ความรู้ที่ได้จากการไปประชุม APAIE 2012 (ตอนที่ 3)

ไปฟังบรรยายในงาน APAIE 2012 (4-6 เม.ย.55) .. session ของเช้าวันแรก เลือกฟังไป 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ A sociological perspective on student experience of cross-border learning เป็นการศึกษาทัศนคติของนักศึกษาชาวไต้หวันที่ไปเรียนออสเตรเลีย และทัศนคติของนักศึกษาชาติตะวันตกที่ไปเรียนไต้หวัน โดยการวัดหลักสูตร วิธีการสอน และการประเมินผล แปรผลโดยใช้ตัวชี้วัด 2 ตัว คือ epistemic relations (ER) และ social relations (SR) งานวิจัยนี้พบว่า อาจารย์ที่ออสเตรเลีย มีลักษณะ ER- SR+ คือทำตัวเป็น facilitator มากกว่าจะเป็น instructor ส่วนอาจารย์ในไต้หวันมีลักษณะ ER+ SR- คือสอนแบบ give input อย่างไรก็ตาม นักศึกษาจีนในออสเตรเลียบางคนกลับรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนน้อย อาจารย์สอนแบบ passive assistant เกินไป ทำให้นักศึกษาไม่ค่อยได้อะไร จึงไม่ชื่นชม ส่วนนักศึกษาชาติตะวันตก กลับบอกว่าอาจารย์ชาวไต้หวันสอนแบบ one-way มากเกินไป ไม่มี social relations ไม่ท้าทาย และเนื้อหาที่สอนไม่ค่อยเกี่ยวกับชีวิตจริงเท่าไหร่ .. ดังนั้น สรุปว่า student-centered และ teacher-centered ต่างก็มีรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องวัฒนธรรมที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย ก่อนจะนำไปใช้ และต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

เรื่องที่สองคือ ASEAN economic community: education mobility – reality or dream? เขาพูดถึงว่า เราน่าจะมี ASEAN Qualification Framework (ASEAN QF) เพื่อประเมินคุณภาพการศึกษาด้วยมาตรฐานเดียวกัน ตอนนี้ ASEAN มี 10 ประเทศ มีพลเมือง 560 ล้านคน โลกาภิวัฒน์ทำให้อัตราการเกิด people mobility เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยต้องทำงานร่วมกับรัฐบาลในการวางนโยบายและให้ทุนสนับสนุน เพราะเป็นการเพิ่มทักษะให้แก่นักศึกษา แถมยังเป็น soft diplomacy คือ การทูตทางอ้อม แนะนำให้ประเทศอื่นๆรู้จักเราได้ดีขึ้นผ่านทางนักศึกษาแลกเปลี่ยน ปัจจุบันประเทศออสเตรเลียมี inbound student mobility มากที่สุด สาเหตุเพราะภาษาและคุณภาพแบบอังกฤษ อยู่ไม่ไกล ปลอดภัย และค่าใช้จ่ายไม่แพงมากจนเกินไป ข้อมูลในปี 2010 พบว่านักศึกษาที่มาเรียนออสเตรเลีย มาจากประเทศต่างๆ เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลี ไทย เวียดนาม บราซิล เนปาล มาเลเซีย อินโดนีเซีย อเมริกา และเมื่อปี 2011 มีนักศึกษาในกลุ่ม ASEAN ไปเรียนและฝึกอบรมที่ออสเตรเลียมากถึง 103,969 ราย นอกจากนั้น ยังพบว่า มีนักเรียนจำนวนมากที่ชอบไปเรียนที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ด้วยเหตุผลเพราะว่า เป็นประเทศมุสลิม

(ประเทศไทยมีนักศึกษา inbound 2,305 ราย นักศึกษา outbound 6,590 ราย)

พูดถึงภาษาอังกฤษ … ภาษาอังกฤษมีความสำคัญเนื่องจากเป็นภาษากลางที่ใช้กันทั่วโลก ในกลุ่มประเทศต่างๆ เช่น UN,ASEAN, EU, NATO, APEC, OIC, OECD เรียกว่าเป็น “Global lingua franca of the current world” ปัจจุบันมีคนใช้ภาษาอังกฤษประมาณ 7 พันล้านคน Mobility ผ่านภาษาอังกฤษ มี 6 รูปแบบ ได้แก่ education mobility, information mobility (เช่น internet, web-based documentation), tourism mobility, employment mobility, business mobility และ entertainment mobility ปัจจุบันความต้องการภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนครูมีน้อย ไม่เพียงพอ และไม่มีวิธีการสอนและฝึกบรมที่ดีพอ ดังนั้นรัฐบาลควรหันมาสนใจให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง

เรื่องที่สามคือ International student mobility towards South Korea เรื่องของ cross-border student mobility นี้เป็นเรื่องใหญ่ จากข้อมูลของ OECD ปี 2006 พบว่า จำนวน international students ทั่วโลกมีจำนวนมากถึง 2.7 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 7.2 ล้านคนภายในปี 2015 สำหรับประเทศเกาหลี นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน สถาบันอุดมศึกษาในเกาหลีมีจำนวน 405 แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวน 52 แห่ง เอกชนจำนวนมากถึง 353 แห่ง ชาวต่างชาตินิยมมาเรียน Korean language, social sciences และ engineering รวมทั้งมีหลักสูตรที่เป็น joint degree, dual degree และวิชาที่เป็น English cross-border disciplines ดังนั้น นับว่าเกาหลีเป็น The education hub of Northern Asia โดยในปี 2010 เกาหลีมีนักศึกษาต่างชาติ 50,000 ราย และจะเพิ่มเป็น 100,000 ในปี 2012

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s