาเหตุเป็นเพราะกระบวนการคัดเลือกเด็กเข้าศึกษาต่อ ไม่ค่อยได้คัดสักเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาค่อนข้างต่ำ มหาวิทยาลัยขาดการแข่งขัน เพราะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเท่าๆ กันไปหมด อาจารย์ทำวิจัยมาก-วิจัยน้อย ก็มีค่าเท่ากัน (หมายถึงเงินเดือนต่ำเท่าๆ กัน) … แหม ว่าซะเสียเลย … และที่สำคัญ นักศึกษาปริญญาเอกที่ได้มาไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกเด็กที่มีคุณภาพทางวิชาการมาตั้งแต่ต้น ไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยแถวอเมริกา อังกฤษ หรือญี่ปุ่น … สรุปคือนโยบายของรัฐบาลผิดพลาดว่างั้นเถอะ

แต่ช้าก่อน ! ถึงแม้จะเป็นเศรษฐีมีสตางค์ แถมยังมีระบบคัดเลือกนักศึกษาที่ดี ใครๆ ก็แย่งกันสอบเข้า มีนักศึกษาปริญญาเอกจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าสามารถอยู่ในอันดับ TOP100 ได้ง่ายๆ … ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Sao Paulo ของบราซิล (โดนว่าอีกแล้ว) เนื่องจากมหาวิทยาลัยนี้ มีระบบบริหารจัดการที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบของรัฐบาลมากเกินไป ไม่เป็นอิสระ มีนักศึกษาต่างชาติเพียง 3% นักศึกษาก็เป็นคนท้องถิ่น บ้านอยู่แถวนั้น และอาจารย์ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นนักศึกษาของที่นี่มาก่อนทั้งนั้นแหละ เขาเรียกว่า “Inbreed” รับอาจารย์ต่างชาติมาสอนก็ไม่ได้ ผิดระเบียบ แถมวิทยานิพนธ์ก็ห้ามเขียนเป็นภาษาอื่นนอกจากภาษาโปรตุรกีส …

(แต่หากมองต่างมุม อาจเป็นข้อดีก็ได้นะ เพราะเป็นการสร้างชาติเข้มแข็ง ไม่เชื่อลองอ่านเรื่องแปล เกี่ยวกับ open access indicator และ Information Society ของประเทศบราซิล ที่เขียนไว้ใน Blog ตอนที่แล้วดูสิ [ … คลิกที่นี่ค่ะ … ])

อย่างไรก็ตาม การทำตัวให้เป็นมหาวิทยาลัย World-class มันต้องลงทุนสูง ประเทศหนึ่งๆ ไม่ต้องเป็นกันทั้งหมดหรอก เป็นบางมหาวิทยาลัยก็พอ … เขามีวิธีการ 3 วิธีคือ

  1. Upgrade มหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น NUS ของสิงคโปร์เคยเป็นวิทยาเขตของ U. of Malaya มาก่อน … พอแยกตัวออกไป เผลอแพลบเดียว แซงหน้ามหาวิทยาลัยแม่ ไปเกือบ 200 อันดับ ไม่เห็นฝุ่นเลย
  2. ยุบรวมมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน ทำยังกะควบกิจการบริษัท แต่ต้องระวังพลาด ตัวอย่างเช่น U. Manchester ที่อังกฤษ ควบกิจการ และตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็น TOP25 ให้ได้ก่อนปี 2015 (เหมือนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยไหนหว่า … คุ้นๆ) แต่ท่าทางจะเกิดปัญหาภายในนิดหน่อย
  3. สร้างมหาวิทยาลัยใหม่ซะเลย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากๆ คือกลุ่มมหาวิทยาลัย IIT ของอินเดีย ที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก UNESCO รัสเซีย เยอรมัน อังกฤษ อเมริกา ให้สร้าง Institute of Technology เลียนแบบ MIT ของอเมริกา ตอนนี้ติดอันดับ World-class ไปแล้ว วิศวกรจบจากที่นี่ เป็นรองก็แต่ MIT และ UC Berkeley

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่โดนตำหนิว่า วิ่งเร็วเกินไป และมีความพยายามจะเป็น World-class มากเกินไป ทุ่มทุนสร้างจนทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอันดับ เอ๊ย! รักษาคุณภาพค่อนข้างสูง … นั่นคือ ประเทศจีน แถบยังโดนเหน็บแนมว่า “The vision is largely imitative rather than creative” มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่แท้จริง ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และมีความเชื่อมั่นในตัวเองนะจ้ะ ไม่ใช่กางตำราแล้ววิ่งตามคนอื่น

ให้กำลังใจ “Gang of Nine” พี่ไทยทั้ง 9 มหาวิทยาลัยกันหน่อยนะคะ ขอให้นึกถึงคำคมของ Jim Collins เอาไว้ด้วยว่า “Good is the Enemy of Great” … สู้ๆ ค่ะ

One thought on “มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก World Class University

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s