PLoS ONE และวารสารสายพันธุ์ใหม่ – OA Mega Journals

แปลและเรียบเรียงมาจาก PLoS ONE’s 2010 Impact Factor, The Scholarly Kitchen, Jun 28, 2011

วารสาร Open Access ที่ชื่อว่า “PLoS ONE” ของสำนักพิมพ์ The Public Library of Science ภายในเวลาเพียง 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2006 ตีพิมพ์บทความไปแล้วมากกว่า 7,000 เรื่อง (มากที่สุดในโลก) เริ่มมีค่า impact factor กับเขาในปีแรก (ปี 2010) ก็พุ่งขึ้นสูงถึง 4.411 (อันดับที่ 12 ในบรรดาวารสารสาขา Biology จำนวนทั้งหมด 85 ชื่อ) แถมคาดว่าปลายปี 2011 นี้ จะสามารถตีพิมพ์บทความได้มากถึง 12,000 บทความ การเติบโตของวารสารจะไม่มีขอบเขตจำกัด แม้แต่กองบรรณาธิการยังมีอาสาสมัครจำนวนมากถึง 1,300 คน แต่ข้อสังเกตคือ เป็นวารสารสหสาขาวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ที่เน้น sound methodology คือรวบรวมข้อมูลมาจากการใช้วิธีการเดิมๆที่มีอยู่แล้ว มากกว่าจะเป็นการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ที่เป็น novelty

ในงานประชุมวิชาการ 2011 Society for Scolalry Publishing (SSP) Annual Conference ที่ผ่านมา Peter Binfield บรรณาธิการวารสาร PLoS ONE ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “OA Mega Journal” ไว้ใน slide บรรยาย http://www.slideshare.net/PBinfield/ssp-presentation4 โดยเขาพยากรณ์เอาไว้ว่า ประมาณปี 2016 จะเป็นยุคของ OA Mega Journal วารสารขนาดยักษ์ที่มีจำนวนเพียงแค่ 100 ชื่อ แต่จะสามารถครอบคลุมบทความในสาขา STM ได้มากกว่า 50% ของที่มีอยู่ทั้งหมด

ปัจจุบันสำนักพิมพ์ที่เคยใช้วิธีการบอกรับ (subscription publishers) หันมาสร้าง OA เลียนแบบ PLoS กันแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น SAGE Open, BMJ Open, Bentham Open ฯลฯ ตลาดเติบโตเร็วมาก ตีพิมพ์เร็ว รับตีพิมพ์ง่าย (ซึ่งอาจเป็นข้อเสีย เรื่องการประกันคุณภาพ ??) สำนักพิมพ์ subsription publishers หลายแห่งถึงกับบ่นว่า วารสาร PLoS ONE มักจะรับตีพิมพ์ต้นฉบับที่ตนปฏิเสธไปแล้ว (rejected manuscripts) ทำให้เกิดความคิดว่า ทำไมจะต้องลงทุนเรื่องกองบรรณาธิการและ peer-review กันอีก ถ้าการรับตีพิมพ์ยากๆ จะกลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้สำนักพิมพ์คู่แข่งอย่าง OA Publishers ถึงกระนั้น บรรดาสถาบันชื่อดังอย่างเช่น The Howard Hughes Medical Institute, The Max Planck Society และ The Wellcome Trust ก็พากันประกาศตัวว่าจะเปิดวารสาร OA ของตัวเอง ขึ้นในราวปี 2012 นี้เช่นกัน

แน่นอนว่า เรื่องนี้มีผลกระทบต่อธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ของเรา คุณค่าต่อ “การคัดเลือก” บทความอย่างพิถีพิถัน จะไม่สำคัญเท่ากับการทำให้บทความนั้นเผยแพร่กระจายออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การอ้างอิงและค่า impact factor อาจจะเกิดวิกฤติฟองสบู่แตก (citation bubble) ตามมา ปรากฎการณ์ที่ค่า Impact Factor ของ PLos ONE ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะสับสนในการใช้ค่า impact factor เพื่อประเมินคุณภาพของนักวิจัย หน่วยงาน สถาบัน และประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่นิยมนำมาผูกกับการให้ทุนหรือให้รางวัลการตีพิมพ์ของนักวิจัย

การเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ใน PLoS ONE อาจไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จ แต่อาจเป็นเรื่องของการตลาด จะเห็นได้ว่า เมื่อปี 2008-2009 วารสาร PloS ONE ยังไม่มีค่า Impact factor ด้วยซ้ำไป แต่พอถึงปี 2010 กลับสูงขึ้นถึง 4.411 … เรื่องนี้น่าสนใจ และคงต้องติดตามดูว่า scientific community จะมีวิวัฒนาการไปทางทิศทางใด ในศตวรรษที่ 21 … ศตวรรษแห่งเทคโนโลยี social network

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s