รายงานประจำปี 2559 หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 :  เล่มรายงานประจำปี 2559  ของหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (PDF) ขณะนี้จัดทำเสร็จแล้ว ผู้สนใจสามารถ download ได้ที่นี่ค่ะ https://goo.gl/HKrpVi

cover

Advertisements

เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics)

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ได้ไปร่วมงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 8th A-LIEP Conference / The 19th ICADL Conference ที่จัดขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้มีโอกาสฟังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Decision Making in the New Normal โดย รศ.ดร. ชโยดม สรรพศรี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้รับความรู้เกี่ยวกับวิชาใหม่ ที่มีชื่อว่า เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) เป็นการใช้หลักวิชาจิตวิทยาร่วมกับหลักเศรษฐศาสตร์ ในการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ ซึ่งในปัจจุบันมีความเป็นปัจเจกสูง การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ มีทั้งใช้เหตุผล (Rational) และไม่มีเหตุผล (Irrational Behavior) และตัดสินใจแบบ Thinking Fast โดยใช้ Heuristics (ภาษาไทย เรียกว่า วิทยาการศึกษาสำนึก) มีการใช้เทคโนโลยีในการสร้างเครือข่ายทางสังคม  (Social Network) กันอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดร่องรอยของ Digital Footprint และให้เกิดวิธีการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ แบบใหม่ ที่เรียกว่า “Big Data” นอกเหนือจากการใช้วิธี  Experimental Economics แบบดั้งเดิม

นอกจากนั้น วิทยากรยังได้แนะนำให้รู้จัก ทฤษฎี 6D’s of Exponential Technology ของ Steven Kotler และ Peter Diamandis (ผู้เขียนหนังสือ  BOLD) ซึ่งได้กล่าวถึงปฏิกิริยาลูกโซ่ของกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี ไว้ดังนี้

Screen Shot 2560-11-13 at 8.55.42 PM  Screen Shot 2560-11-13 at 9.50.08 PM

  1. Digitized : ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง ข้อความ  ฯลฯ กลายสภาพเป็นดิจิทัล
  2. Deceptive : ในระยะเริ่มต้นการเติบโตจะช้า ทำให้หลงเข้าใจผิด คิดว่าเทคโนโลยีเดิมจะยังคงอยู่ เทคโนโลยีใหม่ไม่สามารถทดแทนได้
  3. Disruptive : เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีใหม่ พัฒนาจะแบบ Exponential Growth และเติบโตก้าวกระโดด แซงเทคโนโลยีเดิม
  4. Demonetized : เงินเริ่มไม่มีความหมาย เทคโนโลยีใหม่ให้บริการฟรี เทคโนโลยีเดิม ขายไม่ได้ เลิกใช้งาน
  5. Dematerialized : อุปกรณ์ไม่มีความหมาย เทคโนโลยีเดิมที่เคยแยกเป็นอุปกรณ์ประเภทต่างๆ จะหายไป กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ ชนิดที่เรียกว่า มือถือเครื่องเดียวทำได้ทุกอย่าง
  6. Democratized : เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัล ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงได้มากขึ้น อำนาจจึงไม่ได้ผูกขาดอยู่เพียงแค่รัฐบาล หรือองค์กรขนาดใหญ่แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป

การประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ในการแก้ปัญหาความยากจน

วิทยากรแนะนำให้ดูวิดีโอ  TED TALK เรื่อง Applied Behavioral Economics ของนักเศรษฐศาสตร์ Esther Duflo จาก MIT พูดถึงงานวิจัยของเธอที่ประยุกต์ใช้ Behavioral Economics มาเป็น Development Economics เพื่อขจัดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและความยากจนของประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา นับว่าเป็นงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จและมีผลกระทบต่อสังคมอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

 

ในอนาคต แม้ว่าเรื่องราวต่างๆ เช่น สภาวะทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า ความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) การฝากร่องรอยหรือรอยเท้าไว้บนโลกดิจิทัล (Digital Footprint) การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของมนุษย์ บนโลกดิจิทัลด้วยวิธี Big Data Analytics การศึกษาเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ Smart Education, Smart Active Digital Library, Machine Learning และ AI จะมีความสำคัญมากขึ้น แต่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด และไม่ควรละเลยคุณค่าของการสื่อสารแบบดั้งเดิมของมนุษย์ นั่นคือ การมีปฏิสัมพันธ์พบปะกันแบบ face-to-face

 

 

เราจะสร้างอนาคตห้องสมุดด้วยกัน — IFLA Global Vision

IFLA (International Federation of Library Associations and Institutions) เป็นองค์กรสหพันธ์ระหว่างประเทศทางด้านห้องสมุด ที่มีความเก่าแก่ยาวนาน ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1927 ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกกว่า 1,350 คน จาก 140 ประเทศ ใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ ยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย (กลุ่มประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก)

IFLA มีวิสัยทัศน์ในการเป็น the Trusted Global Voice สำหรับสังคมชุมชนและวงการวิชาชีพทางด้านห้องสมุดและสารสนเทศ สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานพัฒนาห้องสมุดเพื่อให้ประชาคมทั้งโลกสามารถเข้าถึงสารสนเทศทุกรูปแบบและมีทักษะการรู้สารสนเทศกันอย่างทั่วถึง (Universal Literacy) โดยมุ่งตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030

IFLA กำหนดคำขวัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่บรรดาห้องสมุดที่เป็นสมาชิก อาทิ

  • “Together we create the future”,
  • “Libraries are the motors for change”,
  • “Libraries as key assets for communities”

และมีความพยายามในการสร้างวิสัยทัศน์ของห้องสมุดร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก Gerald Leitner เลขาธิการ IFLA ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมว่า เรามีความเชื่อมั่นในเรื่องของ Global Vision – Local Impact การที่ห้องสมุดทุกแห่งมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน แต่นำไปประยุกต์ปฏิบัติให้เหมาะสมตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงให้ห้องสมุดเป็นหนึ่งเดียว (A United Library Field) เกิดเป็นพลังพลักดันศักยภาพของห้องสมุดทั้งโลก ให้ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง

Screen Shot 2560-09-04 at 9.36.33 PM.png

IFLA จัดทำโครงการรณรงค์ให้บรรณารักษ์ทั่วโลกช่วยกันโหวตแสดงความคิดเห็นในการเลือกวิสัยทัศน์ร่วม (IFLA Global Vision) เพื่อสร้างทิศทางที่ชัดเจนให้แก่ห้องสมุดในอนาคต จัดกิจกรรมระดมสมองตามกลุ่มภูมิภาคต่างๆ และเชิญชวนให้ตอบแบบสอบถามทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://globalvision.ifla.org เพื่อแสดงความคิดเห็นใน 6 ประเด็นใหญ่ คือ

  1. อะไรคือค่านิยมองค์กร หรือวัฒนธรรมองค์กรของห้องสมุด
  2. ห้องสมุดมีความเก่งและความถนัดเป็นพิเศษในเรื่องใดบ้าง
  3. ห้องสมุดควรจะทำภารกิจอะไรให้มากขึ้น
  4. ห้องสมุดควรทำอะไรให้น้อยลงหรือยกเลิกการกระทำนั้น
  5. อะไรคืออุปสรรคและความท้าทายที่สำคัญของห้องสมุด
  6. อะไรคือคุณลักษณะของห้องสมุด ที่ควรมีร่วมกันเพื่อการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว

 

ผลสรุปรายงาน Global Vision Report ดังกล่าว คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนมกราคม 2561 – โปรดช่วยกันเข้าไปตอบแบบสอบถามออนไลน์ และติดตามผลสรุปต้นปีหน้าค่ะ

สมรรถนะหลักสำหรับบรรณารักษ์ ในศตวรรษที่ 21

สมาคมห้องสมุดวิจัยของประเทศแคนาดา (Canadian Association of Research Libraries – CARL) ได้นำเสนอสมรรถนะหลักสำหรับบรรณารักษ์ในศตวรรษที่ 21 ไว้ในหนังสือชื่อ Core Competencies for 21st Century CARL Librarians  กล่าวว่า บรรณารักษ์ควรมีความสามารถ 7 ประการ ดังนี้

Screen Shot 2560-09-04 at 9.07.45 PM.png

1) มีความรู้พื้นฐาน (Foundational Knowledge) ทั้งความรู้ทางวิชาชีพด้านห้องสมุดและสารสนเทศ การสื่อสารทางวิชาการ ลิขสิทธิ์และกฎหมายต่างๆ ความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมขององค์กรต่างๆ ที่ห้องสมุดสังกัดหรือเกี่ยวข้องด้วย

2) มีทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Skills) ได้แก่ เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีทักษะในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การเจรจาต่อรอง การสร้างความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม การเป็นพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษางาน มีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ความสามารถทางการตลาด และทักษะในการเขียนและการนำเสนอ

3) มีภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหารจัดการ (Leadership and Management) ทั้งทางด้านการเงิน การบริหารงานบุคคล การพัฒนาทรัพยากรและการบริการ การบริหารความเสี่ยง การบริหารโครงการ การวิเคราะห์และประเมินผล การสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

4) มีความสามารถในการพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ (Collections Development) มีความรู้ความเข้าใจวงจรของการผลิตสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ การพัฒนาและการบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภท การสงวนรักษาและการอนุรักษ์สารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล

5) มีทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) รวมทั้งทักษะในการสอน การเรียนรู้ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การคิดวิเคราะห์ การบริการอ้างอิงและสารสนเทศ ตอบคำถามช่วยการค้นคว้า การสร้างสัมพันธ์และความผูกพันของผู้รับบริการ

6) มีความสามารถในการทำวิจัยและเผยแพร่ผลงานไปสู่แวดวงวิชาชีพ (Research & Contributions to the Profession) มีความรู้ในเรื่องระเบียบวิธีวิจัย มีความสามารถในการทำวิจัย การตีพิมพ์ การขอทุนวิจัย การนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ การจัดการประชุมวิชาการ การสอนในหลักสูตรและรายวิชาต่างๆ  การร่วมเป็นคณะกรรมการต่างๆ ในสมาคมวิชาชีพ การเรียนหรือการศึกษาต่อในระบบ ติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยอยู่เสมอ

7) มีทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Skills) มีความรู้เกี่ยวกับระบบสารสนเทศที่ใช้ในงานห้องสมุด ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ ทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ คลังสารสนเทศสถาบัน การบริหารจัดการฐานข้อมูล เทคโนโลยีเว็บ การพัฒนาเว็บไซต์ ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ (CMS) ระบบการบริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือระบบการจัดการเรียนรู้ (LMS)

หมายเหตุ :  หนังสือคู่มือเล่มนี้ พิมพ์เมื่อปี 2010 ได้ข่าวว่า เล่มใหม่ปี 2017 หรือ 2018  กำลังจะออกมาเร็วๆ นี้ โปรดติดตามค่ะ

 

ได้ MOOC Certificate ใบที่ 6 มาแล้ว

วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ในที่สุดก็เรียนสำเร็จ และสอบผ่าน ได้ประกาศนียบัตรวิชา Business Model Canvas: A Tool for Entrepreneurs and Innovators (Project-Centered Course) ของมหาวิทยาลัย University System of Georgia (ครูผู้สอน: Dan Stotz & David Kirkland, M.S.)

สอบผ่านด้วยคะแนน Grade Achieved: 97.1%

กว่าจะได้มาจะต้องใช้เวลาฟังบรรยาย 4 ชั่วโมง และทำงานกลุ่ม active project work อีก 10 ชั่วโมง

Screen Shot 2560-07-11 at 8.29.50 PM.png

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

ได้ MOOC Certificates มา 5 ใบแล้ว

ZOPP / GOPP / OOPP คืออะไร?

ZOPP ย่อมาจาก Ziel Orientierte Projekt Planung เป็นระบบการวางแผนโครงการ ที่ริเริ่มโดยองค์กรความร่วมมือทางวิชาการเยอรมัน German Agency for Technical Cooperation, Deutsche Gesellschaft FuerTechnische Zusammenarbeit (GTZ)  ต่อมามีผู้นำมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย ทำให้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Goal-oriented Project Planning (GOPP) หรือ Objective-oriented Project Planning (OOPP) ซึ่งหมายถึงการวางแผนโครงการโดยใช้เป้าประสงค์หรือวัตถุประสงค์เป็นตัวนำ  เป็นวิธีการพัฒนาโครงการโดยใช้ตรรกะอย่างมีเหตุมีผล (Logic Framework Approach: LFA)

วิธีการวางแผนโครงการ จะกระทำโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ระดมสมองทำงานร่วมกันเป็นทีม ในการดำเนินงานแต่ละขั้นตอน จะใช้ Card and Chart Technique เช่น บัตรคำ / post-in / flip chart ร่วมกับโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ฯลฯเพื่อฉายภาพให้ทุกคนเห็นร่วมกันอย่างชัดเจน (Visualization)

ขั้นตอนการดำเนินการ (7 ขั้นตอน)

ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงการ (Analytical Phase)

  1. วิเคราะห์การมีส่วนร่วม (Participation Analysis หรือ Stakeholder Analysis) คัดเลือกตัวบุคคลหรือหน่วยงานกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและมีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ ทั้งทางบวก (ได้รับประโยชน์) และทางลบ (สูญเสียประโยชน์) เกณฑ์ในการคัดเลือกพิจารณาจาก
    1. ผู้มีส่วนร่วมประสบปัญหาอะไร
    2. ผู้มีส่วนร่วมต้องการอะไรจากโครงการ
    3. ผู้มีส่วนร่วมมีศักยภาพที่จะช่วยโครงการอะไรบ้าง
    4. ผู้มีส่วนร่วมมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร เช่น มีความขัดแย้งกัน มีความร่วมมือกัน หรือพึ่งพาซึ่งกันและกัน
  2. วิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis) ผู้มีส่วนร่วมระดมความคิดจากข้อมูลและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แจกแจงว่า อะไรบ้างที่เป็นปัญหาสำคัญ และความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาต่างๆ สาเหตุทำให้เกิดปัญหา (Causes) -> อะไรคือปัญหาหลัก (Focal Problem) -> ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาหลัก (Effects) จากนั้น จัดทำแผนผังรูปแบบ Problem Tree เพื่อแสดงความเชื่อมโยงเป็นขั้นตอนแบบลำดับชั้น (Hierarchy)
  3. วิเคราะห์วัตถุประสงค์ (Objectives Analysis) ในขั้นตอนต่อไป ให้เปลี่ยนแผนผัง  Problem Tree (PT) ให้กลายเป็น Object Tree (OT) โดยเปลี่ยนข้อความเชิงลบของปัญหา ให้กลายเป็นข้อความเชิงบวก อาทิ วัตถุประสงค์ แนวทาง และวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  4. วิเคราะห์ทางเลือก (Alternatives Analysis) วิเคราะห์หาแนวทางหรือทางเลือก จากข้อความบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในแผนผัง Object Tree (OT) ที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดตามกำลังคน งบประมาณ ทรัพยากร ระยะเวลา ความคุ้มค่า และความพร้อมที่มีอยู่ เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ (Strategies)ในการแก้ไขปัญหา และนำมากำหนดเป็นแผนการดำเนินโครงการและแผนปฏิบัติงานต่อไป

ขั้นตอนการวางแผนหลักของโครงการ (Project Design Phase)

  1. กําหนดองค์ประกอบของโครงการ (Defining the Project Elements) ได้แก่
    1. เป้าประสงค์ในระยะยาว (Goal/Overall Objectives)
    2. วัตถุประสงค์ของโครงการ (Strategic Objectives)
    3. ผลงานหรือผลผลิตของโครงการ (Outputs)
    4. กิจกรรม (Activities)
    5. ทรัพยากรและปัจจัยนำเข้า (Inputs)
  2. กําหนดข้อสันนิษฐานและความเสี่ยง (Assumptions and Risks) ข้อสันนิษฐานหรือเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จ (Important Assumption) เป็นไปในเชิงบวก ส่วนปัจจัยภายนอก (External Factors) ต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อโครงการ และอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่โครงการอาจประสบ เป็นไปในเชิงลบ
  3. กําหนดตัวชี้วัดและวิธีการตรวจสอบ (Indicators and Means of Verification) ตัวชี้วัดสำหรับติดตามและประเมินโครงการ จะต้องเป็นตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ (Objectively Verifiable Indicators: OVI) มีการกำหนดวิธีการตรวจสอบ (Means of Verification: MOV) และการแสดงเอกสารหลักฐาน (Sources of Verification) เพื่อพิสูจน์ความสำเร็จ

แผนหลักของโครงการที่เกิดจากการระดมสมอง GOPP workshop / OOPP workshop ในที่สุดจะได้ตารางเมทริกซ์ Project Planning Matrix (PPM) หรือตารางเหตุผลสัมพันธ์ Logical Framework หรือ Log Frame Matrix บนกระดาษแผ่นเดียว ดังนี้

Screen Shot 2560-07-02 at 12.36.54 PM

อ้างอิงภาพจากเว็บไซต์ http://ww.unevoc.unesco.org 

 

เครือข่ายห้องสมุดสีเขียว (Green Library Partners)

Screen Shot 2560-06-04 at 7.59.15 AM

วันนี้จะขอแนะนำ เครือข่ายห้องสมุดสีเขียว ของประเทศไทยให้ทุกท่านได้รู้จักกันค่ะ เครือข่ายนี้ ปัจจุบันมี ห้องสมุดและหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นสมาชิก จำนวนรวมทั้งสิ้น 38 แห่ง โดยมี สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นห้องสมุดสีเขียวต้นแบบ และมีห้องสมุดนำร่องที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตฐานห้องสมุดสีเขียว จำนวนรวม 10  แห่ง ได้แก่

  1. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
  2. สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  3. สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  4. ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  5. ห้องสมุดกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  6. หอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  7. สํานักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
  8. หอสมุด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)
  9. ศูนย์บรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
  10. โรงเรียนสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

นอกจากนั้น ยังมีหน่วยงานวิชาการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมต่างๆ และสถาบันการศึกษาที่ให้การสนับสนุน ได้แก่

ห้องสมุดเป็นพื้นที่เรียนรู้และเป็นแหล่งเรียนรู้ ดังนั้น การพัฒนาห้องสมุดให้เป็นต้นแบบของสังคม เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ไปสู่สังคมแห่งความรู้และการเรียนรู้ ในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน่วยงานวิชาการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายห้องสมุดสีเขียว ได้ร่วมกันจัดทำมาตรฐานห้องสมุดสีเขียว โดยมีการแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนามาตรฐานห้องสมุดสีเขียว เมื่อเดือนตุลาคม 2557 คุณรุ้งทิพย์ ห่อวโนทยาน ประธานแผนกมาตรฐานวิชาชีพคนที่ 1 และกรรมการบริหารของสมาคมห้องสมุดฯ เป็นประธาน แกนนำคนสำคัญของเครือข่าย อาทิ ดร. อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร. รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อํานวยการศูนย์ VGREEN คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร. สยาม อรุณศรีมรกต คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ คุณกำไล ลิ่มสอน บรรณารักษ์ห้องสมุดกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ได้ประกาศใช้ มาตรฐานห้องสมุดสีเขียว พ.ศ. 2558 เพื่อเป็นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 2 เมษายน 2558

ต่อมา ในปี 2559 ได้มีการแต่งตั้ง คณะทำงานจัดทำเกณฑ์การพัฒนาห้องสมุดสีเขียว ดำเนินการจัดทำประกาศ เกณฑ์การพัฒนาห้องสมุดสีเขียว ข้อกำหนด แนวทางเชิงปฏิบัติ และวิธีการตรวจประเมิน พ.ศ. 2559 โดยอ้างอิงมาตรฐานห้องสมุดสีเขียว พ.ศ. 2558 เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจประเมินและการให้คะแนน รวม 8 หมวด ดังนี้

  • หมวดที่ 1 : ทั่วไป
  • หมวดที่ 2 : โครงสร้างพื้นฐานทางด้านกายภาพและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • หมวดที่ 3 : การจัดการทรัพยากรและพลังงาน
  • หมวดที่ 4 : การจัดการของเสียและมลพิษ
  • หมวดที่ 5 : การบริหารจัดการและการให้บริการห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
  • หมวดที่ 6 : บทบาทของบุคลากรห้องสมุดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • หมวดที่ 7 : เครือข่ายและความร่วมมือระหว่างห้องสมุด
  • หมวดที่ 8 : การประเมินคุณภาพห้องสมุดสีเขียว

Screen Shot 2560-06-04 at 10.12.28 AM

หมายเหตุ: ท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายห้องสมุดสีเขียว ของหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ที่นี่ค่ะ

นอกจากนั้น หอสมุดฯ ยังเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศน์ Mahidol Sustainable University ของมหาวิทยาลัยมหิดลอีกด้วย