Work from Home, Learn@Home

บันทึกไว้ว่า กลางเดือนมีนาคม 2563 ท่ามกลางวิกฤติสถานการณ์  COVID-19 ระบาดหนัก ทั้งในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก … บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตการเรียนและการทำงาน จาก Face-to-face มาเป็นระบบออนไลน์อย่างสมบูรณ์แบบ ที่เรียกกันว่า  Work from Home (ทำงานที่บ้านโดยไม่ต้องเข้าที่ทำงาน) และ  Learn@Home (เรียนที่บ้านโดยไม่ต้องเข้าห้องเรียน) เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติได้จริง

กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดบริการด้านไอที ไว้ที่เว็บไซต์ Mahidol Univesity IT-Portal https://it-portal.mahidol.ac.th/

Screen Shot 2563-03-15 at 23.12.14

Work from Home / Learn@Home

  • ใช้ LINE  และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้แก่  LINE Chat, LINE Group Chat, Live, Video Call, Group Voice Call
  • ใช้ Facebook และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้แก่ Facebook Group, Facebook Messenger และสร้างห้องเรียนออนไลน์ด้วย Facebook Social Learning
  • ใช้ Microsoft Office 365 https://login.microsoftonline.com ในการทำงานต่าง ๆ  ร่วมกันบน Cloud ด้วยโปรแกรม
    • Microsoft Word
    • Microsoft Excel
    • Microsoft Powerpoint
    • Microsoft Teams (ใช้ในการประชุม ใช้แทน Skype for Business)
    • Microsoft Power BI
    • Microsoft Sharepoint
    • Microsoft OneDrive
    • Microsoft Outlook
    • Microsoft OneNote
    • Microsoft Class Notebook
    • Microsoft Sway
    • Microsoft Form

Screen Shot 2563-03-16 at 21.07.54

  • ใช้ Google G-Suite for Education ในการทำงานร่วมกัน ด้วยโปรแกรม
    • Goole Drive เป็นพื้นที่ใช้สำหรับเก็บไฟล์เอกสารประเภทต่าง ๆ เพื่อทำงานร่วมกัน
    • Goole Forms ใช้สำหรับสร้างแบบสอบถามหรือข้อสอบออนไลน์ พร้อมตรวจและให้คะแนน สามารถศึกษาวิธีการใช้งานได้จาก https://youtu.be/u_zisReVayo
    • Google Docs ใช้จัดทำเอกสาร ซึ่งสามารถพิมพ์ด้วยเสียงพูด (voice typing) ได้ด้วย สามารถศึกษาวิธีการใช้งานได้จาก https://youtu.be/QaLGKWetJBY
    • Google Voice
    • Google Slides
    • Google Sites
    • Google Sheets
    • Google Hangouts
    • Google Meet  (ใช้ในการประชุมแทน Google Hangouts)
    • Google Chat
    • Google Classroom
    • Google Assignment
    • Gmail ใช้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

Screen Shot 2563-03-16 at 21.25.49

  • การประชุมทางไกล สื่อสารในองค์กร ทำงานเป็นทีมร่วมกัน หรือการเรียนการสอนออนไลน์ (Conferencing, Collaboration  / LMS, Virtual Classroom)
  • เครื่องมือทำวิดีโอ (Video Recording & Live Streaming) 
    • OBS (Open Broadcaster)
    • Loom
    • AZ Screen Recorder
    • Echo 360 Universal Capture
    • Youtube Channel
    • Facebook Live

ภาวะผู้นำและการจัดการองค์กร บรรยายโดย ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2563 ได้มีโอกาสไปร่วมเข้าฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง Application of Leadership and Organization Management in Health Science School การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านภาวะผู้นำและการจัดการองค์กรเพื่อพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ บรรยายโดย  ศาสตราจารย์ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ผู้บริหารสูงสุดของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักกันดี โดยเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งเป็นภาวะที่ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้ออันตรายจากโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่  2019  หรือ COVID-19 อย่างควบคุมไม่อยู่ (Pandemic) หรือในอดีตที่ทุกคนน่าจะจดจำเรื่องราวได้ เป็นภาพประทับใจที่เห็นท่านเป็นผู้ร่วมประคองพระโกศทองใหญ่ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

ที่น่าประทับใจมากคือ ระหว่างการบรรยาย ที่ฟังสบายเหมือนท่านกำลังเล่าประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน จะมีการหยุดรับโทรศัพท์มือถือเป็นระยะ จากรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ ที่มารับการตรวจในโรงพยาบาลศิริราช  .. เป็นเรื่องน่าเครียด แต่ท่านก็ไม่เครียด ยิ้มได้ตลอด

Screen Shot 2563-03-14 at 16.39.21

(การบรรยายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาในหลักสูตรปริญญาโทสาขา Health Science  Education)

ขอนำเกร็ดความรู้บางส่วนที่ได้รับ หลังจากได้ฟังการบรรยายและเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของท่านคณบดีประสิทธิ์ ตลอด 3 ชั่วโมง  มาเขียนถ่ายทอดแบ่งปันในบล็อก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน ดังนี้ค่ะ

  • ผู้นำที่มี strong leadership  ต้องเสี่ยงเสมอ ยิ่งสูง ก็ยิ่งเสี่ยง คนที่กล้าเสี่ยงมากขนาดนั้น ย่อมเห็นชีวิตของตนเองสำคัญน้อยกว่าเป้าหมายสำคัญขององค์กร และรู้ดีว่า คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไร ลดอัตตาตัวเองให้น้อยลง ทำเพื่อส่วนรวมและสังคมมากขึ้น
  • ความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีมาสโลว์​ (Maslow’s Hierarchy of Needs) เป็นลำดับขั้นของปิระมิด ตั้งแต่ ความต้องการทางกายภาพ -> ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย -> ความต้องการความรักและต้องการเป็นเจ้าของ -> ความต้องการการยอมรับ เคารพนับถือ และความภาคภูมิใจในตัวเอง -> และขั้นสูงสุดของปิระมิดคือ ความต้องการมีชีวิตที่สมบูรณ์ ซึ่งจะไปถึงได้ มักไม่ใช่ตะกายขึ้นไปเองทีละขั้นด้วยตนเอง แต่เป็นเพราะคนอื่นยกให้ขึ้นไปScreen Shot 2563-03-14 at 18.15.30
  • ผู้นำจะต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ โดยไม่เอาประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง
  • ต้องตั้งเป้าหมายในชีวิต  อย่าเป็นไม้หลักปักขี้เลน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อย่าทำงานโดยไม่มีจุดมุ่งหมายของชีวิต เมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ต้องทำให้ได้ ซึ่งท่านเล่าชีวิตส่วนตัวให้ฟังว่า เมื่อสมัยเรียนที่อังกฤษ อยู่คนเดียว เหงามาก เขียน Diary บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกวัน และยังเก็บรักษาเอาไว้จนทุกวันนี้ มีการเขียนตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะต้องเป็น ศาสตราจารย์ให้ได้ก่อนอายุ 40 และต้องเป็น ศาสตราจารย์ระดับ 11 ให้ได้ก่อนอายุ 45 (อย่าตั้งเป้าหมายในตำแหน่งบริหารโดยเด็ดขาด) ตั้งเพื่อผลักดันตัวเองให้ก้าวไป เป้าหมายของชีวิตคือวิสัยทัศน์ (Vision) ถ้าไม่กำหนดเวลาเอาไว้ เราจะไปเรื่อยๆ และทำอะไรไม่สำเร็จ และในที่สุดท่านก็สามารถทำได้บรรลุเป้าหมาย คือ เป็น ศาสตราจารย์เมื่ออายุ 39 และศาสตราจารย์ระดับ 11 เมื่ออายุ 45 ปี 1 เดือน หลังจากนั้น อะไรที่ได้มา เกินพอแล้ว
  • ผู้นำต้องทำสิ่งที่ยากเป็นพิเศษ เป็น Extraordinary Things ไม่ใช่ทำแต่เรื่องพื้นๆ  (norm) และต้องทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตนเอง
  • ผู้นำต้องมองให้ไกล เปรียบเหมือนเล่นฟุตบอล ถ้ามัวแต่มองลูกบอล แล้ววิ่งเข้าหา จะไล่ลูกบอลไม่ทัน ต้องมองให้ไกลกว่านั้น ต้องมองไปถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • เรื่องที่ท่านเห็นว่ามีความสำคัญมากคือ  “Trust” สร้างยาก พังง่าย ดังคำกล่าวที่ว่า Trust takes years to build, seconds to break, and forever to repair
  • ความรับผิดชอบมี 2 ระดับ คือ ความรับผิดชอบตัวงาน (Responsibilty)  และ ความรับผิดชอบผลของงาน และรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability)  ท่านยกตัวอย่างว่า หากนักศึกษาแพทย์ที่เราสอนจนเรียนจบได้เกียรตินิยม พอไปทำงานได้ 5 ปีมีคดีทุจริต ถามว่า เราต้องรับผิดชอบหรือไม่ ถ้าเราตอบว่าไม่ต้องรับผิดชอบเพราะเราสอนเต็มที่แล้ว เขาทำผิดเองหลังจากออกจากโรงเรียน  แบบนั้นเรียกว่า Responsibility แต่ถ้าเป็น Acoountability  เราจำเป็นต้องทบทวนกระบวนการอบรมสั่งสอนของเรา ว่ามีข้อบกพร่องอะไรจึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
  • สมรรถนะของภาวะผู้นำ (Leadership Competencies) คือ Attribute (บุคลิกลักษณะและการแสดงออก) ของผู้นำ ที่ทำให้คน Glad to follow  อยากทำงานด้วย อยากช่วยทำงาน และ Provide a feeling of trust ให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ
  • ภาษาจีน คำว่า “忠” (จง แปลว่า ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี) มาจากคำว่า “中” (จง แปลว่า ความเป็นกลาง) และคำว่า “心” (ซิน แปลว่า ใจ) บริหารจนเราเข้าไปอยู่ในกลางจิตใจ อย่าใช้การบังคับโดยเด็ดขาด พยายามอธิบายให้เขาเห็นและมีฉันทะ อยากลงมือทำเอง
  • ผู้นำต้องมี Self-Control เวลาเกิดสถานการณ์คับขัน ต้องควบคุมตัวเองให้ได้ อย่าตื่นตระหนก
  • ผู้นำต้องมี Outward mindset ให้ความสำคัญกับผู้อื่นไม่น้อยไปกว่าความสำคัญต่อตัวเราเอง ตรงข้ามกับ Inward Mindset ที่มองเป้าหมายของตนเองเป็นใหญ่ และเห็นคนอื่นแค่เป็นวัตถุสิ่งของ หรือพาหนะไปสู่เป้าหมายของตนเอง
  • ผู้นำต้องมี Self-trust เชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้ และจะทำแต่สิ่งดีๆ โดยการพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะความรู้อยู่เสมอ ไม่เผลอไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต้อง Trust on others ไว้ใจทีมงาน แม้ว่าบางคนอาจมีปัญหา แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย อย่าปล่อยให้ความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ และเมื่อมีทั้ง Self-trust และ Trust on Others บวกกับมิติเรื่องเวลา ในที่สุดจะนำมาซึ่ง Trust by Others สังคมจะเชื่อถือในตัวเราและองค์กรของเรา
  • ผู้นำต้องกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ตั้งเป้าหมายของชีวิตให้ไกล แต่ยังมองเห็นแสงลิบๆ ที่ปลายทาง ซึ่งแสดงว่า เรารู้ direction แม้หนทางจะไกลมาก และ Gain commitment คือทำให้คนทั้งองค์กรต้องการที่จะไปทางนั้น Vision ของศิริราชคือ เป็นสถาบันการแพทย์ของแผ่นดิน เพื่อสร้างสรรค์สุขภาพแก่มวลมนุษยชาติ เป้าหมายแม้จะดูไกล แต่จังหวะต้องถึง มิเช่นนั้น จะดูเหมือนผู้นำพูดเพ้อเจ้อ คนในองค์กรไม่ยอมรับว่าจะสามารถไปถึงได้
  •  ผู้นำต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change management) แนะนำให้อ่านหนังสือ Leader Change ของ John Kotter การกำหนดเป้าหมาย ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่แค่ทำได้ตามเป้า มิเช่นนั้นจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะมันจะตลบกลับ ตัวอย่างเช่น การตั้งเป้าหมายจะลดน้ำหนัก แม้ในที่สุดจะลดได้ตามเป้าหมาย แต่ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม สุดท้ายน้ำหนักจะกลับมาขึ้นเหมือนเดิม

Screen Shot 2563-03-14 at 20.04.50

  • เรามักเคยได้ยินคำว่า “รู้เขา  รู้เรา รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง” แต่ที่จริงคนไทยแปลคำของซุนวู ไม่ถูกต้อง หากศึกษาต้นฉบับภาษาจีน จะพบว่า ซุนวูให้ “รู้เรา รู้เขา” คือ รู้จักตัวเองก่อน แล้วจึงรู้จักผู้อื่น (การทำรายงาน EdPEx จึงได้กำหนดให้เขียนโครงร่างองค์กร หรือ Organizational Profile เพื่อให้องค์กรเข้าใจบริบทของตนเอง) การรู้จักตัวเองดีที่สุดคือ การพูด ฝึกพูดกับตัวเอง ว่า ทำไมวันนี้เราจึงทำแบบนี้ ถูกต้องหรือไม่ที่ทำแบบนั้น การติวความรู้ให้คนอื่น เป็นการพูดที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ผู้นำต้องฝึกพูดก่อน จากนั้น ฝึกให้ “หยุดพูด” เพื่อฟังคนอื่น (ให้รู้เขา) และเมื่อสองคนพูดคุยกัน จะเกิดการรู้สถานการณ์และสภาพแวดล้อม ดังนั้น คำพูดที่แท้จริงของซุนวู ควรจะเป็น “รู้เรา รู้เขา รู้สถานการณ์ รู้สภาพแวดล้อม” องค์กรไม่สามารถเคลื่อนไปได้ด้วยคนๆ เดียว การพูดจึงมีประโยชน์เสมอ
  • ผู้นำต้องรู้จัก Storming Phase (เหมือนสถานการณ์ COVID-19 ในขณะนี้) อย่าตื่นตระหนก ต้องคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมรับมือให้พร้อมกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่นการเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะขาดแคลน ถ้ารอให้ทุกอย่างมันชัดก่อน ค่อยทำ มันอาจจะสายเกินไป
  • ผู้นำต้องแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Foster Conflict Resolutions) ซึ่งมีทั้ง win-win / win-lose / lose-lose / win some – lose some / no win – no lose ต้อง identify ความขัดแย้งและคู่ขัดแย้งที่แท้จริงให้ได้ก่อน จึงค่อยแก้ไข อย่ามีอคติกับคู่กรณี เพราะจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง การแก้ไขต้องอาศัยการพูดคุย และต้องเตรียมไว้ก่อน อย่าคุยไปเรื่อยๆ เพราะจะแก้ไขไม่ตรงจุด พึงระลึกไว้เสมอว่า แต่ละปัญหา อาจมีหลายทางแก้เสมอ
  •  ผู้นำจะต้องรู้จักบริหารจัดการโครงการ Project Management ท่านแสดงความคิดเห็นว่า สถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้น อาจสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ จะเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น การเรียนทางไกลผ่านระบบออนไลน์ หรือ Distance Education ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ผู้สอนและผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับ คนที่ทำธุรกิจอาจคิดโครงการใหม่ๆ อาทิ คนส่งอาหาร ​Delivery อาจสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคได้ โดยรับประกันว่าคนส่งอาหารมีสุขอนามัยที่ความปลอดภัย ระดับ Corona-free เป็นต้น
  • การ Motivate ทีมงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผู้นำต้องดึงศักยภาพของทีมงานออกมาให้ได้ คนส่วนใหญ่ใช้ศักยภาพในตัวเองไม่ถึง  50%  ขอให้มองให้เห็น และดึงออกมา อย่าไปใส่กรอบให้เขา และขอให้เห็นคุณค่าของบุคลากร (Value Human Resources) ถ้าเป็นเวทีแสดงละคร ทีมงานจะอยู่บนเวที ส่วนผู้นำจะอยู่ข้างล่าง คอยกำกับดูแล ให้ทำสำเร็จ ถ้าสำเร็จได้รางวัล ให้พวกเขาขึ้นไปรับด้วยตนเอง ผู้นำไม่ควรไป
  • ต้องอย่าบังคับคน ไม่ใช้คำว่า “ต้อง” แต่จะใช้คำว่า ถ้าเป็นผม ผมจะทำแบบนี้ .. หาทางให้เขาตัดสินใจเอง ทำด้วยตนเอง ถ้าเราสั่ง พอเราไม่อยู่ เขาจะทำเองไม่ได้ ผู้นำต้องมีผู้ตาม (Followers) สมัครใจวิ่งตามมาเองโดยไม่ต้องสั่ง
  • ผู้นำต้องมองคนออก บุคลากรในองค์กร แบ่งเป็น 4 Quadrants ตามผลงาน (Performance) และศักยภาพ (Potential)  ได้แก่ 1) คนเก่งหรือดาวเด่น (Talent หรือ ​Star) 2) เด็กมีปัญหา (Problem child) ศักยภาพสูงแต่ผลงานต่ำ 3) ถุงเงิน (Cash cow) เป็นสำนวน หมายถึง คนที่ไม่เก่งแต่ขยันทำผลงานดี และ 4) ไม้ตายซาก (Deadwood) อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกลุ่มเดิม แต่ละคนสามารถเคลื่อนย้ายไปกลุ่มที่ดีกว่าได้ หากผู้นำใส่ใจ เฝ้าสังเกต และพัฒนาส่งเสริมอย่างถูกต้อง
  • ให้คนทำงานมีส่วนร่วม มากบ้างน้อยบ้าง ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร หากทำแล้วพลาดหรือทำความผิดอย่าตำหนิรุนแรง แต่พูดตะล่อมให้เขานึกได้เองว่าทำผิดพลาด ถ้าเขานึกออกให้กล่าวชมและเตือน ให้ใช้เป็นบทเรียน ต่อไปจะได้ไม่ทำ แต่ถ้าเขายังยืนยันว่าตนเองทำถูกแล้ว แสดงว่าเป็น Deadwood ไม่สามารถพัฒนาได้ ส่งเสริมได้ยาก
  • One-minute Manager หมั่นประเมินทีมงานและหาโอกาสแนะนำพนักงานวันละหนึ่งนาที ถ้าเขาทำถูกต้อง ชมให้ตรงจุด เจ้าตัวจะรู้สึกพอใจ และเป็นการส่งสัญญาณจากผู้นำว่า สิ่งที่ทำนั้นถูกทิศทางแล้ว เป็นสิ่งที่ดี ขอให้ทำแบบนี้ต่อไป หากทำงานเป็นทีม อย่าชมคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว ต้องชมทั้งทีม
  • ให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่เรียกเขาว่า ลูกน้อง แต่เรียกว่า ทีมงาน (Partners) ไม่เรียกว่า Supporting Staff ซึ่งหมายถึงสนับสนุน ทำตามคำสั่ง ไม่ต้องคิดเอง แต่ใช้คำว่า ​Enabling Staff คือ มอบหมายอำนาจในการทำงาน และพัฒนาตนเองตลอดเวลา นอกจากนั้น ต้องคำนึงถึง Work-life Balance ไม่ใช่งานดีแต่ครอบครัวล้มเหลว ซึ่งจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ยาก
  • ต้องไม่กลัวความล้มเหลว (Dare to Fail) อย่าปล่อยให้ความกลัวว่าจะทำผิดหรือล้มเหลว เป็นอุปสรรคต่อการค้นพบความสามารถในตนเอง
  • องค์กรที่เป็นเลิศ ต้องทำทั้ง Productive Failure และ Productive Success ผู้นำต้อง Crazy Enough แต่ในจังหวะที่เหมาะสม ศัตรูที่สำคัญของ Best คือ Good (แนะนำให้อ่านหนังสือ Good to Great ของ Jim Collins)
  • ข้อเตือนใจคือ  Be yourself จงเป็นตัวของตัวเอง และ Be open-minded and keep practicing good listening จงเปิดใจให้กว้างและฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี ตั้งใจฟัง เวลาฟังอย่าเซ็นแฟ้มไปด้วย อย่าตัดบท แม้บางครั้งจะเครียด งานยุ่ง และบางครั้งหลุดอารมณ์ เพราะอาจพลาดข้อมูลที่สำคัญ ไม่มีใครพูดจาไร้สาระแบบ 100%
  • ปกติคนเราจะใช้ Active Mind แต่บางครั้งการใช้ Quiet Mind (จิตสงบ) ในการแก้ไขปัญหา มักหาทางออกได้แบบปิ๊งแว๊บ
  • Keep doing difficult things ! Even you fail, you’ll learn something
  • จงเรียนรู้ตลอดเวลา และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
  • วัฒนธรรมองค์กร สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการฝึกเปลี่ยนในระดับพฤติกรรม (Behavior) ก่อนใน step แรก และถ้าเปลี่ยนได้ในระดับวัฒนธรรม จะเปลี่ยนได้อย่างถาวร ยกตัวอย่างเช่น  Service behavior บริการที่ดี เป็นสิ่งที่ฝึกให้ปฏิบัติได้ แต่ถ้าจะให้ยั่งยืนถาวร ต้องฝังอยู่ในตัวเรา จนกลายเป็น Service Mind
  • สุดท้าย ท่านได้ตอบข้อคำถามของผู้ฟังท่านหนึ่ง ที่ถามว่า ท่านมีเทคนิควิธีอย่างไร จึงประสบความสำเร็จในการมีภาวะผู้นำและมีความสามารถในการบริหารองค์กรอย่างเช่นทุกวันนี้ ท่านตอบว่า
    • ต้องหมั่นศึกษาและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ เพราะเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนที่ดี ทำให้เราเรียนรู้จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปแล้ว และเอามาปรับใช้ (ท่านเล่าให้ฟังถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่บริเวณบางกอกน้อย เรื่องราวในสมัยอยุธยาและกรุงธนบุรี รวมทั้งเรื่องราวในอดีตของศิริราชที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน)
    • ต้องหมั่นพูดคุยสนทนากับผู้ใหญ่ และนำประสบการณ์คำแนะนำสั่งสอนจากผู้ใหญ่มาเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้ แม้บางเรื่องอาจไม่เหมาะกับยุคสมัย ใช้ไม่ได้กับปัจจุบัน แต่ขอให้รับฟังด้วยความเคารพ
    • หมั่นศึกษาหาความรู้จากการอ่านหนังสือ หรือข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ท่านเป็นคนอ่านหนังสือและจับใจความสำคัญได้เร็ว
    • หมั่นนำสิ่งที่เรารู้ ไปเผยแพร่ถ่ายทอดให้ผู้อืน เพราะจะทำให้เรามีความเข้าใจในความรู้นั้นมากยิ่งขึ้น เรียนรู้ทฤษฎี -> นำไปประยุกต์ใช้ -> ปรับปรุงพัฒนา -> และถ่ายทอดเผยแพร่ เป็น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
    • TRUST เป็นสิ่งสำคัญ เวลาทำงานกับคน ให้จำคำว่า “忠” (จง) คือความจงรักภักดี มีคำว่า “中” จง (ความเป็นกลาง) อยู่ข้างบน และคำว่า “心” ซิน (หัวใจ) อยู่ข้างล่าง 

 

บทสวดมนต์อะไรบ้าง ที่ควรจดจำให้ขึ้นใจ

ปกติเวลาไปสวดมนต์ตามวัด เรามักจะหยิบหนังสือสวดมนต์ที่เขาแจก มากางอ่าน และเมื่อสวดเสร็จก็เอาไปเก็บ ทำแบบนี้ทุกทีมานานหลายสิบปี จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง นึกขึ้นมาได้ว่า ทำไมเราไม่จดจำให้ขึ้นใจ เวลาไปไหนมาไหน หากเกิดภาวะคับขัน สะดุ้งตกใจหรือหวาดกล้ว ต้องการเรียกขวัญและกำลังใจ จะได้สาธยายมนต์ได้เอง

บทสวดมนต์ที่สำคัญ และสมควรจดจำให้ขึ้นใจ ได้แก่

  1. บทบูชาพระรัตนตรัย (อิมินา สักกาเรนะ)
  2. บทกราบพระรัตนตรัย (อะระหัง สัมมา)
  3. ขอขมาพระรัตนตรัย (วันทามิ พุทธัง)
  4. บทสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ / ถวายพรพระ (อิติปิโส)
  5. บทอาราธนาศีล 5 (มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง)
  6. นมัสการพระพุทธเจ้า (นะโม 3 จบ)
  7. ไตรสรณคมน์ (พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ)
  8. สมาทานศีล 5 (ปาณาติปาตา เวระมะณี)
  9. บทอาราธนาพระปริตร (วิปัตติปะฏิพาหายะ)
  10. บทชุมนุมเทวดา (สะมันตา จักกะวาเฬสุ)
  11. จุลชัยยะมงคลคาถา /  ชัยน้อย (นะโม เม)
  12. พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) / ชัยปริตร (มหากาฯ)
  13. พระคาถาชินบัญชร (ชะยาสะนากะตา พุทธา)
  14. ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสูตร (เอวัมเม สุตัง)
  15. เทวะตาอุยโยชะนะคาถา / ส่งเทวดา (ทุกขัปปัตตา)
  16. สัพพมงคลคาถา (ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง)
  17. แผ่เมตตาให้แก่ตนเอง (อะหัง สุขิโต โหมิ)
  18. แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ (สัพเพ สัตตา)
  19. แผ่เมตตาเจาะจง / แผ่ส่วนกุศล (อิมัง เม มาตาปิตุนัง โหตุ)

เกร็ดความรู้จากการไปร่วมงาน TK Forum 2020

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีโอกาสไปร่วมงาน TK Forum 2020 ซึ่งเป็นงานประจำปีของ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) หรือชื่อเดิมคือ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ จัดขึ้น ณ โรงแรม S31 สุขุมวิทซอย 31 หัวข้อที่จัดขึ้นในปีนี้ คือ Finland Library and Education in the Age of Disruption

วิทยากรจากประเทศฟินแลนด์ ที่มาบรรยาย ได้แก่ คุณแอนนา คอร์ปิ (Anna Korpi) ที่ปรึกษาด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์สถานทูตฟินแลนด์ประจำสิงคโปร์ มาเล่าถึงนโยบายด้านการศึกษาและบทบาทของห้องสมุดในการส่งเสริมการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ และคุณยาน่า เตือร์นิ (Jaana Tyrni)  ผู้อำนวยการห้องสมุดประชาชนเมืองเอสโป (Espoo City Library) มาเล่าประสบการณ์ความสำเร็จจนทำให้ห้องสมุดได้รับรางวัล Library of the Year 2019 จากเทศกาลหนังสือกรุงลอนดอน และในปีเดียวกัน หอสมุดกลางแห่งเมืองเฮลซิงกิ ที่มีชื่อว่า โอดิ (Oodi Helsinki Central Library) ห้องสมุดประชาชนที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งการประกาศอิสรภาพของประเทศฟินแลนด์ จากการเป็นเมืองขึ้นของรัสเซีย ได้รับรางวัลห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยมประจำปี 2019  จากสหพันธ์สมาคมห้องสมุดนานาชาติ (IFLA) อีกด้วย

เอกสารประกอบทั้งหมดในงาน สามารถ Download ได้ที่ http://tkforum.tkpark.or.th/download/

TK2

TK3

ประเทศฟินแลนด์ เป็นประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นและมืดสลัว เคยเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในยุโรป แก้ไขความยากจนโดยการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยการศึกษา กลายมาเป็นประเทศที่การศึกษาดีและประชาชนมีความสุขที่สุดในโลก แถมยังมีประธานาธิบดีเป็นคนรุ่นใหม่ อายุน้อยที่สุดในโลกอีกด้วย ประชากรมีเพียงแค่ 5.5 ล้านคน แต่สถิติการยืมหนังสือปีละ 85 กว่าล้านเล่ม กระทรวงการศึกษาและวัฒนธรรมลงทุนพัฒนาห้องสมุดประชาชนโดยใช้งบประมาณค่อนข้างสูงถึงปีละ 320 ล้านยูโร จำนวนห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศมี 720 แห่ง มีรถเคลื่อนที่ Mobile  Library (Book Bus) อีก 135 คัน วิ่งไปตามเมืองต่าง ๆ 295 แห่งทั่วประเทศ  ข้อมูลที่น่าสนใจคือ มีหนังสือเด็กมากถึง 32% ของหนังสือทั้งหมด และถูกยืมมากถึง 46%  ของหนังสือทั้งหมดที่ได้รับการยืม

มีประโยคสำคัญที่แสดงถึงบทบาทของห้องสมุดฟินแลนด์ คือ “Library is part of the Finnish ideal of sivistys and democracy.” ซึ่งคำว่า ซีวิสตุส (sivistys) เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง เกินกว่าจะแปลด้วยคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพียงคำเดียว อาจมีความหมายว่า Respecting Learning, Thinking, Knowing, Education, Culture, Compassion, Open-mindedness นั่นคือ ห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและอุดมคติของชาวฟินแลนด์ในเรื่องของประชาธิปไตย ห้องสมุดจะเปิดให้บริการฟรีสำหรับทุกคน เพื่อส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาและวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกันและต่อเนื่องตลอดชีวิต ห้องสมุดให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ (Reliable Information) และเป็นผู้ปกป้องการพูดและแสดงออกอย่างเสรี (Freedom of Expression and Speech) สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญของประเทศฟินแลนด์

สำหรับเหตุผลว่าทำไม ห้องสมุดประชาชนแห่งเมืองเอสโป (Espoo City Library) จึงได้รับรางวัลห้องสมุดแห่งปี Library of the Year 2019 สามารถรับชมจากวิดีโอคลิปนี้ได้ค่ะ

TK Park มีหนังสือที่น่าสนใจเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้แจกฟรีภายในงานด้วยคนละ 1 เล่ม (มีรายชื่อหนังสือตามเว็บไซต์ https://www.tkpark.or.th/eng/library_book/academic) ได้เลือกหยิบเล่มที่สนใจมากที่สุด คือ “อ่านเขา อ่านเรา” : 14 บทความส่งเสริมการอ่าน จากผู้เชี่ยวชาญ 10 ประเทศ เพื่อนำกลับมามอบให้หอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยมหิดล และให้บริการแก่นักศึกษาและผู้ใช้บริการห้องสมุดต่อไปค่ะ

Screen Shot 2563-02-18 at 20.27.43

 

 

 

 

 

 

หลักการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม เพื่อการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล

การใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม (Fair Use) เป็นหลักข้อยกเว้นของกฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyright Act) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของเจ้าของลิขสิทธิ์ กับการรักษาประโยชน์ของสาธารณชนที่จะได้รับจากการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ กฎหมายของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก กำหนดให้บุคคลทั่วไปมีสิทธิใช้วัสดุหรือเนื้อหาของงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ หากการใช้งานดังกล่าวเป็นการใช้งานอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม ใช้ในขอบเขตอันสมควรและสมเหตุสมผล ไม่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์ ไม่ทำให้กระทบกระเทือนสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ การรักษาสมดุลของกฎหมายดังกล่าว เป็นไปเพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างงานที่มีคุณค่า ส่งเสริมความก้าวหน้าทางการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม

DIP

ข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) โดยมีอนุสัญญากรุงเบอร์น ว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม (The Berne Convention for the Protection of Literary and Artistic Works) ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ จากทั่วโลกจำนวนกว่า 174 ประเทศ โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเมื่อปี พ. ศ. 2474 ภายใต้อนุสัญญาฯ ดังกล่าว ได้วางหลักการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม (Fair Use) ไว้ในกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อให้บรรดาประเทศสมาชิกออกกฎหมายในประเทศของตนได้อย่างสอดคล้องกัน มีการกำหนดขอบเขตให้เจ้าของผลงานลิขสิทธิ์มีสิทธิเฉพาะตัว (Exclusive Right) ได้ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น กำหนดให้บุคคลอื่นสามารถนำข้อมูลเนื้อหาของงานอันมีลิขสิทธิ์ไปใช้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ภายในขอบเขตของความยุติธรรมและเป็นธรรม ไม่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน แต่ต้องแสดงการรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยการระบุชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ และ/หรือผู้สร้างสรรค์ ชื่อผลงาน และแหล่งที่มาด้วย (ถ้ามี)

ประเทศสหรัฐอเมริกามีประมวลกฎหมาย Copyright Act of 1976, U.S. Code Title 17, Section 107 ว่าด้วย Limitations on Exclusive Rights: Fair Use แม้ไม่ได้มีการนิยามไว้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือ Fair Use แต่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความเป็น Fair Use ตามเงื่อนไข 4 ประการ คือ

  1. PURPOSE: พิจารณาวัตถุประสงค์และลักษณะของการนำไปใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ว่าเป็นการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือนำไปใช้เพื่อการศึกษาโดยไม่หวังผลกำไร
  2. NATURE: พิจารณาลักษณะตามธรรมชาติของงานอันมีลิขสิทธิ์
  3. AMOUNT: พิจารณาจำนวนหรือปริมาณที่นำไปใช้งาน เมื่อเทียบสัดส่วนกับปริมาณงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งหมด และพิจารณาว่า ได้นำส่วนสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของงานอันมีลิขสิทธิ์ ไปใช้หรือไม่อย่างไร
  4. EFFECT: พิจารณาผลกระทบที่มีต่อตลาด และมูลค่าของงานอันมีลิขสิทธิ์

นอกจากนั้น ยังมี Section 108 ว่าด้วย Limitations on Exclusive Rights: Reproduction by Libraries and Archives หรือข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องสมุดและจดหมายเหตุ เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องอีกด้วย สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ไว้ดังนี้

มาตรา 32 การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ภายใต้บังคับบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามวรรคหนึ่ง มิให้ถือว่า เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

  1. วิจัยหรือศึกษางานนั้น อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
  2. ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท
  3. ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
  4. เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
  5. ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว
  6. ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
  7. ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอนหรือทำบทสรุปโดยผู้สอนหรือสถาบันศึกษา เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร
  8. นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ

มาตรา 33 การกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานบางตอนตามสมควรจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง

มาตรา 34 การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

  1. การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
  2. การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา

มาตรา 35 การกระทำแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

  1. วิจัยหรือศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
  2. ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
  3. ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
  4. เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
  5. ทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่สมควรโดยบุคคลผู้ซึ่งได้ซื้อหรือได้รับโปรแกรมนั้นมาจากบุคคลอื่นโดยถูกต้อง เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย
  6. ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงาน ผลการพิจารณา ดังกล่าว
  7. นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ
  8. ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกรณีที่จำเป็นแก่การใช้
  9. จัดทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บรักษาไว้สำหรับการอ้างอิง หรือค้นคว้าเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน

มาตรา 36 การนำงานนาฏกรรม หรือดนตรีกรรมออกแสดงเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามความเหมาะสม โดยมิได้จัดทำขึ้น หรือดำเนินการเพื่อหากำไรเนื่องจากการจัดให้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น และมิได้จัดเก็บค่าเข้าชมไม่ว่าโดยทางตรง หรือ โดยทางอ้อม และ นักแสดงไม่ได้รับค่าตอบแทนในการแสดงนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากเป็นการดำเนินการโดยสมาคม มูลนิธิ หรือองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสาธารณกุศล การศึกษา การศาสนา หรือการสังคมสงเคราะห์ และได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง

มาตรา 37 การวาดเขียน การเขียนระบายสี การก่อสร้างการแกะลายเส้น การปั้น การแกะสลัก การพิมพ์ภาพ การถ่ายภาพ การถ่ายภาพยนตร์ การแพร่ภาพ หรือการกระทำใด ๆ ทำนองเดียวกันนี้ซึ่งศิลปกรรมใดอันตั้งเปิดเผยประจำอยู่ในที่สาธารณะ นอกจาก งานสถาปัตยกรรม มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมนั้น

มาตรา 38 การวาดเขียน การเขียนระบายสี การแกะลายเส้น การปั้น การแกะสลัก การพิมพ์ภาพ การถ่ายภาพ การถ่ายภาพยนตร์ หรือ การแพร่ภาพซึ่งงานสถาปัตยกรรมใด มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสถาปัตยกรรมนั้น

มาตรา 39 การถ่ายภาพหรือการถ่ายภาพยนตร์หรือการแพร่ภาพซึ่งงานใด ๆ อันมีศิลปกรรมใดรวมอยู่เป็นส่วนประกอบด้วย มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมนั้น

มาตรา 40 ในกรณีที่ลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมใดมีบุคคลอื่นนอกจากผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของอยู่ด้วย การที่ผู้สร้างสรรค์ คนเดียวกันได้ทำศิลปกรรมนั้นอีกในภายหลังในลักษณะที่เป็นการทำซ้ำบางส่วนกับศิลปกรรมเดิม หรือใช้แบบพิมพ์ ภาพร่าง แผนผัง แบบจำลอง หรือข้อมูลที่ได้จากการศึกษาที่ใช้ในการทำศิลปกรรมเดิม ถ้าปรากฏว่าผู้สร้างสรรค์ มิได้ทำซ้ำหรือลอกแบบ ในส่วน อันเป็นสาระสำคัญ ของศิลปกรรมเดิม มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในศิลปกรรมนั้น

มาตรา 41 อาคารใดเป็นงานสถาปัตยกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ การบูรณะอาคารนั้นในรูปแบบเดิม มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

มาตรา 42 ในกรณีที่อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ใดสิ้นสุดลงแล้ว มิให้ถือว่าการนำภาพยนตร์นั้น เผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุสิ่งบันทึกเสียง หรืองานที่ใช้จัดทำภาพยนตร์นั้น

มาตรา 43 การทำซ้ำ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการโดยเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือตามคำสั่ง ของเจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้และที่อยู่ในความครอบครองของทางราชการ มิให้ถือว่า เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง

การใช้งานเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

เมื่อพิจารณาตามหลักของการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม ของกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว การนำเนื้อหาหรือภาพไปใช้ในงานเพื่อการศึกษา (Educational Uses) เช่น การสอนภายในห้องเรียน การจัดทำสื่อการสอนที่ไม่ได้ทำเพื่อการค้า การสอนตามหลักสูตรรายวิชาของสถาบันการศึกษาที่ไม่หวังผลกำไร รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้ผ่านการนำเสนอในที่ประชุมวิชาการต่าง ๆ  สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เรียกว่าเป็น Educational Fair Use

อย่างไรก็ตาม ควรระลึกไว้เสมอว่า Educational Purposes ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ทุกกรณี การจัดทำเอกสารประกอบชุดวิชา สำหรับการเรียนในหลักสูตรต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็น Coursepacks หรือการจัดทำรายวิชาออนไลน์แบบ eLearning และ MOOC หากไม่แน่ใจว่าอยู่ในขอบเขตของ Education Fair Use หรือไม่ อาจจำเป็นต้องทำการตรวจสอบและขออนุญาตเป็นกรณีไป

ปริมาณการใช้งานลิขสิทธิ์

แหล่งที่มา: กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2559). หนังสือคู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม

  1. ภาพยนตร์และโสตทัศนวัสดุเช่น วีดิทัศน์ ดีวีดี เลเซอร์ดิสก์ และซีดีรอมสารานุกรม เป็นต้น

ผู้สอนนำออกให้ผู้เรียนในชั้นเรียนชมได้ไม่จำกัดความยาวและจำนวนครั้ง  สำเนางานที่นำออกฉายต้องเป็นสำเนาที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง เป็นการนำออกฉายในชั้นเรียนโดยไม่แสวงหากำไร และเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอนโดยตรง ผู้สอนทำสำเนาทั้งเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เพื่อประโยชน์ในการสอน ณ ขณะนั้นได้ หากได้พยายามใช้วิธีการและมีระยะเวลาอันสมควรแล้ว แต่ไม่สามารถจัดซื้อจัดหาสำเนาภาพยนตร์หรือโสตทัศนวัสดุที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายได้ ผู้เรียนทำสำเนาภาพยนตร์หรือโสตทัศนวัสดุเพื่อใช้ในการศึกษาได้ไม่เกินร้อยละ 10 หรือ 3 นาที ของแต่ละผลงาน (แล้วแต่ว่าจำนวนใดน้อยกว่ากัน) ทั้งนี้ ภาพยนตร์หรือโสตทัศนวัสดุที่ใช้ในการจัดทำสำเนานั้นต้องมีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย

  1. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ เช่น รายการวิทยุ/โทรทัศน์ เป็นต้น

ผู้สอนทำสำเนาและฉายงานแพร่เสียงแพร่ภาพหรือเทปบันทึกภาพงานเพื่อการเรียนการสอนได้ โดยสถาบันศึกษาใช้เทปบันทึกภาพงานดังกล่าวได้ในระยะเวลา 1 ปีการศึกษา หรือ 3 ภาคเรียน

  1. ดนตรีกรรม

ผู้สอนทำสำเนาในกรณีเร่งด่วน เนื่องจากไม่สามารถซื้อสำเนางานที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ได้ทันการแสดงที่จะมีขึ้น ทั้งนี้ จะต้องจัดซื้อสำเนางานที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ทันทีที่ทำได้ ทำสำเนาหนึ่งชุดหรือหลายชุดจากท่อนใดท่อนหนึ่งของงาน (Excerpts of Works) เพื่อการศึกษา ไม่ใช่เพื่อนำออกแสดง ทั้งนี้ ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของแต่ละงาน และไม่เกิน 1 สำเนา ต่อผู้เรียน 1 คน ทำสำเนาสิ่งบันทึกเสียงงานเพลง เช่น แถบบันทึกเสียง หรือซีดี จำนวน 1 ชุด โดยสำเนาจากสิ่งบันทึกเสียงที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งผู้สอนหรือสถาบันศึกษานั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์งานสิ่งบันทึกเสียงดังกล่าว เพื่อจัดทำเป็นแบบฝึกหัดสำหรับการร้อง การฟังหรือเพื่อใช้ในการเรียนการสอน  ดัดแปลงสำเนางานเพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอนได้ แต่จะดัดแปลงคุณลักษณะสำคัญของงานรวมถึงเนื้อร้องไม่ได้ บันทึกการแสดงของผู้เรียนซึ่งใช้ดนตรีกรรมจำนวน 1 ชุดได้ เพื่อการฝึกซ้อมหรือการประเมินผล โดยผู้สอนหรือสถาบันศึกษาเก็บรักษาบันทึกการแสดงนั้นไว้ได้

  1. รูปภาพและภาพถ่าย

ใช้ได้อย่างน้อย 1 ภาพแต่ไม่เกิน 5 ภาพ ต่อผู้สร้างสรรค์ 1 ราย หรือร้อยละ 10 ของจำนวนภาพของผู้สร้างสรรค์ 1 ราย (แล้วแต่ว่าจำนวนใดน้อยกว่ากัน) ผู้สอนและผู้เรียนดาวน์โหลดภาพจากอินเทอร์เน็ต เพื่อใช้ในการศึกษาได้ (ในปริมาณเท่ากับที่กล่าวข้างต้น) แต่จะอัพโหลดงานนั้นกลับขึ้นบนอินเทอร์เน็ตไม่ได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

  1. วรรณกรรม/สิ่งพิมพ์

การทำสำเนา 1 ชุด สำหรับผู้สอนเพื่อใช้ในการสอน หรือเตรียมการสอนหรือเพื่อใช้ในการวิจัย 1 บท (Chapter) จากหนังสือ 1 เล่ม บทความ (Article) 1 บท จากนิตยสาร/วารสาร หรือหนังสือพิมพ์ เรื่องสั้น (Short Story) หรือเรียงความขนาดสั้น (Short Essay) 1 เรื่อง บทกวีขนาดสั้น (Short Poem) 1 บท ไม่ว่าจะนำมาจากงานรวบรวมหรือไม่ก็ตาม

แผนภูมิ (Chart) กราฟ (Graph) แผนผัง (Diagram) ภาพวาด (Painting) ภาพลายเส้น (Drawing) การ์ตูน (Cartoon) รูปภาพ (Picture) หรือภาพประกอบหนังสือ (Illustration) จากหนังสือ นิตยสาร/วารสาร หรือหนังสือพิมพ์ จำนวน 1 ภาพ

การทำสำเนาจำนวนมากเพื่อใช้ในห้องเรียน ทำได้ไม่เกิน 1 ชุดต่อนักเรียน 1 คน โดยผู้สอน เพื่อใช้ในการสอนหรือการอภิปรายในห้องเรียน โดยสำเนาที่ทำขึ้นจะต้องไม่ยาวจนเกินไป และต้องมีการระบุรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ในสำเนาทุกฉบับด้วย ดังนี้

ร้อยกรอง  : บทกวี (Poem) ที่ไม่เกิน 250 คำ และเมื่อพิมพ์แล้วไม่เกิน  2 หน้า [หน้าละ 2,000 ตัวอักษร(Character) ตัวอักษรขนาด 16] หรือ บทกวีขนาดยาว ตัดตอนมาได้ไม่เกิน 250 คำ

ร้อยแก้ว : บทความ (Article) 1 บท  เรื่อง (Story) 1 เรื่อง  หรือเรียงความ (Essay) 1 เรื่อง หรือไม่เกิน 2,500 คำ ตอนใดตอนหนึ่ง (Excerpt) ของร้อยแก้วซึ่งไม่เกิน 1,000 คำ หรือร้อยละ 10 ของงานนั้น (แล้วแต่ว่าจำนวนใดน้อยกว่ากัน) แต่ได้อย่างน้อย 500 คำ อย่างไรก็ดี จำนวนที่ระบุไว้นี้ ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม เช่น อาจมีความยาวเกินมาเพื่อให้ข้อความของบทกวีจบบทหรือร้อยแก้วจบย่อหน้า เป็นต้น
แผนภูมิ (Chart) กราฟ (Graph) แผนผัง (Diagram) ภาพวาด (Painting) ภาพลายเส้น (Drawing) การ์ตูน (Cartoon) รูปภาพ (Picture) หรือภาพประกอบหนังสือ (Illustration) จากหนังสือ นิตยสาร/วารสาร หรือหนังสือพิมพ์ จำนวน 1 ภาพ

งานที่มีลักษณะเฉพาะ – งานที่อยู่ในรูปของร้อยกรองหรือร้อยแก้ว หรือผสมผสานกันซึ่งมักจะมีภาพประกอบ อาทิ หนังสือเด็ก ทำทั้งฉบับไม่ได้ แต่ใช้ได้ไม่เกิน 2,500 คำ และทำสำเนาตอนใดตอนหนึ่ง (Excerpt) ของงานได้ไม่เกิน 2 หน้าพิมพ์ของงานนั้น หรือไม่เกินร้อยละ 10 ของคำที่ปรากฏในงานนั้น

งานของผู้สร้างสรรค์คนเดียวกัน ทำสำเนาบทกวี (Poem) บทความ (Article) เรื่อง (Story) หรือเรียงความ (Essay) ได้ไม่เกิน 1 เรื่อง หรือสามารถตัดตอนมาจากผลงานของผู้สร้างสรรค์คนเดียวกันได้ไม่เกิน 2 ตอน (Excerpts) หรือทำสำเนาผลงานได้ไม่เกิน 3 เรื่อง จากงานรวบรวมเล่มเดียวกัน หรือจากนิตยสาร/วารสารรวมเล่ม ในเวลา 1 ภาคการศึกษา

แหล่งบริการตรวจสอบลิขสิทธิ์และการใช้งานที่เป็นธรรม (Copyright & Fair Use)

ในกรณีที่มหาวิทยาลัยมหิดลบอกรับเป็นสมาชิกวารสารและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ทำให้อาจารย์มีสิทธิในเข้าถึงและใช้งานบทความฉบับเต็มได้ แต่หากต้องการนำภาพหรือข้อมูลจากบทความเหล่านั้นไปเผยแพร่ ผ่านการผลิตสื่อการเรียนการสอน ผลิตตำรา จัดทำเอกสารประกอบชุดวิชาที่ใช้สำหรับการเรียนในหลักสูตรต่าง ๆ ที่เรียกว่า Coursepacks, Classroom Handouts, e-Learning, หรือการสอนออนไลน์ด้วยระบบ MOOC และมีการเผยแพร่ไปยังนักศึกษาหรือผู้เรียนในวงกว้าง อาจจำเป็นต้องตรวจสอบสิทธิ์ก่อน ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามนโยบายของสำนักพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์ และวัตถุประสงค์ของการนำไปเผยแพร่

ปัจจุบัน สำนักพิมพ์วารสารชั้นนำจากทั่วโลก มักมีบริการตรวจสอบสิทธิ์ในการนำภาพจากบทความไปใช้และเผยแพร่ โดยมีปุ่มแสดงข้อความปรากฏบนหน้าเว็บของบทความ เขียนว่า “Rights & Permissions” หรือ “Get Rights and Content” หรือ “Request Permissions” เพื่อทำการลิงก์ (Link) เชื่อมโยงต่อไปยังเว็บไซต์ Copyright Clearance Center (CCC) https://www.copyright.com ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการตรวจสอบสิทธิ์ ผู้ใช้บริการสามารถกรอกแบบฟอร์มขออนุญาตนำไปใช้ในการผลิตสื่อการเรียนการสอน หรือสั่งซื้อภาพหรือเนื้อหาจากบทความวารสารที่ต้องการ โดยดำเนินการผ่านระบบที่เรียกว่า RightLinks for Permission ระบบดังกล่าวจะคำนวณค่าใช้จ่ายให้ ส่วนใหญ่หากนำภาพหรือข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการเขียนวิทยานิพนธ์ หรือขอใช้ภาพที่ความละเอียดไม่สูง มักได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าใช้สอนในชั้นเรียน ค่าใช้จ่ายจะขึ้นกับจำนวนนักศึกษา หรืออาจไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ต้องระบุข้อความ “Reprinted with permission from …” ทั้งนี้ ขึ้นกับนโยบายของวารสารในแต่ละสำนักพิมพ์

แนะนำแหล่งให้บริการตรวจสอบลิขสิทธิ์

พัฒนาการของกฎหมายลิขสิทธิ์ในยุคดิจิทัล

กฏหมายลิขสิทธิ์เดิม มุ่งเน้นการคุ้มครองสิ่งพิมพ์และงานวรรณกรรมเป็นหลัก หลักข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เรียกว่า การใช้โดยชอบธรรม (Fair Use) สามารถใช้ได้ผลในสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ปัจจุบันการคุ้มครองสิทธิ์ได้ขยายไปยังสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซอฟแวร์ และข้อมูลความรู้ต่าง ๆที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต  ทำให้การใช้หลักการดังกล่าวบนระบบอินเทอร์เน็ต มีปัญหาหลายประการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก จึงได้จัดทำสนธิสัญญา WIPO Copyright Treaty เพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต ในปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) สหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย Digital Millennium Copyright Act (DMCA) มีการกำหนดโทษสำหรับการกระทำหลีกเลี่ยงมาตรการปกป้องเทคโนโลยี (Anti-circumvention) ห้ามใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อหลบเลี่ยงการเข้ารหัส (Encryption) โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ มาตรการทางเทคโนโลยี (Technological Protection Measures: TPM) เป็นเครื่องมือที่เจ้าของลิขสิทธินำมาใช้เพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ มี 2 ประเภท ได้แก่ มาตรการทางเทคโนโลยีที่ใช้ควบคุมการเข้าถึง (Access Control) และมาตรการทางเทคโนโลยีที่ใช้ควบคุมการทำซ้ำ (Copy Control)

อย่างไรก็ตาม จักรกฤษณ์ และนันทน (2550) ได้แสดงความเห็นเอาไว้ว่า กฎหมายดังกล่าวสร้างอำนาจทางการตลาดให้แก่เจ้าของงาน และมีผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาที่จำเป็นต้องจัดซื้อหนังสือ ดำรา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ บอกรับวารสาร ฐานข้อมูลต่างๆ ซึ่งทางบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์จะทำการใส่รหัสผ่าน  (Password)  หรือใช้เทคโนโลยีเข้ารหัส (Encryption) และกำหนดราคาขายตามอำเภอใจ ทั้งๆ ที่ปรัชญาพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต คือการเปิดโกาสให้มีการเข้าถึงข้อมูลโดยเสรี

สำหรับประเทศไทย ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มเติมกฎหมายลิขสิทธิ์ ฉบับที่ 2 และ 3 ในปี พ.ศ. 2558 ฉบับที่ 4 ในปี พ.ศ. 2561 โดยนำข้อมูลการบริหารสิทธิ (Rights Management Information: RMI) และมาตรการทางเทคโนโลยี  มาใช้ในการคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง การบันทึกภาพและเสียงในโรงภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ของคนพิการ ให้สามารถทำซ้ำหรือดัดแปลงเพื่อการเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ตามความจำเป็น

บรรณานุกรม

กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2559). คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม. http://www.ipthailand.go.th/images/781/manual_copyright.pdf

กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2559). คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมสำหรับบรรณารักษ์และห้องสมุด. http://www.ipthailand.go.th/th/copyright-011/

จักรกฤษณ์ ควรพจน์.(2550). ลิขสิทธิ์ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล. http://www.ftawatch.org/sites/default/files/documents/2007_jakkrit_licences.pdf

จักรกฤษณ์ ควรพจน์ และ นันทน อินทนนท์. (2550).  ลิขสิทธิ์ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการทางเทคโนโลยี และทางเลือกสำหรับประเทศไทย. กรุงเทพ: โครงการ WTO Watch (จับกระแสองค์การค้าโลก). คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537. (2537). http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2537/A/059/1.PDF

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558. (2558). http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/006/7.PDF

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558. (2558). http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/006/14.PDF

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561. (2561). http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/092/19.PDF

American Library Association. (2015). Copyright Advisory Network. https://librarycopyright.net

Arizona State University Library. (2019). Copyright. https://libguides.asu.edu/copyright/gfa

Copyright Clearance Center. (1995-2020). Copyright & Licensing Experts. https://www.copyright.com

Elsevier. (2020). Permission Guidelines. https://www.elsevier.com/about/policies/copyright/permissions 

Stanford University Libraries. (2005-2020). Copyright and Fair Use. https://fairuse.stanford.edu

เรียนรู้เพื่อมุ่งสู่ระบบมาตรฐาน ISO14001:2015

13 มกราคม 2563 เป็นวันเริ่มต้น ของการเตรียมความพร้อมเพื่อนำองค์กรมุ่งไปสู่การรับรองระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Mangement System) ISO14001:2015 ขอขอบพระคุณ รศ.ดร. สยาม อรุณศรีมรกต และทีมงานจากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงและครูฝึก มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ประเด็นสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการฝึกอบรม มีดังนี้

Screen Shot 2563-01-13 at 23.57.05.png

ข้อกำหนดสำหรับการใช้มาตรฐาน ISO14001:2015

1.ขอบเขต (Scope)

  • สามารถประยุกต์ใช้กับองค์กรใดก็ได้
  • สามารถประยุกต์ใช้กับบางส่วนหรือทั้งหมดขององค์กรในการปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อม

2. การอ้างอิง (Normative Reference)

  • ข้อกำหนดนี้เป็นข้อกำหนดท่ีเป็นมาตรฐานและสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการอื่น ๆ

3. คำศัพท์และนิยาม (Term and Difinitions)

3.1 นิยามที่เกี่ยวข้องกับองค์การและความเป็นผู้นำ

  • ระบบการจัดการ (Management System)
  • ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System)
  • นโยบายสิ่งแวดล้อม (Environmental Policy)
  • องค์การ (Organization)
  • ผู้บริหารสูงสุด (Top Management)
  • ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Interested Party)

3.2 นิยามที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน

  • สิ่งแวดล้อม (Environment)
  • ลักษณะปัญหาของสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspect)
    • หลักการระบุปัญหาสิ่งแวดล้อม
      • ให้ครบถ้วนตั้งแต่ปัญหาเล็ก ไปจนถึงปัญหาที่ใหญ่
      • ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยตรง (Direct)  บุคคลภายในองค์กร (รับเงินเดือนประจำ)
      • เกิดโดยอ้อม (Indirect) บุคคลภายนอก นักศึกษา ผู้ใช้บริการ แม่่บ้าน รปภ. ผู้เช่าพื้นที่
      • เกิดขึ้นตามปกติ (Normal)  สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
      • เกิดในสภาวะผิดปกติ (Abnormal) สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
      • เกิดในสภาวะฉุกเฉิน (Emergency) เราควบคุมสถานการณ์เองไม่ได้ ความเสียหายมาก
    • ต้องมีการประเมินความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัญหาแต่ละปัญหามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยไม่เท่ากัน หรือ Significant Envisonmental Aspects
    • การบ่งชี้ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม ใช้การวิเคราะห์โดยใช้ ตารางวิเคราะห์กระบวนการทำงาน (Process Flow Analysis) ปัจจัยนำเข้า (Input) –> กระบวนการ (Process) –> ปัจจัยนำออก (Output) ใช้หลักการสมดุลมวลสาร (Mass Balance) มวลสารเข้า =  มวลสารออก
  • สถานภาพของสิ่งแวดล้อม (Environmental Condition)
  • ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact)
  • วัตถุประสงค์ (Objective)
  • วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Objective)
  • การป้องกันการเกิดมลภาวะ (Prevention of Pollution)
  • ข้อกำหนด (Requirement)
  • ความสอดคล้องของข้อกำหนด (Compliance Obligation)
  • ความเสี่ยง (Risk) การประเมินความเสี่ยงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม การบริหารความเสี่ยง เพื่อลดภาวะความเสี่ยง (Reduce Risks) เพื่อเพิ่มโอกาสในศักยภาพ (Increase Potential Opportunities) เพื่อลดความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ (Reduce Overall Uncertainty)
  • ความเสี่ยงและโอกาส (Risks and Opportunities) เหตุการณ์ที่จะมีผลกระทบในเชิงลบ (Negative Effect) และเหตุการณ์ที่จะมีผลกระทบในเชิงบวก (Positive Effect) องค์ประกอบของการบริหารความเสี่ยง ได้แก่
    • สภาพแวดล้อมภายใน (Internal Environment: IE)
    • การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting: OS)
    • การระบุเหตุการณ์ (Event Identification: EI)
    • การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment: RA)
    • การตอบสนองความเสี่ยง  (Risk Responses: RR)
    • กิจกรรมควบคุม (Control Activities: CA)
    • สารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication: IC)
    • การติดตามผล (Monitoring: M)

3.3 นิยามที่เกี่ยวข้องกับส่วนสนับสนุนและการปฏิบัติการ

  • ความสามารถ (Competence)
  • เอกสารข้อมูล (Documented Information)
  • วงจรชีวิต (Life Cycle)
  • การจัดจ้างภายนอก (Outsource)
  • กระบวนการ (Process)
  • การตรวจประเมิน (Audit)
  • ความสอดคล้องกับข้อกำหนด (Conformity)
  • ความไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด (Nonconformity)
  • การปฏิบัติการแก้ไข (Corrective Action)
  • การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement)
  • ความมีประสิทธิภาพ (Effectiveness)
  • ตัวชี้วัด (Indicator)
  • การติดตามผล (Monitoring)
  • การวัด (Measurement)
  • ผลการดำเนินการ (Performance)
  • ผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance)

4. บริบทขององค์กร

  • 4.1 ความเข้าใจในบริบทขององค์กร
  • 4.2 ความเข้าใจถึงความต้องการและความคาดหวังขององค์กรที่เกี่ยวข้อง
  • 4.3 การกำหนดขอบเขตของระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • 4.4 ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม

5. ความเป็นผู้นำ (Leadership)

  • 5.1 ความเป็นผู้นำและการให้คำมั่นสัญญา
  • 5.2 นโยบายสิ่งแวดล้อม
  • 5.3 บทบาทขององค์การ ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่

 6. การวางแผน (Planning)

6.1 การปฏิบัติการระบุความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับภัยคุกคามและโอกาส

    • 6.1.1 ข้อกำหนดทั่วไป
    • 6.1.2 ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ
    • 6.1.3 ความสอดคล้องกับพันธะสัญญา
    • 6.1.4 การวางแผนปฏิบัติการ

6.2 วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม การวางแผนและการทำให้บรรลุเป้าหมาย

    • 6.2.1 วัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม
    • 6.2.2 การวางแผนและการทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามวัตถุประสงค์

7. ส่วนการสนับสนุน (Support)

  • 7.1 ทรัพยากร
  • 7.2 ความสามารถ
  • 7.3 ความตระหนัก
  • 7.4 การสื่อสาร
  • 7.4.1 ทั่วไป (General)
    • 7.4.2 การสื่อสารภายใน (Internal Communication)
    • 7.4.3 การสื่อสารภายนอก (External Communication)
  • 7.5 เอกสารข้อมูล (Documented Information)
    • 7.5.1 ทั่วไป (General)
    • 7.5.2 การจัดทำเอกสารใหม่และการปรับปรุงให้ทันสมัย (Creating and Updating)
    • 7.5.3 การควบคุมเอกสารข้อมูล

8. การปฏิบัติการ (Operation)

  • 8.1 การวางแผนปฏิบัติการและการควบคุม
  • 8.2 การเตรียมพร้อมตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน

9. การประเมินผลการดำเนินงาน (Evaluation)

9.1 การติดตาม การวัดผล การวิเคราะห์ และการประเมินผล

    • 9.1.1 ทั่วไป (General)
    • 9.1.2 การประเมินความสอดคล้อง (Evaluation of Compliance)

9.2 การตรวจประเมินภายใน (Internal Audit)

    • 9.2.1 ทั่วไป (General)
    • 9.2.2 แผนการตรวจประเมินภายใน (Internal Audit Programme)
    • 9.3 การทบทวนของฝ่ายบริหาร (Management Review)

10. การปรับปรุง (Improvement)

  • 10.1 ทั่วไป (General)
  • 10.2 ความไม่สอดคล้องและการปฏิบัติการแก้ไข (Nonconformity and Corrective Action)
  • 10.3 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) ด้วย Plan-Do-Check-Act

มุตโตทัย

เนื่องในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๓ เป็นวัน ๑๕๐ ปีชาตกาล พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มีงานเฉลิมฉลองกันทั่วประเทศ และองค์การ UNESCO ได้รับรองการร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๑๕๐ ปีชาตกาล พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ในฐานะเป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดทำเว็บไซต์ http://www.luangpumun.dra.go.th เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติคุณ และเผยแพร่คุณความดีของท่าน จัดกิจกรรม เจริญสมาธิภาวนา สู่สันติภาพ ๑๕ นาที ถวายอาจาริยบูชา ในเวลา ๑๘.๑๕-๑๘.๓๐ น. ทุกพื้นที่ทั่วประเทศและทุกภูมิภาคของโลก เพื่อส่งเสริมการฝึกปฏิบัติสมาธิ และน้อมนำหลักคำสอน วิธีปฏิบัติสมาธิไปใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นแนวทางให้เกิดความสงบภายในใจ แผ่ขยายให้เกิดสันติภาพในสังคม ประเทศ ภูมิภาค และประชาคมโลก

เราเป็นศิษย์สายพระป่า แม้อยู่กรุงเทพมหานคร แต่ก็อาศัยศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติที่วัดปทุมวนารามและวัดธรรมมงคล เนื่องจากสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS จากบ้านไปยังวัดทั้งสองได้อย่างสะดวกสบาย  จากสถานีทองหล่อ ไปทางซ้าย 5 สถานี ถึงสถานีชิดลม วัดปทุมวนาราม ไปทางขวา 5 สถานี ถึงสถานีปุณณวิถึ วัดธรรมมงคล (ตามภาพ) นับเป็นโชคดีที่ไม่เสียชาติเกิด ยังมีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา

Screen Shot 2563-01-16 at 06.39.54

ในฐานะศิษย์สายหลวงปู่มั่น ทั้งวัดปทุมวนารามและวัดธรรมมงคล จึงขอร่วมน้อมรำลึกถึงคำสั่งสอนของท่าน ในวันสำคัญดังกล่าวนี้ด้วยการเผยแพร่ภาพ “สู้โสตาย มั่นคงในธรรม” จากวัดปทุมวนาราม และข้อความจากหนังสือ  มุตโตทัย (แนวทางการปฏิบัติให้ถึงความหลุดพ้น) ธรรมเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บันทึกโดยพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ณ วัดป่าบ้านนามน กิ่งอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร พ.ศ. ๒๔๘๖ ประกอบด้วยหัวข้อธรรม ๑๗ ข้อ ดังต่อไปนี้

สู้โสตาย.jpg

๑. การปฏิบัติ เป็นเครื่องยังพระสัทธรรมให้บริสุทธิ์

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมของพระตถาคต เมื่อเข้าไปประดิษฐานในสันดานของปุถุชนแล้ว ย่อมกลายเป็นของปลอม (สัทธรรมปฏิรูป) แต่ถ้าเข้าไปประดิษฐานในจิตสันดานของพระอริยเจ้าแล้วไซร้ ย่อมเป็นของบริสุทธิ์แท้จริง และเป็นของไม่ลบเลือนด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อยังเพียรแต่เรียนพระปริยัติถ่ายเดียว จึงยังใช้การไม่ได้ดี ต่อเมื่อมาฝึกหัดปฏิบัติจิตใจกำจัดเหล่ากะปอมก่า คือ อุปกิเลส แล้วนั่นแหละ จึงจะยังประโยชน์ให้สำเร็จเต็มที่ และทำให้พระสัทธรรมบริสุทธิ์ ไม่วิปลาสคลาดเคลื่อนจากหลักเดิมด้วย

๒. การฝึกตนดีแล้วจึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า

ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทรมานฝึกหัดพระองค์จนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็น พุทฺโธ ผู้รู้ก่อน แล้วจึงเป็น ภควา ผู้ทรงจำแนกแจกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ สตฺถา จึงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้มีอุปนิสัยบารมีควรแก่การทรมานในภายหลัง จึงทรงพระคุณปรากฏว่า กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ชื่อเสียงเกียรติศัพท์อันดีงามของพระองค์ย่อมฟุ้งเฟื่องไปในจตุรทิศจนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้วก็เช่นเดียวกัน ปรากฏว่าท่านฝึกฝนทรมานตนได้ดีแล้ว จึงช่วยพระบรมศาสดาจำแนกแจกธรรม สั่งสอนประชุมชนในภายหลัง ท่านจึงมีเกียรติคุณปรากฏเช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าบุคคลใดไม่ทรมานตนให้ดีก่อนแล้ว และทำการจำแนกแจกธรรมสั่งสอนไซร้ ก็จักเป็นผู้มีโทษ ปรากฏว่า ปาปโกสทฺโท คือเป็นผู้มีชื่อเสียงชั่วฟุ้งไปในจตุรทิศ เพราะโทษที่ไม่ทำตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าในก่อนทั้งหลาย

๓. มูลมรดกอันเป็นต้นทุนทำการฝึกฝนตน

เหตุใดหนอ ปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดี จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใด ๆ ก็ดี จึงต้องตั้ง นโม ก่อน จะทิ้ง นโม ไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ นโม ก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญ จึงยกขึ้นพิจารณา ได้ความว่า  คือธาตุน้ำ โม คือ ธาตุดิน พร้อมกับบาทพระคาถา ปรากฏขึ้นมาว่า มาตาเปติกสมุภโว โอทนกุมฺมาสปจฺจโย สัมภวธาตุของมารดาบิดาผสมกัน จึงเป็นตัวตนขึ้นมาได้ น เป็นธาตุของ มารดา โม เป็นธาตุของ บิดา ฉะนั้นเมื่อธาตุทั้ง ๒ ผสมกันเข้าไป ไฟธาตุของมารดาเคี่ยวเข้าจนได้นามว่า กลละ คือ น้ำมันหยดเดียว ณ ที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิได้ จิตจึงได้ถือปฏิสนธิในธาตุ นโม นั้น เมื่อจิตเข้าไปอาศัยแล้ว กลละ ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น อัมพุชะ คือเป็นก้อนเลือด เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น ฆนะ คือเป็นแท่ง และ เปสี คือชิ้นเนื้อ แล้วขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็นปัญจสาขา คือ แขน ๒ ขา ๒ หัว ๑ ส่วนธาตุ  คือลม  คือไฟ นั้นเป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลังเพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจากกลละนั้นแล้ว กลละก็ต้องทิ้งเปล่าหรือสูญเปล่า ลมและไฟก็ไม่มี คนตาย ลมและไฟก็ดับหายสาปสูญไป จึงว่าเป็นธาตุอาศัย ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ธาตุทั้ง ๒ คือ นโม เป็นเดิม ในกาลต่อมาเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องอาศัย น มารดา โม บิดา เป็นผู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมาด้วยการให้ข้าวสุกและขนมกุมมาส เป็นต้น ตลอดจนการแนะนำสั่งสอนความดีทุกอย่าง ท่านจึงเรียกมารดาบิดาว่า บุพพาจารย์ เป็นผู้สอนก่อนใคร ๆ ทั้งสิ้น มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อบุตรธิดาจะนับจะประมาณมิได้ มรดกที่ทำให้กล่าวคือรูปกายนี้แล เป็นมรดกดั้งเดิมทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของภายนอกก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่าไม่มีอะไรเลยเพราะเหตุนั้นตัวของเราทั้งตัวนี้เป็น “มูลมรดก” ของมารดาบิดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณท่านจะนับจะประมาณมิได้เลย ปราชญ์ทั้งหลายจึงหาได้ละทิ้งไม่ เราต้องเอาตัวเราคือ นโม ตั้งขึ้นก่อนแล้วจึงทำกิริยาน้อมไหว้ลงภายหลัง นโม ท่านแปลว่านอบน้อมนั้นเป็นการแปลเพียงกิริยา หาได้แปลต้นกิริยาไม่ มูลมรดกนี้แลเป็นต้นทุน ทำการฝึกหัดปฏิบัติตนไม่ต้องเป็นคนจนทรัพย์สำหรับทำทุนปฏิบัติ

๔. มูลฐานสำหรับทำการปฏิบัติ

นโม นี้ เมื่อกล่าวเพียง ๒ ธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบหรือยังไม่เต็มส่วน ต้องพลิกสระพยัญชนะดังนี้ คือ เอาสระอะจากตัว น มาใส่ตัว ม เอาสระ โอ จากตัว ม มาใส่ตัว น แล้วกลับตัว มะ มาไว้หน้าตัว โน เป็น มโน แปลว่าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้ทั้งกายทั้งใจเต็มตามส่วน สมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้ มโน คือใจนี้เป็นดั้งเดิม เป็นมหาฐานใหญ่ จะทำจะพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ทั้งหมด ได้ในพระพุทธพจน์ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจาก ใจ คือมหาฐาน นี้ทั้งสิ้น เหตุนี้เมื่อพระสาวกผู้ได้มาพิจารณาตามจนถึงรู้จัก มโน แจ่มแจ้งแล้ว มโน ก็สุดบัญญัติ คือพ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น สมมติทั้งหลายในโลกนี้ต้องออกไปจากมโนทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใคร ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้ ถือเอาเป็นสมมติบัญญัติตามกระแสแห่งน้ำโอฆะจนเป็นอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติด้วยการไม่รู้เท่า ด้วยการหลง หลงถือว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราไปหมด

๕. มูลเหตุแห่งสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุ

พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เว้นมหาปัฏฐาน มีนัยประมาณเท่านั้นเท่านี้ ส่วนคัมภีร์มหาปัฏฐาน มีนัยหาประมาณมิได้เป็น “อนันตนัย” เป็นวิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรอบรู้ได้ เมื่อพิจารณาพระบาลีที่ว่า เหตุปจฺจโย นั้นได้ความว่า เหตุซึ่งเป็นปัจจัยดั้งเดิมของสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุนั้นได้แก่ มโน นั่นเอง มโน เป็นตัวมหาเหตุเป็นตัวเดิม เป็นสิ่งสำคัญ นอกนั้นเป็นแต่อาการเท่านั้น อารมฺมณ จนถึงอวิคฺคต จะเป็นปัจจัยได้ก็เพราะมหาเหตุคือใจเป็นเดิมโดยแท้ ฉะนั้น มโนซึ่งกล่าวไว้ในข้อ ๔ ก็ดี ฐีติ ภูตํ ซึ่งจะกล่าวในข้อ ๖ ก็ดี และมหาธาตุซึ่งกล่าวในข้อนี้ก็ดี ย่อมมีเนื้อความเป็นอันเดียวกัน พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัยก็ดี รู้อะไรๆ ได้ด้วย ทศพลญาณ ก็ดี รอบรู้ สรรพเญยฺยธรรม ทั้งปวงก็ดี ก็เพราะมีมหาเหตุนั้นเป็นดั้งเดิมทีเดียว จึงทรงรอบรู้ได้เป็นอนันตนัย แม้สาวทั้งหลายก็มีมหาเหตุนี้แลเป็นเดิม จึงสามารถรู้ตามคำสอนของพระองค์ได้ด้วยเหตุนี้แลพระอัสสชิเถระผู้เป็นที่ ๕ ของพระปัญจวัคคีย์จึงแสดงธรรมแก่ อุปติสฺส (พระสารีบุตร) ว่า เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ ความว่า ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ…เพราะว่ามหาเหตุนี้เป็นตัวสำคัญ เป็นตัวเดิม เมื่อท่านพระอัสสชิเถระกล่าวถึงที่นี้ (คือมหาเหตุ) ท่านพระสารีบุตรจะไม่หยั่งจิตลงถึงกระแสธรรมอย่างไรเล่า? เพราะอะไร ทุกสิ่งในโลกก็ต้องเป็นไปแต่มหาเหตุถึงโลกุตตรธรรม ก็คือมหาเหตุ ฉะนั้น มหาปัฏฐาน ท่านจึงว่าเป็น อนันตนัย ผู้มาปฏิบัติใจคือตัวมหาเหตุจนแจ่มกระจ่างสว่างโร่แล้วย่อมสามารถรู้อะไร ๆ ทั้งภายในและภายนอกทุกสิ่งทุกประการ สุดจะนับจะประมาณได้ด้วยประการฉะนี้

๖. มูลการของสังสารวัฏฏ์

ฐีติภูตํ อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา อุปาทานํ ภโว ชาติ คนเราทุกรูปนามที่ได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ล้วนแล้วแต่มีที่เกิดทั้งสิ้น กล่าวคือมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด ก็แลเหตุใดท่านจึงบัญญัติปัจจยาการแต่เพียงว่า อวิชฺชา ปจฺจยา ฯลฯ เท่านั้น อวิชชา เกิดมาจากอะไรฯ ท่านหาได้บัญญัติไว้ไม่ พวกเราก็ยังมีบิดามารดาอวิชชาก็ต้องมีพ่อแม่เหมือนกัน ได้ความตามบาทพระคาถาเบื้องต้นว่า ฐีติภูตํ นั่นเองเป็นพ่อแม่ของอวิชชา ฐีติภูตํ ได้แก่ จิตดั้งเดิม เมื่อฐีติภูตํ ประกอบไปด้วยความหลง จึงมีเครื่องต่อ กล่าวคือ อาการของอวิชชาเกิดขึ้น เมื่อมีอวิชชาแล้วจึงเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งเป็นสังขารพร้อมกับความเข้าไปยึดถือ จึงเป็นภพชาติคือต้องเกิดก่อต่อกันไป ท่านเรียก ปัจจยาการ เพราะเป็นอาการสืบต่อกัน วิชชาและอวิชชาก็ต้องมาจากฐีติภูตํเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อฐีติภูตํกอปรด้วยวิชชาจึงรู้เท่าอาการทั้งหลายตามความเป็นจริง นี่พิจารณาด้วยวุฏฐานคามินี วิปัสสนา รวมใจความว่า ฐีติภูตํ เป็นตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ์ (การเวียนว่ายตายเกิด) ท่านจึงเรียกชื่อว่า “มูลตันไตร” (หมายถึงไตรลักษณ์) เพราะฉะนั้นเมื่อจะตัดสังสารวัฏฏ์ให้ขาดสูญ จึงต้องอบรมบ่มตัวการดั้งเดิมให้มีวิชชารู้เท่าทันอาการทั้งหลายตามความเป็นจริง ก็จะหายหลงแล้วไม่ก่ออาการทั้งหลายใดๆ อีก ฐีติภูตํ อันเป็นมูลการก็หยุดหมุน หมดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ด้วยประการฉะนี้

๗. อรรคฐาน เป็นที่ตั้งแห่งมรรคนิพพาน

อคฺคํ ฐานํ มนุสฺเสสุ มคฺคํ สตฺตวิสุทธิยา

ฐานะอันเลิศมีอยู่ในมนุษย์ ฐานะอันดีเลิศนั้นเป็นทางดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ โดยอธิบายว่าเราได้รับมรดกมาแล้วจาก นโม คือ บิดามารดา กล่าวคือตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดีคือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโนสมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสมเอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติแก่ ช้าง ม้า โค กระบือ ฯลฯ ที่ไหนเลย มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้ ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนาน้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดาว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์ บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมีแต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้ จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดีสามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล

๘. สติปัฏฐาน เป็น ชัยภูมิ คือสนามฝึกฝนตน

พระบรมศาสดาจารย์เจ้า ทรงตั้งชัยภูมิไว้ในธรรมข้อไหน? เมื่อพิจารณาปัญหานี้ได้ความขึ้นว่า พระองค์ทรงตั้งมหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ อุปมาในทางโลก การรบทัพชิงชัย มุ่งหมายชัยชนะจำต้องหา ชัยภูมิ ถ้าได้ชัยภูมิที่ดีแล้วย่อมสามารถป้องกันอาวุธของข้าศึกได้ดี ณ ที่นั้นสามารถรวบรวมกำลังใหญ่เข้าฆ่าฟันข้าศึกให้ปราชัยพ่ายแพ้ไปได้ ที่เช่นนั้นท่านจึงเรียกว่า ชัยภูมิ คือที่ที่ประกอบไปด้วยค่ายคูประตูและหอรบอันมั่นคงฉันใด อุปไมยในทางธรรมก็ฉันนั้น ที่เอามหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิก็โดยผู้ที่จะเข้าสู่สงครามรบข้าศึก คือ กิเลส ต้องพิจารณากายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้นก่อน เพราะคนเราที่จะเกิด กามราคะ เป็นต้น ขึ้น ก็เกิดที่กายและใจ เพราะตาแลไปเห็นกายทำให้ใจกำเริบ เหตุนั้นจึงได้ความว่า กายเป็นเครื่องก่อเหตุ จึงต้องพิจารณากายนี้ก่อน จะได้เป็นเครื่องดับนิวรณ์ทำให้ใจสงบได้ ณ ที่นี้พึง ทำให้มาก เจริญให้มาก คือพิจารณาไม่ต้องถอยเลยทีเดียว ในเมื่ออุคคหนิมิตปรากฏ จะปรากฏกายส่วนไหนก็ตาม ให้พึงถือเอากายส่วนที่ได้เห็นนั้นพิจารณาให้เป็นหลักไว้ไม่ต้องย้ายไปพิจารณาที่อื่น จะคิดว่าที่นี่เราเห็นแล้ว ที่อื่นยังไม่เห็น ก็ต้องไปพิจารณาที่อื่นซิ เช่นนี้หาควรไม่ ถึงแม้จะพิจารณาจนแยกกายออกมาเป็นส่วน ๆ ทุก ๆ อาการอันเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้อย่างละเอียด ที่เรียกว่าปฏิภาคก็ตาม ก็ให้พิจารณากายที่เราเห็นทีแรกด้วยอุคคหนิมิตนั้นจนชำนาญ ที่จะชำนาญได้ก็ต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ที่เดียวนั้นเอง เหมือนสวดมนต์ฉะนั้น อันการสวดมนต์ เมื่อเราท่องสูตรนี้ได้แล้ว ทิ้งเสียไม่เล่าไม่สวดไว้อีก ก็จะลืมเสียไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ทำให้ชำนาญด้วยความประมาทฉันใด การพิจารณากายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อได้อุคคหนิมิตในที่ใดแล้ว ไม่พิจารณาในที่นั้นให้มากปล่อยทิ้งเสียด้วยความประมาทก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรอย่างเดียวกันการพิจารณากายนี้มีที่อ้างมาก ดั่งในการบวชทุกวันนี้ เบื้องต้นต้องบอกกรรมฐาน ๕ ก็คือ กายนี้เอง ก่อนอื่นหมดเพราะเป็นของสำคัญ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์พระธรรมบทขุทฺทกนิกายว่า อาจารย์ผู้ไม่ฉลาด ไม่บอกซึ่งการพิจารณากาย อาจทำลายอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ของกุลบุตรได้ เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้จึงต้องบอกกรรมฐาน ๕ ก่อน อีกแห่งหนึ่งท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าจะไม่กำหนดกาย ในส่วนแห่ง โกฏฐาส (คือการพิจารณาแยกออกเป็นส่วน ๆ) ใดโกฏฐาสหนึ่งมิได้มีเลย จึงตรัสแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้กล่าวถึงแผ่นดินว่า บ้านโน้นมีดินดำดินแดงเป็นต้นนั้นว่า นั่นชื่อว่า พหิทฺธา แผ่นดินภายนอกให้พวกท่านทั้งหลายมาพิจารณา อัชฌัตติกา แผ่นดินภายในกล่าวคืออัตตภาพร่างกายนี้ จงพิจารณาไตร่ตรองให้แยบคาย กระทำให้แจ้งแทงให้ตลอด เมื่อจบการวิสัชชนาปัญหานี้ ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปก็บรรลุพระอรหันตผล เหตุนั้นการพิจารณากายจึงเป็นของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกทั้งหมดล้วนแต่ต้องพิจารณากายนี้ทั้งสิ้น จะรวบรวมกำลังใหญ่ได้ต้องรวบรวมด้วยการพิจารณากาย แม้พระพุทธองค์เจ้าจะได้ตรัสรู้ทีแรกก็ทรงพิจารณาลม ลมจะไม่ใช่กายอย่างไร? เพราะฉะนั้นมหาสติปัฏฐาน มีกายานุปัสสนาเป็นต้น จึงชื่อว่า “ชัยภูมิ” เมื่อเราได้ชัยภูมิดีแล้ว กล่าวคือปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนชำนาญแล้ว ก็จงพิจารณาความเป็นจริงตามสภาพแห่งธาตุทั้งหลายด้วยอุบายแห่งวิปัสสนา ซึ่งจะกล่าวข้างหน้า

๙. อุบายแห่งวิปัสสนา อันเป็นเครื่องถ่ายถอนกิเลส

ธรรมชาติของดีทั้งหลาย ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี อุปมาดั่งดอกปทุมชาติอันสวย ๆ งาม ๆ ก็เกิดขึ้นมาจากโคลนตมอันเป็นของสกปรก ปฏิกูลน่าเกลียด แต่ว่าดอกบัวนั้น เมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้วย่อมเป็นสิ่งที่สะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชา อุปราช อำมาตย์ และเสนาบดี เป็นต้น และดอกบัวนั้นก็มิได้กลับคืนไปยังโคลนตมนั้นอีกเลย ข้อนี้เปรียบเหมือนพระโยคาวจรเจ้า ผู้ประพฤติพากเพียรประโยคพยายาม ย่อมพิจารณาซึ่งสิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวเรานี้เอง ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครกคือ อุจจาระ ปัสสาวะ (มูตรคูถ) ทั้งปวง สิ่งที่ออกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ก็เรียกว่า ขี้ ทั้งหมด เช่น ขี้หัว ขี้เล็บ ขี้ฟัน ขี้ไคล เป็นต้น เมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นลงสู่อาหาร มีแกงกับ เป็นต้น ก็รังเกียจ ต้องเททิ้ง กินไม่ได้ และร่างกายนี้ต้องชำระอยู่เสมอจึงพอเป็นของดูได้ ถ้าหาไม่ก็จะมีกลิ่นเหม็นสาป เข้าใกล้ใครก็ไม่ได้ ของทั้งปวงมีผ้าแพรเครื่องใช้ต่างๆ เมื่ออยู่นอกกายของเราก็เป็นของสะอาดน่าดู แต่เมื่อมาถึงกายนี้แล้วก็กลายเป็นของสกปรกไป เมื่อปล่อยไว้นานๆ เข้าไม่ซักฟอกก็จะเข้าใกล้ใครไม่ได้เลย เพราะเหม็นสาบ ดั่งนี้จึงได้ความว่าร่างกายของเรานี้เป็นเรือนมูตร เรือนคูถ เป็นอสุภะ ของไม่งาม ปฏิกูลน่าเกลียด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นถึงปานนี้ เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว ยิ่งจะสกปรกหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย เพราะฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายจึงพิจารณาร่างกายอันนี้ให้ชำนิชำนาญด้วย โยนิโสมนสิการ ตั้งแต่ต้นมาทีเดียว คือขณะเมื่อยังเห็นไม่ทันชัดเจนก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกายอันเป็นที่สบายแก่จริตจนกระทั่งปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือ ปรากฏส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วก็กำหนดส่วนนั้นให้มาก เจริญให้มาก ทำให้มาก การเจริญทำให้มากนั้นพึงทราบอย่างนี้ อันชาวนาเขาทำนาเขาก็ทำที่แผ่นดิน ไถที่แผ่นดินดำลงไปในดิน ปีต่อไปเขาก็ทำที่ดินอีกเช่นเคย เข้าไม่ได้ทำในอากาศกลางหาว คงทำแต่ที่ดินอย่างเดียว ข้าวเขาก็ได้เต็มยุ้งเต็มฉางเอง เมื่อทำให้มากในที่ดินนั้นแล้ว ไม่ต้องร้องเรียกว่า ข้าวเอ๋ยข้าว จงมาเต็มยุ้งเน้อ ข้าวก็จะหลั่งไหลมาเอง และจะห้ามว่า เข้าเอ๋ยข้าว จงอย่ามาเต็มยุ้งเต็มฉางเราเน้อ ถ้าทำนาในที่ดินนั้นเองจนสำเร็จแล้ว ข้าวก็มาเต็มยุ้งเต็มฉางเอง ฉันใดก็ดีพระโยคาวจรเจ้าก็ฉันนั้น จงพิจารณากายในที่เคยพิจารณาอันถูกนิสัยหรือที่ปรากฏมาให้เห็นครั้งแรก อย่าละทิ้งเลยเป็นอันขาด การทำให้มากนั้นมิใช่หมายแต่การเดินจงกรมเท่านั้น ให้มีสติหรือพิจารณาในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอจึงจะชื่อว่า ทำให้มาก เมื่อพิจารณาในร่างกายนั้นจนชัดเจนแล้ว ให้พิจารณาแบ่งส่วนแยกส่วนออกเป็นส่วน ๆ ตามโยนิโสมนสิการตลอดจนกระจายออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และพิจารณาให้เห็นไปตามนั้นจริง ๆ อุบายตอนนี้ตามแต่ตนจะใคร่ครวญออกอุบายตามที่ถูกจริตนิสัยของตน แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตนได้รู้ครั้งแรกนั่นเทียว พระโยคาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้ พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก อย่าพิจารณาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็น อนุโลม ปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิต แล้วถอยออกมาพิจารณากาย อย่างพิจารณากายอย่างเดียว หรือสงบที่จิตแต่อย่างเดียว พระโยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว หรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวนี้แลเป็นส่วนที่จะเป็นเอง คือ จิต ย่อมจะรวมใหญ่ เมื่อรวมพึ่บลง ย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกันคือหมดทั้งโลกย่อมเป็นธาตุทั้งสิ้น นิมิตจะปรากฏขึ้นพร้อมกันว่าโลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง เพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่า ป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์ แม้ที่สุดตัวของเราก็ต้องลบราบเป็นที่สุดอย่างเดียวกันพร้อมกับ ญาณสัมปยุตต์ คือรู้ขึ้นมาพร้อมกัน ในที่นี้ตัดความสนเท่ห์ในใจได้เลย จึงชื่อว่า ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความเป็นจริง
ขั้นนี้เป็นเบื้องต้นในอันที่จะดำเนินต่อไป ไม่ใช่ที่สุดอันพระโยคาวจรเจ้าจะพึงเจริญให้มาก ทำให้มาก จึงจะเป็นเพื่อความรู้ยิ่งอีกจนรอบ จนชำนาญเห็นแจ้งชัดว่า สังขารความปรุงแต่งอันเป็นความสมมติว่าโน่นเป็นของของเรา โน่นเป็นเรา เป็นความไม่เที่ยงอาศัยอุปาทานความยึดถือจึงเป็นทุกข์ ก็แลธาตุทั้งหลาย เขาหากมีหากเป็นอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นเสื่อมไปอยู่อย่างนี้มาก่อน เราเกิดตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก็เป็นอยู่อย่างนี้ อาศัยอาการของจิต ของขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไปปรุงแต่งสำคัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ นับเป็นอเนกชาติเหลือประมาณมาจนถึงปัจจุบันชาติ จึงทำให้จิตหลงอยู่ตามสมมติ ไม่ใช่สมมติมาติดเอาเรา เพราะธรรมชาติทั้งหลายทั้งหมดในโลกนี้ จะเป็นของมีวิญญาณหรือไม่ก็ตาม เมื่อว่าตามความจริงแล้ว เขาหากมีหากเป็น เกิดขึ้นเสื่อมไป มีอยู่อย่างนั้นทีเดียว โดยไม่ต้องสงสัยเลยจึงรู้ขึ้นว่า ปุพฺเพสุ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ธรรมดาเหล่านี้ หากมีมาแต่ก่อน ถึงว่าจะไม่ได้ยินได้ฟังมาจากใครก็มีอยู่อย่างนั้นทีเดียว ฉะนั้นในความข้อนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิญาณพระองค์ว่า เราไม่ได้ฟังมาแต่ใคร มิได้เรียนมาแต่ใครเพราะของเหล่านี้มีอยู่ มีมาแต่ก่อนพระองค์ดังนี้ ได้ความว่าธรรมดาธาตุทั้งหลายย่อมเป็นย่อมมีอยู่อย่างนั้น อาศัยอาการของจิตเข้าไปยึดถือเอาสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นมาหลายภพหลายชาติ จึงเป็นเหตุให้อนุสัยครอบงำจิตจนหลงเชื่อไปตาม จึงเป็นเหตุให้ก่อภพก่อชาติด้วยอาการของจิตเข้าไปยึด ฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้ามาพิจารณา โดยแยบคายลงไปตามสภาพว่า สพฺเพ สฺงขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารความเข้าไปปรุงแต่ง คือ อาการของจิตนั่นแลไม่เที่ยง สัตว์โลกเขาเที่ยง คือมีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น ให้พิจารณาโดย อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ เป็นเครื่องแก้อาการของจิตให้เห็นแน่แท้โดย ปัจจักขสิทธิ ว่า ตัวอาการของจิตนี้เองมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงหลงตามสังขาร เมื่อเห็นจริงลงไปแล้วก็เป็นเครื่องแก้อาการของจิต จึงปรากฏขึ้นว่า สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ สังขารทั้งหลายที่เที่ยงแท้ไม่มี สังขารเป็นอาการของจิตต่างหาก เปรียบเหมือนพยับแดด ส่วนสัตว์เขาก็อยู่ประจำโลกแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อรู้โดยเงื่อน ๒ ประการ คือรู้ว่า สัตว์ก็มีอยู่อย่างนั้น สังขารก็เป็นอาการของจิต เข้าไปสมมติเขาเท่านั้น ฐีติภูตํ จิตตั้งอยู่เดิมไม่มีอาการเป็นผู้หลุดพ้น ได้ความว่า ธรรมดาหรือธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน จะใช่ตนอย่างไร ของเขาหากเกิดมีอย่างนั้น ท่านจึงว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน ให้พระโยคาวจรเจ้าพึงพิจารณาให้เห็นแจ้งประจักษ์ตามนี้จนทำให้จิตรวมพึ่บลงไป ให้เห็นจริงแจ้งชัดตามนั้น โดย ปัจจักขสิทธิ พร้อมกับ ญาณสัมปยุตต์ รวมทวนกระแสแก้อนุสัยสมมติเป็นวิมุตติ หรือรวมลงฐีติจิต อันเป็นอยู่มีอยู่อย่างนั้นจนแจ้งประจักษ์ในที่นั้นด้วยญาณสัมปยุตต์ว่า ขีณา ชาติ ญาณํ โหติ ดังนี้ ในที่นี้ไม่ใช่สมมติไม่ใช่ของแต่งเอาเดาเอา ไม่ใช่ของอันบุคคลพึงปรารถนาเอาได้ เป็นของที่เกิดเอง เป็นเอง รู้เอง โดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะด้วยการปฏิบัติอันเข้มแข็งไม่ท้อถอย พิจารณาโดยแยบคายด้วยตนเอง จึงจะเป็นขึ้นมาเอง ท่านเปรียบเหมือนต้นไม้ต่างๆ มีต้นข้าวเป็นต้น เมื่อบำรุงรักษาต้นมันให้ดีแล้ว ผลคือรวงข้าวไม่ใช่สิ่งอันบุคคลพึงปรารถนาเอาเลย เป็นขึ้นมาเอง ถ้าแลบุคคลมาปรารถนาเอาแต่รวงข้าว แต่หาได้รักษาต้นข้าวไม่ เป็นผู้เกียจคร้าน จะปรารถนาจนวันตาย รวงข้าวก็จะไม่มีขึ้นมาให้ฉันใด วิมฺตติธรรม ก็ฉันนั้นนั่นแล มิใช่สิ่งอันบุคคลจะพึงปรารถนาเอาได้ คนผู้ปรารถนาวิมุตติธรรมแต่ปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติมัวเกียจคร้านจนวันตายจะประสบวิมุตติธรรมไม่ได้เลย ด้วยประการฉะนี้

๑๐. จิตเดิมเป็นธรรมชาติใสสว่าง แต่มืดมัวไปเพราะอุปกิเลส

ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐํ ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เสื่อมปภัสสรแจ้งสว่างมาเดิม แต่อาศัยอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองเป็นอาคันตุกะสัญจรมาปกคลุมหุ้มห่อ จึงทำให้จิตมิส่องแสงสว่างได้ ท่านเปรียบไว้ในบทกลอนหนึ่งว่า “ไม้ชะงกหกพันง่า(กิ่ง) กะปอมก่ากิ้งก่าฮ้อย กะปอมน้อยขึ้นมื้อพัน ครั้นตัวมาบ่ทัน ขึ้นนำคู่มื้อๆ” โดยอธิบายว่า คำว่าไม้ชะงก ๖,๐๐๐ ง่านั้น เมื่อตัดศูนย์ ๓ ศูนย์ออกเสียเหลือแค่ ๖ คงได้ความว่า ทวารทั้ง ๖ เป็นที่มาแห่งกะปอมก่า คือของปลอมไม่ใช่ของจริง กิเลสทั้งหลายไม่ใช่ของจริง เป็นสิ่งสัญจรเข้ามาในทวารทั้ง ๖ นับร้อยนับพัน มิใช่แต่เท่านั้น กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะทวียิ่ง ๆ ขึ้นทุก ๆ วัน ในเมื่อไม่แสวงหาทางแก้ ธรรมชาติของจิตเป็นของผ่องใสยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่อาศัยของปลอม กล่าวคืออุปกิเลสที่สัญจรเข้ามาปกคลุมจึงทำให้หมดรัศมี ดุจพระอาทิตย์เมื่อเมฆบดบังฉะนั้น อย่าพึงเข้าใจว่าพระอาทิตย์เข้าไปหาเมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายเมื่อรู้โดยปริยายนี้แล้ว พึงกำจัดของปลอมด้วยการพิจารณาโดยแยบคายตามที่อธิบายแล้วในอุบายแห่งวิปัสสนาข้อ ๙ นั้นเถิด เมื่อทำให้ถึงขั้นฐีติจิตแล้ว ชื่อว่าย่อมทำลายของปลอมได้หมดสิ้นหรือว่าของปลอมย่อมเข้าไปถึงฐีติจิต เพราะสะพานเชื่อมต่อถูกทำลายขาดสะบั้นลงแล้ว แม้ยังต้องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของโลกอยู่ก็ย่อมเป็นดุจน้ำกลิ้งบนใบบัวฉะนั้น

๑๑. การทรมานตนของผู้บำเพ็ญเพียร ต้องให้พอเหมาะกับอุปนิสัย

นายสารถีผู้ฝึกม้ามีชื่อเสียงคนหนึ่งมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามถึงวิธีทรมานเวไนย พระองค์ทรงย้อนถามนายสารถีก่อนถึงการทรมานม้า เขาทูลว่าม้ามี ๔ ชนิด คือ ๑. ทรมานง่าย ๒. ทรมานอย่างกลาง ๓. ทรมานยากแท้ ๔. ทรมานไม่ได้เลย ต้องฆ่าเสีย พระองค์จึงตรัสว่าเราก็เหมือนกัน ๑. ผู้ทรมานง่าย คือผู้ปฏิบัติทำจิตรวมง่ายให้กินอาหารเพียงพอ เพื่อบำรุงร่างกาย ๒. ผู้ทรมานอย่างกลาง คือผู้ปฏิบัติทำจิตไม่ค่อยจะลง ก็ให้กินอาหารแต่น้อยอย่าให้มาก ๓. ทรมานยากแท้ คือผู้ปฏิบัติทำจิตลงยากแท้ ไม่ต้องให้กินอาหารเลย แต่ต้องเป็น อตฺตญฺญู รู้กำลังของตนว่าจะทนทานได้สักเพียงไร แค่ไหน ๔. ทรมานไม่ได้เลย ต้องฆ่าเสีย คือผู้ปฏิบัติทำจิตไม่ได้ เป็น ปทปรมะ พระองค์ทรงชักสะพานเสีย กล่าวคือไม่ทรงรับสั่งสอน อุปมาเหมือนฆ่าทิ้งเสียฉะนั้น

๑๒. มูลติกสูตร

ติกแปลว่า ๓ มูลแปลว่าเค้ามูลรากเหง้า รวมความว่าสิ่งซึ่งเป็นรากเหง้าเค้ามูลอย่างละ ๓ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ก็เรียก ๓ อกุศลมูล ตัณหา ก็มี ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา โอฆะและอาสวะ ก็มีอย่างละ ๓ คือ กามะ ภาวะ อวิชชา ถ้าบุคคลมาเป็นไปกับด้วย ๓ เช่นนี้ ติปริวตฺตํ ก็ต้องเวียนไปเป็น๓ ๓ ก็ต้องเป็นโลก ๓ คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก อยู่อย่างนั้นแล เพราะ ๓ นั้นเป็นเค้ามูลโลก ๓ เครื่องแก้ก็มี ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อบุคคลดำเนินตนตามศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นเครื่องแก้ น ติปริวตฺตํ ก็ไม่ต้องเวียนไปเป็น๓ ๓ ก็ไม่เป็นโลก ๓ ชื่อว่าพ้นจากโลก ๓ แล

๑๓. วิสุทธิเทวาเท่านั้นเป็นสันตบุคคลแท้

 อกุปฺปํ สพฺพธมฺเมสุ เญยฺยธมฺมา ปเวสฺสนฺโต บุคคลผู้มีจิตไม่กำเริบในกิเลสทั้งปวง รู้ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นพหิทธาธรรม ทั้งที่เป็น อัชฌัตติกาธรรม สนฺโต จึงเป็นผู้สงบระงับ สันตบุคคลเช่นนี้แลที่จะบริบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ มีธรรมบริสุทธิ์สะอาด มีใจมั่นคงเป็นสัตบุรุษผู้ทรงเทวธรรมตามความในพระคาถาว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร อุปัตติเทวา ผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ วุ่นวายอยู่ด้วยกิเลส เหตุไฉนจึงจะเป็นสันตบุคคลได้ ความในพระคาถานี้ย่อมต้องหมายถึงวิสุทธิเทวา คือพระอรหันต์แน่นอน ท่านผู้เช่นนั้นเป็นสันตบุคคลแท้ สมควรจะเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ และ สุกฺกธรรม คือ ความบริสุทธิ์แท้

๑๔. อกิริยาเป็นที่สุดในโลก – สุดสมมติบัญญัติ

สจฺจานํ จตุโร ปทา ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา สัจธรรมทั้ง ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยังเป็นกิริยา เพราะแต่ละสัจจะๆ ย่อมมีอาการต้องทำคือ ทุกข์-ต้องกำหนดรู้ สมุทัย-ต้องละ นิโรธ-ต้องทำให้แจ้ง มรรค-ต้องเจริญให้มาก ดังนี้ล้วนเป็นอาการที่จะต้องทำทั้งหมด ถ้าเป็นอาการที่จะต้องทำ ก็ต้องเป็นกิริยาเพราะเหตุนั้นจึงรวมความได้ว่าสัจจะทั้ง ๔ เป็นกิริยา จึงสมกับบาทคาถาข้างต้นนั้น ความว่าสัจจะทั้ง ๔ เป็นเท้าหรือเป็นเครื่องเหยียบก้าวขึ้นไป หรือก้าวขึ้นไป ๔ พักจึงจะเสร็จกิจ ต่อจากนั้นไปจึงเรียกว่า อกิริยา อุปมา ดังเขียนเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ แล้วลบ ๑ ถึง ๙ ทิ้งเสีย เหลือแต่ ๐ (ศูนย์) ไม่เขียนอีกต่อไป คงอ่านว่า ศูนย์ แต่ไม่มีค่าอะไรเลย จะนำไปบวกลบคูณหารกับเลขจำนวนใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้นแต่จะปฏิเสธว่าไม่มีหาได้ไม่ เพราะปรากฏอยู่ว่า ๐ (ศูนย์) นี่แหละ คือปัญญารอบรู้ เพราะทำลายกิริยา คือ ความสมมติ หรือว่าลบสมมติลงเสียจนหมดสิ้น ไม่เข้าไปยึดถือสมมติทั้งหลาย คำว่าลบ คือทำลายกิริยา กล่าวคือ ความสมมติ มีปัญหาสอดขึ้นมาว่า เมื่อทำลายสมมติหมดแล้วจะไปอยู่ที่ไหน? แก้ว่า ไปอยู่ในที่ไม่สมมติ คือ อกิริยา นั่นเอง เนื้อความตอนนี้เป็นการอธิบายตามอาการของความจริง ซึ่งประจักษ์แก่ผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะ อันผู้ไม่ปฏิบัติหาอาจรู้ได้ไม่ ต่อเมื่อไรฟังแล้วทำตามจนรู้เองเห็นเองนั่นแลจึงจะเข้าใจได้ ความแห่ง ๒ บาทคาถาต่อไปว่า พระขีณาสวเจ้าทั้งหลายดับโลกสามรุ่งโรจน์อยู่ คือทำการพิจารณาบำเพ็ญเพียรเป็น ภาวิโต พหุลีกโต คือทำให้มาก เจริญให้มาก จนจิตมีกำลังสามารถพิจารณาสมมติทั้งหลายทำลายสมมติทั้งหลายลงไปได้จนเป็นอกิริยาก็ย่อมดับโลกสามได้ การดับโลกสามนั้น ท่านขีณาสวเจ้าทั้งหลายมิได้เหาะขึ้นไปนกามโลก รูปโลก อรูปโลกเลยทีเดียว คงอยู่กับที่นั่นเอง แม้พระบรมศาสดาของเราก็เช่นเดียวกัน พระองค์ประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์แห่งเดียวกัน เมื่อจะดับโลกสาม ก็มิได้เหาะขึ้นไปในโลกสาม คงดับอยู่ที่จิต ทิ่จิตนั้นเองเป็นโลกสาม ฉะนั้น ท่านผู้ต้องการดับโลกสาม พึงดับที่จิตของตนๆ จึงทำลายกิริยา คือตัวสมมติหมดสิ้นจากจิต ยังเหลือแต่อกิริยา เป็นฐีติจิต ฐีติธรรมอันไม่รู้จักตาย ฉะนี้แล ฯ

๑๕. สัตตาวาส ๙

เทวาพิภพ มนุสสโลก อบายโลก จัดเป็นกามโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์เสพกามรวมเป็น ๑ รูปโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์ผู้สำเร็จรูปฌานมี ๔ อรูปโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์ผู้สำเร็จอรูปฌานมี ๔ รวมทั้งสิ้น ๙ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ผู้มารู้เท่าสัตตาวาส ๙ กล่าวคือ พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย ย่อมจากที่อยู่ของสัตว์ ไม่ต้องอยู่ในที่ ๙ แห่งนี้ และปรากฏในสามเณรปัญหาข้อสุดท้ายว่า ทส นาม กึ อะไรชื่อว่า ๑๐ แก้ว่า ทสหงฺ เคหิ สมนฺนาคโต พระขีณาสวเจ้าผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ย่อมพ้นจากสัตตาวาส ๙ ความข้อนี้คงเปรียบได้กับการเขียนเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ นั่นเอง ๑ ถึง ๙ เป็นจำนวนที่นับได้ อ่านได้ บวกลบคูณหารกันได้ ส่วน ๑๐ ก็คือ เลข ๑ กับ ๐ (ศูนย์) เราจะเอา ๐ (ศูนย์) ไปบวกลบคูณหารกับเลขจำนวนใดๆ ก็ไม่ทำให้เลขจำนวนนั้นมีค่าสูงขึ้น และ ๐ (ศูนย์) นี้เมื่ออยู่โดยลำพังก็ไม่มีค่าอะไร แต่จะว่าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งปรากฏอยู่ ความเปรียบนี้ฉันใด จิตใจก็ฉันนั้นเป็นธรรมชาติ มีลักษณะเหมือน ๐ (ศูนย์) เมื่อนำไปต่อเข้ากับเลขตัวใด ย่อมทำให้เลขตัวนั้นเพิ่มค่าขึ้นอีกมาก เช่น เลข ๑ เมื่อเอาศูนย์ต่อเข้า ก็กลายเป็น ๑๐ (สิบ) จิตใจเรานี้ก็เหมือนกัน เมื่อต่อเข้ากับสิ่งทั้งหลายก็เป็นของวิจิตรพิสดารมากมายขึ้นทันที แต่เมื่อได้รับการฝึกฝนอบรมจนฉลาดรอบรู้สรรพเญยฺยธรรมแล้วย่อมกลับคืนสู่สภาพ ๐ (ศูนย์) คือ ว่างโปร่งพ้นจากการนับการอ่านแล้ว มิได้อยู่ในที่ ๙ แห่งอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ แต่อยู่ในที่หมดสมมติบัญญัติคือ สภาพ ๐ (ศูนย์) หรืออกิริยาดังกล่าวในข้อ ๑๔ นั่นเอง

๑๖. ความสำคัญของปฐมเทศนา มัชฌิมเทศนา และปัจฉิมเทศนา

พระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน ๓ กาลมีความสำคัญยิ่ง อันพุทธบริษัทควรสนใจพิจารณาเป็นพิเศษ คือ
            ก. ปฐมโพธิกาล ได้ทรงแสดงธรรมแก่พระปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี เป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา เรียกว่า ธรรมจักร เบื้องต้นทรงยกส่วนสุด ๒ อย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพขึ้นมาแสดงว่า เทว เม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา ภิกษุทั้งหลาย ส่วนที่สุด ๒ อย่างอันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขัลลิกา และอัตตกิลมถา อธิบายว่า กามสุขัลลิกา เป็นส่วนแห่งความรัก อัตตกิลมถา เป็นส่วนแห่งความชังทั้ง ๒ ส่วนนี้เป็นตัวสมุทัย เมื่อผู้บำเพ็ญตบะธรรมทั้งหลายโดยอยู่ซึ่งส่วนทั้งสองนี้ ชื่อว่ายังไม่เข้าทางกลาง เพราะเมื่อบำเพ็ญเพียรพยายามทำสมาธิ จิตสงบสบายดีเต็มที่ก็ดีใจ ครั้นเมื่อจิตนึกคิดฟุ้งซ่านรำคาญก็เสียใจ ความดีใจนั้น คือ กามสุขัลลิกา ความเสียใจนั้นแล คือ อัตตกิลมถา ความดีใจก็เป็นราคะ ความเสียใจก็เป็นโทสะ ความไม่รู้เท่าในราคะ โทสะ ทั้งสองนี้เป็นโมหะ ฉะนั้น ผู้ที่พยายามประกอบความเพียรในเบื้องแรกต้องกระทบส่วนสุดทั้งสองนั้นแลก่อน ถ้าเมื่อกระทบส่วน ๒ นั้นอยู่ ชื่อว่าผิดอยู่แต่เป็นธรรมดาแท้ทีเดียว ต้องผิดเสียก่อนจึงถูก แม้พระบรมศาสดาแต่ก่อนนั้นพระองค์ก็ผิดมาเต็มที่เหมือนกัน แม้พระอัครสาวกทั้งสอง ก็ซ้ำเป็นมิจฉาทิฐิมาก่อนแล้วทั้งสิ้น แม้สาวกทั้งหลายเหล่าอื่นๆ ก็ล้วนแต่ผิดมาแล้วทั้งนั้น ต่อเมื่อพระองค์มาดำเนินทางกลาง ทำจิตอยู่ภายใต้ร่มโพธิพฤกษ์ ได้ญาณ ๒ ในสองยามเบื้องต้นในราตรี ได้ญาณที่ ๓ กล่าวคืออาสวักขยญาณในยามใกล้รุ่ง จึงได้ถูกทางกลางอันแท้จริงทำจิตของพระองค์ให้พ้นจากความผิด กล่าวคือ…ส่วนสุดทั้งสองนั้น พ้นจากสมมติโคตร สมมติชาติ สมมติวาส สมมติวงศ์ และสมมติประเพณี ถึงความเป็นอริยโคตร อริยชาติ อริยวาส อริยวงศ์ และอริยประเพณี ส่วนอริยสาวกทั้งหลายนั้นเล่าก็มารู้ตามพระองค์ ทำให้ได้อาสวักขยญาณพ้นจากความผิดตามพระองค์ไป ส่วนเราผู้ปฏิบัติอยู่ในระยะแรกๆ ก็ต้องผิดเป็นธรรมดา แต่เมื่อผิดก็ต้องรู้เท่าแล้วทำให้ถูก เมื่อยังมีดีใจเสียใจในการบำเพ็ญบุญกุศลอยู่ ก็ตกอยู่ในโลกธรรม เมื่อตกอยู่ในโลกธรรม จึงเป็นผู้หวั่นไหวเพราะความดีใจเสียใจนั่นแหละ ชื่อว่าความหวั่นไหวไปมา อุปฺปนฺโน โข เม โลกธรรมจะเกิดที่ไหน เกิดที่เรา โลกธรรมมี ๘ มรรคเครื่องแก้ก็มี ๘ มรรค ๘ เครื่องแก้โลกธรรม ๘ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาแก้ส่วน ๒ เมื่อแก้ส่วน ๒ ได้แล้วก็เข้าสู่อริยมรรค ตัดกระแสโลก ทำใจให้เป็นจาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย (สละสลัดตัดขาดวางใจหายห่วง) รวมความว่า เมื่อส่วน ๒ ยังมีอยู่ในใจผู้ใดแล้ว ผู้นั้นก็ยังไม่ถูกทาง เมื่อผู้มีใจพ้นจากส่วนทั้ง ๒ แล้ว ก็ไม่หวั่นไหว หมดธุลี เกษมจากโยคะ จึงว่าเนื้อความแห่งธรรมจักรสำคัญมาก พระองค์ทรงแสดงธรรมจักรนี้ยังโลกธาตุให้หวั่นไหว จะไม่หวั่นไหวอย่างไร เพราะมีใจความสำคัญอย่างนี้ โลกธาตุก็มิใช่อะไรอื่น คือตัวเรานี้เอง ตัวเราก็คือธาตุของโลก หวั่นไหวเพราะเห็นในของที่ไม่เคยเห็น เพราะจิตพ้นจากส่วน ๒ ธาตุของโลกจึงหวั่นไหว หวั่นไหวเพราะจะไม่มาก่อธาตุของโลกอีกแล

ข. มัชฌิมโพธิกาล ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในชุมชนพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ณ พระราชอุทยานเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ พึงเป็นผู้ทำจิตให้ยิ่ง การที่จะทำจิตให้ยิ่งได้ต้องเป็นผู้สงบระงับ อิจฺฉา โลภสมาปนฺโน สมโณ กึ ภวิสฺสติ เมื่อประกอบด้วยความอยากดิ้นรนโลภหลงอยู่แล้วจักเป็นผู้สงบระงับได้อย่างไร ต้องเป็นผู้ปฏิบัติคือปฏิบัติพระวินัยเป็นเบื้องต้น และเจริญกรรมฐานตั้งต้นแต่การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำให้มาก เจริญให้มาก ในการพิจารณามหาสติปัฏฐาน มีกายนุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องแรก พึงพิจารณาส่วนแห่งร่างกาย โดยอาการแห่งบริกรรมสวนะคือ พิจารณาโดยอาการคาดคะเน ว่าส่วนนั้นเป็นอย่างนั้นด้วยการมีสติสัมปชัญญะไปเสียก่อน เพราะเมื่อพิจารณาเช่นนี้ใจไม่ห่างจากกาย ทำให้รวมง่าย เมื่อทำให้มาก ในบริกรรมสวนะแล้ว จักเกิดขึ้นซึ่งอุคคหนิมิตให้ชำนาญในที่นั้นจนเป็นปฏิภาค ชำนาญในปฏิภาคโดยยิ่งแล้วจักเป็นวิปัสสนา เจริญวิปัสสนาจนเป็นวิปัสสนาอย่างอุกฤษฏ์ ทำจิตเข้าถึงฐีติภูตํ ดังกล่าวแล้วในอุบายแห่งวิปัสสนาชื่อว่าปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้ว โมกฺขํ จึงจะข้ามพ้น จึงพ้นจากโลกชื่อว่าโลกุตตรธรรม เขมํ จึงเกษมจากโยคะ (เครื่องร้อย) ฉะนั้น เนื้อความในมัชฌิมเทศนาจึงสำคัญเพราะเล็งถึงวิมุตติธรรมด้วยประการฉะนี้แล ฯ
 ค. ปัจฉิมโพธิกาล ทรงแสดงปัจฉิมเทศนาในที่ชุมชนพระอริยสาวก ณ พระราชอุทยานสาลวันของมัลลกษัตริย์กรุงกุสินารา ในเวลาจวนจะปรินิพพานว่า หนฺทานิ อามนฺตยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว ขยวยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ เราบอกท่านทั้งหลายว่าจงเป็นผู้ไม่ประมาท พิจารณาสังขารที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เมื่อท่านทั้งหลายพิจารณาเช่นนั้นจักเป็นผู้แทงตลอด พระองค์ตรัสพระธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ก็ปิดพระโอษฐ์มิได้ตรัสอะไรต่อไปอีกเลย จึงเรียกว่า ปัจฉิมเทศนาอธิบายความต่อไปว่า สังขารมันเกิดขึ้นที่ไหน อะไรเป็นสังขาร สังขารมันก็เกิดขึ้นที่จิตของเราเองเป็นอาการของจิตพาให้เกิดขึ้นซึ่งสมมติทั้งหลาย สังขารนี้แล เป็นตัวการสมมติบัญญัติสิ่งทั้งหลายในโลกความจริงในโลกทั้งหลายหรือธรรมธาตุทั้งหลายเขามีเขาเป็นอยู่อย่างนั้น แผ่นดิน ต้นไม้ ภูเขา ฟ้า แดด เขาไม่ได้ว่าเขาเป็นนั้นเป็นนี้เลย เจ้าสังขารตัวการนี้เข้าไปปรุงแต่งว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้จนหลงกันว่าเป็นจริง ถือเอาว่าเป็นตัวเรา เป็นของๆ เราเสียสิ้น จึงมี ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นทำจิตดั้งเดิมให้หลงตามไป เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอเนกภพ อเนกชาติ เพราะเจ้าตัวสังขารนั้นแลเป็นตัวเหตุ จึงทรงสอนให้พิจารณาสังขารว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา ให้เป็นปรีชาญาณชัดแจ้ง เกิดจากผลแห่งการเจริญปฏิภาคเป็นส่วนเบื้องต้น จนทำจิตให้เข้าภวังค์ เมื่อกระแสแห่งภวังค์หายไป มีญาณเกิดขึ้นว่า “นั้นเป็นอย่างนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์” เกิดขึ้นในจิตจริงๆ จนชำนาญเห็นจริงแจ้งประจักษ์ ก็รู้เท่าสังขารได้ สังขารก็จะมาปรุงแต่งให้จิตกำเริบอีกไม่ได้ ได้ในคาถาว่า อกุปฺปํ สพฺพธมฺเมสุ เญยฺยธมฺมา ปเวสฺสนฺโต เมื่อสังขารปรุงแต่งจิตไม่ได้แล้ว ก็ไม่กำเริบรู้เท่าธรรมทั้งปวง สนฺโต ก็เป็นผู้สงบระงับถึงซึ่งวิมุตติธรรม ด้วยประการฉะนี้ ปัจฉิมเทศนานี้เป็นคำสำคัญแท้ ทำให้ผู้พิจารณารู้แจ้งถึงที่สุด พระองค์จึงได้ปิดพระโอษฐ์แต่เพียงนี้ พระธรรมเทศนาใน ๓ กาลนี้ ย่อมมีความสำคัญเหนือความสำคัญในทุกๆ กาล ปฐมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม มัชฌิมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม ปัจฉิมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม รวมทั้ง ๓ กาล ล้วนแต่เล็งถึงวิมุตติธรรมทั้งสิ้น ด้วยประการฉะนี้

๑๗. พระอรหันต์ทุกประเภทบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ

อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตวา อุปฺปสมฺปชฺช วิหรติ พระบาลีนี้แสดงว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่ว่าประเภทใดย่อมบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ…ที่ปราศจากอาสวะในปัจจุบัน หาได้แบ่งแยกไว้ว่า ประเภทนั้นบรรลุแต่เจโตวิมุตติ หรือปัญญาวิมุติไม่ ที่เกจิอาจารย์แต่งอธิบายไว้ว่า เจโตวิมุตติเป็นของพระอรหันต์ผู้ได้สมาธิก่อน ส่วนปัญญาวิมุตติเป็นของพระอรหันต์สุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ นั้นย่อมขัดแย้งต่อมรรค  มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ มีทั้งสัมมาทิฏฐิ ทั้งสัมมาสมาธิ ผู้จะบรรลุวิมุตติธรรมจำต้องบำเพ็ญมรรค ๘ บริบูรณ์ มิฉะนั้นก็บรรลุวิมุตติธรรมไม่ได้ ไตรสิกขาก็มีทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา อันผู้จะได้อาสวักขยญาณจำต้องบำเพ็ญไตรสิกขาให้บริบูรณ์ทั้ง ๓ ส่วน ฉะนั้นจึงว่า พระอรหันต์ทุกประเภทต้องบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติด้วยประการฉะนี้แล ฯ