สรุปความรู้ที่ได้จากการไปอบรมคู่มือมนุษย์ รุ่น 7 (Day 4)

สรุปความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556

  • ปกติจิตจะเป็นประภัสสร ว่างจากกิเลส เป็นพื้นฐานโดยธรรมชาติ  ไม่ใช่ไม่คิด คิดได้แต่ว่างจากกิเลส อาจไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเพ่งอยู่
  • หรือจิตอาจมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่องโดยการทำอานาปานสติ สังเกตความรู้สึกนึกคิดของตนตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กำหนดรู้แล้ววาง ให้จิตอยู่ในวิหารธรรม (มรรคมีองค์ 8)
  • การรับรู้ของเรา โดยมากจะเป็นปกติสัมผัส หรือธรรมชาติสัมผัส ไม่ว่าจะมีสติ หรือไม่มีสติ แต่ไม่มีอวิชชา จิตปกติ ไม่มีกิเลส ไม่ให้ค่า จิตว่างจากการยึดมั่นถือมั่น
  • อย่างไรก็ตาม ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลาทุกวินาที และเมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าผัสสะกระทบแล้ว เราเรียนรู้ความหมายของสิ่งต่างๆมากไป เผลอไปให้ค่า เสพเวทนา หลงยินดียินร้าย สัญญากระตุ้นให้ทำงาน เกิดหลงใหลหรือเสพติด (เหมือนกาว) อวิชชาจะลุกขึ้นทำงาน กลายเป็นอวิชชาสัมผัส ทันที
  • ปัญหาคือ จิตใจของเรามักจะเคยชินกับการให้คุณค่า ให้ความหมายของสิ่งที่จิตเข้าไปกระทบรับรู้อย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว อันเป็นสาเหตุนำไปสู่การเกิดวงจร “ปฏิจจสมุปบาท
  • เมื่อเกิดการกระทบเข้ากับรูปที่มีค่ามีความหมาย ความเคยชินที่ฝังอยู่ในสันดาน จะถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ (เกิออวิชชาเข้าแทรก) เกิดเป็นนามรูป จากนั้นผัสสะโง่จะตามมาทันที
  • เมื่ออายตนะภายใน+ภายนอกถูกกระทบ เกิดการรับรู้ วิญญาณหรือธาตุรู้ปรากฎ ผัสสะจึงเกิด
  • ผัสสะแต่ละครั้งทำให้ขันธ์ 5 เกิด (ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
  • เมื่อผัสสะเกิด เวทนาก็ตามมา อาจเกิดสัญญาแบบ “จำหมาย”จำได้หมายรู้ว่าคืออะไร แต่ถ้าเข้าใจกระแสอิทัปปัจจยตา (เหตุ-ปัจจัย) เห็นเครื่องกั้น เห็นตามที่เป็นจริง ดับอวิชชาได้ก็จบ แต่ถ้าดับไม่ได้ ก็จะไปต่อ เกิดสัญญาแบบ “มั่นหมาย” ให้ค่าให้ความหมายของสิ่งนั้น สังขารปรุงต่อคิดตาม เข้าวงจรปฏิจจสมุปบาททันที
  • เมื่อผัสสะกระทบปุ๊บ ถ้าเรามีสติรู้เท่าทัน หยุดให้ความหมาย จะสามารถกั้นอวิชชา ตัดวงจร ดับทุกข์ได้
  • ในกรณีที่ใจเริ่มลังเล ว่าจะให้คุณค่าดีหรือไม่ จิตยังไม่รักหรือไม่เกลียด แต่กำลังวนๆดูอย่างสนใจว่าจะเอายังไงดี  ถูกดูดให้มาติด หลงเพลิน ออกมาไม่ได้จากสิ่งนั้น แบบนี้เรียกว่า “นันทิ” คืออุปาทาน เหมือนกัน
  • เมื่อผัสสะกระทบ ถ้าเป็นผัสสะบริสุทธิ์ เป็นปกติสัมผัส แต่ถ้าเผลอสติไปให้ค่า เกิดสัญญามั่นหมาย จะเข้าไปสู่วงจรการเกิดทุกข์ คือ อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาน -> นามรูป -> สฬายตนะ (สฬา แปลว่า 6) -> เกิด ผัสสะโง่
  • จากนั้น ผัสสะโง่ -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ ชาติ ชรามรณะ ฯลฯ ทุกข์
  • วิธีแก้คือ ต้องสร้างสัญญาใหม่ อย่าสร้าง สัญญาฝ่ายเกิดทุกข์  (เป็นสัญญาของกิเลส ของอวิชชา) แต่ให้สร้าง สัญญาฝ่ายดับทุกข์ (เป็นสัญญาของปัญญา ของวิชชา) เห็นโดยอาการที่เป็นโทษ
  • อะไรที่ทำให้รักมาก จะทำให้เจ็บมาก จิตมีอำนาจแห่งความคุ้มครอง เวลาเสพ ต้องเพ่งว่ามันร้อนๆ ไม่หลงใหล จนกระทั่งเกิดสัญญาใหม่ ฝังในใจ ต่อมาเมื่อกระทบสิ่งนั้นอีก จะจำได้ว่าเป็นทุกข์ จิตจะหยุด
  • สัญญาฝ่ายดับทุกข์ ที่ควรเจริญให้มาก กระทำให้มาก เพราะมีอานิสงส์ใหญ่ ทำให้จิตหยั่งลงสู่อมตะ มี 7 ประการ คือ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (ไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น) อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา ทุกเขอนัตตสัญญา
  • ปฏิจจสมุบปบาท คือ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) อย่างละเอียดพิสดาร
  • มรรค 8 คือ ข้อปฏิบัติ ที่ต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกันทั้ง 8 ข้อ เพื่อนำไปสู่ภาวะพ้นทุกข์ (สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมนันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
  • ให้ละสังโยชน์ หรือเครื่องผูกมัดให้ติดจมอยู่กับความทุกข์ 10 ประการ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
  • วิธีการปฏิบัติเพื่อให้ความทุกข์ดับลง ต้องฝึกอานาปานสติ ซึ่งเป็นทั้ง สมถะและวิปัสสนา ช่วยขุดรากถอนโคน
  • สมถะ คือ การเพ่งดู “สิ่งที่นิ่ง” ผลลัพธ์ที่ได้คือความนิ่งสงบของสมาธิ ส่วน วิปัสสนา คือ การเพ่งดู “การเปลี่ยนแปลง” ของสิ่งที่เราสนใจ ผลลัพธ์คือความรู้แจ้งเห็นแจ้งในสิ่งนั้น เห็นความจริงของธรรมชาติว่า ทุกอย่างล้วนตกอยู่ในสภาพแห่งอิทัปปัจจยตา อันมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ เกิดเป็นความรู้แจ้งแห่งจิตว่า สิ่งที่ตนเฝ้าสังเกตนั้น มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ไม่อาจควบคุมได้ดังใจปรารถนา ไม่ควรไปยึดเอาถือเอามาเป็นของๆเรา เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด คลายความยึดถือลงไป เกิดญาณดับทุกข์ รู้ว่าไม่ควรหลงไปเอามันมาเป็นเรา เป็นของของเรา เพราะจะทำมาซึ่งทุกข์
  • อานาปานสติ คือ การนำสติไปกำหนดรู้ความจริงของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ โดยให้กำหนดรู้ต่อความจริงนั้นทุกลมหายใจเข้าออก
  • สิ่งหรือฐาน 4 อย่าง นั้นคือ กาย (หรือลม) เวทนา จิต ธรรม (สติปัฏฐาน 4)
  • การฝึกอานาปานสติ ต้องใช้ธรรมะสี่เกลอ ทำงานประสานกัน คือ สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ (สติ ภาษาบาลีแปลว่า ลูกศร)
  • ปัญญา คือ ดาบและความคมของดาบ สติ คือ การดึงดาบออกมาใช้งาน ได้รวดเร็วทันเวลา  สัมปชัญญะ คือ การเลือกดาบเล่มที่ถูกต้องเหมาะสมในการทำลายกิเลสแต่ละตัว รวมทั้งท่วงท่าในการฟัน ส่วน สมาธิ คือ  พละกำลังในการฟาดฟันลงไปที่ตัวกิเลส เป็นกำลังสมาธิที่ได้จากการฝึกสมถะ
  • ผู้ใดฝึกฝนอานาปานสติจนสมบูรณ์ จะทำให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ -> โพชฌงค์ 7 สมบูรณ์ -> วิชชาและวิมุตติสมบูรณ์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s