เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010

23-24 มี.ค. 53 ไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ … ได้อะไรมาเพียบ วิทยากรขั้นเทพทั้งนั้น ค่าลงทะเบียนก็เทพเหมือนกัน คือ 13,000 กว่าบาท (ภาษาของพวกหนุ่มๆใน twitter เรียกว่า “เมพขิง” แปลว่า เทพจริง) … วันนี้เป็นวันแรกของการสัมมนา มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากจะบันทึกไว้ ดังนี้

  • ทั้งวิทยากรและผู้ฟัง ต่างก็พก BB, iphone ยกขึ้นมา tweet กัน ตลอดการบรรยาย รายงานข่าว / ชื่นชม-ติชมและวิจารณ์วิทยากร / คุยกันเองโดยใช้ Tag #SMCON / นอกจากนั้นยังใช้ถ่ายภาพ รวมทั้งส่งคำถามขึ้นมาบนเวทีด้วย
  • ที่สำคัญกว่านั้น มีการใช้ QR Code กันอย่างแพร่หลาย (บางคนเรียกว่าเป็น “บาร์โค้ดสุดล้ำ”) นับตั้งแต่ติดไว้บน name badge ห้อยคอของผู้ฟัง วิทยากรใช้แนะนำตัวเองโดยติดไว้บน slide presentation เพื่อให้ผู้ฟังใช้โทรศัพท์มือถือ ยกขึ้นยิง (scan) … เข้าใจว่า ต่อไปก็จะใช้ QR Code กันแพร่หลายใน social network อย่างแน่นอน
  • แม้บนเวทีจะออกอาการเสื้อเหลือง-เสื้อแดงบ้าง พอสังเกตได้จากคำพูดและทีท่า แต่ก็ไม่มีปัญหาต่อการสัมมนาแต่อย่างใด
  • การฟังไปด้วย จดไปด้วย tweet และถ่ายภาพไปด้วย เป็นเรื่องยากสำหรับเรา (แต่เห็นพวกเมพขิงทำได้เร็วมาก บางคนทำได้ทั้งๆที่กำลังเป็นวิทยากรอยู่บนเวทีด้วยซ้ำไป)
  • ดร. อัจฉริยา อักษรอินทร์ ผอ. NECTEC กล่าวเปิดงาน พร้อมสรุปสถิติผู้เข้าร่วมงาน ว่าส่วนใหญ่ มาจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ ส่วนใหญ่ทำงานด้าน PR marketing และเป็น IT management executive (ไปดูรายชื่อพบว่าที่มาจากมหาวิทยาลัย มีบางมด 4-5 คน และ 2-3 คนจาก ม. ศรีปทุม)
  • @apirak_bangkok พูดคนแรก พูดเก่งมาก และเร็วมาก ฉายวิดีโอให้ดูเรื่องหนึ่ง “Is social media a fad ?” สังเกตว่ามีการ promote เว็บ http://www.akiedu.org หรือ Asian Knowledge Institute ของคุณอภิรักษ์ ที่มุมของจอภาพด้วยหน่อยๆ การบรรยายเน้นเรื่องการให้คนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรายย่อยใช้ social media ในการส่งเสริมการขาย ดีกว่าเสียเงินซื้อโฆษณา ไม่ต้องเป็นบริษัทใหญ่ก็สามารถทำได้ โดยบอกว่าบ้านเราต้องขาย “อาหารและการท่องเที่ยว” พูดถึง creative economy ซึ่งคนไทยทำอยู่แล้ว เช่น ตลาดน้ำ ฯลฯ ต่อยอดภูมิปัญญาไทยและเอกลักษณ์ต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แถมยังยกตัวอย่าง Twilight และ New Moon ดังได้เพราะแด็กคูล่า แม่นาคพระโขนงยังทำเป็น The Musical จนโด่งดัง เป็นการเอาเรื่องเก่าๆ มาคิดใหม่ทำใหม่ ความสำเร็จใน social media ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลว่าต้องเป็น Celeb มาก่อน แต่อยู่ที่ idea และ content … นอกจากนั้น ยังเสนอคำว่า Netizen ซึ่งหมายถึง cybercitizen หรือ citizen on network … ให้แนวคิดว่า ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กร ต้องทำ 3 อย่าง คือ 1) ต้อง set agenda ให้กับองค์กรให้ได้ ว่าจะเดินไปทางไหน 2) align resources ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า 3) สร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงาน ซึ่งถือว่าเป็น unlimited resources สุดท้าย แนะนำ social media ของตัวเอง คือ http://www.twitter.com/apirak_bangkok / http://www.youtube.com/apirakbangkok / และ http://www.facebook.com/apiraksupporters
  • คนต่อมาคือ ดร. ทวีศักดิ์ @htk999 (… slide ประกอบการบรรยาย …) พูดถึงการหลอมรวมของสื่อ ไมว่าจะเป็น การดูทีวี การเล่นเว็บ โทรศัพท์ ฟังเพลง ส่งข้อความสั้น post ภาพ ฯลฯ เดี๋ยวนี้มันไหลใส่กันหมด “American teenagers spend more time online than watching television” เดี๋ยวนี้นิยมส่งภาพจากกล้องมือถือไปออกรายการโทรทัศน์ หรือ ireports ทำตัวเป็นนักข่าวพลเมืองกันมากขึ้น ชาวเน็ตกว่า 200 ล้านคนยินดีแลกความเป็นส่วนตัวกับการใช้ social networking นอกจากนั้นได้แนะนำ http://www.vopidiscount.com โทรฟรีเข้าเบอร์บ้านได้ แนะนำข้อควรระวัง อย่าคุยเรื่องไม่ดี เช่นการก่อการร้าย ใน free e-mail เพราะรัฐบาลอเมริกันจะ backup ข้อมูลเก็บไว้และตรวจสอบด้วย แนะนำข้อควรปฎิบัติตนของพนักงานในองค์กรในการใช้ Social Media และสุดท้าย เวลาส่ง e-mail ต้องระวังควรตั้งแวลา internet time ในเครื่องให้ตรงด้วย มิฉะนั้น จดหมายใหม่ๆ อาจถูกนำไปกองรวมกับจดหมายเก่าๆ ได้ใน mailbox .. อาจเทียบเวลากับ สวทช. ได้ที่ http://clock.nstda.or.th
  • พัก coffee break (กาแฟโรงแรมนี้อร่อยมาก รสนุ่มดี) ช่วงต่อไป เป็นการเสวนาหมู่ ประกอบด้วย @nuishow พิธีกร, เจ้าของ Pantip.com, คุณอ้อ @TonAwe จาก Google คุณ @kasamart จาก Sanook, คุณ @pawoot จาก Tarad, และ คุณ @iwhale จาก Kapook
  • ข้อคิดในการจัดงาน คือ ถ้าพิธีกรดำเนินรายการพูดเก่ง สนุก และฮา จะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างดี แม้การตอบสนองจากผู้ฟังจะช้า (ตามสไตล์คนไทย) คุณ @nuishow เก่งมาก ท่าทางค่าตัวจะแพง
  • คุณ @pawoot บอกว่าได้แนะนำให้เจ้าของร้านใน tarad.com ใช้ social media ในการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง จะดีกว่าการส่ง e-mail เพราะข้อเสียคือส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำ e-mail marketing เพื่อรักษาลูกค้าเก่า สนใจแต่จะหาลูกค้าใหม่ๆ หรือมักจะเอาแต่ promote web เท่านั้น ไม่สนใจลูกค้าเก่า
  • ได้ข้อมูลตัวเลขมาจากวงเสวนา … ปัจจุบันคนใช้ Hi5 (ของ sanook.com) ลดลงเรื่อยๆ Hi5 ลดลงเรื่อยๆจาก 6 ล้านคน เหลือ 5.4 ล้านคน (ก็ยังเยอะอยู่ดี) แต่มักเป็นเด็กภูธร ในขณะที่ FB เป็นเด็กกรุง คนใช้ Facebook อยู่ที่ 2 ล้านคน ส่วน twitter มี 39,000 คน (แต่ทำไมคุณทักษิณถึงมีคนตามมากถึง 70,000 ก็ไม่รู้) … คนไทยทั้งหมดมีประมาณ 64 ล้านคน ดังนั้นจะว่าไปแล้ว social media ก็ยังมีพลเมืองไม่มากเท่าไหร่
  • คุณอ้อ @TonAwe จาก Google บอกว่า ใช้ google insights ในการตรวจสอบ พบว่าเมื่อปี 2008-2009 คนชอบค้นคำว่า Hi5 ใน Google มากที่สุด ต่อมาในปี 2009 ค่อยๆลดลง กลายเป็นคำว่า Facebook, YouTube และ Twitter ตามมาอย่างห่างๆ หากมีตัวใหม่ที่อาจจะเข้ามาแทน FB, Twitter ต้องตอบโจทย์ผู้ใช้ และขึ้นกับ key influencer หรือผู้มีอิทธิพลในสังคมเป็นหลัก เช่นพวก celeb หรือดารา เชื่อว่าปัจจุบันมีคนใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือมากกว่า Desktop หรือ Laptop ควร Think Big และควรสนใจเรื่อง Open Platform ให้มากๆ … ต่อมามีผู้ฟัง เสนอให้บรรดา influencers บนเวทีช่วยกันคิดหาวิธีสร้าง Open Platform ดีๆ และมีมาตรฐานเดียวกันเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย (สังเกตว่าคำศัพท์ influencer จะถูกพูดบ่อยมาก โดยวิทยากรหลายคน จนตัวเองต้อง tweet แซวไปว่า คงหมายถึง “แกนนำ” แต่โดน tweet กลับว่า น่าจะเป็น “อำมาตย์” มากกว่า)
  • มีคนถามว่า เวลา post อะไรบนอินเทอร์เน็ต สิขสิทธิ์เป็นของใคร … เจ้าของ pantip.com ตอบว่า เนื้อหาข้อมูลที่ post บน pantip ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ post ยกเว้นจะระบุเป็นอย่างอื่น เช่น creative commons (cc)
  • พักรับประทานอาหารกลางวัน … สังเกตว่า บนโต๊ะทานข้าวของเรา เต็มไปด้วยนักข่าว (คงจะเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของโลก social media)
  • ช่วงบ่ายเริ่มด้วยรายการ Success Story ของบรรดาผู้บริหารและนักการตลาด คนแรกคือคุณ @siwat พูดถึงการทำการตลาดบน social media สิ่งที่ผู้บริโภคสนใจ และนำมาตัดสินใจ คือ ความเห็นของผู้บริโภคคนอื่นๆ โดยจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต (นอกเหนือจากการดูเว็บไซต์เจ้าของสินค้า) ดังนั้น การตลาดจะต้องเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ได้ และต้องทำตลอดเวลาบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น low season หรือ high season (ต่างจากงานโฆษณาเพื่อการขาย) และต้องไม่ใช้ social media เพื่อโฆษณา เพราะจะสร้างความรำคาญให้แก่ลูกค้า ต้องใช้เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้าเท่านั้น (และหากจะโฆษณาแฝง ต้องเนียน มิฉะนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับ)
  • ต่อไปคือคุณ @RongLive ใช้หลัก ทำให้เกิดเป็นข่าว และต้องเป็นข่าวที่เชื่อถือได้ และอย่าใช้การโฆษณาขายของ … พูดถึงสินค้าบางตัว ซึ่งเก่าแก่และน่าจะตายไปได้แล้ว แต่กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ นั่นคือ YellowPages ซึ่งใช้ social media ในการทำแคมเปญ “you can get any job done with yellow” เล่าเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จโดยใช้ YellowPages อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Post-It ของ 3M ซึ่งใช้ FB และ Flickr เชิญชวนให้คนช่วยกัน post แปะคติประจำใจ หรือ Thinks we forget โดยไม่ต้องโฆษณาว่า Post-It คืออะไร (ใครไม่รู้ก็แย่แล้ว) .. และที่เจ๋งสุด ก็นี่เลย การทำประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าให้สินค้าที่ยังไม่มีร้านขาย ยังไม่มีสินค้า โดยสร้างแฟนพันธุ์แท้บน FB และ Flickr ของผลิตภัณฑ์ดูแลตนเอง ผลิตจากขึ้ผึ้งธรรมชาติ ของลุง Burt ชาวอเมริกัน ที่มีชื่อว่า Burt’s Bees ปล่อยให้ลูกค้าโฆษณากันเอง แจกผลิตภัณฑ์ให้ไปลองใช้ ถ้าชอบก็บอกต่อบน Blog ไม่จำเป็นต้องจ้าง Celeb หรือดาราเป็น presenter … มีการใช้รูปถ่าย และ Tag คำว่า “Tag me please” ผลปรากฎว่าพอสินค้ามาถึง เปิดร้านแรกที่พารากอน เกินครึ่งของลูกค้าเป็นแฟนจาก FB มาก่อน ! เห็นว่า step ต่อไปจะใช้ social media ประเภท location-based เช่น Foursquare ด้วย คือถ้าใคร check-in ที่ Burt’s Bees@Siam Paragon จะมีรางวัลพิเศษให้กับ Mayor เป็นประจำทุกสัปดาห์ … สรุป โดยส่วนตัวชอบวิทยากรท่านนี้มากที่สุด เพราะเป็นเทพตัวจริง พูดจาสุภาพ ถ่อมตัวมาก พูดไปพูดมา ทำให้เราเคลิบเคลิ้ม ท่าทางจะกลายเป็นลูกค้า Burt’s Bees ไปกะเขาด้วยอีกคน [ … slide presentation ของคุณ @RongLive … ]
  • คนสุดท้ายของช่วงนี้ คือคุณ @kengdotcom เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า social media engagement จึงโชว์วิธีการใช้ social media เชิญมางานแต่งงาน มี FB Group ชื่อ Aom & Keng Wedding Day มีการ DM ทาง Twitter เชิญมางานก่อนจะส่งการ์ดตามไป มีการสร้างเว็บโดยใช้ wordpress ให้เพื่อนๆ ที่ไม่ได้มาในงาน ได้ชมภาพและติดตามเหตุการณ์ นอกจากนั้น สำหรับแขกที่มาในงานจะ tweet ได้ขอให้ช่วยใส่ Tag #AomKeng ให้ด้วย จะได้เก็บข้อความไว้เป็นที่ระลึก (แปลกดี) … คุณ Keng ได้กล่าวว่า 70%ของลูกค้า จะเชื่อลูกค้าด้วยกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลายบริษัทมีการจัดงานที่เชิญ influencers ในระดับหัวกะทิของเมืองไทยมาพบปะกัน เพื่อเอาข่าวไปพูดต่อ เพราะคนเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนอื่นได้มากพอๆกับนักข่าว และแพร่ข่าวได้เร็วกว่าสื่ออื่นๆ ตัวอย่างเช่น งาน Google Maps Launching Party, Intel Blogger Day, Blackberry Blogger Meeting
  • พัก coffee break แบบเร่งรีบ เอามาทานในห้อง .. เพราะเวลาไม่ทันแล้ว ยังเหลืออีกตั้ง 2 session รายการต่อไปพบกับ @charotte2500 ผู้บริหาร media studio ซึ่งทำรายการให้ช่อง 7 สี และ @sresuda นักข่าวและนักจัดรายการวิทยุแห่ง mcotdotnet

2 thoughts on “เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s