ไปสัมมนา EdPEx สำหรับผู้บริหาร ที่สวนสามพราน

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2559 ไปสัมมนาและฝึกอบรมเรื่อง  “How to Use EdPEx to Systematize Your Organization” ที่สวนสามพราน ทางกองพัฒนาคุณภาพจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้บริหารส่วนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ยังคงได้คะแนน EdPEx ต่ำกว่า 200 งานนี้ Dr. Luis Maria R. Calingo ปรามาจารย์ด้าน EdPEx ลงมือสอนเอง ปัจจุบันท่านย้ายจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอมริกามาเป็นอธิการบดีที่ Holy Angel University ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งท่านสามารถทำให้ที่นี่ได้คะแนน EdPEx เพิ่มขึ้นหลายร้อยคะแนน ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี

เนื่องจากใช้เวลาเรียนแค่วันเดียว ดังนั้น จึงจับประเด็นเกร็ดความรู้ที่ได้รับมาไม่มาก แต่ก็อยากจะแบ่งปันค่ะ

EdPEx คืออะไรกันแน่

Education Performance Excellence (EdPEx) เป็น Integrated approach ในการบริหารผลการปฏิบัติงานของสถาบันการศึกษา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์คือ การส่งมอบ “ever-improving value” หรือสร้างคุณค่าให้แก่ผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้เกิดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ พร้อมๆกับการปรับปรุงประสิทธิภาพและความยั่งยืนขององค์กร

EdPEx  เป็นระบบ “Integrated Management System” ที่ทำงานภายใต้กรอบแนวคิด (framework) เดียวกันทั้งองค์กร

Screen Shot 2559-11-20 at 10.42.12 AM.png

screen-shot-2559-11-20-at-10-44-51-am

การบริหารผลการปฏิบัติงานของสถาบันการศึกษา มีหลักการสั้นๆ คือ 1) Aim High  2) Satisfy  3) Know Your Strongest Assets  4) Operate as a Leader และ 5) Maintain Fiscal Stability 

คำสำคัญที่ Dr. Calingo พูดเน้นย้ำบ่อยๆ คือคำว่า “Data-driven continuous improvement” ให้วัดและติดตามผลการดำเนินงานโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก

เส้นทางไปสู่การพัฒนากระบวนการ

ผู้บริหารองค์กร จำเป็นต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ในการบริหารงาน ผลักดันทั้ง 6 ด้าน คือ  1) Leadership 2) Strategy 3) Customer  4) Measurement, Analysis, and Knowledge Management 5) Workforce 6) Operation  เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายและผลลัพธ์  (Results) และควรเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น

  1. มิติด้าน Leadership ใช้เครื่องมือประเภท Mission and Vision Statements, Leadership System
  2. มิติด้าน Strategy ใช้เครื่องมือประเภท Core Competencies, Strategic Planning, Activity-based Budgeting, Balanced Scorecard
  3. มิติด้าน Customer ใช้เครื่องมือประเภท Student and Stakeholder Surveys / Segmentation / Relationship Management / Retention
  4. มิติด้าน Measurement, Analysis, and Knowledge Management ใช้เครื่องมือประเภท Benchmarking, Disaster Recovery, Performance Management System, KM
  5. มิติด้าน Workforce ใช้เครื่องมือประเภท Employee Satisfaction, Employee Engagement Surveys, Workforce Planning, Pay for Performance
  6. มิติด้าน Operation ใช้เครื่องมือประเภท Performance Improvement System (PDCA), Quality Cycles, Process-based Management, Six Sigma, Supply Chain Management เป็นต้น

เครื่องมือบริหารจัดการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก 25 อันดับแรก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://wp.me/p9hp9-21p

เครื่องมือบริหารจัดการ 3 ชนิด ที่ควรนำมาใช้ทันที

  1. Mission and Vision (MV) Statements วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยมขององค์กร ไม่ใช่แค่ตั้งขึ้นมาเฉยๆ จะต้องทำให้มองเห็นและไปสู่อนาคตได้จริงๆ โดยแปลง envisioned future ให้กลายเป็นเป้าประสงค์เชิงกลยุทธ์ (strategic objectives) และต้องแปลงค่านิยม (core values) เขียนออกมาให้เป็นพิมพ์เขียว (core values blueprint) มีตัวชี้วัดพฤติกรรม (behavioral indicators) ของบุคลากรที่จะนำไปสู่ค่านิยมนั้นๆ การประเมินว่าผู้เรียนมีสมรรถนะ (competencies) หรือไม่  จะต้องทำเป็นตารางเกณฑ์การประเมินผลที่เรียกว่า Rubric เพื่อให้คะแนนสำหรับ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และทัศนคติ (Attitudes) ในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับ Beginning, Developing, Accomplished และ Mastered
  2. Leadership System อาจใช้เครื่องมือบริหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาวะผู้นำ เช่น Management by Objectives, Empowerment, Pay for Performance หรืออาจใช้เทคนิควิธีอื่นๆ  (แนะนำให้อ่านหนังสือ Good to Great และ Great by Choice  ของ Jim Collins เพิ่มเติม)
  3. Process-based Management อาจใช้เครื่องมือบริหารที่เกี่ยวข้อง เช่น Business Process Reengineering (การปรับรื้อระบบกระบวนการทางธุรกิจ) ควรใช้หลักการ “Data-driven continuous improvement” วัดและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก และใช้วิธีดีแมค (DMAIC Approach) อันประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ

Screen Shot 2559-11-20 at 3.47.12 PM.png

Work System และ  Work Processes

กระบวนการปฏิบัติงาน เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก แนะนำให้ศึกษากรอบการออกแบบกระบวนการทำงาน (work process) เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการผลการปฏิบัติงาน  (performance management)  และการเทียบเคียงผลการปฏิบัติงานกับหน่วยงานอื่น (benchmarking) ได้จากคู่มือ Education Process Classification Framework  (PCF) ของ  APQC

กระบวนการในระดับบนสุดหรือ level 0 มีทั้งหมด 12 กระบวนการใหญ่ (1.0-12.0) ซึ่งจะแตกย่อยลงไปเป็น level 1, level 2, level 3, etc. ตามลำดับ เช่น 1.0 -> 1.1 -> 1.1.1 -> 1.1.1.1 เป็นต้น โดยแต่ละขั้นตอน จะต้องมีผู้รับผิดชอบกระบวนการ (owner) แต่ละกระบวนการมีความสอดคล้องกับเป้าประสงค์เชิงกลยุทธ์ และสมรรถนะหลักขององค์กร และจะต้องมีตัวชี้วัด ทั้งแบบการวัดระหว่างดำเนินการ (in-process indicator) และวัดความสำเร็จของผลลัพธ์ (key performance indictors)

Level 0 Process ทั้ง 12 รายการ ได้แก่

  1. Develop University Vision and Strategy
  2. Develop, Deliver, and Assess Curriculum, Assessment, and Instruction
  3. Design and Deliver Student Support Services
  4. Design and Manage Operations
  5. Manage Student and Stakeholder Relationship and Engagement
  6. Develop and Manage Human Capital
  7. Manage Information Technology
  8. Manage Financial Resources
  9. Acquire, Construct, and Manage Facilities
  10. Manage Enterprise Risk, Compliance, and Continuity of Operations (Resiliency)
  11. Manage External Relationships
  12. Develop and Manage University Capabilities

ตัวชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการ (Process Measures) มี 4 ประเภทคือ

  1. Quality วัดคุณภาพ คือความสอดคล้องและความไม่สอดคล้องของผลการปฏิบัติงาน กับความต้องการ หรือความคาดหวังของลูกค้า
  2. Timeliness วัดความทันเวลา และความสำเร็จของการดำเนินการงานที่บรรลุผลตามความต้องการของลูกค้า
  3. Efficiency วัดผลผลิต ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตโดยคำนึงถึงต้นทุนที่ใช้
  4. Cycle-Time วัดความเร็ว ตั้งแต่เริ่มรับคำขอจากลูกค้า ไปจนถึงส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการให้แก่ลูกค้า

ช่วงสุดท้ายของการฝึกอบรม ได้ทำ workshop เป็นงานกลุ่ม โดยให้ identify process gap  ให้เลือกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจาก EdPEx หมวด 1-6 มา 1 เรื่อง พิจารณาดูว่า gap คืออะไร  จากนั้นพัฒนา action plan เพื่อที่จะปิด gap นั้น โดยมีการตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จ (measures of success) ไว้ล่วงหน้าก่อนลงมือปฏิบัติ (action step / Who / When / How) เพื่อปิด gap ดังกล่าว

หนังสือแนะนำให้อ่าน

screen-shot-2559-11-20-at-4-59-42-pm    Screen Shot 2559-11-20 at 5.00.41 PM.png   screen-shot-2559-11-18-at-8-47-41-pm

 

 

 

 

Advertisements

บทบาทของห้องสมุดใน AUN-QA

ห้องสมุด เกี่ยวข้องกับระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในอาเซียน (AUN Quality Assurance – AUN-QA) อย่างไร

Screen Shot 2559-03-06 at 9.34.00 AM.png

เนื่องจากวันที่  9-11 มีนาคม 2559 หลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสาขาวิชาชีวเคมี (หลักสูตรนานาชาติ) ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะได้รับการตรวจเยี่ยม ตามเกณฑ์ของระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในอาเซียน (ASEAN University Network – Quality Assurance : AUN-QA) 

ในเกณฑ์ของ AUN-QA ได้กล่าวถึง เกณฑ์ที่ 7 : Support Staff Quality, เกณฑ์ที่ 9 : Facility and Infrastructure และ เกณฑ์ที่ 10 : Quality Enhancement ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริการของบุคลากรสายสนับสนุน ทั้งงานด้านห้องสมุด ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ และบริการการศึกษา ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ที่จะตอบคำถามแก่ผู้เยี่ยมสำรวจ จึงขอสรุปใจความสำคัญจากเล่ม คู่มือการประเมิน AUN-QA version 3.0 เฉพาะข้อคำถามที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสารสนเทศและห้องสมุด เผื่อท่านที่ทำงานห้องสมุดอื่นๆ จะสนใจนำไปใช้บ้าง ดูจากข้อคำถามแล้วพบว่า เขาให้ความสำคัญกับการบริหารงานบุคคล การพัฒนาสมรรถนะและวิชาชีพของบุคลากรสายสนับสนุน ค่อนข้างมากทีเดียวค่ะ

Programme quality depends mostly on interaction between staff and students. However, academic staff cannot perform their roles well without the quality of services provided by the support staff. These are the support staff members who manage the libraries, laboratories, computer facilities and student services.

 

AUN-QA Criterion 7 : Support Staff Quality

Support Staff:

  1. Are the support staff members competent and qualified for their jobs?
  2. Are the competencies and expertise of the support staff adequate?
  3. What difficulties are there in attracting qualified support staff?
  4. What policy is pursued with regard to the employment of support staff?
  5. Are support staff members satisfied with their roles?

Staff Management:

  1. How manpower planning of support staff is carried out?
  2. Are recruitment and promotion criteria of support staff established?
  3. Is there a performance management system?
  4. What is the career development plan for support staff?

Training and Development:

  1. Who is responsible for support staff training and development activities?
  2. What are the training and development process and plan? How are training needs identified?
  3. Is there a system to develop technical competencies of support staff?
  4. What are the training hours and number of training places for support staff per year?
  5. What percentage of payroll or budget is allocated for training of support staff?

Sources of Evidence

    1. Manpower plan 
    2. Career plans
    3. Recruitment criteria
    4. Staff qualifications
    5. Training needs analysis
    6. Training and development plan and budget
    7. Performance appraisal system
    8. Student feedback
    9. Award and recognition schemes
    10. Organisation chart
    11. HR policies
    12. Staff handbook
    13. Job description
    14. Employment contract

AUN-QA Criterion 9 : Facilities and Infrastructure

Learning resources such as computers, e-learning portals, library resources, etc. should be adequately provided to meet the needs of students and staff.

  1. Are there enough reading rooms, and computer rooms available? Do they meet the needs of students and staff?
  2. Is the library sufficiently equipped for education and research?
  3. Is the library accessible and within easy reach (location, opening hours)?
  4. What hardware and software are made available to meet the needs of education and research?
  5. Is the total budget for teaching aids and tools sufficient?
  6. How are the facilities and infrastructure being maintained? 

Sources of Evidence

  1. List of facilities, equipment, computer hardware and software, etc.
  2. Facilities booking, utilisation rates, downtime/uptime, operating hours
  3. Maintenance plan
  4. New facilities and upgrading plans
  5. Student and staff feedback
  6. Budgets for facilities and infrastructure

AUN-QA Criterion 10 : Quality Enhancement

Quality of support services and facilities (at the library, laboratory, IT facility and student services) is subject to evaluation and enhancement. 

Feedback mechanisms to gather inputs and feedback from staff, students, alumni and employers are systematic and subjected to evaluation and enhancement.

Feedback Mechanisms:

Mechanisms such as surveys, questionnaires, tracer study, focus group discussions, dialogues, etc. are often used to gather inputs and feedback from stakeholders.

  1. What feedback mechanisms are used to gather inputs and feedback from staff, students, alumni and employers?
  2. Is the way to gather feedback from stakeholders structured and formal?
  3. How is the quality of support services and facilities evaluated?
  4. How is feedback analysed and used for improvement?

ADLI และ SIPOC คืออะไร ?

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ระบบงาน (work system) ทั้งระบบขององค์กร และกระบวนการทำงาน (work process) ต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบภายในระบบงานนั้น ดำเนินไปด้วยดีและมีประสิทธิภาพ ?

ผู้รู้ด้านการประกันคุณภาพ เขาแนะนำให้ใช้ A-D-L-I และ S-I-P-O-C มาจับ … แล้วทั้งสองคำนี้ มันคืออะไร ?

(บันทึกตามที่ตัวเองเข้าใจนะคะ ผิดถูกอย่างไรต้องขออภัยด้วย เพราะไม่ได้รู้เรื่องนี้มาก อาศัยฟังการบรรยายของวิทยากรจากคณะแพทย์ มข ที่คณะเชิญมา อ่าน ppt ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และข้อมูลอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ตผสมกัน)

ถ้าเรารู้จัก Value Chain หรือ I-P-O (Input-Process-Output) ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เติม S ไปข้างหน้าและเติม C ไปข้างหลัง ก็จะเป็นคำว่า S-I-P-O-C

S-I-P-O-C (ไซพอค) ย่อมาจาก  Stakeholder-Input-Process-Output-Customer

ส่วน A-D-L-I (แอ็ดลี่) ย่อมาจาก Approach-Deploy-Learning-Integration

  • A – Approach หมายถึง วิธีการหรือแนวปฏิบัติที่เป็นระบบ (systematic approach) ควรระบุผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน ทำซ้ำได้แม้เปลี่ยนผู้บริหารหรือหัวหน้างาน ใช้ข้อมูลและสารสนเทศในการทำงาน เป็นวิธีการที่มีประสิทธิผล และวัดประสิทธิภาพได้ ควรกำหนดตัวชี้วัดแบบ lagging indicator หรือตัวชี้วัดปลายทางมาตั้งแต่แรก และออกแบบกระบวนการ (work process) และกระบวนการย่อย (sub process) ให้มีความเชื่อมโยงระหว่าง input-process-output
  • D – Deploy หมายถึง การปฏิบัติที่มีความทั่วถึงทั้งองค์กร และทุกระดับ ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง ผู้บริหารต้องคอยกำกับดูแลและติดตาม ระหว่างปฏิบัติก็ให้วัดไปด้วย ต้องออกแบบกระบวนการให้ดี มี leading indicators หรือตัวชี้วัดระหว่างทาง ที่แสดงประสิทธิภาพของกระบวนการนั้นๆ — ตรงนี้แหละ ที่เราสามารถนำ SIPOC model เข้ามาช่วย
  • L – Learning หมายถึง มีวงจรการพัฒนา (P-D-C-A หรือ Plan-Do-Check-Act) เกิดนวัตกรรม (innovation) และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (sharing) ซึ่ง step นี้จะยาก และไม่ค่อยสำเร็จ หากกระบวนการไม่เป็น systematic approach แม้จะมีการทบทวนกิจกรรมแบบ PDCA บ้าง แต่อยู่ในระบบเล็กๆ ไม่มีการทบทวนประสิทธิภาพของ approach และไม่เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือยกระดับเป็นนวัตกรรม
  • I – Integration หมายถึง มีความสอดคล้องของแผนกระบวนการ การปฏิบัติการ ผลลัพธ์ ฯลฯ ที่ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย และประสานกัน (alignment) หลายๆ หน่วยงาน — step นี้ก็ยากเช่นกัน

ประโยชน์ของการวิเคราะห์กระบวนการทำงานโดยใช้ SIPOC

ทำให้เราสามารถย้อนกลับไปปรับปรุงกระบวนการ หรือ re-design ได้ มีคำศัพท์ 2 คำที่นิยมใช้ คือ กระบวนการที่เป็น as is (สภาพปัจจุบัน) และกระบวนการที่เป็น to be (ที่ควรจะเป็น)

เราต้องรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็น stakeholders  หรือ supplier (ผู้ส่งมอบ) ใครเป็น customers (ลูกค้า) จากทั้งภายในและภายนอกองค์กร และอะไรเป็นความต้องการ (need) ที่แท้จริงของเขา  และมีตัวชี้วัด (KPI) เพื่อวัดความพอใจด้วย

เราต้องกำหนดคุณลักษณะ (specification) ของ input (ปัจจัยนำเข้า) process (กระบวนการหรือขั้นตอนการดำเนินงาน) output (สินค้าหรือบริการ) พร้อมกับกำหนดตัวชี้วัดทุกขั้นตอน

การวัดผลการดำเนินงาน (performance measurement)

  • ตัวชี้วัดแบบ leading indicators เป็นการวัดประสิทธิภาพ (efficiency) ของวิธีการ เป็นตัววัดเงื่อนไขหรือปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่ดี
  • ตัวชี้วัดแบบ lagging indicators เป็นการวัดประสิทธิผล (effectiveness) ที่ตรงตามเป้าหมาย เป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ของการทำงานหรือ outcome

ค่าตัวชี้วัด อาจเป็นตัวเลข เช่น ร้อยละ สัดส่วน อัตราส่วน อัตรา (rate) ค่าเฉลี่ย จำนวน หรืออาจเป็นเชิงคุณภาพ เช่น ระดับความพึงพอใจ

SIPOC

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ SIPOC

  • เป็นการ re-sign กระบวนการ ซึ่งควรทบทวน SIPOC อย่างน้อยปีละครั้ง
  • ผลการทบทวนกระบวนการ ทำให้เราทราบจุดแข็ง (strength) และโอกาสพัฒนา (Opportunity of Improvement – OFI หรือ โอฟี่)
  • สามารถกำหนดแผนเพื่อหาทางพัฒนากระบวนการให้ดีขึ้น (ควรกำหนดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ มีการกำหนดเป้าหมาย (target) การตั้งเป้าเป็น KPI และกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ)

วิธีการกำหนดเป้าหมาย

อาจทำได้หลายแบบ ทั้งแบบง่ายและยาก เช่น เป้าหมายที่กำหนดตามระเบียบข้อบังคับ หรือกำหนดตามผลการดำเนินงานในสภาพปัจจุบัน หรือเป้าหมายที่สูงกว่าปกติแต่สามารถบรรลุได้ เป้าหมายที่ท้าทาย หรือเป้าหมายแบบคงที่หรือยืดหยุ่น

ตัวชี้วัด (KPI) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

เวลาทำแผนกลยุทธ์ของหน่วยงาน จำเป็นจะต้องตั้งตัวชี้วัดต่างๆเอาไว้คอยวัดผลการดำเนินงาน — และเนื่องจากจำเป็นต้องช่วยคณะทำแผนกลยุทธ์ทางด้าน ICT ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ในเรื่อง ICT Excellence แม้จะไม่ค่อยแน่ใจว่าจะวัดความสำเร็จได้อย่างไร แต่ในที่สุด เมื่อได้อ่าน “แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556” เป็นแนวทาง จึงเขียน KPIs ออกมาได้บ้าง แม้จะไม่ถูกต้องตรงตามตำรานัก แต่ก็คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการเป็นสำคัญ .. อาจจะต้องปรับปรุงแก้ไขอีก แต่ขอเอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นการเบื้องต้น ดังนี้ค่ะ

ตัวชี้วัดผลสำเร็จ Corporate KPIs หลักๆ มีแค่ 3 ข้อ เป็นการวัด
1. ระดับความพร้อมใช้ (service availability) ของระบบ ICT ที่ยอมรับได้
2. ความพึงพอใจของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานที่มีต่อระบบและบริการ ICT โดยรวม
3. ระดับของความรอบรู้สารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงาน

กลยุทธ์หลัก มี 4 ข้อ คือ
1. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานทุกพันธกิจ
2. กำกับดูแล ตรวจสอบ รักษาความมั่นคงและปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
3. พัฒนาระบบการเรียนรู้ด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information, Media, ICT Literacy)เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงาน มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
4. ส่งเสริมจริยธรรมและคุณธรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงาน

ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (PIs)

  • ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ข้อที่ 1 : พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
    Financial perspective
    1.1 จำนวนงบประมาณที่ลงทุนด้านระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรสารสนเทศ
    1.2 สัดส่วนจำนวนผู้ปฎิบัติงานด้าน ICT ต่อจำนวนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด
    1.3 สัดส่วนจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่อจำนวนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด
    Customer perspective
    1.4 ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อระบบและการบริการด้าน ICT ของคณะ
    1.5 ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงาน ที่มีต่อระบบและการบริการด้าน ICT ของคณะ
    1.6 อัตราเร็วในการแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ใช้บริการ (Help Desk Response)
    Internal process perspective
    1.7 จำนวนระบบฐานข้อมูลที่พัฒนาและให้บริการ
    1.8 จำนวนโครงการ/กิจกรรมที่นำ ICT มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน
    1.9 จำนวนทรัพยากรสารสนเทศสำเร็จรูปที่จัดหาและให้บริการ
    1.10 จำนวนเว็บเพจและแฟ้มข้อมูล (rich files) บนเว็บไซต์ทั้ง domain ของคณะ
    1.11 อัตราการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ทั้ง domain ของคณะ
    1.12 จำนวนการเกิดชุมชนออนไลน์ (on-line community) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงาน
    Learning & growth perspective
    1.13 จำนวนผู้ปฎิบัติงานทางด้าน ICT ที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง หรือผ่านการทดสอบมาตรฐานวิชาชีพ
  • ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ข้อที่ 2 : กำกับดูแล ตรวจสอบ รักษาความมั่นคงและปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
    Internal process perspective
    2.1 จำนวนครั้งของการเกิด downtime ของระบบ ICT และระยะเวลาในการกู้คืน
    2.2 จำนวนครั้งของการถูกบุกรุก และระดับความปลอดภัยที่ยอมรับได้
  • ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ข้อที่ 3 : พัฒนาระบบการเรียนรู้ด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี
    Learning & growth perspective
    3.1 จำนวนโครงการ/กิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อพัฒนาความรอบรู้ ICT ของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงาน
    3.2 จำนวนผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะทางด้าน ICT
    3.3 อัตราการเข้าถึงและการนำ ICT มาใช้ประโยชน์ในการทำงานและการเรียนรู้ของผู้ปฏิบัติงาน
  • ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ข้อที่ 4 : ส่งเสริมจริยธรรมและคุณธรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงาน
    Learning & growth perspective
    4.1 จำนวนโครงการ/กิจกรรม ที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจริยธรรมและคุณธรรมในการใช้ ICT ให้แก่ผู้เรียนและปฎิบัติงาน
    4.2 จำนวนผู้เรียนและผู้ปฎิบัติงานที่ผ่านการอบรมเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมในการใช้ ICT

ว่าด้วยหมวด 4.2 ของ EdPEx – การจัดการความรู้

หมวด 4 ของ EdPEx ว่าด้วยเรื่องการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้
ที่จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน่วยงานของเรา น่าจะเป็นข้อ 4.2 การจัดการสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและและการจัดการความรู้ ดังนั้น ลองมาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่า เพราะปีงบประมาณ 2556 นี้ คณะวิทยาศาสตร์ จะต้องเข้าสู่เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินงานที่เป็นเลิศ (Education Criteria for Performance Excellence : EdPEx) อย่างแน่นอน

4.2 การจัดการสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการความรู้ :
โจทย์คือ สถาบันมีวิธีการอย่างไรในการจัดการสารสนเทศ ความรู้ของสถาบัน และเทคโนโลยีสารสนเทศ (45 คะแนน)

ให้อธิบายถึงวิธีการที่สถาบันดำเนินงานเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ข้อมูลสารสนเทศ ซอฟต์แวร์และฮารด์แวร์ที่จำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนผู้ส่งมอบและคู่ความร่วมมือ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีคุณภาพและพร้อมใช้งาน ให้อธิบายถึงวิธีการที่สถาบันสร้างและจัดการสินทรัพย์เชิงความรู้ของสถาบัน โดยตอบคำถามต่อไปนี้

ก. การจัดการข้อมูล สารสนเทศ และการจัดการความรู้

  1. สถาบันมีวิธีการอย่างไรในการทำให้มั่นใจว่าข้อมูลสารสนเทศ และองค์ความรู้ของสถาบันมีความแม่นยำ ถูกต้องและเชื่อถือได้ ทันกาล ปลอดภัยและรักษาความลับ
  2. สถาบันดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ข้อมูลและสารสนเทศที่ต้องการมีความพร้อมใช้งาน และทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงาน ผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนผู้ส่งมอบ และคู่ความร่วมมือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ ความพร้อมใช้งานของข้อมูลและสารสนเทศมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับสถาบันการศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถาบันการศึกษา ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือเว็บไซต์ของสถาบันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน อินทราเน็ตได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญของการสื่อสารระดับองค์การ นอกจากนั้น การเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศอาจทำได้โดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์และวิธีการอื่นๆ
  3. สถาบันมีวิธีการอย่างไรในการจัดการความรู้ของสถาบัน เพื่อให้บรรลุผลของ 1. การรวบรวมและถ่ายทอดความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน 2. การถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ระหว่างสถาบันกับผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ส่งมอบและคู่ความร่วมมือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 3. ความรวดเร็วในการค้นหา ระบุ แบ่งปัน และนำวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศไปดำเนินการ 4. การรวบรวมความรู้และถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ ไปใช้ในกระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์

ข. การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ

  1. สถาบันดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มั่นใจได้ว่าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มีความเชื่อถือได้ ปลอดภัยและง่ายต่อการใช้งาน
  2. ในกรณีฉุกเฉิน สถาบันมีวิธีการอย่างไรในการทำให้มั่นใจว่าข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มีความพร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง
  3. สถาบันมีวิธีการอย่างไรในการรักษากลไกที่ทำให้ข้อมูลและสารสนเทศมีความพร้อมในการใช้งาน รวมทั้งระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทันกับความต้องการและทิศทางของบริการทางการศึกษา และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมที่สถาบันดำเนินงานอยู่



จุดประสงค์
หัวข้อนี้ตรวจประเมินวิธีการที่สถาบันทำให้มั่นใจว่ามีข้อมูล สารสนเทศ ซอฟแวร์ และฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น มีคุณภาพ และมีความพร้อมใช้งานสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ส่งมอบ คู่ความร่วมมือ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ นอกจากนี้ ยังตรวจประเมินวิธีการที่สถาบันใช้ในการสร้างและจัดการสินทรัพย์เชิงความรู้ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม

ข้อสังเกต

  • การจัดการสารสนเทศ อาจจำเป็นต้องทุ่มเททรัพยากร เนื่องจากแหล่งข้อมูลและสารสนเทศมีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การเติบโตอย่างต่อเนื่องของการใช้สารสนเทศทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการปฏิบัติการของสถาบัน ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความรู้ของสถาบันจากอินเทอร์เน็ต หรืออินทราเน็ต รวมทั้งการสื่อสารระหว่างสถาบันกับผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นเรื่องท้าทายความสามารถของสถาบัน ในการทำให้ระบบดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ และพร้อมใช้งานในรูปแบบที่ใช้งานง่าย
  • ข้อมูลและสารสนเทศมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างชั้นเรียน ระหว่างสถาบันหรือเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งในการเป็นคู่ความร่วมมือกับภาคธุรกิจ หน่วยงานบริการ สังคม และกับชุมชน การตอบคำถามในหัวข้อนี้ สถาบันควรคำนึงถึงการใช้ข้อมูลและสารสนเทศในด้านนี้ และควรตระหนักถึงความจำเป็นในการสอบทานความถูกต้องของข้อมูลอย่างรวดเร็ว และประกันความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล แม้ว่าจะมีการถ่ายโอนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม
  • การจัดการความรู้ของสถาบัน ต้องมุ่งเน้นที่ความรู้ที่ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องใช้ในการทำงาน ปรับปรุงกระบวนการ หลักสูตร บริการ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และบริการทางการศึกษาอื่นๆ รวมถึงความรู้ที่ต้องใช้ เพื่อให้ทันกับความต้องการและทิศทางของการบริการด้านการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการพัฒนาทางเลือกที่แปลกใหม่ซึ่งเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสถาบัน
  • การบริหาร ใช้ ประเมิน และแบ่งปันความรู้ขององค์การ ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องหนึ่งที่สถาบันต้องเผชิญในปัจจุบัน องค์การชั้นนำได้ประโยชน์จากความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน ลูกค้า ผู้ส่งมอบ คู่ความร่วมมือ ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ซึ่งร่วมกันผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ระดับองค์การ และปรับปรุงผลการดำเนินการ
  • สถาบันควรวางแผนอย่างรอบคอบ ในการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อมูล และสารสนเทศ ที่พร้อมใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเป็นภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติหรือมนุษย์ ในการวางแผนเหล่านี้ควรคำนึงถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดของสถาบัน รวมทั้งผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ส่งมอบ คู่ความร่วมมือ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ นอกจากนี้ ควรมีการประสานให้สอดคล้องกับแผนโดยรวมของสถาบัน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

จากหนังสือ เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ 2552 – 2553 ของสำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา พิมพ์ครั้งที่ 1 : พฤศจิกายน 2552

มาทำความเข้าใจ EdPEx กันเถอะ

เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานของเรา สามารถวางแผนกลยุทธ์ประจำปีงบประมาณ 2555-2559 ได้อย่างสอดคล้องกับเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินงานที่เป็นเลิศ (Education Criteria for Performance Excellence : EdPEx) จึงต้องให้บุคลากรทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ต่างๆ ของ EdPEx กันก่อน … ถ้าไม่อยากไปอ่านหนังสือเอง จะเล่าให้ฟังแบบสรุปโดยย่อ ได้ดังนี้

  • โครงร่างองค์การ Organizational Profile)
    • ลักษณะองค์การ (Organizational Description) : ให้อธิบายลักษณะสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ระดับองค์การต่อผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ส่งมอบ และคู่ความร่วมมืออื่นๆ
    • สภาวะการณ์ขององค์การ (Organizational Situation) : ให้อธิบายสภาพแวดล้อมด้านการแข่งขัน ความท้าทายและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ และระบบการปรับปรุงผลการดำเนินการของสถาบัน

    เกณฑ์ 7 หมวด คะแนนเต็ม 1,000 คะแนน

  • ระบบการปฏิบัติการ (System Operations)
    • หมวด 1 : การนำองค์การ (Leadership) 120 คะแนน
      • การนำองค์การโดยผู้นำระดับสูง (Senior Leadership) : วิสัยทัศน์ ค่านิยม พันธกิจ การสื่อสารและผลการดำเนินการขององค์การ
      • ธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม (Governance and Societal Responsibilities) : ระบบธรรมาภิบาลขององค์การ การประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการสนับสนุนชุมชนที่สำคัญ
    • หมวด 2 : การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) 85 คะแนน
      • การจัดทำกลยุทธ์ (Strategy Development) : กระบวนการจัดทำกลยุทธ์ วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์
      • การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Strategy Deployment): การจัดทำแผนปฏิบัติการและนำไปสู่การปฏิบัติ การคาดการณ์ผลการดำเนินการ
    • หมวด 3 : การมุ่งเน้นลูกค้า (Customer Focus) 85 คะแนน
      • ความผูกพันของลูกค้า (Customer Engagement) : หลักสูตร บริการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และบริการการศึกษาอื่นๆ การส่งเสริมผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสร้างวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
      • เสียงของลูกค้า (Voice of the Customer) : การรับฟังผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประเมินความพึงพอใจและความผูกพันของผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์และใช้ข้อมูลของผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    • หมวด 5 : การมุ่งเน้นผู้ปฏิบัติงาน (Workforce Focus) 85 คะแนน
      • การผูกใจผู้ปฏิบัติงาน (Workforce engagement) : การสร้างคุณค่าของผู้ปฏิบัติงาน การพัฒนาผู้ปฏิบัติงานและผู้นำการประเมินความผูกพันของผู้ปฏิบัติงาน
      • สภาพแวดล้อมในการทำงาน (Workforce environment): ขีดความสามารถและอัตรากำลัง บรรยากาศการทำงาน
    • หมวด 6 : การจัดการกระบวนการ (Process Management) 85 คะแนน
      • ระบบงาน (Work Systems) : การออกแบบระบบงาน กระบวนการทำงานหลัก ความพร้อมต่อภาวะฉุกเฉิน
      • กระบวนการทำงาน (Work Processes) : การออกแบบกระบวนการทำงาน การจัดการกระบวนการทำงาน การปรับปรุงกระบวนการทำงาน
    • หมวด 7 : ผลลัพธ์ (Results) 450 คะแนน
      • ผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน (Student Learning outcomes)
      • ผลลัพธ์ด้านการมุ่งเน้นลูกค้า (Customer-focused outcomes) ผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
      • ผลลัพธ์ด้านงบประมาณ การเงิน และการตลาด (Budgetary, financial, and market outcomes)
      • ผลลัพธ์ด้านการมุ่งเน้นผู้ปฏิบัติงาน (Workforce-focused outcomes)
      • ผลลัพธ์ด้านประสิทธิผลของกระบวนการ (Process Effectiveness outcomes)
      • ผลลัพธ์ด้านภาวะผู้นำ ธรรมภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม (Leadership outcomes)
  • พื้นฐานของระบบ (System Foundation)
    • หมวด 4 : การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ (Measurement, analysis and knowledge management) 90 คะแนน
      • การวัด การวิเคราะห์ และการปรับปรุงผลการดำเนินการขององค์การ (Measurement, Analysis, and Improvement of Organizational Performance)
      • การจัดการข้อมูล สารสนเทศ และการจัดการความรู้ การจัดการทรัพยากรสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Management of information, knowledge, and information technology)


จากหนังสือ เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ 2552 – 2553 ของสำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา พิมพ์ครั้งที่ 1 : พฤศจิกายน 2552

ความเชื่อมโยงระหว่าง Mahidol Core Values กับ EdPEx Core Values

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2555 ได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาเรื่อง “MUSC ก้าวแรกสู่ความเป็นเลิศ” บรรยายโดยท่านวิทยากรผู้มากด้วยความรู้และประสบการณ์ทางด้านการพัฒนาคุณภาพ — ผศ.เชิญโชค ศรขวัญ อดีตผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและกิจกรรมพิเศษ และอดีตรักษาการรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล … การบรรยายครั้งนี้จัดโดยงานนโยบายและแผนฯ นัยว่าเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อก้าวสู่โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า EdPEx

ฟังจบแล้ว ที่ประทับใจมาก (และเพิ่งรู้) นั่นคือการที่ Mahidol Core Values มีความคล้ายคลึงกับค่านิยมหลักของ EdPEx อยู่หลายประการ ในฐานะที่เป็นลูกมหิดลพันธุ์แท้ จึงทำให้ตื่นเต้นกับความรู้ใหม่นี้มาก และคิด(เอาเอง)ว่า หากจะช่วยองค์กรให้ไปข้างหน้า สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคต คงต้องทำตัวแบบนี้ค่ะ

ค่านิยมหลักของมหาวิทยาลัยมหิดล

M = Mastery (เป็นนายแห่งตน)
Self Directed มีสติ ควบคุมดูแลตนเองได้ สร้างวินัยในการดำเนินชีวิต ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ไม่ต้องให้ใครบังคับ
Personal Learning รักการเรียนรู้ ขวนขวายศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง ให้รู้แจ้งรู้จริงอย่างสม่ำเสมอ
Agility กระตือรือร้น ว่องไว กระฉับกระเฉง สนใจวิทยาการและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เฉียบคม
System Perspective คิด พูด ทำอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนอธิบายที่มาที่ไป สมเหตุสมผล ตรวจสอบได้

A = Altruism (มุ่งผลเพื่อผู้อื่น)
Organization First ปกป้องชื่อเสียงขององค์กร ยึดประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ของตนเอง สละเวลาและความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
Customer-focused Driven มุ่งผู้รับบริการเป็นสำคัญ สนใจและเข้าใจความต้องการของผู้รับบริการ
Societal Responsibility ตระหนัก ดูแลรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและสังคม เสมือนของตนเอง

H = Harmony (กลมกลืนกับสรรพสิ่ง)
Valuing Workforce Member เห็นคุณค่าผู้ร่วมงาน เคารพ ให้เกียรติผู้ร่วมงาน
Empathy เอาใจเขามาใส่ใจเรา ใส่ใจความรู้สึก ทุกข์สุขของผู้อื่นรอบตัว
Synergy ผนึกพลัง ประสานความแตกต่างให้เกิดความกลมกลืน นำจุดเด่นของทุกคนสร้างผลงานให้เหนือความคาดหมาย
Unity น้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีน้ำใจ ร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วยความสามัคคี ปรองดอง

I = Integrity (มั่นคงยิ่งในคุณธรรม)
Truthfulness รักษาสัจจะ ตรงไปตรงมา ไม่หลอกลวง ยึดมั่นรักษาคำพูดอย่างมั่นคงเสมอต้นเสมอปลาย
Moral & Ethic ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม ตั้งมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส ไม่มีอคติ วาระซ่อนเร้น
Management by Fact ทำงานด้วยข้อเท็จจริง โดยหลีกเลี่ยงการอนุมาน

D = Determination (แน่วแน่ทำกล้าตัดสินใจ)
Commitment & Faith ผูกพันและศรัทธาในงาน มุ่งมั่น ทุ่มเททำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ต้องติดตามทวงถาม
Perseverance ตั้งใจ มานะอดทน พากเพียรไม่ท้อถอย เบื่อหน่าย หรือล้มเลิกความตั้งใจต่ออุปสรรคและความยากลำบาก
Achievement Oriented & Creating Value มุ่งสู่เป้าหมายความสำเร็จของงาน ถือเอาคุณภาพและมาตรฐานเป็นพื้นฐาน สร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่งาน

O = Originality (สร้างสรรค์สิ่งใหม่)
Courageous to be the Best กล้าคิด ริเริ่ม เสนอแนะ โดยมุ่งให้ได้ผลงานอันเป็นเลิศ เกินมาตรฐานหรือเป้าหมาย
Driving for Future กำหนดเป้าหมายในอนาคตที่ท้าทาย และดีกว่าที่ทำได้ในปัจจุบัน
Novelty & Innovation คิดริเริ่มสร้างสรรค์ สร้างผลงานที่แตกต่างโดดเด่น หรือชี้นำสังคม

L = Leadership (ใผ่ใจเป็นผู้นำ)
Calm & Certain จิตใจสงบ หนักแน่น และมั่นคงทั้งในภาวะปกติ และวิกฤติยากลำบาก
Influencing People สามารถโน้มน้าวจูงใจ สื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้อื่นเห็นด้วยและปฏิบัติตาม
Visioning มีวิสัยทัศน์ กำหนดภาพอนาคต

ค่านิยมหลักของมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้ง 7 ข้อใหญ่ 23 ข้อย่อย ตรงกับค่านิยมหลักขององค์กรที่เป็นเลิศตามแนวทางของ EdPEx 11 ประการ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ (ข้อที่ขีดเส้นใต้เอาไว้) … ขอบพระคุณคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลในยุคสมัยของท่านอธิการบดี ศาสตราจารย์คลินิก นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร ที่สร้าง Core Values นี้ขึ้นมา และขอขอบพระคุณท่านอาจารย์เชิญโชค ที่ได้มาถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ฟังในวันนี้ค่ะ