สรุปความรู้ที่ได้จากการไปอบรมคู่มือมนุษย์ รุ่น 7 (Day 2)

สรุปความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง

dhamma

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

  • องค์ประกอบของโลกและชีวิต คือ ขันธ์ 5
  • ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  • รูปขันธ์ เกิดจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ ก่อเป็นรูป และรู้จักแตกสลาย
  • กริยาอาการของจิต ได้แก่ เวทนา (ความรู้สึก ทำให้เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ) สัญญา (จดจำได้) สังขาร (คิดปรุงแต่ง) วิญญาณ (ความรู้แจ้งต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น รู้แจ้งใน 4 สิ่งคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร)
  • ในภาวะปกติ จิตรับรู้ได้ทีละทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ไม่ยอมหยุด วิญญาณหรือธาตุรู้เกิดแล้วดับ สลับกันทีละทวารตลอดเวลา วนเวียนเช่นนี้ไม่ยอมหยุด จนทำให้เราหลงเข้าใจผิดคิดว่า วิญญาณเป็นตัวเป็นตน ฝังอยู่ในร่างกายของเรา
  • หากหลงเข้าใจผิด ยึดถือว่ากายเป็นตน (ก็ยังพอเห็นใจและเข้าใจได้) ดีกว่าจะหลงเข้าใจผิด ยึดเอาวิญญาณเป็นตน เพราะกายนี้ตั้งอยู่ 60-80 ปี ก็ดับไป แต่วิญญาณนี้เกิดดับ เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ควรหลงเห็นมันเป็นตัวตน
  • ขันธ์ 5 จะเกิดที่ “ผัสสะ” — ให้มองลงไปในจิต ในขณะที่เกิดผัสสะ แล้วจะพบการเกิดและดับของขันธ์ 5 ที่นั่น (ผัสสะ เกิด ขันธ์ 5 เกิด – ผัสสะ ดับ ขันธ์ 5 ดับ)
  • ผัสสะคือการรับรู้ เมื่อมีการกระทบอายตนะ
  • อายตนะภายใน หมายถึงสื่อเชื่อมต่อที่อยู่ในตัวคน (อินทรีย์ 6) คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่เชื่อมต่อกับอายตนะภายนอก
  • อายตนะภายนอก หมายถึงสื่อเชื่อมต่อที่อยู่นอกตัวคน (อารมณ์ 6) คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมรมณ์
  • เมื่ออายตนะภายในคือ “ตา” กระทบอายตนะภายนอกคือ “รูป” เป็นเหตุให้เกิด “วิญญาณ” (การรู้) ทางตา –> พอครบองค์สาม จะทำให้เกิด “ผัสสะทางตา” แต่ถ้าเรากำลังคิดอะไรเพลินๆ กำลังเกิดวิญญาณทางใจ (มโนวิญญาณ) ใครมาเรียกไม่ได้ยิน ไม่เกิดวิญญาณทางหู ในกรณีนี้ จะไม่เกิดผัสสะทางหู เพราะไม่ครบองค์สาม
  • ต้องมีสติ เพื่อให้เห็นสภาวะที่จับต้องได้ของขันธ์ 5 กำหนดรู้ว่า เป็นขันธ์ 5 บริสุทธิ์ หรือขันธ์ 5 ที่มีอุปาทานเข้าไปยึดครองแล้ว
  • ความรู้สึกเป็นทุกข์หรือไม่ทุกข์ เกิดจากการมีหรือไม่มี “ราคะ”
  • ตัวราคะ หรือความหลงรัก ความยินดีพอใจ ไม่อยากพลัดพราก (หลงจิตติดใจในรสชาติ ที่ได้รับจากสิ่งของเหล่านั้น) ก็คือ ตัวอุปาทาน (ความหลงติด หลงยึดถือ พัวพัน ออกมาไม่ได้จากสิ่งนั้น)
  • สิ่งทั้งปวง มีลักษณะของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเสมอ) ทุกขัง (เป็นทุกข์ ดูแล้วสังเวชใจ) อนัตตา (ไร้ตัวตนอันแท้จริง) ไม่อาจตั้งอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ต้องเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา
  • สรรพสิ่งเป็นอนัตตา คือว่างจากการมีตัวตนที่แท้จริง (สุญญตา) — อนัตตา ไม่ได้แปลว่า ไม่มีตัวตน แต่แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน (มีตัวตนชนิดเปลี่ยนไปทุกเสี้ยววินาที)
  • อิทัปปัจจยตา คือ กฎแห่งความจริงของธรรมชาติ ที่ควบคุมสรรพสิ่ง ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย — เพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆจึงมี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ๆ สิ่งนี้ๆ จึงดับไป
  • สรรพสิ่งเป็นเพียงแต่ กระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่ไหลต่อเนื่อง หาใช่เป็นตัวเรา เป็นของเราไม่
  • ตัวเราที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงผลลัพธ์ของกระแสอิทัปปัจจยตาเท่านั้น
  • ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ทุกสิ่งย่อมไม่เป็นไปตามความชอบความต้องการของเรา — ผู้ที่เข้าใจ จะสามารถป้องกันและทำลายความโลภ โกรธ หลง ทุกข์ลงได้
  • ก่อให้เกิดการมองเห็นตามเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) — ไม่เห็นเป็น ตัวกู-ของกู-กูได้-กูเสีย-กูถูก-มึงผิด
  • การตั้งจิตไว้ผิด คือ ตั้งจิตฝืนกฎไตรลักษณ์ จะทำให้เกิดทุกข์
  • จะเห็นอิทัปปัจจยตาเกิดขึ้นทุกขณะจิต ได้โดยการฝึกอานาปานสติ เอาสติลงไปดูที่ สติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม)
  • จิตในขณะที่เกิดผัสสะ จะเกิดเป็นวงจรปฏิจจสมุปบาท
  • ปฏิจจสมุปบาท คือกลไกการทำงานของจิต ที่เกิดขึ้นและดับไปของความยึดถือและความทุกข์ ที่รวดเร็วดุจสายฟ้า ประกอบด้วย 12 ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ
  • อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาณ -> นามรูป -> สฬายตนะ -> ผัสสะ -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ -> ชาติ -> ชรา มรณะ
  • เราต้องฝึกทำสติและสมาธิ ให้ทำหน้าที่คอยกั้นผัสสะ
  • เราจะดับทุกข์ที่เกิดในขณะผัสสะได้นั้น จะต้องทำให้สติวิ่งมาตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทให้หยุดลง กั้น ณ จุดใดก็ได้ แต่ต้องก่อนการเกิดขึ้นของอุปาทาน
  • อุปาทาน คือการหลงติดในสิ่งนั้น จิตไม่อาจหลุดออกมาได้
  • อุปทาน จะเกิดได้นั้น จิตจะต้องกระทบเข้ากับสิ่งที่มีค่า มีความหมายแก่จิต
  • กลไกของการเกิดอุปาทาน ประกอบด้วย 1. สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ 2. จิตไปหลงให้คุณค่าให้ความหมายแก่สิ่งนั้น (เกิดจากสัญญา-จำได้) และสร้างสายใยเข้าไปยึดเกาะได้สำเร็จ
  • หากจะทำลายอุปาทาน ต้องทำลายสายใยนั้นให้ได้

อ่านสรุปของวันอื่นๆ ได้ที่นี่ค่ะ

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s