เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics)

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ได้ไปร่วมงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 8th A-LIEP Conference / The 19th ICADL Conference ที่จัดขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้มีโอกาสฟังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Decision Making in the New Normal โดย รศ.ดร. ชโยดม สรรพศรี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้รับความรู้เกี่ยวกับวิชาใหม่ ที่มีชื่อว่า เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) เป็นการใช้หลักวิชาจิตวิทยาร่วมกับหลักเศรษฐศาสตร์ ในการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ ซึ่งในปัจจุบันมีความเป็นปัจเจกสูง การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ มีทั้งใช้เหตุผล (Rational) และไม่มีเหตุผล (Irrational Behavior) และตัดสินใจแบบ Thinking Fast โดยใช้ Heuristics (ภาษาไทย เรียกว่า วิทยาการศึกษาสำนึก) มีการใช้เทคโนโลยีในการสร้างเครือข่ายทางสังคม  (Social Network) กันอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดร่องรอยของ Digital Footprint และให้เกิดวิธีการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ แบบใหม่ ที่เรียกว่า “Big Data” นอกเหนือจากการใช้วิธี  Experimental Economics แบบดั้งเดิม

นอกจากนั้น วิทยากรยังได้แนะนำให้รู้จัก ทฤษฎี 6D’s of Exponential Technology ของ Steven Kotler และ Peter Diamandis (ผู้เขียนหนังสือ  BOLD) ซึ่งได้กล่าวถึงปฏิกิริยาลูกโซ่ของกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี ไว้ดังนี้

Screen Shot 2560-11-13 at 8.55.42 PM  Screen Shot 2560-11-13 at 9.50.08 PM

  1. Digitized : ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง ข้อความ  ฯลฯ กลายสภาพเป็นดิจิทัล
  2. Deceptive : ในระยะเริ่มต้นการเติบโตจะช้า ทำให้หลงเข้าใจผิด คิดว่าเทคโนโลยีเดิมจะยังคงอยู่ เทคโนโลยีใหม่ไม่สามารถทดแทนได้
  3. Disruptive : เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีใหม่ พัฒนาจะแบบ Exponential Growth และเติบโตก้าวกระโดด แซงเทคโนโลยีเดิม
  4. Demonetized : เงินเริ่มไม่มีความหมาย เทคโนโลยีใหม่ให้บริการฟรี เทคโนโลยีเดิม ขายไม่ได้ เลิกใช้งาน
  5. Dematerialized : อุปกรณ์ไม่มีความหมาย เทคโนโลยีเดิมที่เคยแยกเป็นอุปกรณ์ประเภทต่างๆ จะหายไป กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ ชนิดที่เรียกว่า มือถือเครื่องเดียวทำได้ทุกอย่าง
  6. Democratized : เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัล ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงได้มากขึ้น อำนาจจึงไม่ได้ผูกขาดอยู่เพียงแค่รัฐบาล หรือองค์กรขนาดใหญ่แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป

การประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ในการแก้ปัญหาความยากจน

วิทยากรแนะนำให้ดูวิดีโอ  TED TALK เรื่อง Applied Behavioral Economics ของนักเศรษฐศาสตร์ Esther Duflo จาก MIT พูดถึงงานวิจัยของเธอที่ประยุกต์ใช้ Behavioral Economics มาเป็น Development Economics เพื่อขจัดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและความยากจนของประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา นับว่าเป็นงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จและมีผลกระทบต่อสังคมอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

 

ในอนาคต แม้ว่าเรื่องราวต่างๆ เช่น สภาวะทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า ความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) การฝากร่องรอยหรือรอยเท้าไว้บนโลกดิจิทัล (Digital Footprint) การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของมนุษย์ บนโลกดิจิทัลด้วยวิธี Big Data Analytics การศึกษาเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ Smart Education, Smart Active Digital Library, Machine Learning และ AI จะมีความสำคัญมากขึ้น แต่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด และไม่ควรละเลยคุณค่าของการสื่อสารแบบดั้งเดิมของมนุษย์ นั่นคือ การมีปฏิสัมพันธ์พบปะกันแบบ face-to-face

 

 

Advertisements

เราจะสร้างอนาคตห้องสมุดด้วยกัน — IFLA Global Vision

IFLA (International Federation of Library Associations and Institutions) เป็นองค์กรสหพันธ์ระหว่างประเทศทางด้านห้องสมุด ที่มีความเก่าแก่ยาวนาน ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1927 ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกกว่า 1,350 คน จาก 140 ประเทศ ใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ ยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย (กลุ่มประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก)

IFLA มีวิสัยทัศน์ในการเป็น the Trusted Global Voice สำหรับสังคมชุมชนและวงการวิชาชีพทางด้านห้องสมุดและสารสนเทศ สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานพัฒนาห้องสมุดเพื่อให้ประชาคมทั้งโลกสามารถเข้าถึงสารสนเทศทุกรูปแบบและมีทักษะการรู้สารสนเทศกันอย่างทั่วถึง (Universal Literacy) โดยมุ่งตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030

IFLA กำหนดคำขวัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่บรรดาห้องสมุดที่เป็นสมาชิก อาทิ

  • “Together we create the future”,
  • “Libraries are the motors for change”,
  • “Libraries as key assets for communities”

และมีความพยายามในการสร้างวิสัยทัศน์ของห้องสมุดร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก Gerald Leitner เลขาธิการ IFLA ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมว่า เรามีความเชื่อมั่นในเรื่องของ Global Vision – Local Impact การที่ห้องสมุดทุกแห่งมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน แต่นำไปประยุกต์ปฏิบัติให้เหมาะสมตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงให้ห้องสมุดเป็นหนึ่งเดียว (A United Library Field) เกิดเป็นพลังพลักดันศักยภาพของห้องสมุดทั้งโลก ให้ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง

Screen Shot 2560-09-04 at 9.36.33 PM.png

IFLA จัดทำโครงการรณรงค์ให้บรรณารักษ์ทั่วโลกช่วยกันโหวตแสดงความคิดเห็นในการเลือกวิสัยทัศน์ร่วม (IFLA Global Vision) เพื่อสร้างทิศทางที่ชัดเจนให้แก่ห้องสมุดในอนาคต จัดกิจกรรมระดมสมองตามกลุ่มภูมิภาคต่างๆ และเชิญชวนให้ตอบแบบสอบถามทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://globalvision.ifla.org เพื่อแสดงความคิดเห็นใน 6 ประเด็นใหญ่ คือ

  1. อะไรคือค่านิยมองค์กร หรือวัฒนธรรมองค์กรของห้องสมุด
  2. ห้องสมุดมีความเก่งและความถนัดเป็นพิเศษในเรื่องใดบ้าง
  3. ห้องสมุดควรจะทำภารกิจอะไรให้มากขึ้น
  4. ห้องสมุดควรทำอะไรให้น้อยลงหรือยกเลิกการกระทำนั้น
  5. อะไรคืออุปสรรคและความท้าทายที่สำคัญของห้องสมุด
  6. อะไรคือคุณลักษณะของห้องสมุด ที่ควรมีร่วมกันเพื่อการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว

 

ผลสรุปรายงาน Global Vision Report ดังกล่าว คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนมกราคม 2561 – โปรดช่วยกันเข้าไปตอบแบบสอบถามออนไลน์ และติดตามผลสรุปต้นปีหน้าค่ะ

สมรรถนะหลักสำหรับบรรณารักษ์ ในศตวรรษที่ 21

สมาคมห้องสมุดวิจัยของประเทศแคนาดา (Canadian Association of Research Libraries – CARL) ได้นำเสนอสมรรถนะหลักสำหรับบรรณารักษ์ในศตวรรษที่ 21 ไว้ในหนังสือชื่อ Core Competencies for 21st Century CARL Librarians  กล่าวว่า บรรณารักษ์ควรมีความสามารถ 7 ประการ ดังนี้

Screen Shot 2560-09-04 at 9.07.45 PM.png

1) มีความรู้พื้นฐาน (Foundational Knowledge) ทั้งความรู้ทางวิชาชีพด้านห้องสมุดและสารสนเทศ การสื่อสารทางวิชาการ ลิขสิทธิ์และกฎหมายต่างๆ ความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมขององค์กรต่างๆ ที่ห้องสมุดสังกัดหรือเกี่ยวข้องด้วย

2) มีทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Skills) ได้แก่ เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีทักษะในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การเจรจาต่อรอง การสร้างความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม การเป็นพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษางาน มีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ความสามารถทางการตลาด และทักษะในการเขียนและการนำเสนอ

3) มีภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหารจัดการ (Leadership and Management) ทั้งทางด้านการเงิน การบริหารงานบุคคล การพัฒนาทรัพยากรและการบริการ การบริหารความเสี่ยง การบริหารโครงการ การวิเคราะห์และประเมินผล การสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

4) มีความสามารถในการพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ (Collections Development) มีความรู้ความเข้าใจวงจรของการผลิตสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ การพัฒนาและการบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภท การสงวนรักษาและการอนุรักษ์สารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล

5) มีทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) รวมทั้งทักษะในการสอน การเรียนรู้ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การคิดวิเคราะห์ การบริการอ้างอิงและสารสนเทศ ตอบคำถามช่วยการค้นคว้า การสร้างสัมพันธ์และความผูกพันของผู้รับบริการ

6) มีความสามารถในการทำวิจัยและเผยแพร่ผลงานไปสู่แวดวงวิชาชีพ (Research & Contributions to the Profession) มีความรู้ในเรื่องระเบียบวิธีวิจัย มีความสามารถในการทำวิจัย การตีพิมพ์ การขอทุนวิจัย การนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ การจัดการประชุมวิชาการ การสอนในหลักสูตรและรายวิชาต่างๆ  การร่วมเป็นคณะกรรมการต่างๆ ในสมาคมวิชาชีพ การเรียนหรือการศึกษาต่อในระบบ ติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยอยู่เสมอ

7) มีทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Skills) มีความรู้เกี่ยวกับระบบสารสนเทศที่ใช้ในงานห้องสมุด ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ ทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ คลังสารสนเทศสถาบัน การบริหารจัดการฐานข้อมูล เทคโนโลยีเว็บ การพัฒนาเว็บไซต์ ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ (CMS) ระบบการบริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ หรือระบบการจัดการเรียนรู้ (LMS)

หมายเหตุ :  หนังสือคู่มือเล่มนี้ พิมพ์เมื่อปี 2010 ได้ข่าวว่า เล่มใหม่ปี 2017 หรือ 2018  กำลังจะออกมาเร็วๆ นี้ โปรดติดตามค่ะ

 

ได้ MOOC Certificate ใบที่ 6 มาแล้ว

วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ในที่สุดก็เรียนสำเร็จ และสอบผ่าน ได้ประกาศนียบัตรวิชา Business Model Canvas: A Tool for Entrepreneurs and Innovators (Project-Centered Course) ของมหาวิทยาลัย University System of Georgia (ครูผู้สอน: Dan Stotz & David Kirkland, M.S.)

สอบผ่านด้วยคะแนน Grade Achieved: 97.1%

กว่าจะได้มาจะต้องใช้เวลาฟังบรรยาย 4 ชั่วโมง และทำงานกลุ่ม active project work อีก 10 ชั่วโมง

Screen Shot 2560-07-11 at 8.29.50 PM.png

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

ได้ MOOC Certificates มา 5 ใบแล้ว

ZOPP / GOPP / OOPP คืออะไร?

ZOPP ย่อมาจาก Ziel Orientierte Projekt Planung เป็นระบบการวางแผนโครงการ ที่ริเริ่มโดยองค์กรความร่วมมือทางวิชาการเยอรมัน German Agency for Technical Cooperation, Deutsche Gesellschaft FuerTechnische Zusammenarbeit (GTZ)  ต่อมามีผู้นำมาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย ทำให้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Goal-oriented Project Planning (GOPP) หรือ Objective-oriented Project Planning (OOPP) ซึ่งหมายถึงการวางแผนโครงการโดยใช้เป้าประสงค์หรือวัตถุประสงค์เป็นตัวนำ  เป็นวิธีการพัฒนาโครงการโดยใช้ตรรกะอย่างมีเหตุมีผล (Logic Framework Approach: LFA)

วิธีการวางแผนโครงการ จะกระทำโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ระดมสมองทำงานร่วมกันเป็นทีม ในการดำเนินงานแต่ละขั้นตอน จะใช้ Card and Chart Technique เช่น บัตรคำ / post-in / flip chart ร่วมกับโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ฯลฯเพื่อฉายภาพให้ทุกคนเห็นร่วมกันอย่างชัดเจน (Visualization)

ขั้นตอนการดำเนินการ (7 ขั้นตอน)

ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงการ (Analytical Phase)

  1. วิเคราะห์การมีส่วนร่วม (Participation Analysis หรือ Stakeholder Analysis) คัดเลือกตัวบุคคลหรือหน่วยงานกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและมีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ ทั้งทางบวก (ได้รับประโยชน์) และทางลบ (สูญเสียประโยชน์) เกณฑ์ในการคัดเลือกพิจารณาจาก
    1. ผู้มีส่วนร่วมประสบปัญหาอะไร
    2. ผู้มีส่วนร่วมต้องการอะไรจากโครงการ
    3. ผู้มีส่วนร่วมมีศักยภาพที่จะช่วยโครงการอะไรบ้าง
    4. ผู้มีส่วนร่วมมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร เช่น มีความขัดแย้งกัน มีความร่วมมือกัน หรือพึ่งพาซึ่งกันและกัน
  2. วิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis) ผู้มีส่วนร่วมระดมความคิดจากข้อมูลและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แจกแจงว่า อะไรบ้างที่เป็นปัญหาสำคัญ และความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาต่างๆ สาเหตุทำให้เกิดปัญหา (Causes) -> อะไรคือปัญหาหลัก (Focal Problem) -> ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาหลัก (Effects) จากนั้น จัดทำแผนผังรูปแบบ Problem Tree เพื่อแสดงความเชื่อมโยงเป็นขั้นตอนแบบลำดับชั้น (Hierarchy)
  3. วิเคราะห์วัตถุประสงค์ (Objectives Analysis) ในขั้นตอนต่อไป ให้เปลี่ยนแผนผัง  Problem Tree (PT) ให้กลายเป็น Object Tree (OT) โดยเปลี่ยนข้อความเชิงลบของปัญหา ให้กลายเป็นข้อความเชิงบวก อาทิ วัตถุประสงค์ แนวทาง และวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  4. วิเคราะห์ทางเลือก (Alternatives Analysis) วิเคราะห์หาแนวทางหรือทางเลือก จากข้อความบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในแผนผัง Object Tree (OT) ที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดตามกำลังคน งบประมาณ ทรัพยากร ระยะเวลา ความคุ้มค่า และความพร้อมที่มีอยู่ เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ (Strategies)ในการแก้ไขปัญหา และนำมากำหนดเป็นแผนการดำเนินโครงการและแผนปฏิบัติงานต่อไป

ขั้นตอนการวางแผนหลักของโครงการ (Project Design Phase)

  1. กําหนดองค์ประกอบของโครงการ (Defining the Project Elements) ได้แก่
    1. เป้าประสงค์ในระยะยาว (Goal/Overall Objectives)
    2. วัตถุประสงค์ของโครงการ (Strategic Objectives)
    3. ผลงานหรือผลผลิตของโครงการ (Outputs)
    4. กิจกรรม (Activities)
    5. ทรัพยากรและปัจจัยนำเข้า (Inputs)
  2. กําหนดข้อสันนิษฐานและความเสี่ยง (Assumptions and Risks) ข้อสันนิษฐานหรือเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จ (Important Assumption) เป็นไปในเชิงบวก ส่วนปัจจัยภายนอก (External Factors) ต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อโครงการ และอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่โครงการอาจประสบ เป็นไปในเชิงลบ
  3. กําหนดตัวชี้วัดและวิธีการตรวจสอบ (Indicators and Means of Verification) ตัวชี้วัดสำหรับติดตามและประเมินโครงการ จะต้องเป็นตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ (Objectively Verifiable Indicators: OVI) มีการกำหนดวิธีการตรวจสอบ (Means of Verification: MOV) และการแสดงเอกสารหลักฐาน (Sources of Verification) เพื่อพิสูจน์ความสำเร็จ

แผนหลักของโครงการที่เกิดจากการระดมสมอง GOPP workshop / OOPP workshop ในที่สุดจะได้ตารางเมทริกซ์ Project Planning Matrix (PPM) หรือตารางเหตุผลสัมพันธ์ Logical Framework หรือ Log Frame Matrix บนกระดาษแผ่นเดียว ดังนี้

Screen Shot 2560-07-02 at 12.36.54 PM

อ้างอิงภาพจากเว็บไซต์ http://ww.unevoc.unesco.org 

 

เครือข่ายห้องสมุดสีเขียว (Green Library Partners)

Screen Shot 2560-06-04 at 7.59.15 AM

วันนี้จะขอแนะนำ เครือข่ายห้องสมุดสีเขียว ของประเทศไทยให้ทุกท่านได้รู้จักกันค่ะ เครือข่ายนี้ ปัจจุบันมี ห้องสมุดและหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นสมาชิก จำนวนรวมทั้งสิ้น 38 แห่ง โดยมี สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นห้องสมุดสีเขียวต้นแบบ และมีห้องสมุดนำร่องที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตฐานห้องสมุดสีเขียว จำนวนรวม 10  แห่ง ได้แก่

  1. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
  2. สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  3. สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  4. ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  5. ห้องสมุดกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  6. หอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  7. สํานักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
  8. หอสมุด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)
  9. ศูนย์บรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
  10. โรงเรียนสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

นอกจากนั้น ยังมีหน่วยงานวิชาการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมต่างๆ และสถาบันการศึกษาที่ให้การสนับสนุน ได้แก่

ห้องสมุดเป็นพื้นที่เรียนรู้และเป็นแหล่งเรียนรู้ ดังนั้น การพัฒนาห้องสมุดให้เป็นต้นแบบของสังคม เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ไปสู่สังคมแห่งความรู้และการเรียนรู้ ในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน่วยงานวิชาการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายห้องสมุดสีเขียว ได้ร่วมกันจัดทำมาตรฐานห้องสมุดสีเขียว โดยมีการแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนามาตรฐานห้องสมุดสีเขียว เมื่อเดือนตุลาคม 2557 คุณรุ้งทิพย์ ห่อวโนทยาน ประธานแผนกมาตรฐานวิชาชีพคนที่ 1 และกรรมการบริหารของสมาคมห้องสมุดฯ เป็นประธาน แกนนำคนสำคัญของเครือข่าย อาทิ ดร. อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร. รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อํานวยการศูนย์ VGREEN คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร. สยาม อรุณศรีมรกต คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ คุณกำไล ลิ่มสอน บรรณารักษ์ห้องสมุดกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ได้ประกาศใช้ มาตรฐานห้องสมุดสีเขียว พ.ศ. 2558 เพื่อเป็นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 2 เมษายน 2558

ต่อมา ในปี 2559 ได้มีการแต่งตั้ง คณะทำงานจัดทำเกณฑ์การพัฒนาห้องสมุดสีเขียว ดำเนินการจัดทำประกาศ เกณฑ์การพัฒนาห้องสมุดสีเขียว ข้อกำหนด แนวทางเชิงปฏิบัติ และวิธีการตรวจประเมิน พ.ศ. 2559 โดยอ้างอิงมาตรฐานห้องสมุดสีเขียว พ.ศ. 2558 เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจประเมินและการให้คะแนน รวม 8 หมวด ดังนี้

  • หมวดที่ 1 : ทั่วไป
  • หมวดที่ 2 : โครงสร้างพื้นฐานทางด้านกายภาพและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • หมวดที่ 3 : การจัดการทรัพยากรและพลังงาน
  • หมวดที่ 4 : การจัดการของเสียและมลพิษ
  • หมวดที่ 5 : การบริหารจัดการและการให้บริการห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
  • หมวดที่ 6 : บทบาทของบุคลากรห้องสมุดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • หมวดที่ 7 : เครือข่ายและความร่วมมือระหว่างห้องสมุด
  • หมวดที่ 8 : การประเมินคุณภาพห้องสมุดสีเขียว

Screen Shot 2560-06-04 at 10.12.28 AM

หมายเหตุ: ท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายห้องสมุดสีเขียว ของหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ที่นี่ค่ะ

นอกจากนั้น หอสมุดฯ ยังเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศน์ Mahidol Sustainable University ของมหาวิทยาลัยมหิดลอีกด้วย



กฎหมายสำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย

18209909_10211590464611226_597576285_o

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2560 ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัย และฟังการบรรยายเรื่อง “กฎหมายสำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย” ซึ่งจัดโดยกองกฎหมาย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาบรรยายให้ความรู้ คือ คุณราชัย อัศเวศน์ ประธานกลุ่มนิติกรมหาวิทยาลัยและสถาบัน / อดีตหัวหน้าส่วนสารบรรณและนิติการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นการบรรยายตลอดทั้งวันและมีเนื้อหาค่อนข้างมาก ผู้บรรยายนำคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐ มาเล่าสู่กันฟังได้อย่างน่าสนใจมาก ทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี ขอสรุปประเด็นที่ได้รับจากการบรรยายบางหัวข้อมาบันทึกไว้เพื่อเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ค่ะ

  • ความยุติธรรมที่ล่าช้า .. ก็คือความอยุติธรรม : Justice delayed is justice denied — William Ewart Gladstone 
  • อำนาจของผู้บริหาร มาจาก “หลักนิติรัฐ” คือ ดำเนินการไปตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และต้องเป็นไปตามหลักแห่งความยุติธรรม “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) คือหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ ไม่ใช่คนเป็นใหญ่ และต้องตอบสนองต่อประโยชน์มหาชน (Public Interest)
  • พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ตามมาตรา 28 และมีอำนาจตามมาตรา 34 คณะและส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น มีคณบดีหรือผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชา มีอำนาจตามมาตรา 37
    • การนำกฎหมายอื่นมาใช้บังคับโดย อนุโลม” ต้องไม่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมายนั้น
    • อำนาจในการควบคุม และประเภทของอำนาจ  ได้แก่ 1) อำนาจตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล 2) อำนาจบังคับบัญชา 3) อำนาจกำกับดูแล 4) อำนาจดุลพินิจ 5) อำนาจผูกพัน
    • หลักในการใช้ดุลพินิจโดยชอบ ได้แก่ 1) หลักแห่งความเหมาะสม 2) หลักแห่งความจำเป็น 3) หลักแห่งความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ (ประโยชน์มาก-เสียหายน้อย)
    • อำนาจผูกพัน หมายถึง อำนาจที่กฎหมายบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการ หากไม่ดำเนินการถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่
    • การรักษาการแทน (ตามมาตรา 41 พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล) ให้ผู้รักษาการแทนมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในกรณีที่ผู้ดำเรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ให้ผู้รักษาการแทนมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในระหว่าที่รักษาการแทนด้วย
  • พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2535
    • การกระทำทางปกครอง หมายถึง การกระทำที่กฎหมายกำหนดอำนาจให้ไว้ให้แก่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง เป็นการกระทำฝ่ายเดียว
    • กฎ หมายถึง พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรง ระเบียบ ข้อบังคับ ที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป ไม่ใช่บังคับเฉพาะกรณีหรือเฉพาะบุคคล
    • เจ้าหน้าที่ (มาตรา 5) หมายถึง บุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล ซึ่งในอำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย
    • เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง กรณีผู้ออกคำสั่งเป็นคณะกรรมการ ต้องแต่งตั้งให้ครบองค์ประกอบของคณะกรรมการ ต้องครบองค์ประชุม ต้องมีการประชุมจริง (เพื่อให้มีการปรึกษาหารือแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกัน) และต้องเป็นกลางในเรื่องที่จะพิจารณาทางปกครอง
    • การแต่งตั้งเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ หากในคำสั่งมิได้ระบุให้เป็นกรรมการ ย่อมทำให้ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการไม่มีอำนาจหน้าที่ของการเป็นกรรมการด้วย
    • มติเวียน : การที่ไม่มีการประชุมจริง แต่กลับให้มีการเวียนหนังสือถามว่าเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ แล้วมีรายงานการประชุมหรือรายงานอื่นๆ อ้างว่าเป็นมติของคณะกรรมการ โดยไม่ปรากฎว่าได้มีการปรึกษาหารือ แสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันในที่ประชุม แม้จะมีหนังสือเวียน ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    • วัตถุประสงค์ของคณะกรรมการตรวจรับงานพัสดุฯ เพื่อให้คณะบุคคลตรวจสอบงานที่ส่งมอบร่วมกัน โดยการปรึกษาหารือโต้แย้งแสดงความเห็นโดยที่ประชุมคณะกรรมการ หากไม่มีการประชุมเพื่อตรวจรับงาน ถือเป็นรายงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่จำเป็นต้องจัดทำรายงานการประชุม เพราะรายงานการตรวจรับงาน ถือเป็นรายงานที่เกิดจากการประชุม)
    • คำสั่งทางปกครอง การประชุมทางออนไลน์หรือการรับส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
    • หลักการหามติของคณะกรรมการ : โดยการนับคะแนนเสียง แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 1) เสียงข้างมากแบบธรรมดา (Simple Majority) นับจำนวนผู้ออกเสียงเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ (การงดออกเสียงลงคะแนนหรือผู้ไม่อยู่ในที่ประชุม ไม่นับคะแนน) 2) เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด (Absolute Majority) กำหนดให้เกินกึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น เช่น 2 ใน 3  หรือ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกหรือกรรมการทั้งหมด ไม่ว่าจะมาประชุม หรืองดออกเสียงหรือไม่
    • หลักเป็นกลาง  : หน้าที่ต้องมีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณาทางปกครอง  เช่น ไม่ได้เป็นคู่กรณีเอง หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคู่กรณี
    • รูปแบบของคำสั่งทางปกครอง (ม. 34) : คำสั่งทางปกครอง อาจทำเป็นหนังสือ หรือวาจา หรือโดยการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้ เช่น แสง เสียง สัญญาณ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ การออกคำสั่งด้วยวาจา กรณีเร่งด่วน ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันสมควร  หากผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งฯ ร้องขอ
  • พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
    • มาตรา 13 ในการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้มีหน้าที่ดำเนินการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ยื่นเสนอหรือคู่สัญญาในงานนั้น
    • มาตรา 67 ก่อนลงนามในสัญญา หน่วยงานของรัฐอาจประกาศยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้ดำเนินการไปแล้วได้ ในกรณีมีการกระทำที่เข้าข่าย มีส่วนได้ส่วนเสียและผลประโยชน์ร่วมกัน ขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สมยอมกัน หรือส่อว่ากระทำการทุจริต
  • พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
    • แนวคิดคือ รัฐรู้อะไร ประชาชนรู้อย่างนั้น
    • หน่วยงานของรัฐ : เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น
    • ประชาชน : มีสิทธิที่จะรู้ และรู้ที่จะใช้สิทธิ
    • ข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้ ได้แก่ ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของบุคคล
    • อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เป็นอันตรายร้ายแรงบางอย่าง เช่นสามีเป็นโรคเอดส์ แม้เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วย แต่หากเป็นไปเพื่อการคุ้มครองชีวิตของผู้เป็นภรรยา ย่อมถือเป็นประโยชน์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่า (ใช้ดุลพินิจโดยชอบ ตามหลักแห่งความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ)
  • ความรับผิดชอบตามกฎหมายอาญา หรือมีโทษทางอาญา
    • มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิด
    • การกระทำความผิดโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตัวอย่างเช่น เจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ยักยอกทรัพย์  ปลอมลายมือชื่อ แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร (ทั้งพิมพ์ลงกระดาษ ถ่ายภาพ หรือพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์) ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย
  • พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560 — “ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย”
  • ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามหลักกฎหมายแพ่ง
    • แยกความรับผิด อันเกิดจาก การปฏิบัติหน้าที่ และไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่
    • แยกความรับผิดของหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด
    • ไล่เบี้ย เรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระค่าสินไหมทดแทน เฉพาะกรณีเป็นการปฏิบัติหน้าที่และกระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งอาจจ่ายเพียงบางส่วนโดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงและความบกพร่องของหน่วยงานด้วย
    • ไม่นำหลัก “ลูกหนี้ร่วม” มาบังคับใช้ และให้ผ่อนชำระได้
    • ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ฐานกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากไม่ชดใช้ หน่วยงานสามารถใช้ “มาตรการบังคับทางปกครอง” ได้เอง ตามมาตรา 55 และ 57 วิ.ปฏิบัติฯ (หรือพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) ซึ่งนำบทบัญญัติตาม ป วิ.แพ่ง (หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) มาใช้บังคับกับมาตรการบังคับทางปกครองโดยอนุโลม คือ ยึด อายัดทรัพย์ และขายทอดตลาดทรัพย์สิน)
  • พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
    •  เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยผู้เสนอราคาให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญา มีความผิดฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึง 4  แสนบาท
  • ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. 2544
    • ความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง มีอัตราโทษปรับทางปกครอง  4 ขั้น ดังนี้
      • โทษชั้นที่ 1 ปรับไม่เกินเงินเดือน 1 เดือน
      • โทษชั้นที่ 2 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 2-4 เดือน
      • โทษชั้นที่ 3 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 5-8 เดือน
      • โทษชั้นที่ 4 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 9-12 เดือน
    • ความผิดของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการพัสดุ ได้แก่ แบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นเหตุให้เสียหาย จัดซื้อที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบเป็นเหตุเสียหาย กำหนดราคากลาง สเปคในการประกวด/ สอบโดยมิชอบ ไม่ปิด/ส่งประกาศ ไม่ซื้อ/จ้างรายต่ำโดยไม่มีเหตุผล ทำสัญญามิชอบ คุมงาน/ตรวจการจ้างมิชอบ ตรวจรับพัสดุมิชอบ ลงบัญชี/ทะเบียนมิชอบ เบิกจ่ายมิชอบ ตรวจสอบพัสดุมิชอบ (เจ้าหน้าที่ทำสัญญาซื้อขาย ผู้กระทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำผิดเป็นผู้บังคับบัญชา และผู้บริหารการเงินและการคลัง รับโทษชั้น 4)
  • กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) 
    • พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2554) มาตรา 84 กำหนดว่า  “ภายใต้บังคับมาตรา 19 การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้กล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินห้าปี”
    • คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัย ผู้ฟ้องคดีเฉพาะความผิดฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่” หรือ “ร่ำรวยผิดปกติ” เท่านั้น ไม่รวมความผิดฐานอื่น
    • พ.ร.บ. จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 จัดตั้งขึ้นเนื่องจากคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ปัจจุบันได้ทวีความรุนแรง จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดินเป็นจำนวนมาก มีผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางสังคม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
  • ความรับผิดชอบทางด้านวินัย
    • การดำเนินการทางวินัย หรือการสั่งลงโทษทางวินัย มิได้จำกัดแต่เพียงการปฏิบัติในหน้าที่ราชการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการควบคุมความประพฤติหรือพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่มีผลกระทบมาถึงหน้าที่ราชการ ภาพพจน์ชื่อเสียงของหน่วยงานราชการหรือองค์กรด้วย
    • ความผิดทางวินัย เช่น ข้อหากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ข้อหากระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และข้อหาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (ประพฤติชั่ว ได้แก่ เสพสุรา ปลอมแปลงเอกสาร ชู้สาว ยาเสพติด การพนัน ลอกผลงานทางวิชาการ ทุจริต ลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง เรียกเงิน)
  • ข้อควรระมัดระวัง
    • การปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่อาจอ้างความไม่รู้ ให้พ้นผิด
    • อ้างว่าได้ทวงถามเรื่องด้วยวาจา โดยไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาล .. ศาลไม่รับฟัง
    • ม่มา-และไม่ลา : วันปิดภาคเรียน คือวันหยุดพักผ่อนของนักเรียน ซึ่งสถานศึกษาอาจอนุญาตให้ข้าราชการหยุดพักผ่อนด้วยก็ได้ แต่ถ้ามีราชการจำเป็น ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการ เหมือนการมาปฏิบัติราชการตามปกติ หากไม่มาปฏิบัติราชการโดยไม่ยื่นใบลา ถือว่าเป็นการขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน จึงชอบด้วยกฏหมาย พิพากษายกฟ้อง