กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ คืออะไร

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2558 ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมโครงการ “การอบรมกฎหมายเพื่อการปฏิบัติงาน รุ่นที่ 4” ซึ่งงานบริหารและธุรการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้น วิทยากรคือ ท่านตุลาการศาลปกครองนครศรีธรรมราช อนุชา ฮุนสวัสดิกุล ท่านเตรียมสไลด์ให้มากมาย และสอนสนุกมาก อธิบายโดยยกคดีที่เกิดขึ้นจริงเป็น case study แต่เวลาบรรยายมีเพียง 3 ชั่วโมง ซึ่งไม่ค่อยจะเพียงพอเท่าไหร่ .. อย่างไรก็ตามผู้เรียนพอจะได้เกร็ดความรู้มาบ้าง ขอนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ค่ะ

กฎหมายหลักซึ่งผู้บริหารที่ต้องเซ็นอนุมัติโน่นนั่นนี่ สั่งการ อนุญาต อนุมัติ วินิจฉัย ฯ ล ฯ และผู้ปฎิบัติงานที่จะต้องจัดซื้อจัดจ้าง ประกาศผลการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ประกาศคะแนนสอบของนักศึกษา หรือให้ทุนการศึกษา ควรทำความรู้จักให้ดี (ถ้าไม่อยากขึ้นศาลปกครอง) คือ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือที่วิทยากรเรียกย่อๆ ว่า “วิ ปฏิบัติ 39”  

ส่วนกฎหมายอื่นๆ ที่ควรรู้จักเช่นกัน คือ กฎหมายใหม่ล่าสุด ที่มีชื่อว่า พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 หรือเรียกย่อๆ ว่า กฎหมายอำนวยความสะดวก”  ที่ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วให้แก่ประชาชนเวลาไปติดต่อราชการ

หลักสำคัญที่จะต้องจำไว้ คือ

  1. การกระทำของเจ้าหน้าที่จะต้อง ถูกต้อง และ ชอบด้วยกฎหมาย
  2. แม้จะมีอำนาจหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถกระทำการใดก็ตาม ที่ไปกระทบ “สิทธิหรือเสรีภาพ” ของบุคคลใด เว้นแต่จะมีกฎหมายหรือ พ.ร.บ. เขียนให้อำนาจไว้เท่านั้น
  3. การใช้อำนาจหน้าที่ในเรื่องใดก็ตาม จะต้องเป็นไปตาม
    “หลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการ หรือเงื่อนไข ของเรื่องนั้น
  4. ในกรณีที่กฎหมายให้เป็น ดุลยพินิจ ของเจ้าหน้าที่ จะต้องเป็นดุลยพินิจที่ชอบ (ด้วยเหตุและผล)

หลักความเสมอภาค

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต่อบุคคล จะกระทำมิได้ 

การปฏิบัติต่อบุคคลแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม อาจแตกต่างกันได้บางกรณี เป็น การเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม” เช่น บุคคลแตกต่างกันใน”สาระสำคัญ” จะปฏิบัติแตกต่างกันตามสาระสำคัญของบุคคลแต่ละคนนั้น

การกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  1. กระทำโดยไม่มีอำนาจ
  2. กระทำนอกเหนืออำนาจ
  3. กระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
  4. กระทำไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน วิธีการอันเป็นสาระสำคัญ
  5. กระทำไม่สุจริต
  6. เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
  7. สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น
  8. สร้างภาระเกินสมควร
  9. ใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ (ด้วยเหตุและผล)

(ข้อ 7 และข้อ 8 นี้ น่าสนใจมาก)

หลักการใช้ดุลยพินิจ

  1. ต้องอยู่ในกรอบของความชอบด้วยกฎหมาย (กฎหมายให้อำนาจ)
  2. ต้องอยู่ในหลักสุจริต (โดยภาวะวิสัย หรือสภาพในขณะกระทำการนั้นๆ)
  3. ต้องไม่เลือกปฏิบัติ (หรือหากเลือกปฏิบัติต้องมีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ)
  4. ต้องใช้หลักความได้สัดส่วน พอเหมาะพอควรแก่กรณี  มีดุลยภาพ

การกระทำผิดโดยละเมิด

เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดโดยละเมิดเมื่อ กระทำละเมิดโดยจงใจและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

  • แยกความรับผิด อันเกิดจาก “การปฏิบัติหน้าที่” กับ “ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่”
  • แยกความรับผิดของ “หน่วยงาน” กับ “เจ้าหน้าที่”
  • สิทธิไล่เบี้ย เฉพาะกรณีจงใจ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
  • การไล่เบี้ย คำนึงถึงระดับความร้ายแรงและความบกพร่องของหน่วยงาน
  • ไม่นำหลัก “ลุกหนี้ร่วม” มาใช้บังคับ
  • กำหนดเรื่อง “อายุความ” แตกต่างจาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • หน่วยงานใช้ “มาตรการบังคับทางปกครอง” ได้เอง

กฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ ระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

แนวทางปฏิบัติราชการทางปกครอง (ที่ถูกต้อง)

  • ต้องคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  • ต้องสุจริตและตรงไปตรงมา
  • ต้องปฏิรูประบบราชการ ปรับกระบวนการทํางาน และเทคนิคการบริหาร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s