ทดลองใช้ SciVal : ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Elsevier

1 ธันวาคม 2555 : ได้ทดลองใช้ SciVal ที่บริษัท Elsevier ให้มหาวิทยาลัยมหิดลทดลองใช้ฟรีเป็นเวลา 1 เดือน มีลักษณะเป็นฐานข้อมูล Scopus ภาคพิสดาร ที่ออกแบบมาสำหรับบริหารจัดการงานวิจัยเป็นหลัก (ถ้าขี้เกียจสร้างระบบขึ้นมาเอง Elsevier ก็รับจ้างทำให้) ราคาแพงไม่เบาเหมือนกัน SciVal Suite มีด้วยกันหลาย modules ได้แก่ Scival Experts, SciVal Funding, SciVal Spotlight, SciVal Strata — ไม่รู้ว่าในที่สุดทางมหาวิทยาลัยจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ แต่ลองใช้แล้วก็ไม่เลวเหมือนกัน สรุปให้ฟังสั้นๆ ได้ดังนี้ค่ะ

  • SciVal Experts
  • เหมาะสำหรับวิเคราะห์ผลงานของอาจารย์และนักวิจัยทั้งองค์กร ว่าใครเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอะไร ใครมีผลงานวิจัยมากน้อยแค่ไหน ทำงานร่วมมือกับใครบ้าง ได้รับทุนวิจัยเท่าไหร่ มีแนวโน้มงานวิจัย (research trends) เป็นอย่างไร และมีใครบ้างที่ทำงานคล้ายกัน ฯลฯ วิเคราะห์ทั้งในระดับบุคคล ระดับภาควิชา หรือระดับองค์กร โดยดูจำนวนผลงานวิจัย ความร่วมมือกับสถาบันอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการสร้าง Expertise Profile ของนักวิจัยแต่ละคน (โดยนักวิจัยไม่ต้อง key เข้าไปเอง) ข้อมูลผลงานวิจัยจะ update อัตโนมัติโดยอาศัยฐานข้อมูล Scopus เป็นหลัก ระบบนี้อ้างว่า งานวิจัยในปัจจุบันมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ-พหุวิทยาการมากขึ้น และจำเป็นต้องร่วมมือกับนักวิจัยแบบข้ามชาติ ดังนั้น SciVal Experts จึงเป็นเครื่องมือช่วยให้นักวิจัยแสวงหา collaborator ได้ดีกว่าการที่นักวิจัยจะไปทำความรู้จักกันเองหรือแนะนำกันแบบปากต่อปาก ซึ่งชักช้าเสียเวลา (จริงไม่จริงก็อีกเรื่องนะ) และทำให้ผู้บริหารองค์กรรู้จักและเข้าใจนักวิจัยในองค์กรของตนได้ดีขึ้น สรุปว่า SciVal Experts มีหน้าที “identify expertise and enable collaboration” — การนำระบบนี้มาใช้จริงในบ้านเราน่าจะมีประโยชน์ตรงที่ไม่ต้องสร้างฐานข้อมูลเอง มหาวิทยาลัยสามารถแสดง research profile ขึ้นโชว์บนเว็บได้เลย อาจารย์ไม่ต้อง key ข้อมูลเพื่อ update ผลงานของตัวเอง (ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยอยากจะทำอยู่แล้ว) แต่อาจมีปัญหาอยู่บ้างหากอาจารย์นักวิจัยของเราไม่ได้ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus ทั้งหมดทุกรายการ ทำให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์และทำให้ผู้บริหารวิเคราะห์ผลผิดพลาดได้ แต่เห็นเขาบอกว่าจะมีจะมีช่องทางให้เราสามารถ update ข้อมูล CV เพิ่มเติมเข้าไปได้เองด้วยเหมือนกัน — อันที่จริงมีระบบ Scientific Social Network อื่นที่คล้ายๆอย่างนี้ และสร้างขึ้นโดยอาศัยหลักการ co-authorship network visualization เช่นเดียวกัน เช่น DIRECT2experts VIVO และ BiomedExperts ที่ให้บริการฟรีและเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหมู่นักวิจัยที่นิยมชมชอบฐานข้อมูล PubMed

  • SciVal Funding
  • เรื่องเงินทุนวิจัยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ — SciVal Funding จะครอบคลุมข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนต่างๆมากกว่า 3,000 แห่ง จากหลากหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา กลุ่มสหภาพยุโรป อินเดีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นฐานข้อมูลเพื่อการสืบค้นแหล่งเงินทุนวิจัยนั่นแหละ ให้รายละเอียดตั้งแต่เป็นแหล่งเงินทุนวิจัยของภาคส่วนใด ประเทศอะไร สาขาวิชาใดที่จะให้ทุน สถาบันใดที่ได้รับทุนไปแล้ว ให้ทุนไปแล้วปีละกี่ทุน (แสดงกราฟเป็นจำนวน award grants และ funding opportunities ต่อรายไตรมาสหรือรายปีให้เห็นแนวโน้ม) หลักการคือสร้าง personalized opportunity recommendations ขึ้นมาจาก publication profile และเงื่อนไขความต้องการของนักวิจัย จากนั้นนำไปเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเพื่อหาโอกาส (opportunities) ที่จะได้รับทุนจากแหล่งเงินทุนต่างๆจากทั่วโลก สรุปว่า SciVal Funding มีหน้าที “finding the right research sponsors” ไม่รู้ว่ามีรายชื่อ sponsors (granting agencies) จากประเทศไทยครบหรือยัง ถ้ายัง-เราสามารถเสนอชื่อแหล่งเงินทุนวิจัยไปเข้าฐานข้อมูลของเขาก็ได้

  • SciVal Spotlight
  • เหมาะสำหรับใช้วิเคราะห์ว่าองค์กรนั้นมีจุดเด่นของงานวิจัยด้านใดบ้าง วัดความเป็นเลิศ (research excellence) หรือสมรรถนะ (competencies) ขององค์กร นอกจากนั้นหากจะเปรียบเทียบสมรรถนะของมหาวิทยาลัยเรากับมหาวิทยาลัยคู่เทียบอื่นๆก็ทำได้ — สมรรถนะที่โดดเด่นขององค์กร (distinctive competency : DC) จะพิจารณาจากความเป็นผู้นำทางด้าน 1.จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ (publication leader) 2.จำนวนผลงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงสูง (reference leader) และ 3.ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมใหม่ (innovation leader) หลักการวัด DC คือ จำแนกผลงานวิจัยทั้งหมดขององค์กรออกเป็นกลุ่มๆ (clusters) เพื่อคัดเลือกสาขาวิชาที่มีความโดดเด่นออกมา ทั้งนี้ SciVal Spotlight จะใช้วิธีการที่แตกต่างกว่าวิธีดั้งเดิมของ Scopus ซึ่งจัดกลุ่มบทความตามสาขาวิชาของวารสารที่ตีพิมพ์ ซึ่งไม่ค่อยถูกต้องมากนัก แต่จะใช้วิธีจัดกลุ่มโดยดูจากการอ้างอิงบทความร่วมกัน (หลักการของ co-citation analysis) หรือมีบทความที่เกี่ยวข้องร่วมกัน (relative article share) นอกจากนั้น การนับจำนวนผลงานวิจัยจะไม่ได้นับเพียงแค่จำนวน articles published แต่จะนับแบบ fractionalized article count คือ คิดเป็นสัดส่วนเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะเท่านั้น นัยว่าวิธีการเหล่านี้จะทำให้ครอบคลุมงานวิจัยแบบสหวิทยาการและงานวิจัยในสาขาที่อุบัติใหม่ได้

    อย่างไรก็ตาม SciVal Spotlight วิเคราะห์โดยใช้ผลงานวิจัยย้อนหลัง 5 ปีจากฐานข้อมูล Scopus เท่าที่ดูขณะนี้ใช้ข้อมูลในช่วงปี 2006-2010 ไม่ค่อย update เท่าไหร่ จะ update อีกทีก็คงอีกนาน แถมยังให้ดูได้เฉพาะมหาวิทยาลัยของเราเท่านั้น ไปเที่ยวดูมหาวิทยาลัยอื่นก็ไม่ได้ — SciVal Spotlight วิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลได้ 3 อย่าง คือ 1. publication output ผลผลิตงานวิจัยในภาพรวมขององค์กร 2. competencies หรือสมรรถนะที่โดดเด่นขององค์กร 3. collaboration เครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยกับองค์กรอื่นๆทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องใช้หลักการของ co-authorship network และแสดงผลออกมาได้ทั้งแบบ table และ map

  • SciVal Strata
  • เป็นการวัดและเทียบเคียงสมรรถนะการวิจัยในระดับบุคคล (โดยเชื่อมโยงข้อมูลนักวิจัยมาจากฐานข้อมูล Scopus) อาจเลือกนักวิจัยหลายๆคนเพื่อเทียบเคียงในลักษณะกลุ่มหรือทีมวิจัย (cluster) ก็ได้ สามารถเทียบเคียงกันได้สูงสุด 10 รายหรือ 10 ทีมวิจัย หรืออาจจำกัดขอบเขตโดยเลือกชื่อวารสาร ชื่อประเทศ หรือภูมิภาคตามต้องการได้ นอกจากการเทียบเคียง (Benchmark) โดยอาศัยการอ้างอิงเป็นหลักแล้ว SciVal Strata ยังใช้หาค่าความมีอิทธิพล (Influence) ของนักวิจัยโดยดูจากจำนวนผลงานวิจัย จำนวนการอ้างอิง อัตราส่วนของผลงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงต่อผลงานวิจัยที่ไม่ได้รับการอ้างอิง และค่า h index ของนักวิจัย และวัดความร่วมมือด้านการวิจัย (Collaboration) ทั้งในลักษณะของ geographical collaboration network และ authorship network ได้อีกด้วย

นอกจากนั้น Elsevier ยังมีบริการอีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า SciVal Analytics เป็นบริการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงานให้แก่องค์กรอย่างครบวงจรด้วย ลูกค้ารายใหญ่ที่เคยใช้บริการนี้แล้ว ในปี 2011 คือ International Comparative Performance of the UK Research Base 2011 a report prepared for the UK Department of Business Innovation and Skills (BIS) และคาดว่าจะใช้ในอนาคต ปี 2014 คือ Research Excellence Framework 2014 The UK higher Education Funding Council for England (HEFCE)

สรุปว่า SciVal ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Elsevier นี้ ยกระดับการประเมินผลงานวิจัยจากวิธีการทางบรรณมิติ (bibliometrics) แบบธรรมดา ขึ้นมาเป็น scientific social network โดยใช้หลักการของ co-authorship network, co-citation network และแสดงผลในลักษณะของการสร้างมโนภาพ (visualization) แถมยังผนวกกับเทคโนโลยี semantic network — ทันสมัยมาก ออกแบบมาเพื่อขายผู้บริหารงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิจัยทั่วโลกโดยเฉพาะเลย … อะไรๆก็ดีทั้งนั้นแหละ ยกเว้นราคา !!

โฆษณา

ค่าน้ำหนักของผลงานวิจัยประเภทต่างๆ

เมื่อปลายเดือน ก.ค. 55 ที่คณะฯ ได้มีการประชุมหารือเรื่อง การกำหนดภาระงานขั้นต่ำของบุคลากรสายวิชาการ เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขจำนวนชั่วโมงที่อาจารย์ใช้ในการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

ในวันนั้น ได้นำเสนอเกณฑ์ค่าน้ำหนักสำหรับผลงานวิจัยประเภทต่างๆ ให้แก่ที่ประชุมเพื่อประกอบการพิจารณา — ไม่ทราบว่าที่อื่นใช้อย่างไร เลยเอามา share กัน เผื่อใครจะนำไปเปรียบเทียบค่ะ

    วารสารระดับนานาชาติ (International Journal)

  • research article or letter or review or editorial / Published in Nature, Science, PNAS or any journals with IF > 10.000 / Web of Science (Q1) ค่าน้ำหนัก = 1.5
  • research article or letter or review or editorial / peer-reviewed international journal or book series / Web of Science (Q1, Q2)
    or Scopus (Q1, Q2) ค่าน้ำหนัก = 1
  • research article or letter or review or editorial / peer-reviewed international journal or book series / Web of Science (Q3, Q4,
    non Q) or Scopus (Q3, Q4, non Q) or other databases e.g. Scopus, Biosis, PubMed, SciFinder, MathSCiNet, Zentralblatt MATH, IPA ค่าน้ำหนัก = 0.75
  • research article or letter or review or editorial / peer-reviewed international journal or book series ค่าน้ำหนัก = 0.50
  • research article or letter or review or editorial / non-peer-reviewed international journals or book series ค่าน้ำหนัก = 0.125
    วารสารระดับชาติ (National Journal)

  • research article or letter or review or editorial / peer-reviewed national (Thai) journal / Thai-Journal Citation Index (TCI) ค่าน้ำหนัก = 0.25
  • research article or letter or review or editorial / non-peer-reviewed national (Thai) journal ค่าน้ำหนัก = 0.125
    สิทธิบัตรระดับนานาชาติ (International Patent)

  • international patent / International patent databases (e.g. USPTO, WIPO, EPO, JPO) ค่าน้ำหนัก = 1.5
  • international petty patent / International patent databases (e.g. USPTO, WIPO, EPO, JPO) ค่าน้ำหนัก = 0.75
    สิทธิบัตรระดับชาติ (National Patent)

  • national (Thai) patent / Thai patent database (DIP) ค่าน้ำหนัก = 1
  • national (Thai) petty patent / Thai patent database (DIP) ค่าน้ำหนัก = 0.25
    หนังสือระดับนานาชาติ (International Book)

  • whole book / International monograph (peer-reviewed / qualified) ค่าน้ำหนัก = 1.5
  • chapter in book / International text book (peer-reviewed / certified publisher) ค่าน้ำหนัก = 0.75
  • chapter in book / International text book (editorial reviewed) ค่าน้ำหนัก = 0.25
    หนังสือระดับชาติ (National Book)

  • whole book / national (Thai) monograph (peer-reviewed / qualified) ค่าน้ำหนัก = 1
  • chapter in book / national (Thai) text book (peer-reviewed / certified publisher) ค่าน้ำหนัก = 0.5
  • chapter in book / national (Thai) text book (editorial reviewed) ค่าน้ำหนัก = 0.125
    รายงานการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ (International Conference Proceedings)

  • conference paper / International proceedings (peer-reviewed) / Web of Science, Scopus ค่าน้ำหนัก = 0.75
  • conference paper / International proceedings (peer-reviewed) ค่าน้ำหนัก = 0.50
  • conference paper / International proceedings ค่าน้ำหนัก = 0.25
  • meeting abstract / International proceedings ค่าน้ำหนัก = 0.10
    รายงานการประชุมวิชาการระดับชาติ (National Conference Proceedings)

  • conference paper / national (Thai) proceedings ค่าน้ำหนัก = 0.125
  • meeting abstract / national (Thai) proceedings ค่าน้ำหนัก = 0.10
    โครงการ/กิจกรรมบริการวิชาการ ที่นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (Use of research)

  • Evidence document ค่าน้ำหนัก = 0.1-0.2

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย (ตอนที่ 3)

สรุปการบรรยายหัวข้อ Grantmanship and Research Collaboration : A mechanism for the Creation of High Quality Research, Innovation and HRD โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. วิชัย ริ้วตระกูล ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ) ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางเคมี (PERCH-CIC) ซึ่งเป็นวิทยากรท่านสุดท้ายของงาน “การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย” ที่หน่วยส่งเสริมการวิจัย งานวิจัย สำนักงานคณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหิดล ได้จัดขึ้นที่ห้องประชุม K102 เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 55 โดยสรุป มีดังนี้ค่ะ

  • สถานภาพปัจจุบันของประเทศ คือ R&D / GDP = 0.21%, R&D Personnel (FTE) 6.7:10,000 และ R&D expenditure (private:government = 45 :55)
  • เป้าหมายในปี 2016 คือ R&D / GDP = 1%, R&D Personnel (FTE) 15:10,000 และ R&D expenditure (private:government = 70:30)
  • จะเห็นได้ว่า long-term strategic planning ด้าน S&T ระยะ 10 ปีของประเทศ โดยหลักการแล้ว จะไม่เปลี่ยนตามการเมือง มหาวิทยาลัยและคณะควรมี master plan สำหรับ research, innovation และ education เป็นแผนระยะ 10 ปี แบบ in-depth เพื่อให้รู้ว่า niche ของเราอยู่ที่ไหน จะไปทางทิศใด (ถ้าไม่ทำจะไม่มีตัว drive policy)
  • เรื่องที่สำคัญที่สุด และเป็นทั้ง output และ impact ที่สำคัญของการวิจัยคือ ทรัพยากรมนุษย์ HRD (Human resource development)
    Grantmanship

  • การเขียน grant proposal เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ คือ ต้องมีความรู้ และต้องประคบประหงม ใส่ใจ
  • อะไรคือ research problems (เราอยากจะทำอะไร) niche areas และ new research initiatives คืออะไร
  • ต้องรู้จัก fundamental research areas ของตัวเอง เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไหน ให้เขียนแสดงจุดเด่นของตัวเอง (อย่าเขียนเชิงบ่น)
  • literature review เอาเฉพาะที่สำคัญๆ อย่าใส่ไปทั้งหมด ให้หัดเขียน short story ทำตัวเป็นนักเล่านิทาน คือพูด 15 นาทีแล้วทำให้คนฟังรู้เรื่อง เอาเฉพาะ essense
  • อ่านและศึกษาก่อนว่า funding agency มีนโยบายอย่างไร ต้องการอะไร
  • การเขียน methodology ให้แสดงกระบวนการ ที่มาที่ไป เสนออะไรที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ ไม่ต้องเขียนทุกอย่าง
  • research objectives เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ต้องเขียนให้ชัดเจน ถ้าไม่ใช่ new idea ก็ต้องทำให้ดี (อย่าเขียนเพียงแค่ ต่างประเทศทำแล้วแต่ยังไม่มีใครทำในประเทศไทย)
  • อย่าพิมพ์ตัวสะกดผิด ตรวจ grammar, spelling check ให้ดี format and brevity สำคัญ อย่าน้ำท่วมทุ่ง เขาให้เขียนกี่หน้า ก็เขียนแค่นั้น อย่ายาวเกิน
  • ควรรู้ mentality ของ reviewers ว่าเขาคิดและคาดหวังอย่างไร
  • ต้องมี proofread อย่าพิมพ์ผิดๆ เขียนเสร็จแล้วควรส่งไปให้คนอื่นช่วยอ่าน ว่าอ่านรู้เรื่องหรือไม่
  • ส่ง proposal ให้ทันเวลา อย่าปล่อยไว้จนนาทีสุดท้าย
  • ถ้ามีโอกาส ให้สมัครเป็น reviewers จะได้เรียนรู้ process เยอะมาก และจะทำให้การเขียนของเราดีขึ้น
  • การเขียน grant ต้องทำจริงจัง take it seriously
  • เกณฑ์ในการ review ของ funding agency คือ proposal จะต้องมี intellectual merit เช่น potential to advance knowledge within and across fields, qualification, creativity & originality ฯลฯ และมี impact เช่น ผลกระทบในวงกว้าง เกิดประโยชน์ต่อสังคม เพิ่มความร่วมมือกับต่างประเทศ ฯลฯ
    Strategic collaborator

  • ความร่วมมือกัน เป็น partner กัน ทำงานเป็นทีม ผิดพลาดต้องไม่โทษกัน ใครเป็นผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมงานทำอะไรที่เราทำไม่ได้ ผู้ร่วมงานต้องไม่ใช่ภาระ ต้องไม่สร้างภาระให้เรา
  • ผู้ที่เป็น PI ต้องมีความรับผิดชอบในผลงานตีพิมพ์ ต้อง well-organized ความเป็น authorship ต้องตกลงกันให้เรียบร้อย ว่าใครจะเป็น first author, corresponding author, co-authors, % contribution จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง
  • การมี international collaboration จะช่วยสร้าง frame of mind ทำให้เป็นคนกว้าง ถ้ามีโอกาสควรจัดการประชุมวิชาการ congress จะได้รับประสบการณ์มาก
    Innovation

  • Innovation is key to S & T deployment ให้มองหานวัตกรรมจากงานของเรา แต่บางงานยังไปไม่ถึง ก็ไม่ถึง — นวัตกรรมคือ การแปลง “ปัญญา” ให้เป็นสิ่งที่มี “ประโยชน์”
  • Innovation มีความสัมพันธ์เป็นวงจรกับ research, education, quality of life, finance, trade, industry & service

National Science, Technology & Innovation (STI) Policy
นโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555-2564)

  • วิสัยทัศน์ : นวัตกรรมเขียว เพื่อสังคมดีมีคุณภาพและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ (Green Innovation for Quality Society and Sustainable Economic Growth

STI Strategies

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย (ตอนที่ 2)

สรุปการบรรยาย “การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ของ ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร. มนตรี จุฬาวัฒนทล ประธานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช อุปนายก สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สชวท) .. มีดังนี้ค่ะ

  • ต้องคำนึงว่าการวิจัยนั้น ทำไปเพื่อความยั่งยืนของชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และต้องคำนึงถึงจตุภาคีการวิจัย (research quartet) ให้ครบทั้ง 4 ด้านคือ ตัวนักวิจัย นโยบายการวิจัย ผู้ให้ทุนวิจัย (funding) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย .. ต้องรู้รอบ เปรียบเสมือนการเล่นกีฬา ถ้าไม่รู้กติกา ก็จะเสียเปรียบ
  • การวิจัยเป็นการลงทุนสำหรับอนาคตของประเทศ สร้างองค์ความรู้ ไม่ใช่ทำวิจัยแล้วจะได้อะไร เพราะนั่นเป็นนวัตกรรม ที่สำคัญคือการสร้างนวัตกรรมบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ใช้ world knowledge หรือ local knowledge ที่มีอยู่อย่างมากมายแล้วก็ได้
  • Innovation = creativity x risk-taking การก้าวข้ามจาก R&D ไปยัง market จะต้องกระโดดข้ามหุบเหวมรณะที่เรียกว่า The Valley of Death ซึ่งมีความยากง่ายแล้วแต่ว่าจะมีขนาดกว้างหรือแคบแค่ไหน การวิจัยและพัฒนา (R&D) มีความเสี่ยง นวัตกรรมก็มีความเสี่ยง แต่การวิจัยจะช่วยลดความเสี่ยงในกระบวนการนวัตกรรม และความล้มเหลวจากการวิจัยจะช่วยให้เราเรียนรู้
  • วิจัยเพื่ออะไรได้บ้าง มีตั้งหลายอย่าง เช่น Routine to Research (R2R) Research to Teaching (R2T) Research to Excellence (R2E) Research to Commercialization (R2C) Research to Patent (R2P) Patent to Research (P2R) Policy Research และ Operational (insitutional) research
  • 5ส ของการวิจัย มูลค่าที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลการวิจัย คือ สนุก (fun) สะดวก (convenience) สบาย (comfort) สะอาด (clean) และสมาร์ท (smart)
    แนวทางการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย

  • ชื่อโครงการวิจัย : ต้องสั้น กระชับ น่าสนใจ และชัดเจน ถ้าเป็นโครงการต่อเนื่อง ต้องระบุปีที่ 2,3, ..
  • ชื่อและสังกัดหัวหน้าและคณะนักวิจัย : หัวหน้าโครงการต้องน่าเชื่อถือ ไม่ใช่หัวหน้าหน่วยงาน แต่ไม่ทำวิจัย คณะนักวิจัยที่มีชื่อ ต้องมีบทบาทหน้าที่
  • บทคัดย่อ : ต้องสั้น เน้นสาระหลัก
  • ความเป็นมา หลักการ เหตุผล : ทำไมจึงทำวิจัยโครงการนี้ ทบทวนวรรณกรรมที่มีอยู่ก่อน (ไม่ควรใช้สิ่งพิมพ์ที่ไม่มีการตรวจสอบเช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสารทั่วไป เว็บไซต์) ทฤษฎี แนวคิด หรือข้อเสนอที่จะทดสอบในโครงการนี้
  • วัตถุประสงค์ : เพื่อหาอะไรใหม่ เขียนให้สั้น กระชับ และตรงกับชื่อโครงการ จะได้อะไรเมื่อสิ้นสุดโครงการ
  • แผนงานและเป้าหมาย : ขั้นตอน ระยะเวลา และเป้าหมาย ควรทำเป็นตารางแผนงาน (Grantt Chart) มุ่งสู่วัตถุประสงค์ของโครงการ ใครเป็นผู้ดำเนินการ
  • วิธีการและระเบียบการวิจัย : การสำรวจและเก็บตัวอย่าง (ส่วนใหญ่เป็น basic research) การวิเคราะห์ทดลองในห้องปฏิบัติการ การทดลองภาคสนาม การวิจัยในคน clinical trial การสร้างเครื่องต้นแบบ การผลิตระดับโรงงานต้นแบบ (applied research)
  • งบประมาณที่ขอ : งบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์ วัสดุ และการบริหาร (งบน้อย ได้ผลดี คุ้มค่าที่สุด) สอดคล้องกับกิจกรรมในแผนและระเบียบวิธีวิจัย
  • เอกสารอ้างอิง : ทันสมัย ครอบคลุมสาระสำคัญ ตรวจสอบได้ง่าย เป็นไทย อังกฤษ หรือภาษาอื่นตามความจำเป็น

สัจธรรมของการวิจัย (ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย เป็นกันทั่วโลก) คือ

  • นักเทคโนโลยี (Technologist) : What can be done ? ทำอะไรได้บ้าง
  • นักเศรษฐศาสตร์ (Economist) : What should be done ? ทำแล้วคุ้มมั๊ย
  • นักการเมือง (Politician) : What will be done ? เป็นผู้ตัดสินใจว่า อะไรที่ต้องทำ หรือไม่ต้องทำ


ภาพจาก Translational research: Crossing the valley of death, Nature 453, 840-842 (2008)

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย (ตอนที่ 1)

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 55 ได้มีโกาสไปฟังบรรยาย “การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย” ที่หน่วยส่งเสริมการวิจัย งานวิจัย สำนักงานคณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหิดล ได้จัดขึ้นที่ห้องประชุม K102 โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมา 3 ท่าน คือ ศ.นพ. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร. มนตรี จุฬาวัฒนทล ประธานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช อุปนายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สชวท) ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร. วิชัย ริ้วตระกูล ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ) ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางเคมี (PERCH-CIC) .. นำประเด็นที่สรุปได้จากการฟังบรรยายครั้งนี้ มาเล่าสู่กันฟังดังนี้ค่ะ

  • ศ.นพ. ประสิทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การขอทุนวิจัยจากเงินงบประมาณแผ่นดิน โดยสรุปคือ มหาวิทยาลัยมหิดลจะได้งบประมาณอยู่ราวๆ 130 ล้านบาท เฉลี่ยโครงการละประมาณ 10-20 ล้านบาท หัวข้อที่เสนอต้องสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2555-2559) แต่กว้างขวางตามความสนใจของนักวิจัย ไม่เฉพาะเจาะจง เงื่อนไขผลประโยชน์เป็นของมหาวิทยาลัย มีรอบการดำเนินการ เริ่มจากวันที่ 17 ส.ค.55 ดังนี้ 1) ให้นักวิจัยส่งโครงการไปยังคณะ เพื่อกลั่นกรองรอบแรก (แบ่งเกรด A,B,C) 2) key ข้อมูลเข้าระบบ NRPM ของ วช. 3) ส่งโครงการให้มหาวิทยาลัยกลั่นกรองรอบสอง โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา 4) มหาวิทยาลัยส่ง วช. กลั่นกรองรอบสาม 5) วช. ส่งสำนักงบประมาณ ซึ่งถ้ามีการตัด อาจต้องทำเรื่องชี้แจงขอทบทวน 6) เข้าที่ประชุม ค.ร.ม. 7) เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 8) แจ้งผลการพิจารณาประมาณ ต.ค.56 และได้รับเงินทุนประมาณ พ.ย.-ธ.ค.56 รวมใช้เวลาพิจารณาประมาณกว่า 14 เดือน
  • ทุนวิจัยจาก วช. ปีงบประมาณ 2556 ที่จัดทำกรอบวิจัยสอดคล้องกับแผนฯฉบับที่ 8 และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานให้ทุน 5ส (สกว. สวทช. สวก. สวทน. สวรส.) ให้เงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับการวิจัยมุ่งเป้าตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศ 11 กลุ่มเรื่อง และงบประมาณ 430 ล้านบาทสำหรับ 9 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน มี dealine ให้ key ข้อเสนอโครงการวิจัยเข้าระบบ NRPM วันที่ 20 ส.ค.56
      กลุ่มเรื่องมุ่งเป้า 11 กลุ่มเรื่อง ได้แก่

    1. ข้าว
    2. มันสำปะหลัง
    3. ยางพารา
    4. ระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน
    5. การบริหารจัดการการท่องเที่ยว
    6. สุขภาพและชีวเวชศาสตร์ (biomedicine)
    7. อ้อยและน้ำตาล
    8. อาหารเพื่อความมั่นคง
    9. สานเกลียวคู่นวัตกรรมด้านพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย (น่าจะหมายถึง สายเกลียว “วิจัย” คู่ “นวัตกรรม” โดยเน้นเรื่องพลาสติกย่อยสลายได้)
    10. เกษตรพื้นที่สูง
    11. ปาล์มน้ำมัน
      9 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน ได้แก่

    1. การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
    2. ความมั่นคงและวัฒนธรรมของชาติ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล
    3. ด้านภาวะโลกร้อนและงานนโยบายพลังงานทางเลือกเพื่อลดภาวะโลกร้อน
    4. การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ
    5. สังคมผู้สูงอายุ
    6. การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
    7. พัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าผลผลิตด้านสัตว์เศรษฐกิจ
    8. เทคโนโลยีใหม่และเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่ออุตสาหกรรม
    9. การปฏิรูปการศึกษาและสร้างสรรค์การเรียนรู้
  • นอกจากนั้น ยังมีแหล่งเงินทุนอื่นๆ จากต่างประเทศ ที่สำคัญ เช่น Malaria Eradication Scientific Alliance (MESA), OMICS ของ NIAID, NIH (HIV,AIDS, Aging), Grand Challenges Canada เป็นต้น

[ อ่านต่อ … การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย (ตอนที่ 2) ]

UK Research Performance 2006-2010

อังกฤษใช้เงินงบประมาณเพื่อการวิจัยมากถึง £4.6 Billion ดังนั้น เพื่อเป็นการประเมินคุณภาพงานวิจัย สภาวิจัยแห่งชาติของอังกฤษ (Department of Business, Innovation and Skills) จึงได้ว่าจ้างบริษัท Elsevier ทำการประเมินสมรรถนะ 5 ปีย้อนหลัง (2006-2010) เปรียบเทียบกับประเทศต่างๆทั่วโลก ออกมาเป็นรายงานชื่อ International Comparative Performance of the UK Research Base 2011 ผลการวิจัยพบว่า อังกฤษเป็นประเทศที่ productive ที่สุดในโลก โดยวัดจากอัตราส่วนจำนวนผลงานวิจัยต่อนักวิจัย จำนวนการอ้างอิงต่อนักวิจัย และจำนวนการ download ต่อบทความ และการที่มี international mobility ค่อนข้างสูง สามารถดึงดูดนักวิจัยจากประเทศอื่นเข้ามาทำวิจัยได้ แต่ถึงกระนั้นประเทศอื่นๆทั่วโลกก็โตเร็วกันมาก จึงอาจทำให้อังกฤษต้องประสบปัญหาในการแข่งขันในอนาคต

รายงานนี้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลงานวิจัยของประเทศในกลุ่มต่างๆ ได้แก่

  • ประเทศที่มีจำนวน articles เพิ่มขึ้นแบบ high-growth ได้แก่ Malaysia, Luxembourg, Iran, Bosnia & Herzegovina, Romania, Saudi Arabia, Serbia, Qatar, Cyprus, Azerbaijan
  • ประเทศในกลุ่ม BRIC ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว 4 ประเทศ Brazil, Russia, India, China
  • ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ในกลุ่ม G8 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา เยอรมนี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส รัสเซีย อิตาลี
  • ประเทศในกลุ่ม EU27 (European Union หรือ Europa) ประเทศยุโรป 27 ประเทศ
  • ประเทศสมาชิก OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) 34 ประเทศ

ดัชนีที่ศึกษาได้แก่

  • Research Inputs : R&D Expenditures
  • Human Capital
  • Research Outputs : Articles, Citations, Usage, Competencies
  • Collaboration : co-authorship
  • Research Productivity : publications per GERD, unit input per researcher per year
  • Knowledge Transfer : Patents, Licensing income and startups, Cross-sector linkages

การเปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2006-2010 นิยมใช้อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR – compound annual growth rate) ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณ return of investment มีโปรแกรมคำนวนแบบง่ายๆที่เว็บไซต์ http://www.investopedia.com/calculator/CAGR.aspx

ใครสนใจงานวิจัยทางด้าน bibliometrics สามารถติดตามอ่านรายละเอียดของรายงานการวิจัยนี้ ได้ที่เว็บไซต์
http://www.bis.gov.uk/policies/science/science-innovation-analysis/uk-research-base

การปฏิรูประบบวิจัยของชาติ

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2555 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เชิญท่านที่ปรึกษาด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ของ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มาพูดให้อาจารย์และนักวิจัยฟัง เรื่อง ทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ยาวประมาณ 3 ชั่วโมง กับ slides 79 แผ่น .. ไปฟังมาได้ความรู้มากมาย เลยสรุปประเด็นที่น่าสนใจนำมาฝากกัน ดังนี้ค่ะ

  • ประเทศไทยตอนนี้ใช้ นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2555-2559) ของ วช.
  • มติ ครม. เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัย และใช้เป็นกรอบทิศทางในการจัดทำและประเมินข้อเสนอการวิจัยของหน่วยงานภาครัฐ “ที่เสนอของบประมาณ”
  • บ้านเรามีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ทั้งวางนโยบายกำหนดทิศทาง ให้ทุนวิจัย บริหารโครงการวิจัย รวมทั้งทำวิจัยกันหลายแห่ง แต่ต่างคนต่างทำ ทำซ้ำกันไปมา ทำให้เราไม่ทราบข้อมูลด้านการวิจัยที่ชัดเจนของประเทศนี้ว่าเป็นเท่าไหร่กันแน่
  • หน่วยงานที่สำคัญของประเทศนี้ ได้แก่ วช. + 5ส + สกอ.
  • วช. = สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สกว.=สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สวรส.= สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สวทช.= สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทน.= สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สวก.= สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สกอ.=สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  • เพื่อแก้ไขปัญหา ปัจจุบันจึงมีการปฎิรูประบบวิจัยของชาติ จัดระเบียบใหม่ ให้แบ่งงานกันทำ เช่น สภาวิจัยแห่งชาติ สวทน. สภาพัฒน์ สภาการศึกษา สภาอุตสาหกรรม ฯลฯ ทำหน้าที่วางนโยบาย กำหนดเป้าหมายและทิศทางการวิจัย วช. สกว. สวรส. สวก. สกอ. สวทช. ทำหน้าที่สนับสนุนทุนวิจัย และบริหารจัดการโครงการวิจัย ส่วน กรม กระทรวง มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทำการวิจัย
  • และทำภายใต้วงจร 9 มิติของระบบวิจัย คือ 1. มิติด้านนโยบาย 2. มิติสนับสนุนทุนวิจัย 3. มิติเงินงบวิจัย จากการระดมทุนทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัย 4. มิติสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา องค์กรและหน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน 5. มิติบุคลากรวิจัย 6. มิติโครงสร้างพื้นฐานและระบบแรงจูงใจ 7. มิติมาตรฐานการวิจัย 8. มิติการจัดการผลผลิตสู่การใช้ประโยชน์ นวัตกรรม 9. มิติการติดตามประเมินผล
  • งานวิจัย แบ่งเป็น 4 tracks คือ Track 1: วิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ Track 2: วิจัยเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (เกษตร อุตสาหรรม การบริการ) Track 3: วิจัยเพื่อเสริมสร้างพลังสังคมและชุมชน Track 4: วิจัยเพื่อนโยบาย
  • Track 1 ประเมินจากผลงานตีพิมพ์ Track 2 ประเมินจากหลักฐานทางการเงิน เศรษฐกิจ Track 3 ประเมินจากผลลัพธ์และผลกระทบ Track 4 ประเมินจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กติกา
  • ระบบบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (NRPM: National Research Project Management) http://nrpm.nrct.go.th เป็นระบบสารสนเทศการวิจัยเพื่อรองรับการบริหารจัดการผลงานวิจัยของประเทศ โดยสร้างระบบเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการวิจัยระหว่างหน่วยงานภาครัฐ, วช. และสำนักงบประมาณ
  • คลังข้อมูลงานวิจัยไทย TNRR: Thai National Research Repository http://www.tnrr.in.th เป็นระบบที่รวบรวมโครงการวิจัยจากทุกหน่วยงานในประเทศไทย ในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง วช สกว สวทช สวทน สวรส สวก จัดทำโดยคณะทำงานเพื่อพัฒนาและบูรณาการระบบข้อมูลวิจัยของประเทศ พ.ศ. 2554 กำลังอยู่่ในระหว่างพัฒนา มีการเชื่อมโยงใช้วิธีการทำงานระบบเปิดตามมาตรฐาน OAI-PMH (Open Archives Initiative – Protocol for Metadata Harvesting)
  • แนวทางการจัดสรรงบประมาณ 11,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็น งานวิจัยที่แสดงการใช้ประโยชน์ (70%) งานวิจัยพื้นฐานและตามความต้องการของหน่วยงาน (30%) และทั้งสองกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มจะแบ่งสัดส่วนย่อยออกเป็น งานวิจัยตามหัวข้อ 19 กลุ่มเรื่อง (70%) และงานวิจัยอื่นๆ (30%)
  • กรอบงานวิจัย 19 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน ประจำปีงบประมาณ 2556 (ที่กำลังเปิดให้ประชาพิจารณ์ขณะนี้) ได้แก่ 1.เศรษฐกิจพอเพียง 2.ความมั่นคงและวัฒนธรรมของรัฐ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล 3.ปฏิรูปการศึกษาและสร้างสรรค์การเรียนรู้ 4.ภาวะโลกร้อนและงานนโยบายพลังงานทางเลือกเพื่อลดภาวะโลกร้อน 5.การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร 6.สัตว์เศรษฐกิจ 7.สุขภาพและชีวศาสตร์ 8.การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ 9.เทคโนโลยีใหม่และเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่ออุตสาหกรรม 10.สังคมผู้สูงอายุ 11.การบริหารและการจัดการการท่องเที่ยว 12.วัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพ 13.โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 14.ข้าว 15.มันสำปะหลัง 16.ยางพารา 17.อ้อยและน้ำตาล 18.อาหาร 19.การคมนาคมขนส่งระบบราง

รายละอียดเพิ่มเติมดูได้จากเว็บไซต์ วช. http://www.nrct.go.th