กระบวนทัศน์ทางเลือก (Alternative Paradiagm)

ใครต้องการทำความเข้าใจเรื่องกระบวนทัศน์และทฤษฎีการวิจัย แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้เลย “ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ” ของอาจารย์ชาย โพธิสิตา แห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลตำราดีเด่น มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2548 อาจารย์เขียนดีมาก แต่เวลาอ่านต้องมีเวลาและสมาธิมากๆ เพราะเล่มใหญ่ เพลินเหมือนอ่านนิยายเลย

ขออนุญาตคัดลอกและสรุปบางตอนมาลงไว้นะคะ เป็นข้อมูลเปรียบเทียบจุดยืนของกระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม (Positivism) กับกระบวนทัศน์ทางเลือก (Alternative Paradiagm) จากบางตอนของหนังสือเล่มนี้

  • ภววิทยา (Ontology) : ธรรมชาติของความจริง/ความรู้
  • กระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม เห็นว่า ความจริง/ความรู้ มีอยู่โดยตัวของมันเอง เป็นอิสระจากผู้รู้ เป็นภววิสัย (objective) ความจริงหรือความรู้ที่ถูกค้นพบและผ่านการพิสูจน์แล้ว มีคุณสมบัติเป็นสากล ความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว (single reality) เป็นจุดยืนแบบสัจนิยม (realism) หรือสัจนิยมสามัญ (naive realism)

    กระบวนทัศน์ทางเลือก หรือแนวคิดหลังปฏิฐานนิยม (postpositivism) เห็นว่า ความจริงและความรู้ที่นักวิจัยอ้างว่าตนได้ค้นพบ ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เป็นภาพสร้าง (construct) ความจริง/ความรู้จึงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับบุคคลและบริบท ดังนั้นจึงมีลักษณะจำเพาะเจาะจง เป็นอัตวิสัย (subjective) ทัศนะของกระบวนการทางเลือกจึงเป็นแบบสัมพัทธนิยม (relativism)

  • ญาณวิทยา (Epistemology) : ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
  • กระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม เชื่อว่า ความจริง/ความรู้ มีอยู่อย่างเป็นเอกเทศ ดังนั้น นักวิจัย (ผู้รู้) กับคนหรือสิ่งที่ถูกวิจัย (สิ่งที่ถูกรู้) จะต้องไม่มีความสัมพันธ์อะไรต่อกัน มิฉะนั้นจะเกิดอคติ และสิ่งที่ถูกวิจัยจะเสียความเป็นภววิสัย
    กระบวนทัศน์ทางเลือก ผู้ทำการวิจัยกับผู้ที่ถูกวิจัยมีปฏิสัมพันธ์กัน และต่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน แยกจากกันไม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยกับผู้ถูกวิจัย เป็นกุญแจสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องตรงประเด็น แต่ต้องระวังไม่ให้ความสัมพันธ์ที่ดีเกินไป เป็นอุปสรรคต่อการเก็บข้อมูล

  • วิธีวิทยา (Methodology) : วิธีการเข้าถึงความจริง/ความรู้
  • กระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม ใช้วิธีที่นักวิจัยสามารถควบคุมหรือจัดการกับสิ่งที่ศึกษาได้ เช่นวิธีการทดลอง วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการวิจัยแบบนิรนัย (deductive approach) คือ สร้างสมมติฐานจากความรู้หรือแนวคิดทฤษฎีที่มีอยู่ก่อน (hypothetico-deductive method)
    กระบวนทัศน์ทางเลือก ความจริง/ความรู้ขึ้นอยู่กับบริบท การเริ่มต้นกระบวนการวิจัยด้วยสมมติฐานไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด สมมติฐานควรจะถูกสร้างขึ้นมาจากข้อมูลโดยตรง ไม่ใช่ตั้งมาก่อนการมีข้อมูล การวิจัยไม่ได้มุ่งเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน แต่มุ่งสร้างสมมติฐานเพื่อการทดสอบในภายหลัง ดำเนินการวิจัยแบบอุปนัย (inductive approach) คือสร้างสมมติฐานขึ้นมาจากข้อมูลที่เก็บมาในการวิจัยนั้นโดยเฉพาะ (hypothesis grounded in the data) นักวิจัยเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงกับสถานการณ์หรือกับประชาชนผู้ถูกศึกษา มีการออกแบบการวิจัยที่ยืดหยุ่น ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพหลายแบบ นักวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูล ใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยใช้ความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การได้ข้อมูลที่ดี

  • ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causality)
  • กระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม จุดมุ่งหมายคือการพิสูจน์สมมติฐานที่นักวิจัยตั้งขึ้น หรือพิสูจน์ทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว เหตุย่อมมาก่อนผล หรืออย่างน้อยเหตุกับผลในเวลาไล่เลี่ยกันหรือพร้อมกัน เหตุกับผลสัมพันธ์กันในลักษณะเป็นเส้นตรง (linear) หรือเส้นตรงหลายมิติ (multilinear)
    กระบวนทัศน์ทางเลือก ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล แต่มุ่งทำความเข้าใจด้วยการตีความหรือปรากฎการณ์ที่ศึกษาเป็นหลัก สรรพสิ่งย่อมอยู่ในฐานะที่จะมีผลกระทบต่อกันและกันได้ ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลเป็นความสัมพันธ์เชิงพหุ ดังนั้นการวิจัยเชิงคุณภาพจึงศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นองค์รวม มุ่งทำความเข้าใจความหมาย และการอธิบายมากกว่าพิสูจน์หาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างปัจจัยต่างๆ

  • ค่านิยม (Values) และอคติในการวิจัย
  • กระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม การวิจัยเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินไปอย่างปราศจากค่านิยมหรืออคติ วิธีการที่เป็นภววิสัย (objective) จะช่วยทำให้การวิจัยเป็นสิ่งที่ปราศจากค่านิยมหรืออคติได้
    กระบวนทัศน์ทางเลือก การวิจัยเป็นกระบวนการที่หนีไม่พ้นค่านิยมหรืออคติ (Value-leden) ซึ่งอาจมาจากภายในตัวนักวิจัยหรือจากบริบทภายนอกนักวิจัยก็ได้ นักวิจัยเปิดเผยผลการวิจัยให้เห็นว่า มีค่านิยมหรืออคติอะไร อย่างไร ในการวิจัย แยกการตีความของกลุ่มตัวอย่างที่ถูกศึกษา ออกจากการตีความของนักวิจัย เพื่อไม่ให้ผู้อ่านสับสน ค่านิยมหรืออคติในการวิจัย ความจริงไม่ใช่สิ่งที่เสียหายเสมอไป แต่เป็นสิ่งที่นักวิจัยต้องพึงสังวรระวัง

  • สามัญการ (Generalization)
  • : มโนทัศน์ที่ใช้เพื่อหมายถึงการที่ผลการศึกษาจากที่หนึ่ง ณ เวลาหนึ่ง สามารถนำไปใช้ในที่อื่นและในเวลาอื่นได้
    กระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยม เชื่อว่า สามัญการเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการวิจัย ความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีเพียงหนึ่งเดียว และมีคุณสมบัติเป็นเสมือนกฎในเรื่องนั้นๆ (law-like reality) ผลการวิจัยย่อมไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและบริบท (time-and-context-free) นั่นคือใช้ได้ทั่วไปนั่นเอง จุดมุ่งหมายของการวิจัยคือการพัฒนาองค์ความรู้ที่มีลักษณะเป็นกฎ (nomothetic) สามารถนำไปใช้ได้ทั่วไป (กลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่มีความเป็นตัวแทนสูง จะทำให้ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในวงกว้างได้มาก หรือสามัญการได้มาก)
    กระบวนทัศน์ทางเลือก จุดมุ่งหมายของการวิจัย คือการพัฒนาองค์ความรู้หรือคำอธิบายสำหรับสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ในรูปของสมมติฐานเชิงปฏิบัติการที่มุ่งเพื่อใช้เฉพาะกรณีเป็นหลัก หรือในรูปของข้อสรุปเชิงทฤษฎีที่สามัญการได้ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด

อ้างอิง: ชาย โพธิสิตา. (2552). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง

3 thoughts on “กระบวนทัศน์ทางเลือก (Alternative Paradiagm)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s