ไปอบรมเรื่อง Imagine Your Library’s Future

เป็นที่ทราบกันดีว่า  มหาวิทยาลัยมหิดล  มีโครงการที่จะสร้างหอสมุดและคลังความรู้ฯ แห่งใหม่ บนพื้นที่แห่งใหม่ในศาลายา ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างเร็วๆ นี้ เพื่อให้เป็น Learning Space สำหรับนักศึกษา ห้องสมุดในอนาคตควรมีรูปแบบเป็นอย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องศึกษาแนวโน้มห้องสมุดทั่วโลกเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับมหาวิทยาลัยของเรา  เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 : อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดงาน TK Forum 2018 หัวข้อ “Creating Better Library: The Unfinished Knowledge” ที่โรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเข้ารับการอบรมเชิงปฎิบัติการ (International Workshop) หัวข้อ Imagine Your Library’s Future ตลอดทั้งเช้าและบ่าย ได้รับความรู้มากมาย  จึงขอนำเอาบางประเด็นมาแบ่งปันผ่านบล็อก Mahidol Library KM  ดังนี้

เรื่องที่ 1 : Scenario Planning for Libraries and Information Organization” โดย Steve O’Connor บรรณาธิการวารสาร Library Management หนังสือ Library Management Disruptive Times และผู้แต่งหนังสือเรื่อง  Imaging Your Library’s Future

Screen Shot 2561-02-14 at 19.36.36                    Screen Shot 2561-02-14 at 19.44.14

ในยุค Disruptive Technology ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ทำให้เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต Steve O’Connor นำเสนอเครื่องมือที่เรียกว่า การวางแผนด้วยสถานการณ์จำลอง (Scenario Planning) เพื่อใช้ในการกำหนดภาพลักษณ์ของห้องสมุดในอนาคต จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า มโนทัศน์เกี่ยวกับห้องสมุด ยังคงเป็น “หนังสือ” Brand ของห้องสมุด ยังคงเป็น “หนังสือ” ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อบรรณารักษ์ สูงขึ้นทุกปี แม้ว่า บรรณารักษ์ไม่ใช่จุดเริ่มต้นในการค้นคว้าหรือขอความช่วยเหลือ แต่เป็น google search engine ห้องสมุดใช้งบประมาณในการจัดซื้อเนื้อหาดิจิทัลมากขึ้น โมเดลธุรกิจของห้องสมุดเปลี่ยนแปลงไปเดิม การวางแผนสร้างสถานการณ์จำลอง (Scenario Planning) จะเป็นแนวทางช่วยในการกำหนดอนาคตของห้องสมุดได้ อนาคตนิยม (Futurism) คือการตระหนักว่าชีวิตนั้นเปลี่ยนแปลงได้ และต้องเปลี่ยนแปลง ทางเลือกมีอยู่เสมอ การวางแผนสร้างสถานการณ์จำลอง (Scenario Planning) ไม่เชิงเป็นการวางแผนกลยุทธ์  (Strategic Planning) แบบที่เรารู้จัก เพราะเป็นทางเลือกเชิงจินตนาการ และเชิงสร้างสรรค์ ต้องอาศัยมโนทัศน์ด้านความเสี่ยง การบริหารความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ให้สร้างสถานการณ์จำลองห้องสมุดที่พึงประสงค์ รูปแบบต่างๆ ขึ้นมาสัก  2-3 แบบ เพื่อทำการศึกษาผลกระทบในแง่มุมต่างๆ ก่อนตัดสินใจเลือกว่าจะเดินไปทางทิศใดในอนาคต

เรื่องที่ 2 :  “Future Libraries: Transforming Libraries from Physical Space to Active Learning Space” โดย Andrew Harrison ผู้แต่งหนังสือ Designing for the Changing Educational Landscape

Screen Shot 2561-02-14 at 20.59.46.png

การสร้างพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ของชุมชน / การสร้างชุมชนที่มีการเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง

จินตนาการถึงห้องสมุดที่สมบูรณ์แบบ (Imagine your perfect library) และตอบคำถาม 4 ข้อ ต่อไปนี้

  1. Describe the future library experience you want to create
  2. What will make people want to come to your library ?
  3. What are the biggest challenges in making this happen ?
  4. Who could you partner with to make this vision a reality?

ห้องสมุดแห่งอนาคต เป็นการสร้างชุมชนที่มีการเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง (learning-centerd communities) จะต้องคำนึงถึงการบรรจบกัน ระหว่างพื้นที่เชิงกายภาพ (Physical Space) และพื้นที่เสมือน (Virtual Space)   มีพื้นที่เพื่อการประดิษฐ์  (Marker Spaces)  เป็นพื้นที่ผสม (Hybrid Spaces) เนื่องจากอาณาเขตระหว่างการเรียนรู้ การทำงาน การดำเนินชีวิต และกิจกรรมสันทนาการ กำลังพร่าเลือนจางลงไป

Andrew ได้แนะนำห้องสมุดที่น่าสนใจ ทั้งด้านการออกแบบและจัดกิจกรรม อาทิ

The Seattle Public Library / Amsterdam Central Library / YOUmedia Chicago Public Library / The Hive, Worcester / Taylor Family Digital Library / University of Melbourne, Learning Hub / British Library

เรื่องที่ 3 :  “How to Apply the Four Spaces Model to Change Your Library” โดย Rolf Hapel ผู้อำนวยการงานบริการประชาชนและห้องสมุด Dokk1 ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของประเทศเดนมาร์ก ที่มีประชากรเพียง 3.3 แสนคน แต่สามารถดึงดูดผู้ใช้บริการได้ถึง 1.3 ล้านคนต่อปี (#dokk1 ใน Instagram) เจ้าของรางวัลระดับโลก IFLA’s Public Library of the Year 2016

Screen Shot 2561-02-14 at 21.50.05.png

องค์ประกอบของความสำเร็จคือ  “การมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการในการออกแบบห้องสมุด” และ การสร้างวัฒนธรรมเมกเกอร์  (Maker Culture) ในห้องสมุด ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า ในอนาคตหนังสือจะยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรู้หรือไม่ แต่ มนุษย์ เป็นปัจจัยที่ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนสื่อ กิจกรรม และพื้นที่ เป็นตัวแปร ซึ่งต้องคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เป็นหลัก เป็นการออกแบบห้องสมุดที่สอดคล้องตามความต้องการของมนุษย์ และสอดคล้องกับยุคดิจิทัลของโลกภายนอก

Rolf Hapel แนะนำให้รู้จัก 4-room Model  (Four Spaces Model) และ Mash-up Library ที่เขาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาห้องสมุดประชาชน Dokk1

The four spaces – a new model for the public library : การออกแบบพื้นที่ในห้องสมุด ตามหลักการ 4-room model (Dorte Skot-Hansen, et al. 2012) การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในห้องสมุดให้คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอย 4 ประเภท ได้แก่  (1) พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ inspiration space (2) พื้นที่เพื่อการเรียนรู้ learning space (3) พื้นที่เพื่อการพบปะสังสรรค์ meeting space และ (4) พื้นที่เพื่อการแสดงออก performative space ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุน  4 เป้าหมาย ได้แก่ (1) experience (2) involvement (3) empowerment และ (4) innovation

จากนั้น เมื่อออกแบบห้องสมุดเสร็จแล้ว ให้ตอบคำถาม ดังต่อไปนี้

  1. USERS / BEHAVIOR: Who will typically come and how do they behave?
  2. SPACES: What type of spaces are needed? Open/Closed? Next to…
  3. MATERIALS AND FURNITURE: What type of furniture it require? Special materials?
  4. CREATE A PERSONA: (ผู้ใช้บริการที่พึงปรารถนา) – his/her story, and use your persona

Mash-up Library ห้องสมุดที่ใช้วิธีผสมผสานกิจกรรมต่างๆ จากคู่ความร่วมมือ (Partners) ที่หลากหลาย

Screen Shot 2561-02-14 at 21.53.17.png

Screen Shot 2561-02-14 at 21.13.38

ผู้สนใจรายละเอียด สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  http://tkforum.tkpark.or.th และหนังสือ “กล่อง : โลกห้องสมุด โลกการเรียนรู้ โลกประสบการณ์”

 

 

 

Advertisements

การบริหารองค์กรแบบ Performance Excellence

เกณฑ์คุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award) กำหนดไว้ว่า องค์กรที่มีผลการดำเนินการที่เป็นเลิศ จะต้องบริหารจัดการองค์ประกอบทั้งหมดขององค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว ด้วย ค่านิยมและแนวคิดหลัก 11 ประการ ที่ผู้บริหารองค์กรควรใส่ใจ นั่นคือ

1. นำองค์กรอย่างมีวิสัยทัศน์ 2. มีมุมมองเชิงระบบ 3. มุ่งเน้นลูกค้า 4. ให้ความสำคัญกับบุคลากร 5. เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และมีความคล่องตัว 6. มุ่งเน้นความสำเร็จ 7. บริหารจัดการเพื่อนวัตกรรม 8. บริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลจริง 9. รับผิดชอบต่อสังคม 10. มีจริยธรรมและความโปร่งใส 11. ส่งมอบคุณค่าและผลลัพธ์ให้แก่ลูกค้า

Screen Shot 2561-02-11 at 15.58.33.png

และต้องตอบคำถาม 3  ข้อนี้ให้ได้ กล่าวคือ

  1.  องค์กรดำเนินการได้ดีอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่
  2. องค์กรรู้ได้อย่างไร
  3. องค์การควรปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง ด้วยวิธีการอย่างไร

การดำเนินการขององค์กร ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนของกระบวนการ (Process) และส่วนของผลลัพธ์ (Result)

กระบวนการ (Process) เป็นวิธีการต่างๆ ที่องค์กรใช้เพื่อทำให้งานสำเร็จ กระบวนการที่มีประสิทธิภาพจะต้องใช้หลัก A-D-L-I  ในการประเมิน 4 มิติ นั่นคือ

  1. Approach (มีแนวทางหรือวิธีการ)
  2. Deploy (ถ่ายทอดแนวทางสู่การปฏิบัติ)
  3. Learning (เรียนรู้ ประเมินและปรับปรุง แบ่งปันภายในองค์กร และเกิดองค์ความรู้ใหม่ นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม)
  4. Integration (บูรณาการกระบวนการและการปฏิบัติการต่าง ๆ ให้ประสานสอดคล้องกันทั่วทั้งองค์กร)

ผลลัพธ์ (Result) ของกระบวนการ ประเมินผล 4  มิติ คือ  LeTCI 

  1. Level (ระดับ ผลการดำเนินการตามตัวชี้วัด)
  2. Trend (แนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ ดีขึ้น เหมือนเดิม หรือแย่ลง)
  3. Comparison  (ผลการดำเนินการเปรียบกับคู่เทียบ)
  4. Integration (บูรณาการ ติดตามผลลัพธ์ที่สำคัญ พิจารณาความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และใช้ผลลัพธ์เพื่อการตัดสินใจ)

Screen Shot 2561-02-11 at 21.42.28.png

เกณฑ์การประเมินประกอบด้วย  7 หมวด ได้แก่
หมวด  1 การนำองค์กร (Leadership)
1.1 การนำองค์กรโดยผู้นำระดับสูง (Senior Leadership)
1.2 การกำกับดูแลองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคม (Governance and Societal Responsibilities)
หมวด 2 กลยุทธ์ (Strategy)
2.1 การจัดทำกลยุทธ์ (Strategy Development)
2.2 การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Strategy Implementation)
หมวด 3 ลูกค้า (Customer)
3.1 เสียงของลูกค้า (Voice of the Customer)
3.2 ความผูกพันของลูกค้า (Customer Engagement)
หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ (Measurement, Analysis, and Knowledge Management)
4.1 การวัด การวิเคราะห์ และการปรับปรุงผลการดำเนินการขององค์กร (Measurement, Analysis, and Improvement of Organizational Performance)
4.2  การจัดการสารสนเทศ และการจัดการความรู้ (Information and Knowledge Management)
หมวด 5 บุคลากร (Workforce)
5.1 สภาพแวดล้อมของบุคลากร (Workforce Environment)
5.2 ความผูกพันของบุคลากร (Workforce Engagement)
หมวด 6 การปฏิบัติการ (Operations)
6.1 กระบวนการทำงาน (Work Processes)
6.2 ประสิทธิผลของการปฏิบัติการ (Operational Effectiveness)
หมวด 7 ผลลัพธ์ (Results)
7.1 ผลลัพธ์ด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการ (Product and Process Results)
7.2 ผลลัพธ์ด้านการมุ่งเน้นลูกค้า (Customer-focused Results)
7.3 ผลลัพธ์ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร (Workforce-focused Results)
7.4 ผลลัพธ์ด้านการนำองค์กรและการกำกับดูแลองค์กร (Leadship and Governance Results)
7.5 ผลลัพธ์ด้านการเงินและตลาด (Financial and Market Results)

รายงานประจำปี 2559 หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 :  เล่มรายงานประจำปี 2559  ของหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (PDF) ขณะนี้จัดทำเสร็จแล้ว ผู้สนใจสามารถ download ได้ที่นี่ค่ะ https://goo.gl/HKrpVi

cover

เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics)

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ได้ไปร่วมงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 8th A-LIEP Conference / The 19th ICADL Conference ที่จัดขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้มีโอกาสฟังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Decision Making in the New Normal โดย รศ.ดร. ชโยดม สรรพศรี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้รับความรู้เกี่ยวกับวิชาใหม่ ที่มีชื่อว่า เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) เป็นการใช้หลักวิชาจิตวิทยาร่วมกับหลักเศรษฐศาสตร์ ในการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ ซึ่งในปัจจุบันมีความเป็นปัจเจกสูง การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ มีทั้งใช้เหตุผล (Rational) และไม่มีเหตุผล (Irrational Behavior) และตัดสินใจแบบ Thinking Fast โดยใช้ Heuristics (ภาษาไทย เรียกว่า วิทยาการศึกษาสำนึก) มีการใช้เทคโนโลยีในการสร้างเครือข่ายทางสังคม  (Social Network) กันอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดร่องรอยของ Digital Footprint และให้เกิดวิธีการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ แบบใหม่ ที่เรียกว่า “Big Data” นอกเหนือจากการใช้วิธี  Experimental Economics แบบดั้งเดิม

นอกจากนั้น วิทยากรยังได้แนะนำให้รู้จัก ทฤษฎี 6D’s of Exponential Technology ของ Steven Kotler และ Peter Diamandis (ผู้เขียนหนังสือ  BOLD) ซึ่งได้กล่าวถึงปฏิกิริยาลูกโซ่ของกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี ไว้ดังนี้

Screen Shot 2560-11-13 at 8.55.42 PM  Screen Shot 2560-11-13 at 9.50.08 PM

  1. Digitized : ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง ข้อความ  ฯลฯ กลายสภาพเป็นดิจิทัล
  2. Deceptive : ในระยะเริ่มต้นการเติบโตจะช้า ทำให้หลงเข้าใจผิด คิดว่าเทคโนโลยีเดิมจะยังคงอยู่ เทคโนโลยีใหม่ไม่สามารถทดแทนได้
  3. Disruptive : เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีใหม่ พัฒนาจะแบบ Exponential Growth และเติบโตก้าวกระโดด แซงเทคโนโลยีเดิม
  4. Demonetized : เงินเริ่มไม่มีความหมาย เทคโนโลยีใหม่ให้บริการฟรี เทคโนโลยีเดิม ขายไม่ได้ เลิกใช้งาน
  5. Dematerialized : อุปกรณ์ไม่มีความหมาย เทคโนโลยีเดิมที่เคยแยกเป็นอุปกรณ์ประเภทต่างๆ จะหายไป กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ ชนิดที่เรียกว่า มือถือเครื่องเดียวทำได้ทุกอย่าง
  6. Democratized : เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัล ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงได้มากขึ้น อำนาจจึงไม่ได้ผูกขาดอยู่เพียงแค่รัฐบาล หรือองค์กรขนาดใหญ่แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป

การประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ในการแก้ปัญหาความยากจน

วิทยากรแนะนำให้ดูวิดีโอ  TED TALK เรื่อง Applied Behavioral Economics ของนักเศรษฐศาสตร์ Esther Duflo จาก MIT พูดถึงงานวิจัยของเธอที่ประยุกต์ใช้ Behavioral Economics มาเป็น Development Economics เพื่อขจัดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและความยากจนของประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา นับว่าเป็นงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จและมีผลกระทบต่อสังคมอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

 

ในอนาคต แม้ว่าเรื่องราวต่างๆ เช่น สภาวะทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า ความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) การฝากร่องรอยหรือรอยเท้าไว้บนโลกดิจิทัล (Digital Footprint) การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของมนุษย์ บนโลกดิจิทัลด้วยวิธี Big Data Analytics การศึกษาเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ Smart Education, Smart Active Digital Library, Machine Learning และ AI จะมีความสำคัญมากขึ้น แต่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด และไม่ควรละเลยคุณค่าของการสื่อสารแบบดั้งเดิมของมนุษย์ นั่นคือ การมีปฏิสัมพันธ์พบปะกันแบบ face-to-face

 

 

เราจะสร้างอนาคตห้องสมุดด้วยกัน — IFLA Global Vision

IFLA (International Federation of Library Associations and Institutions) เป็นองค์กรสหพันธ์ระหว่างประเทศทางด้านห้องสมุด ที่มีความเก่าแก่ยาวนาน ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1927 ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกกว่า 1,350 คน จาก 140 ประเทศ ใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ ยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย (กลุ่มประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก)

IFLA มีวิสัยทัศน์ในการเป็น the Trusted Global Voice สำหรับสังคมชุมชนและวงการวิชาชีพทางด้านห้องสมุดและสารสนเทศ สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานพัฒนาห้องสมุดเพื่อให้ประชาคมทั้งโลกสามารถเข้าถึงสารสนเทศทุกรูปแบบและมีทักษะการรู้สารสนเทศกันอย่างทั่วถึง (Universal Literacy) โดยมุ่งตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030

IFLA กำหนดคำขวัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่บรรดาห้องสมุดที่เป็นสมาชิก อาทิ

  • “Together we create the future”,
  • “Libraries are the motors for change”,
  • “Libraries as key assets for communities”

และมีความพยายามในการสร้างวิสัยทัศน์ของห้องสมุดร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก Gerald Leitner เลขาธิการ IFLA ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมว่า เรามีความเชื่อมั่นในเรื่องของ Global Vision – Local Impact การที่ห้องสมุดทุกแห่งมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน แต่นำไปประยุกต์ปฏิบัติให้เหมาะสมตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงให้ห้องสมุดเป็นหนึ่งเดียว (A United Library Field) เกิดเป็นพลังพลักดันศักยภาพของห้องสมุดทั้งโลก ให้ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง

Screen Shot 2560-09-04 at 9.36.33 PM.png

IFLA จัดทำโครงการรณรงค์ให้บรรณารักษ์ทั่วโลกช่วยกันโหวตแสดงความคิดเห็นในการเลือกวิสัยทัศน์ร่วม (IFLA Global Vision) เพื่อสร้างทิศทางที่ชัดเจนให้แก่ห้องสมุดในอนาคต จัดกิจกรรมระดมสมองตามกลุ่มภูมิภาคต่างๆ และเชิญชวนให้ตอบแบบสอบถามทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://globalvision.ifla.org เพื่อแสดงความคิดเห็นใน 6 ประเด็นใหญ่ คือ

  1. อะไรคือค่านิยมองค์กร หรือวัฒนธรรมองค์กรของห้องสมุด
  2. ห้องสมุดมีความเก่งและความถนัดเป็นพิเศษในเรื่องใดบ้าง
  3. ห้องสมุดควรจะทำภารกิจอะไรให้มากขึ้น
  4. ห้องสมุดควรทำอะไรให้น้อยลงหรือยกเลิกการกระทำนั้น
  5. อะไรคืออุปสรรคและความท้าทายที่สำคัญของห้องสมุด
  6. อะไรคือคุณลักษณะของห้องสมุด ที่ควรมีร่วมกันเพื่อการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว

 

ผลสรุปรายงาน Global Vision Report ดังกล่าว คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนมกราคม 2561 – โปรดช่วยกันเข้าไปตอบแบบสอบถามออนไลน์ และติดตามผลสรุปต้นปีหน้าค่ะ

สมรรถนะหลักสำหรับบรรณารักษ์ ในศตวรรษที่ 21

สมาคมห้องสมุดวิจัยของประเทศแคนาดา (Canadian Association of Research Libraries – CARL) ได้นำเสนอสมรรถนะหลักสำหรับบรรณารักษ์ในศตวรรษที่ 21 ไว้ในหนังสือชื่อ Core Competencies for 21st Century CARL Librarians  กล่าวว่า บรรณารักษ์ควรมีความสามารถ 7 ประการ ดังนี้

Screen Shot 2560-09-04 at 9.07.45 PM.png

1) มีความรู้พื้นฐาน (Foundational Knowledge) ทั้งความรู้ทางวิชาชีพด้านห้องสมุดและสารสนเทศ การสื่อสารทางวิชาการ ลิขสิทธิ์และกฎหมายต่างๆ ความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมขององค์กรต่างๆ ที่ห้องสมุดสังกัดหรือเกี่ยวข้องด้วย

2) มีทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Skills) ได้แก่ เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีทักษะในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การเจรจาต่อรอง การสร้างความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม การเป็นพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษางาน มีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ความสามารถทางการตลาด และทักษะในการเขียนและการนำเสนอ

3) มีภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหารจัดการ (Leadership and Management) ทั้งทางด้านการเงิน การบริหารงานบุคคล การพัฒนาทรัพยากรและการบริการ การบริหารความเสี่ยง การบริหารโครงการ การวิเคราะห์และประเมินผล การสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

4) มีความสามารถในการพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ (Collections Development) มีความรู้ความเข้าใจวงจรของการผลิตสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ การพัฒนาและการบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภท การสงวนรักษาและการอนุรักษ์สารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล

5) มีทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) รวมทั้งทักษะในการสอน การเรียนรู้ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การคิดวิเคราะห์ การบริการอ้างอิงและสารสนเทศ ตอบคำถามช่วยการค้นคว้า การสร้างสัมพันธ์และความผูกพันของผู้รับบริการ

6) มีความสามารถในการทำวิจัยและเผยแพร่ผลงานไปสู่แวดวงวิชาชีพ (Research & Contributions to the Profession) มีความรู้ในเรื่องระเบียบวิธีวิจัย มีความสามารถในการทำวิจัย การตีพิมพ์ การขอทุนวิจัย การนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ การจัดการประชุมวิชาการ การสอนในหลักสูตรและรายวิชาต่างๆ  การร่วมเป็นคณะกรรมการต่างๆ ในสมาคมวิชาชีพ การเรียนหรือการศึกษาต่อในระบบ ติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยอยู่เสมอ

7) มีทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Skills) มีความรู้เกี่ยวกับระบบสารสนเทศที่ใช้ในงานห้องสมุด ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ ทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ คลังสารสนเทศสถาบัน การบริหารจัดการฐานข้อมูล เทคโนโลยีเว็บ การพัฒนาเว็บไซต์ ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ (CMS) ระบบการบริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือระบบการจัดการเรียนรู้ (LMS)

หมายเหตุ :  หนังสือคู่มือเล่มนี้ พิมพ์เมื่อปี 2010 ได้ข่าวว่า เล่มใหม่ปี 2017 หรือ 2018  กำลังจะออกมาเร็วๆ นี้ โปรดติดตามค่ะ

 

ได้ MOOC Certificate ใบที่ 6 มาแล้ว

วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ในที่สุดก็เรียนสำเร็จ และสอบผ่าน ได้ประกาศนียบัตรวิชา Business Model Canvas: A Tool for Entrepreneurs and Innovators (Project-Centered Course) ของมหาวิทยาลัย University System of Georgia (ครูผู้สอน: Dan Stotz & David Kirkland, M.S.)

สอบผ่านด้วยคะแนน Grade Achieved: 97.1%

กว่าจะได้มาจะต้องใช้เวลาฟังบรรยาย 4 ชั่วโมง และทำงานกลุ่ม active project work อีก 10 ชั่วโมง

Screen Shot 2560-07-11 at 8.29.50 PM.png

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

ได้ MOOC Certificates มา 5 ใบแล้ว