ได้ MOOC ใบที่ 9 มาแล้ว วิชา Business Analytics

ใช้เวลา 2 เดือน ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 ลงทะเบียนเรียนวิชา Data Analytics ใน Coursera MOOC ที่มีชื่อว่า Introduction to Business Analytics: Communicating with Data  สอนโดย Prof. Kevin Hartman ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย University of Illinois at Urbana-Champaign และมีตำแหน่งเป็น Head of Analytics ของบริษัท Google ด้วย

Screen Shot 2562-11-06 at 22.51.30.png

วิชานี้ แบ่งออกเป็น 4  สัปดาห์ มีการฟังบรรยายจากวิดีโอ อ่านเอกสารประกอบ แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ร่วมชั้นเรียนใน Discussion Forum และทำรายงาน Peer Review Assignment ผู้เรียนจะต้องเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการสร้าง Dataviz (Data Visualization) มาด้วยตามถนัด เพื่อใช้ในการทำรายงาน อาทิ  Microsoft Excel, Tableau, Microsoft Power BI, QlikView, Sisense, R, RStudio, FusionCharts, Plotly, Carto, Quire, DyGraphs, WolframAlpha เป็นต้น

เอกสารประกอบคำสอน บล็อก และหนังสือของคนดังในวงการ ที่ใช้ในการอ้างอิงในวิชานี้ ได้แก่

  • Good Charts ของ Scott Berinato (2016)
  • The WSJ : Guide to Information Graphics ของ Dona Wong (2013)
  • Knowledge Is Beautiful ของ David McCandless (2014)
  • Visualize This  ของ Nathan Yau (2011)

Screen Shot 2562-11-02 at 19.37.44.png    Screen Shot 2562-11-02 at 19.39.51.png Screen Shot 2562-11-03 at 07.23.38.png

Week 1 : Pictures You See with Your Brain 

  • ประวัติและพัฒนาการของ Data Visualization ที่มีมาแต่สมัยโบราณ โดยแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ จำนวน 8 ยุค ได้แก่
    1. ก่อนปี 1600 เป็นยุคของแผนที่ (Maps, Atlas) และแผนผัง (Diagrams)
    2. ปี 1600s เป็นยุคของทฤษฎีการวัดต่าง ๆ เช่น กราฟ ตาราง
    3. ปี 1700s เริ่มใช้กราฟิกใหม่ ๆ ในการทำภาพ (Tableau)
    4. ปี 1800-1849 ยุคเริ่มต้นของ Modern Graphics เริ่มมี Pie Chart, Time Series
    5. ปี 1850-1899 ยุคทองของ Data Analytics เริ่มใช้ 3D map, polar area chart
    6. ปี 1900-1949 ยุคมืดของ Data Analytics นิยมทำกราฟแท่ง แทนค่าจำนวนตัวเลขด้วยภาพสัญลักษณ์ (pictogram) แผนที่บอกเส้นทางรถไฟใต้ดินที่มีลักษณะเหมือนแผงวงจรไฟฟ้า
    7. ปี 1950-1974 ยุคที่ Data Analytics กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
    8. ปี 1975-ปัจจุบัน ยุุคของ High-Definition Data Analytics มีการใช้เทคนิคที่ทันสมัย เช่น moving bubble chart ของ Hans Rosling เป็นต้น
  • ทำความรู้จักกับเครื่องมือในการสร้างภาพจากข้อมูล (Dataviz tools) ชนิดต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน โดยพิจารณาจากคุณสมบัติ 2 ประการคือ ความยาก-ง่ายต่อการใช้งาน (Easy to Use) และข้อจำกัด-ขีดความสามารถของโปรแกรม (Capability)  ตัวอย่างเช่น Wordle, Wordcloud เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่าย ขีดความสามารถต่ำ ไม่สามารถทำงานซับซ้อนได้ Tableau, Power BI เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่ายและมีขีดความสามารถสูง ส่วน R เป็นโปรแกรมที่ใช้ยากแต่มีขีดความสามารถสูง เป็นต้น
  • ทำความเข้าใจว่า สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ของมนุษย์สามารถแปรผลข้อมูลจากภาพได้อย่างไร  สมองจะถูกโปรแกรมให้สามารถแยกแยะความแตกต่างภายในภาพ ดังนั้น การที่เราเข้าใจเรื่องของการรับรู้ภาพ (Visual Perception) ของสมอง จะทำให้เราออกแบบ Dataviz ได้อย่างเหมาะสม เรียบง่าย สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ไม่สร้างความสับสนให้แก่ผู้ชม
  • ทำความรู้จักกับ Frameworks & Approaches ต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังวิธีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล อาทิ McCandless’s Framework ซึ่งแสดงปััจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ ข้อมูล การเล่าเรื่องราว การกำหนดเป้าหมายที่ต้องการ และการเลือกรูปแบบของการนำเสนอ ที่จะทำให้ภาพ Dataviz ประสบความสำเร็จ 

McCandless’s Framework

Screen Shot 2562-11-02 at 20.32.34.png

Week 2 : Working Fast and Thinking Slow 

ว่าด้วยเรื่องของข้อมูล (Information) เรื่องราว (Story) เป้าหมาย (Goal) และรูปแบบ (Visual Form) ตามกรอบแนวคิด McCandless’s Framework 

ให้ทำความเข้าใจว่าปริมาณของข้อมูลในโลกดิจิทัล มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก กว่า 90%  ของข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ปี 2018) เป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปีย้อนหลังเท่านั้น ปริมาณ Data Creation สูงสุดอยู่ที่ Facebook, Youtube, Google, และ Instagram ตามลำดับ

Scott Brinker จาก ChiefMartec ได้ทำการสำรวจโลโก้ของบริษัทด้านเทคโนโลยีการตลาดพบว่า ในปี 2011 มีเพียง 150 บริษัท และเติบโตอย่างรวดเร็วทุกปี จนกระทั่งเมื่อปี 2019 มีจำนวนมากถึง 7,040 บริษัท และเพียง 1% เท่านั้น ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตและการทำงานของเราในปัจจุบัน

Screen Shot 2562-11-03 at 08.48.59.png

วิธีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Data Access) จะต้องคำนึงถึง 3 ประการ คือ

  1. Bulk Download  : เจ้าของข้อมูล จัดทำระบบเพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลโดยผ่าน GUI (Graphic User Interface) จะทำให้ควบคุมการเข้าถึงข้อมุลที่ sensitive และจำกัดปริมาณ download ได้
  2. APIs : จัดทำระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง machine to machine  โดยใช้ API (Application Progamming Interface)
  3. Web Scrapping : HTML formatted data  เป็นข้อมูลเพื่อการนำเสนอ ไม่ใช่การ download หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล อาจมีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลโดยการระบุลิขสิทธิ์ (Copyrights) หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้ การเข้าถึงข้อมูลทำได้หลายแบบ อาทิ การคลิกขวาเพื่อ save as หรือใช้ python scripts

วัตถุประสงค์ของการนำเสนอข้อมูล

  1. Brand Awareness : สร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์
  2. Influence Consideration : สร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจ (ซื้อสินค้า)
  3. Improve Sales Process : ปรับปรุงกระบวนการขาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
  4.  Reposition the Brand : ให้สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้า
  5.  Grow Loyalty : สร้างความภักดีของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์

การนำเสนอข้อมูลที่ดี จะช่วยการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ตาม loop ของกระบวนการ  Consider -> Evaluate -> Buy และ Loyalty Loop  (Advaocate -> Buy)

Screen Shot 2562-11-03 at 10.10.05.png

Minto’s Rules เป็นกรอบแนวคิด Pyramid Principle ของ Barbara Minto ที่ใช้ในการบริหารจัดการเรื่องราว (Story) ของสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ประกอบด้วย ข้อมูล (Data) ต่าง ๆ ที่รวบรวมมา -> เพื่อตอบคำถาม What, How, Why ในส่วนของ Key Question  –> เพื่อมุ่งไปสู่ Objective หรือเป้าหมายของการนำเสนอ เช่น สร้างความเข้าใจและการรับรู้ของลูกค้าในเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มยอดขาย

Screen Shot 2562-11-03 at 10.17.49.png

ผู้สอยได้ยกตัวอย่าง วิธีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ smart jewelry ที่มีลักษณะเข้าใจยาก ของบริษัท Bellabeat ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าภัณฑ์ประเภท high technology

Week 3 : Finding Your Data Story

เนื่องจากข้อมูล (Data) ที่จัดเก็บมามีจำนวนมหาศาล จึงจำเป็นจะต้องมองหารูปแบบ (Patterns) ที่เหมาะสมต่อการนำเสนอ โดยใช้หลักการของ  Scott Berinato จากหนังสือ “Good Chart: The HBR Guide to Making Smarter, More Persuasive Data Visualizations.” จำแนกแผนภูมิออกเป็น 4 ประเภท การนำเสนอข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ จะต้องทำความเข้าใจข้อมูลก่อน ว่า

  • เป็น Conceptual (Ideas) หรือเป็น Data Driven (statistics)
  • เป็น Declarative (documenting, designing) หรือเป็น Exploratory (prototyping, iterating, interacting, automating) 

Screen Shot 2562-11-03 at 15.14.47.png

การเล่าเรื่องราว (Story) ที่ดี ควรต้องมีแผนภูมิประกอบการนำเสนอด้วยเสมอ ตัวอย่างของแผนภูมิ มีดังนี้

 DATA DRIVEN PATTERNS

Screen Shot 2562-11-03 at 15.30.48.png

CONCEPTUAL PATTERNS

Screen Shot 2562-11-03 at 15.31.43.png

ข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาล อาจใช้โปรแกรม R ช่วยในการจัดการสร้างกราฟ โดย Plot ออกมาเป็น Time Series, Relationship, Histograms, BoxPlot หรือใช้  Package ที่เรียกว่า Gpairs  (Generalized Pairs Plots) มาช่วยจัดการก็ได้

การใช้เวลาในการจัดทำ Dataviz เพื่อให้การนำเสนอมีคุณภาพ ควรแบ่งเวลาทำงานออกเป็นสัดส่วน ดังนี้ ถ้าทั้งกระบวนการใช้เวลา 60 นาที ควรใช้เวลาในการเตรียมตัว (Prep) 5 นาที พูดคุยและรับฟัง (Talk & Listen) 15 นาที   วาดภาพร่างอย่างคร่าว ๆ และออกแบบ (Sketch & Design) 20 นาที  สร้างต้นแบบและปรับปรุง อีก 20  นาที

ตามกรอบแนวคิด McCandless’s Framework ถ้าจะให้ Visual Form ออกมาดี จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. Rich Content : เนื้อหาที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ จะทำให้แผนภูมิมีความหมาย
  2. Inviting Visualization :  แปรผลของข้อมูล และเน้น (highlights) บางจุดที่มีสาระสำคัญต่อผู้อ่าน อย่าทำให้แผนภูมิแน่นไปด้วยข้อมูลเนื้อหามากเกินไป ทำกราฟให้เรียบง่าย ใช้ขนาดและสีที่เหมาะสมต่อการเรียกความสนใจจากผู้อ่าน
  3. Sophisticated Execution :  นำเนื้อหาของข้อมูลและแผนภูมิ ออกมาสู่การใช้งานจริง

Week 4 : Getting Your Story Accross

การทำ Rich Content ควรสื่อตัวเลขที่ซับซ้อน โดยใช้คำ ข้อความ หน่วยวัด หรือกราฟิกอื่นที่ทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ Dona Wong ออกแบบกฎเกณฑ์พื้นฐานในการทำ Dataviz ให้เข้าใจง่าย Line Chart ต้องมีลักษณะ Clean Lines และ Clear Signals หลีกเลี่ยงการใช้คำบรรยายใต้ภาพ (legend)  เปลี่ยนมาใช้การกำกับตัวเลขหรือคำอธิบาย ณ จุดที่ต้องการ แบบ direct labeling โดยตรงจะดีกว่า การใช้ตัวอักษรเน้นพิเศษ ควรใช้เฉพาะ Headline หรือชื่อเรื่องของแผนภูมิท่านั้น (ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป) ตัวเลขหรือตัวอักษรในส่วนอื่น ควรเรียบง่าย อย่าเน้น Bold และอย่าเอียงตัวอักษรมากเกินไป เพราะจะทำให้อ่านยาก

การทดสอบว่า การออกแบบ Dataviz ดีหรือไม่ ให้ทดสอบ 3  ข้อ คือ

  1. Spartan Test : ถ้าลบส่วนนี้ออกไป จะมีผลกระทบต่อผู้อ่านหรือไม่
  2. Peek Test : สายตาผู้อ่าน จะจับอยู่บริเวณใดบ้าง ภายใน 3 วินาที
  3. Colleague Test : ให้เพื่อนร่วมงาน ช่วยทดสอบ โดยดูแผนภูมิประมาณ 10-15 วินาทีและจับใจความ

แนะนำตัวอย่างการแสดงแผนภูมิที่น่าสนใจ คือ แผนที่ของกรุงลอนดอนจำนวน 100 กว่าภาพ ในหนังสือ London: The Information Capital http://theinformationcapital.com/

Screen Shot 2562-11-03 at 16.33.40.png

วิธีการพูดหรือบรรยายเพื่อการนำเสนอ Dataviz ให้ทำตาม McCandless Methods 5 ขั้นตอน คือ
  1. แนะนำแผนภูมิ ด้วยชื่อภาพ (Name) และเรื่องราว (Story) ของมัน
  2. อธิบายแผนภูมิ โดยตอบคำถามจากผู้ฟัง
  3. บอกเล่าประเด็นสำคัญที่แผนภูมินั้นต้องการนำเสนอ
  4. ยกตัวอย่างประกอบ เพื่อสนับสนุนประเด็นสำคัญเหล่านั้น
  5. อธิบายให้ผู้ฟังเข้าใจว่า ประเด็นเหล่านั้น มีความสำคัญกับผู้ฟังอย่างไร และมีผลกระทบอะไรกับผู้ฟัง

เพื่อทำความเข้าใจวิธีการบรรยายนำเสนอที่ถูกต้อง ตาม 5 ขั้นตอนดังกล่าว ขอให้ศึกษาวิธีการนำเสนอ ของ Davis McCandless  หัวข้อ “The Beauty of Data Visualization” ในรายการ TEDTalk  เมื่อปี 2010 ที่เว็บไซต์ https://www.ted.com/talks/david_mccandless_the_beauty_of_data_visualization

จุดที่น่าสนใจจากวีดิโอ TED นี้ คือ Davis McCandless ใช้ข้อมูลบทความวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพที่ค้นได้จาก PubMed จำนวน 1,000 กว่ารายการ บีบอัดความรู้ (Knowledge Compression) ให้กลายเป็นแผนภูมิ Dataviz แบบ interactive และนำเสนอได้อย่างน่าสนใจมาก

Screen Shot 2562-11-03 at 17.46.24.png
“Information is Beautiful / Knowledge is Beautiful / Data is the new Oil / Data is the new Soil” — Davis McCandless

 

ทำความเข้าใจเรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปี

ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศไทย เป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการพัฒนาประเทศ

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ให้ตั้งจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,000,000,000,000 บาท (3 ล้านล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นจำนวนไม่เกิน 3,200,000,000,000 บาท (3.2 ล้านล้านบาท) สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยรับงบประมาณ เป็นจำนวน 3,137,290,534,200 บาท และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 62,709,465,800 บาท

การกำหนดวงเงินดังกล่าว เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิจำนวน 2,731,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 469,000 ล้านบาท

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จาก คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พุทธศักราช 2562

รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนว่า กระทรวงและหน่วยรับงบประมาณต่างๆ จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580)  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)   เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (พ.ศ. 2558-2573) กรอบแนวคิดการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 รวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ความเป็นธรรมทางสังคม เสถียรภาพและความยั่งยืนทางการคลัง ความจำเป็นและภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ

การจำแนกงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดย สำนักงบประมาณ  สำนักนายกรัฐมนตรี

จำแนกตามกลุ่มงบประมาณรายจ่าย 

  1. งบประมาณรายจ่ายบุคลากร
  2. งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ หรือกระทรวง / หน่วยงาน (Function) จำแนกเป็น
    1. แผนงานพื้นฐาน
    2. แผนงานยุทธศาสตร์
  3. งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) โดยดำเนินการภายใต้ความร่วมมือของหน่วยรับงบประมาณมากกว่า 2 หน่วยขึ้นไป ซึ่งไม่อยู่ในกระทรวงเดียวกัน ในเรื่องสำคัญ 15 เรื่อง ได้แก่
    1.  ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
    2. ป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
    3. พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต
    4. สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
    5. พัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
    6. พัฒนาพื้นที่ระดับภาค
    7. พัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์
    8. พัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล
    9. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
    10. พัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้
    11. เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
    12. พัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
    13. จัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม
    14. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
    15. ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  4. งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน
  5. งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ
  6. งบประมาณรายจ่ายเพื่อขดใช้เงินคงคลัง
  7. งบกลาง  (เช่น  ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนิน และต้อนรับประมุขต่างประเทศ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ เป็นต้น)

จำแนกตามยุทธศาสตร์ 6 ด้าน

  1. ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ด้านความมั่นคง
  2. ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน
  3. ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
  4. ยุทธศาสตร์ที่ 4 : ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
  5. ยุทธศาสตร์ที่ 5 : ด้านการสร้างการเติบโต  บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  6. ยุทธศาสตร์ที่ 6 : ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
  7. รายการค่าดำเนินการภาครัฐ

ทั้งนี้ มีแผนงานที่น่าสนใจ และเกี่ยวข้องตามยุทธศาสตร์ที่ 2 อาทิ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การพัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

แผนงานที่เกี่ยวข้องตามยุทธศาสตร์ที่ 3 อาทิ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต และการเสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี

แผนงานที่เกี่ยวข้องตามยุทธศาสตร์ที่ 4 อาทิ การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย  และการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นต้น

จำแนกตามงบรายจ่าย

  1. งบบุคลากร (หมายถึง รายจ่ายเพื่อการบริหารงานบุคคลภาครัฐ เช่น เงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทนพนักงานราชการ)
  2. งบดำเนินการ (หมายถึง รายจ่ายเพื่อการบริหารและดำเนินงาน เช่น ค่าตอบแทน ใช้สอย วัสดุ และสาธารณูปโภค)
  3. บลงทุน (หมายถึง รายจ่ายเพื่อการลงทุน เช่น ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่อง)
  4. งบเงินอุดหนุน (หมายถึง รายจ่ายเพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การเอกชนและนิติบุคคลต่างๆ ซึ่งจำแนกรายจ่ายเป็น งบบุคลากร งบดำเนินงาน และงบลงทุน)
  5. งบรายจ่ายอื่น ๆ (หมายถึง รายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะงบรายจ่ายใด หรือสำนักงบประมาณกำหนดให้ใช้จ่ายจากงบรายจ่ายนี้ ซึ่งจำแนกรายจ่ายเป็น งบบุคลากร งบดำเนินงาน และงบลงทุน)

เอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของหน่วยรับงบประมาณ (เล่มขาวคาดแดง)

มหาวิทยาลัยมหิดล สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อยู่ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 เล่มที่ 3 (4) หน้า 199-244 เสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวงเงิน 12,023,424,900 บาท และใช้เงินนอกงบประมาณ 749,322,100 บาท (ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นจำนวนเงิน 13,141,855,000 บาท เงินนอกงบประมาณ 265,274,600 บาท)

Screen Shot 2562-10-20 at 07.32.47.png

เป้าหมายในการให้บริการของมหาวิทยาลัยมหิดล

  • เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินด้านสาธารณสุข
  • เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านวิจัยและพัฒนา
  • เพื่อผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพตามความต้องการของประเทศ
  • เพื่อบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมให้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาตนเอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
  • เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตในสังคมผู้สูงวัย

แนวทางการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

  • กำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณ ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม ตามศักยภาพและจุดแข็งของมหาวิทยาลัย
  • นโยบายของ รมต. ว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย และมีการบูรณาการรวมกันระหว่างส่วนงาน
  • เน้น 10 อุตสาหกรรม (10s Curve) และ BCG
  • แผนบูรณาการเขตพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • ส่งเสริมความร่วมมือในการลงทุน ร่วมกับภาคเอกชน

แนะนำเครื่องมือสร้างกลุ่มคำ (Word Clouds)

กำลังเรียน Coursera วิชา Introducation to Business Analytics: Comunication with Data สัปดาห์ที่ 1 และต้องทำการบ้านในลักษณะ Peer-graded Assignment หัวข้อ การเปรียบเทียบเครื่องมือสร้างกลุ่มคำ (Word Clouds) ชนิดต่าง ๆ ในแง่ของ Capabilities (ความสามารถในการทำงานของโปรแกรมและความยืดหยุ่น)  และ Ease of Use ( ความง่ายในการเรียนรู้และการใช้งาน)

การบ้านดังกล่าว ทำให้ได้มีโอกาสทดลองใช้เครื่องมือสร้างกลุ่มคำ (Word Clouds) 4 ชนิด จึงขอนำมาแนะนำให้รู้จักกันค่ะ

WORDLE

Screen Shot 2562-10-20 at 08.35.14.png

WordClouds

Screen Shot 2562-10-20 at 08.44.03.png

TagCrowd

Screen Shot 2562-10-20 at 08.26.06.png

WordItOut

Screen Shot 2562-10-20 at 08.38.59.png

 

Information System Supporting Research

The information system supporting research

Screen Shot 2562-10-13 at 14.30.34.png

What will the world of research look like 10 years from now?

Screen Shot 2562-10-13 at 15.13.43.png

 

How Can I Share It can help you find relevant tools to ensure your sholarly articles can be shared with your colleagues quickly and easily.

shareit

Scholarly Collaboration Networks (SCNs)  – Platforms that allow researchers to develop and maintain professional relationships.

Want to share an article? Make sure you’ve read the publisher’s guidelines.

Publisher Sharing Policies

20 ปีของวิวัฒนาการวารสาร Open Access

ท่านทราบหรือไม่ว่า สำนักพิมพ์วารสาร ได้มีวิวัฒนาการจาก Subscription-based Model มาเป็น Open Access Model อย่างค่อยเป็นค่อยไป มาได้ 20 ปีแล้ว

10 ปีแรก : เริ่มตั้งแต่ การกำเนิดของ PubMed Central (PMC) และ ​Biomed Central (BMC) ในปี 2000 และ Public Library of Science (PLOS) ในปี 2001 ต่อมา BMC เริ่มใช้ระบบ Article Processing Charge (APC) ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของ Green OA, Hybrid OA องค์กรให้ทุนขนาดใหญ่ อาทิ NIH เริ่มกำหนดนโยบายเกี่ยวกับ OA สำหรับผู้รับทุนวิจัย

อีก 10 ปีต่อมา : ในปี 2010 PLOS One กลายเป็นวารสารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2011 สำนักพิมพ์ Wiley เริ่มสร้างวารสารใหม่ที่เป็น Gold OA พร้อมกับการเกิดขึ้นของ SciHub ในปีเดียวกัน ปี 2016 UK เริ่มประกาศ REF 2021 Open Access Policy ปี 2017 มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศเยอรมนี boycott สำนักพิมพ์ Elsevier และในปี 2018 กลุ่ม Europe ประกาศนโยบาย Coalition S / Plan S

ในปีนี้ 2019 สำนักพิมพ์ Wiley และ SpringerLink ทำข้อตกลงกับ Project DEAL ของเยอรมนี และปีหน้า 2020 สำนักพิมพ์ต่าง ๆ ทะยอยออกวารสารใหม่ในรูปแบบ Gold OA และเริ่มออก Business Model ใหม่ๆ เพื่อจัดการกับวารสารดั้งเดิมที่เป็น Hybrid OA อาทิ Publish & Read (PAR) Model – the costs are based on a calculated publishing volume และ Read & Publish (RAP) Model – the costs are based on the subscription fee for reading เป็นต้น

เตรียมพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ของวงจร Scholarly Communication … ระบบการตีพิมพ์ผลงานวิจัยแบบพลิกโฉม อย่างแน่นอน – Stay tuned !

Screen Shot 2562-10-12 at 21.06.33.png

ทำความรู้จักกับจีอาร์ซี GRC (Governance, Risk and Compliance)

แนวโน้มใหม่ ที่ผู้บริหารองค์กรทุกคน ควรศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้

GRC (Governance Risk and Compliance)

หมายถึง การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินกิจการด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ยุติธรรม บุคลากรในองค์กรเกิดจิตสำนึกในการปฏิบัติงานที่ดี ส่งผลทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อถือและความมั่นใจในการใช้บริการ เพิ่มประสิิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในระยะยาว เสริมภาพลักษณ์ที่ดี และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

ในทางกลับกัน หากผู้บริหารองค์กรไม่ได้ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล (Governance) และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) องค์กรอาจตกอยู่ในความเสี่ยง (Risk) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Screen Shot 2562-10-11 at 13.25.00.png

  • Governance หมายถึง  ธรรมาภิบาล การกำกับดูแลที่ดี การบริหารจัดการและกำกับดูแลองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ การมีคุณธรรมในการบริหาร การกําหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบคําสั่ง และ การปฏิบัติ การให้คุณให้โทษ จะต้องมีความชัดเจนสอดคล้องกันทั่วทั้งองค์กร
  • Risk Management หมายถึง การบริหารจัดการความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นในองค์กร
  • Compliance หมายถึง การปฏิบัติตามนโยบาย กฎระเบียบข้อบังคับ กฎหมายต่าง ๆ

ทั้งนี้ องค์กรต้นแบบของ GRC ในประเทศไทย น่าจะเป็น ปตท. ซึ่งมีแนวคิดในการบูรณาการ  GRC กับ C (Communicate) เข้าด้วยกัน เป็นเรื่องของการกำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ และตั้งเป้าที่จะเป็นองค์กร Zero Non-compliance เป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจ และเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความสนใจกับเรื่อง GRC เป็นอันมาก และมีนโยบายที่ค่อนข้างชัดเจนที่จะขับเคลื่อนองค์กรเพื่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ซึ่ง GRC นั้น เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับ คน (People) กระบวนการ (Process) และเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งหมายรวมถึง เรื่องของ IT Governance, IT Security ด้วย

Governance + Risk + Compliance = Integrity (หนึ่งใน  Mahidol Core Value)

ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้บริหารส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิดล  … เรื่อง GRC ไม่รู้ – ไม่ได้ค่ะ  !

 

ได้อะไร ? จากการไปงานประชุม Elsevier eBooks Forum 2019 ที่สิงคโปร์

เมื่อวันที่ 12-13 กันยายน 2562 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงานประชุม Elsevier eBooks Forum 2019 ที่ประเทศสิงคโปร์ ในหัวข้อ “Transforming Research Through Analytics and Insights” มีผู้เข้าร่วมประชุมที่ได้รับเชิญจากประเทศต่าง ๆในอาเซียน จำนวน 56 คน วิทยากรรับเชิญเป็นผู้บริหาร อาจารย์ นักวิจัย ที่มีประสบการณ์ในการใช้ทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ในการบริหาร การสอน และการวิจัย มาบรรยายและร่วมเสวนา 

elsevier.jpg

วิทยากรท่านแรกคือ Dr. Wasim Arif จาก National Institute Of Technology, Silchar ประเทศอินเดีย บรรยายในหัวข้อ “Co-using Books & Journals: New directions for discovery solutions” ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การนำเสนอข้อมูลจากบทความเรื่อง “India by the Number” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อปี 2015 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลงานตีพิมพ์ของประเทศอินเดีย ยังไม่ดีมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ และจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ผู้บรรยายได้เล่าประสบการณ์ในการใช้ฐานข้อมูล ScienceDirect ในลักษณะของ “Co-usage” คือ การสืบค้นตามความต้องการของแต่ละบุคคล และใช้เนื้อหาจากหนังสือและวารสารควบคู่ไปพร้อมๆ กัน อย่างไร้ขอบเขต โดยเฉพาะ The International Encyclopedia of the Social and Behavioral Sciences, 2nd Edition (IESBS) ซึ่งเป็นหนังสือประเภท Reference Work ที่สำคัญ ได้รับการ download ในจำนวนค่อนข้างมากเช่นเดียวกับบทความวารสาร  นอกจากนั้น ยังได้กล่าวถึง Big 3 หรือ Big Data + Data Science + Data Analytics ซึ่งมีความสำคัญมากในศตวรรษที่ 21  

วิทยากรท่านที่ 2 คือ Prof. Abdul Wahab Mohammad ซึ่งมีตำแหน่งเป็น Deputy Vice Chancellor ของ Universiti Kebangsaan Malaysia บรรยายในหัวข้อ “Forecasting Research Trends using Elsevier Data and Reference Solutions” โดยนำเสนอวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลผลงานวิจัยเพื่อดู research trend โดยใช้เทคนิค  bibliometric analysis และ state-of-the-art analysis รวมทั้งแนะนำโปรแกรมสร้าง bibliometric network ในลักษณะ Visualization  เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลผลงานวิจัยในฐานข้อมูล Scopus/ScienceDirect ที่มีชื่อว่า VOSviewer 

วิทยากรท่านที่ 3 คือ รศ. เภสัชกร ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายในหัวข้อ Empowering performance and outcome through technology and data analytics” โดยเล่าประสบการณ์ในการใช้ฐานข้อมูล Scopus, ScienceDirect (ทั้งหนังสือและวารสาร), SciVal, SJR เป็นเครื่องมือที่ช่วนสนับสนุนการทำงานทั้งด้านการสอนและการวิจัย

วิทยากรท่านที่ 4 คือ Prof. Dr. Jonathan R. Dungca, Dean, Gokongwei College of Engineering, De La Salle University บรรยายในหัวข้อ The use and application of academic resources in interdisciplinary research” ซึ่งผู้บรรยายได้เล่าถึงประสบการณ์ในการใช้ฐานข้อมูล Scopus, SciVal, ScienceDirect (ทั้งหนังสือและวารสาร) ในการวิเคราะห์และสนับสนุนการวิจัยที่เป็น  interdisciplinary research ซึ่งเป็นลักษณะของการวิจัยที่จะช่วยเพิ่ม reseach productivity ให้แก่มหาวิทยาลัย

วิทยากรท่านที่ 5 คือ Andy Albrecht, Product Manager, Elsevier บรรยายในหัวข้อ “Transforming Content, Transforming Results: Elsevier’s platform, analytics and technology-led strategy” แนวโน้มของบริษัท Elsevier ต่อไปจะไม่ได้เป็นเพียงสำนักพิมพ์ผลิตหนังสือและวารสารเท่านั้น แต่จะผลิตฐานข้อมูลที่หลอมรวม Content, Technology และ Analytics เพื่อแสวงหาคำตอบช่วยในการทำวิจัย และแสดงให้เห็นแนวโน้มแต่ละประเทศ ที่ใช้ ScienceDirect co-usage หรือการใช้และเชื่อมโยงไปมาระหว่างบทในหนังสือและบทความวารสาร (ตามภาพ)

Screen Shot 2562-10-08 at 23.01.00.png

จากนั้น ได้มีกิจกรรมระดมความคิดเห็นกลุ่ม ในหัวข้อ ประสบการณ์ในการใช้ data analytics ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการบอกรับทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และได้มีการไปเยี่ยมชมและดูงานห้องสมุด Lee Wee Nam Library มหาวิทยาลัย Nanyang Technological University (NTU) และชมการสาธิตวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติการใช้ e-batabases โดยใช้  Qlik: Data Analytics for Modern Business Intelligence ของห้องสมุดดังกล่าว