ปี 2017 รับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AUNILO

ปี 2017 หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล รับเป็นเจ้าภาพจัดประชุม AUNILO Meeting .. ขอแนะนำก่อนว่า AUNILO นั้นคืออะไร?

AUNILO ย่อมาจาก ASEAN University Network Inter-library Online แต่ปัจจุบัน นิยมเรียกชื่อเครือข่ายว่า “Libraries of ASEAN University Network”  ซึ่งหมายถึง เครือข่ายห้องสมุดมหาวิทยาลัยอาเซียน  เฉพาะมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของ AUN (ASEAN University Network)  โดยมีวัตถุประสงค์คือสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายความร่วมมือในระดับอาเซียน เพื่อการแลกเปลี่ยนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน “To promote and strengthen linkage and resource sharing among AUN Member Universities and academic communities in ASEAN.”

การจัดประชุม AUNILO Meeting จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นการประชุมหารือระหว่างผู้บริหารห้องสมุดในประเด็นต่างๆ ที่เป็น theme ของการจัดงานในแต่ละปี ฟังการบรรยายพิเศษ และนำเสนอรายงาน country report ของแต่ละประเทศ เป็นเวลา 2 วัน กิจกรรมทัศนศึกษาสถานที่สำคัญของประเทศนั้นๆ เป็นเวลา 1 วัน และมีกิจกรรมจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ (Capability Building Training Workshop) เพื่อพัฒนาบุคลากร ต่ออีกเป็นเวลา 2 วัน แต่ละประเทศจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ โดยมีหอสมุดมหาวิทยาลัย Universiti Sains Malysia ทำหน้าที่เป็น secretariat สมาชิกประกอบด้วย ผู้อำนวยการหอสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน 30 แห่ง ได้แก่

ห้องสมุดมหาวิทยาลัยของประเทศไทยที่เป็นสมาชิก AUNILO มี 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา

การประชุมครั้งล่าสุด 12th AUNILO Meeting ประจำปี 2016 จัดที่ Universiti Brunei Darussalam เมื่อวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2559 ภายใต้หัวข้อ “Enhancing Electronic Resources Capacity in Libraries: Addressing Trends, Issues and Challenges” และมี workshop ต่ออีก 2 วัน คือ วันที่ 26-27 พฤษภาคม 2559  ในหัวข้อ “Workshop on Evaluation and Assessment of Electronic Resources in University Libraries”

Screen Shot 2559-12-11 at 7.11.37 AM.png

ในปีนั้นเอง ที่ข้าพเจ้าเดินทางไปร่วมการประชุมเป็นครั้งแรก และพบว่าปีต่อไป ประเทศไทยจะต้องรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

Screen Shot 2559-12-11 at 7.32.20 AM.png

และในที่สุด ที่ประชุมก็ลงมติ ให้เจ้าภาพการประชุม 13th AUNILO Meeting ประจำปี 2017 คือ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถานที่จัดการประชุมคือ มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม … งานเข้าเลย ดังนั้น โปรดติดตาม  .. จะกลับมาเล่าให้ฟังในตอนต่อไปค่ะ หัวข้อการประชุมน่าจะเป็น “ASEAN Digital Economy: Challenges and Opportunities for Academic Libraries”

Screen Shot 2559-12-11 at 6.47.27 AM.png

หมายเหตุ: ศึกษารายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ของ AUNILO  http://aunilosec.org และ AUNILO Institutional Repository Discovery Service http://aunilo.uum.edu.my/Find/

 

 

ไปร่วมงาน OCLC APRC 2016 ที่ฮ่องกง

เนื่องจากได้รับเชิญจากบริษัท Advanced Media Supplies (AMS) ซึ่งเป็น OCLC Distributor ประจำประเทศไทย ให้เดินทางไปร่วมงาน Asia Pacific Regional Council (APRC) Meeting 2016 ระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2559 จึงขอบันทึกเกร็ดความรู้ที่ได้รับจากการไปเข้าร่วมประชุม ดังนี้ค่ะ

OCLCHK2016 จัดขึ้นที่โรงแรม Harbour Grand เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดย OCLC เป็นเจ้าภาพร่วมกับ The University of Hong Kong Libraries (HKU) ภายใต้หัวข้อ Libraries at the Crossroads — “Tracking Digital Footprints: Recognizing and Predicting User Behavior.” 

การเดินทางครั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และบรรณารักษ์จากสถาบันต่างๆ ของประเทศไทย ได้แก่ ม.มหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.บูรพา สถาบันเทคโนโลยีสุรนารี ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมจำนวนทั้งสิ้น 20 คน โดยเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 และเดินทางกลับ ค่ำของวันที่ 3 ธันวาคม 2559 เป็นเวลา 4 วัน

Skip Prichard ประธานและ CEO ของ OCLC กล่าวเปิดงานประชุม โดยเปรียบ Libraries at the Crossroads ว่า ขณะนี้ห้องสมุดได้เดินทางมาถึงทางแยก และจำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว ว่าจะเดินต่อไปในเส้นทางใด และถ้าเป็นเส้นทางสายไหม (Silk Road) ขณะนี้ห้องสมุดเปรียบเสมือนเมือง ตุนหวง (Dunhuang) นครโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณรอยแบ่งระหว่างยุโรปและเอเชีย ดังนั้น ห้องสมุดจำเป็นต้องปรับบทบาทของตนที่มีต่อ communities โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ห้องสมุดจะต้อง provide knowledge, facilitate connections และ offer a neutral space โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ

Screen Shot 2559-12-05 at 11.54.10 AM.png

รายการต่อไป สนุกมาก เพราะ Professor Ping-Cheng Yeh จาก Department of Electrical Engineering, National Taiwan University อาจารย์ที่ได้รับการจัดอันดับจาก Guokr (MOOC Internet Community ของประเทศจีน) ให้เป็น 1 ใน 10 ของ Best MOOC Instructor of the World มาบรรยายในหัวข้อ “For the Student, By the Student, Of the Student”

อาจารย์  Benson Yeh เริ่มสอนนักศึกษาตั้งแต่ปี 2010 แต่เดิมคิดว่าการสอนที่ดีนั้น คือ  be clear, be fun แต่พบว่าไม่พอเพราะนักศึกษาสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นจึงเพิ่ม Get them motivated, get them engaged และเตือนว่า Forcing them, no longer works ต้องเข้าใจความรู้สึกของนักศึกษา และพบว่า  peer pressure + peer recognition แรงกดดันและแรงจูงใจจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน สามารถกระตุ้นให้นักศึกษาทำงานหนักได้ มีการประกวด การแข่งขันกันเป็นกลุ่ม มีการใช้เกมต่างๆ เช่นโปเกมอน เข้ามาเป็นส่วนประกอบการสอน มีการใช้ social media, facebook ในการแจ้งข่าวสาร ให้การบ้าน และติดต่อกับนักศึกษา ใช้ MOOCs เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน ให้นักศึกษาทุกคนไปดูวิดีโอเองที่บ้าน แล้วกลับมา discuss กันในห้องเรียน แบบ  flipped classroom ไม่มีการให้คะแนนการบ้าน และที่สำคัญ อาจารย์ต้องปรับบทบาทของตน จาก lecturer เป็น facilitator และจาก actor เป็น  producer/host

IMG_5014.jpg

  • ซ้าย: Dr. Nor Edzan Che Nasir ผู้อำนวยการหอสมุด University of Malaya
  • ขวา : Prof. Benson Yeh

การประชุมครั้งนี้ มีการนำเสนอโครงการความร่วมมือระหว่างห้องสมุดในรูปแบบต่างๆ เช่น White Rose Libraries ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างห้องสมุด Leeds, Sheffield, และ York แห่งสหราชอาณาจักร (UK) ในการบริหารจัดการทรัพยากรห้องสมุดที่ซ้ำซ้อนเพื่อใช้งานร่วมกัน ส่วนทางฮ่องกงซึ่งมีมหาวิทยาลัย 8 แห่ง ได้นำเสนอโครงการความร่วมมือต่างๆ เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ Joint University Librarians Advisory Committee (JULAC) คณะทำงาน Virtual JURA : Jointed Distributed Print Journal Working Group เพื่อเก็บรักษาวารสารฉบับพิมพ์ไว้เพียง copy เดียว ระบบบริการยืมระหว่างห้องสมุด ที่เรียกว่า Hong Kong Academic Library Link (HKALL) การใช้บัตรสมาชิกห้องสมุดร่วมกัน ที่เรียกว่า JULAC Library Card  นอกจากนั้น จะเริ่มใช้ระบบ integrated library system บนระบบ cloud สำหรับเครือข่าย JULAC Libraries ร่วมกันทั้ง 8 แห่ง ในเดือนกรกฎาคมปี 2017 ที่จะถึงนี้

Screen Shot 2559-12-05 at 1.12.50 PM.png

Screen Shot 2559-12-05 at 1.13.22 PM.png

Screen Shot 2559-12-05 at 1.13.49 PM.png

Screen Shot 2559-12-05 at 1.14.34 PM.png

มีคำศัพท์เก๋ๆ ที่ใช้ในการประชุมนี้หลายคำ จากแนวคิดของผู้อำนวยการห้องสมุดประชาชน  Hong Kong Central Library เช่น คำว่า “always on, always connected”, “always on” patrons, “Library at your fingertips” และ “smombie” หรือ smartphone zombie  รวมทั้งแนวคิดที่สำคัญต่อการบริหารจัดการห้องสมุด ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้คือ  “Users rely more on electronic collections but space is in greater demand than ever.”

นอกจากไปเข้าร่วมประชุมแล้ว ยังได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมหอสมุดของ  The University of Hong Kong ห้องสมุดประชาชน Hong Kong Central Library และห้องสมุด Pao Yue-Kong Library  ซึ่งเป็น Learning Hub ของ The Hong Kong Polytechnic University (PolyU)  นอกจากนั้นยังได้ทัศนศึกษาสถานที่สำคัญๆ ของฮ่องกง อีกหลายแห่ง ตลอดการเดินทางคณะของเราได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากคุณสมเกียรติ คุณสมยศ เจ้าหน้าที่ของบริษัท AMS และคุณมีมี่ อุบลรัตน์ ชาญณรงค์ ไกด์ชาวฮ่องกงเชื้อชาติไทย ตลอดเส้นทางของการเดินทาง — ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

พบกันใหม่ปีหน้า OCLC APRC 2017 ที่ประเทศญี่ปุ่น เจ้าภาพร่วมคือ หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัย Waseda University กรุงโตเกียว ซึ่งเปิดตัวด้วยเว็บไซต์และวีดิโอแนะนำตัวที่ทันสมัยมาก มีชื่อว่า Why Waseda ?  รายละเอียดของการประชุม  OCLCHK2016 อยู่ที่เว็บไซต์ https://www.oclc.org/events/2016/apac-annual-2016/apac-2016/overview.en.html ส่วนรายงานประจำปี OCLC Report 2016 สามารถ  download อ่านได้ที่เว็บไซต์ oc.lc/2016report ค่ะ

 

 

ความรู้ที่ได้จากการไปประชุม APAIE 2012 (ตอนที่ 8 – ตอนจบ)

วันที่ 6 เม.ย. 55 : ในที่สุด ก็มาถึง Closing Plenary Session ช่วงสุดท้ายของงานประชุม APAIE 2012 ซึ่งเป็นการบรรยายในหัวข้อ “The Role of Universities in a Changing World” โดย Dr. Gwang-Jo Kim ผู้อำนวยการ UNESCO ประจำกรุงเทพฯ

เนื้อหาการบรรยาย เต็มไปด้วยกราฟสถิติที่แสดงให้เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศต่างๆทั่วโลก อ้างอิงจากรายงานที่สำคัญ เช่น

ผู้บรรยายพูดถึง Millennium Development Goals (MDGs) เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ขององค์การสหประชาชาติ ให้สำเร็จก่อนถึงปี 2015 ซึ่งมี 8 ด้าน คือ 1. ขจัดความยากจนและหิวโหย 2. ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา (Education for All) 3. ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและส่งเสริมบทบาทสตรี 4. ลดอัตราการตายของเด็ก 5. พัฒนาสุขภาพสตรีมีครรภ์ 6. ต่อสู้โรคเอดส์ มาลาเรีย และโรคสำคัญอื่นๆ 7. รักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 8. ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในประชาคมโลก

นอกจากนั้น ยังได้แนะนำหนังสือของ Jamil Salmi ผู้เชี่ยวชาญด้าน higher education ของ UNESCO ซึ่งเคยเขียนเรื่อง The Challenge of Establishing World Class Universities อันโด่งดัง เมื่อปี 2009 และเขียนเรื่อง The Road to Academic Excellence: Lessons of Experience ไว้ในปี 2011 ซึ่งน่าอ่านพอๆกัน … หรือถ้าไม่อยากอ่าน จะดูสรุปได้จาก powerpoint ของ Jamil Salmi เองก็ได้ค่ะ http://www.arwu.org/wcu/wcu4/01.pdf

ความรู้ที่ได้จากการไปประชุม APAIE 2012 (ตอนที่ 7)

วันที่ 6 เมษายน 2555 เป็นวันจักรี .. ช่วงเช้าของงานประชุม APAIE 2012 ที่อาคารศรีสวรินทิรา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีการบรรยาย Plenary Speech และ Closing Ceremony ต่อด้วย Farewell Lunch ที่หอประชุมราชแพทยาลัย (Royal Medical College Auditorium) และงานจบลงในเวลาบ่ายสอง .. วันนี้ เป็นวันที่แสนจะโชคดีของเรา เนื่องจากได้ข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กำลังจะเสด็จลงจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ และเสด็จผ่านมาทางนี้ ในที่สุดเมื่อเวลาเกือบสี่โมงเย็น จึงได้มีโอกาสเฝ้าชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด .. แสนจะดีใจเป็นที่สุด วันนี้ช่างเป็นวันมงคลจริงๆ

ช่วงเช้าได้ฟัง Interactive Sessions ในหัวข้อ “Internationalization in Higher Education for the Benefit of Mankind” โดยมี ศ.ดร.ปิยะวัฒน์ บุญหลง ผอ. สถาบันคลังสมองแห่งชาติ (Knowledge Network Institute of Thailand – KNIT) เป็น modulator ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ท่าน มาจาก Ohio State University, National University of Singapore และ University of Sydney .. (ข้อน่าสังเกตจากชื่อตำแหน่งของผู้บริหาร และ office ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ เขาเริ่มนิยมใช้คำว่า Global relations แทนคำว่า international relations กันแล้ว) .. ท่านแรก Prof. Brustein จาก Ohio State ได้อธิบายว่า Global University คืออะไร? โดยที่มหาวิทยาลัย Ohio State จะใช้นโยบายบริหารงาน ตามหลัก Pillar of the Global University 12 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. Internationalizing strategic planning
  2. Internationalizing the curriculum
  3. Eliminating barrier to study abroad
  4. Requiring foreign language proficiency
  5. Creating international internships
  6. Internationalizing faculty searches
  7. Incorporating international contributions into faculty reward system
  8. Upgrading senior international officers’ reporting relationships
  9. Placing senior international officers on key councils and committees
  10. Eliminating barriers to international student recruitment and retention
  11. Drawing upon the expertise and experiences of immigrant communities
  12. Making global partnerships an institutional priority

Prof. Brustein เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ชื่อว่า “It Takes an Entire Institution: A Blueprint for the Global University” สนใจไป download มาอ่านเองได้ค่ะ ที่ http://oia.osu.edu/pdf/GlobalUniversityBlueprint.pdf

วิทยากรท่านที่สองเป็นรองอธิการบดีฝ่าย University and Global Relations ของ National University of Singapore .. แสดงวิสัยทัศน์ของ NUS ในการสร้าง international partnership ว่ามีวัตถุประสงค์ 5 ประการคือ 1. สร้างนักศึกษาให้มี global-minded และสร้างความเป็น global citizens 2. เพื่อ attract talent (ทั้งอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา) 3. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 4. ขยายขอบเขตการเข้าถึง higher education และ 5. benchmark ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง model ใหม่ทางด้าน higher education

ทั้งนี้ โดยใช้ dimensions of internationalization 8 ประการ คือ

  1. Inter Education
  2. Inter Research
  3. Inter Enterprise
  4. Inter Student
  5. Inter Faculty
  6. Inter Alumni
  7. Inter Alliance
  8. Inter Benchmarks

เรื่องของ Inter Education เขามีนโยบาย “Bring the World to NUS” .. มีความร่วมมือด้านการสอนการวิจัยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง และหลายรูปแบบ เช่น NUS-UBC, Duke-NUS, Yale-NUS มีการจัดกิจกรรม China-India Day, Middle-East Day เป็นต้น ส่วนนโยบาย “Take NUS Students to the World” จะส่งนักศึกษามากกว่า 50-70% ออกไปต่างประเทศ และมากกว่า 28-30% อยู่ให้นานกว่า 6 เดือน มีโครงการที่เรียกว่า NUS Overseas Colleges ในต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย อิสราเอล อเมริกา และสวีเดน (เพราะ NUS ไม่ได้สร้างวิทยาเขตในต่างประเทศ)

ส่วนทางด้าน Inter Research มหาวิทยาลัย NUS เป็นสถานที่ตั้งของโครงการ Campus for Research Excellence And Technological Enterprise (CREATE) โดยการสร้าง NUS University Town ตามโครงการสนับสนุนการวิจัยของรัฐบาล .. ทางด้าน Inter Enterprise มหาวิทยาลัยใช้สโสแกนว่า 1+1=3 Partnerships for Innovation สนับสนุนให้นักศึกษามีศักยภาพทางด้านการเป็นผู้ประกอบการ .. การปรับปรุงวิธีการสอน ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ นวัตกรรมด้านการสอน (innovation in pedagogy) ที่ใช้กับนักศึกษาแพทย์ Duke-NUS Graduate Medical School ที่เรียกว่า TeamLEAD Curriculum เป็นการเพิ่มทักษะการคิดสร้างสรรค์ (creative thinking skills) และการทำงานร่วมกันเป็นทีมให้แก่นักศึกษาแพทย์ (คำว่า LEAD ย่อมาจาก Learn, Engage, Apply and Develop) พร้อมโชว์ให้ดูวิดีโอเรื่อง TeamLEAD at Duke-NUS ด้วย เพื่อเพิ่มความเข้าใจใน concept นี้ http://www.youtube.com/watch?v=BlVPLYGdBLg

นอกจากนั้น NUS ยังมีโครงการใหม่ (ตอนนี้ยังไม่เปิด) คือ YALE-NUS College ซึ่งจะเป็น “Liberal Arts Designed for Asia” เหตุผลคือ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของคำว่า liberal arts (ซึ่งคนเอเซียมักเอามาสอนแบบผิดๆ เป็นแค่การสอนวิชาศิลปศาสตร์) ต้องการสอนเพื่อให้นักศึกษามีความรู้กว้าง เข้าใจโลก เข้าใจการเปลี่ยนแปลง เและเข้าใจคนได้อย่างลึกซื้ง ตามหลักการของ liberal arts อย่างแท้จริง

วิทยากรท่านสุดท้าย มาจาก University of Sydney พูดถึง The World University Network (WUN) ซึ่งมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เป็นสมาชิก จำนวน 19 แห่ง จากประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย จีน อาฟริกาใต้ นอร์เวย์ (ไม่มีประเทศไทย) โดยร่วมมือกันทางด้านการวิจัย การศึกษา และ mobility ของนักวิจัย ปัจจุบันมีกลุ่มวิจัยแบบสหวิทยาการอยู่ประมาณ 77 กลุ่ม WUN ให้ความสนใจในประเด็นที่เป็น global challenges 4 ประการคือ

  1. Adapting to Climate
  2. Understanding Cultures
  3. Global Higher Education and Research
  4. Global Public Health and Non-Communicable Disease

สุดท้าย วิทยากรตอบคำถามของผู้ฟังว่า มีเทคนิคอย่างไรในการ implement .. เขาบอกว่า วิธีการเรียนรู้สมัยใหม่ ให้นักศึกษามี critical thinking, creative thinkin skills แบบนี้ ต้องปลูกฝังกันมาตั้งแต่อนุบาล ไม่ใช่จะมาเริ่มตอนเข้ามหาวิทยาลัย เพราะจะไม่ทัน ต้องมีการพัฒนาอาจารย์อย่างเข้มข้น ต้องมีการให้ความรู้แก่อาจารย์ เพื่อให้เข้าใจว่า internationalization คืออะไร สำคัญต่ออนาคตอย่างไร (อาจทำเป็นแบบออนไลน์ก็ได้) ต้องมองไปข้างหน้า มองไปในอนาคต แต่ต้องไม่ลืมที่จะรักษารากฐานดั้งเดิมที่มีความแข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยเอาไว้

ความรู้ที่ได้จากการไปประชุม APAIE 2012 (ตอนที่ 6)

ช่วงบ่ายของงานประชุม APAIE 2012 ในวันที่ 5 เม.ย. 55 เข้าฟังหัวข้อ A great Asset: Alumni Social Network involves in International Student Recruitment ประสบการณ์ด้านการสร้างเครือข่ายศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย Feng Chia University ประเทศไต้หวัน … ในบรรดานักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัย จำนวน 45,000 คน เป็นนักศึกษาชาวมาเลเซียมากถึง 30,000 คน มีสมาคมศิษย์เก่าชาวมาเลเซียขนาดใหญ่มาก มีการจัดกิจกรรมมากมาย เช่น การก่อตั้ง The Federation of Alumni Associations of Taiwan Universities, Malaysia (FAATUM) การจัดงาน Malaysia Taiwan Higher Education Fair และตั้งสำนักงานถาวรเป็น Malaysian Office ขึ้นภายในมหาวิทยาลัย ส่วนที่ประเทศมาเลเซีย มีการก่อตั้งสมาคมศิษยฺเก่า Persatuan Alumni Universiti Feng Chia การจัดงาน Feng Chia Night in Malaysia เป็นต้น ประโยชน์ที่ได้รับจากการที่มีสมาคมศิษย์เก่าที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ทำให้มีนักศึกษาชาวมาเลเซียที่สนใจเข้ามาเรียนที่ไต้หวันเพิ่มมากขึ้นถึง 40% (ประมาณ 5,000 คนต่อปี)

เรื่องต่อไปที่ฟังคือ University Social Responsibility: More than just Giving. โดยอาจารย์ Ramesh จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งพูดให้เห็นมุมมองของ USR ภายในมหาวิทยาลัย ที่หลากหลาย USR ทำได้ทั้งในระดับองค์กร และระดับปัจเจกรายบุคคล ทำครั้งเดียวเลิก ทำระยะสั้นๆ หรือระยะยาวแบบยั่งยืน ทำเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยคาดหวังผลประโยชน์ที่แตกต่างกันไป มหาวิทยาลัยควรคำนึงถึงการรักษาสมดุลระหว่างการแข่งขันและการช่วยเหลือสังคม อะไรเป็นเรื่องที่ต้องมาก่อน การดูแลคุณภาพชีวิตและความสุขของบุคลากร การดูแลใส่ใจนักศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญ และตบท้ายด้วยสุนทรพจน์ I have a dream ของ Martin Luther King, Jr. ที่ว่า .. “Our lives begin to end the day we become silent about things that matter”.

เรื่องสุดท้ายที่ฟังในวันนี้ คือ Academic Consortium 21 (AC21) Academia-Industry Ties: Examples from Four Global Leaders ประสบการณ์ของมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม AC21 จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัย Nagoya ประเทศญี่ปุ่น มหาวิทยาลัย Chemnitz University of Technology (CUT) จากประเทศเยอรมัน มหาวิทยาลัย University of Adelaide ประเทศออสเตรเลีย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย

Academic Consortium 21 The Global University – Architect of the new century มีสมาชิกเป็นมหาวิทยาลัยจำนวนกว่า 20 แห่งทั่วโลก ก่อตั้งเมื่อปี 2002 ที่มหาวิทยาลัย Nagoya มีมหาวิทยาลัยไทยร่วมเป็นสมาชิกด้วย 2 แห่งคือ จุฬา และ ม.เกษตรศาสตร์ สมาชิกต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีด้วย เดือนมิถุนายนนี้จะมีการจัดประชุม International Forum ครั้งที่ 6 ขึ้นที่มหาวิทยาลัย Adelaide ที่ออสเตรเลีย รายละเอียดดูได้ที่เว็บไซต์ http://www.ac21.org

จากการเสวนาในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่า มหาวิทยาลัย CUT เขามีความร่วมมืออย่างเข็มแข็งกับภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะด้านยานยนตร์ บริษัทดังๆที่เรารู้จัก เช่น วอลโว่ Parker (ซึ่งไม่ได้ขายแต่ปากกา!) KraussMaffei ซึ่งผลิตเครื่องจักรในอุตสาหกรรมพลาสติก ฯลฯ มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นๆทั่วโลก (รวมทั้ง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือด้วย) .. เป็น Academic-Industry Ties in Action ที่เห็นชัดเจน และเป็นแหล่งเงินทุนของมหาวิทยาลัยที่สำคัญมาก ขืนไปรอแต่รัฐบาลคงไม่ไหว เพราะที่นั่นมีสถาบันวิจัยประเภท Extramural Research Institute ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมากอยู่แล้ว เช่น Max-Planck-Institute

สำหรับประเทศไทย ผู้มาร่วมเสวนาคือ รศ.ดร.อุษณีย์ ยศยิ่งยวด ที่ปรึกษาสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์เล่าถึงประวัติการก่อตั้งสถาบัน Chulalongkorn University Intellectual Property Institute (CUIPI) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 1995 ในรูปแบบของมูลนิธิ CUIPI Foundation แยกตัวออกจากมหาวิทยาลัย เพราะสมัยก่อนมหาวิทยาลัยไม่สามารถทำธุรกิจได้ และความร่วมมือกับภาคเอกชนมักเป็นไปในระดับบุคคล และไม่เป็นระบบ นโยบายของ CUIPI คือ สิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดที่ทำโดยอาจารย์บุคลากร นักศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นสิทธิ์ของทางมหาวิทยาลัย โดยแบ่งค่า royalty ให้ผู้ประดิษฐ์ 50% และอีก 50% แบ่งกันระหว่างมหาวิทยาลัยและคณะ/ภาควิชาต้นสังกัด

ส่วนมหาวิทยาลัย Adelaide ได้นำเสนอ WINE2030 ซึ่งเป็น research network เครือข่ายวิจัยเรื่องของไวน์แบบครบวงจรทั้งมหาวิทยาลัย มีเว็บไซต์อยู่ที่ http://www.adelaide.edu.au/wine2030 เครือข่ายเป็น thin-layer แบบหลวมๆ ที่ดำเนินการโดย management committee มากกว่าจะเป็น corporate structure .. ผสมผสานกันทั้งด้านบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การเกษตร ฟิสิกส์ แม้กระทั่งวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีการเชื่อมโยงกับภาคเอกชน ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน แถมยังใช้เว็บไซต์และสื่อ social media เช่น blog, twitter ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และพูดคุยกันแบบ two-way ระหว่างผู้ที่สนใจเรื่องไวน์ด้วย สุดท้ายผู้บรรยายได้แนะนำ blog ชื่อดัง ที่ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ Wine (แต่ไม่ได้เกี่ยวกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโดยตรงสักเท่าไหร่) ชื่อว่า Tigchandler blog .. มิน่าเล่า ใครเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยนี้ กลับมาเมืองไทย ชอบดื่มไวน์กันทุกคน!

ความรู้ที่ได้จากการไปประชุม APAIE 2012 (ตอนที่ 5)

งานประชุม APAIE 2012 วันที่สอง (5 เม.ย. 55) ไปฟังเขาแนะนำ โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (University Mobility in Asia and the Pacific หรือ UMAP) มีรายละเอียดอยู่ที่เว็บไซต์ http://www.umap.org สำนักงานใหญ่ของ UMAP อยู่ที่ไต้หวัน มี program ให้เลือกหลายแบบ เงื่อนไขคือมหาวิทยาลัยที่เป็น host จะต้อง waive tuition fees ให้นักศึกษา มีทั้งแบบ short course และ super-short course ระยะเวลา 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน มีทุนให้จำนวนปีละ 100 ทุน ในอัตรา USD 800 ต่อนักศึกษา 1 คน และให้ได้มากถึง 10 ทุนต่อ 1 มหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 35 ประเทศ รวมทั้งมหาวิทยาลัยจากประเทศไทยด้วย

หัวข้อต่อไปที่ฟังคือ Strategic Approach to Bridging the Gap between Academic and Administrative Staff through Creative Mobility Models เป็นกิจกรรมด้านวิเทศสัมพันธ์ ของมหาวิทยาลัยในประเทศฝรั่งเศส ฟินแลนด์ และออสเตรเลีย .. ESSCA School of Management มหาวิทยาลัยของฝรั่งเศสที่ตั้งมานานนับ 100 ปีแล้ว มีวิทยาเขตมากมายหลายแห่ง เช่น ที่ Angers, Paris, Budapest, และ Shanghai อาจารย์ประจำมีแค่ 70 คน visiting professor 50 คน แต่มี guest lecturers มากถึง 470 คน มีนักศึกษาแลกเปลี่ยน incoming 389 คน outgoing 367 คนต่อปี มี partner universities ทั่วโลกกว่า 160 แห่งจาก 45 ประเทศ (เป็น double diploma) มหาวิทยาลัยนี้นิยมแลกเปลี่ยนอาจารย์ ทั้งระยะสั้นแค่ 1-2 สัปดาห์ไปจนถึง 1-2 เทอม สนับสนุนสารพัด ทั้งทุน Erasmus Mundus ซึ่งเป็นทุนโครงการแลกเปลี่ยนของยุโรป ให้เงินเดือน ที่พัก ถ้าไปนานหน่อยจะให้ค่าเครื่องบิน ที่พักแบบครอบครัว รถยนต์ และห้องทำงาน ถ้าจะให้อาจารย์ของ ESSCA ไปสอน มหาวิทยาลัยเจ้าภาพต้องจ่ายค่าที่พัก ส่วนทาง ESSCA จ่ายค่าเดินทาง ประโยชน์ที่ได้รับคือ อาจารย์จะได้เปิดหูเปิดตาว่าที่อื่นเขาสอนกันยังไง เป็นการ benchmark ไปในตัว ประชาสัมพันธ์แนะนำมหาวิทยาลัยไปด้วย ส่วนนักศึกษาก็จะได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์ใหม่ๆที่มาจากที่อื่น นับเป็นประสบการณ์และทำให้การเรียนสนุกขึ้น

ส่วนมหาวิทยาลัย Helsinki Metropolia University of Applied Sciences ของประเทศฟินแลนด์ มหาวิทยาลัยนี้สอนไปทาง business, welfare, nursing and health care (มีความร่วมมือกับคณะพยาบาล มหิดล) เขามาพูดเรื่องโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรสายสนับสนุน หรือ non-teaching staff mobility ซึ่งปกติมักมีปัญหาคือ ไม่มีโอกาส ไม่มีเงินสนับสนุน (เข้าใจว่าทุน Erasmus Mundus ให้เฉพาะอาจารย์และนักศึกษา) ไม่มีเวลา (งานเยอะ ไม่ค่อยว่าง) และไม่ค่อยกล้าที่จะพูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาของตน เขาจัดกิจกรรมที่มีชื่อว่า “International non-teaching staff week” รับสมัครบุคลากรสายสนับสนุนจากประเทศอื่นจำนวนประมาณ 20 คน มาศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษากัน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ การคัดเลือกควรผ่านคณะกรรมการที่เรียกว่า mobility advisory group ส่วนที่มหาวิทยาลัย RMIT University เมือง Melborne ประเทศออสเตรเลีย ก็มีโครงการคล้ายกัน เขาเห็นว่าบุคลากรสายสนับสนุนเป็นเสมือน gate keepers และ key contacts เพราะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับอาจารย์ เพื่อช่วยดูแลนักศึกษา

เครือข่ายความร่วมมืออีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ International Network of Universities (INU) สมาชิกประกอบด้วยมหาวิทยาลัย 10 แห่งจาก 8 ประเทศ คือ USA, Australia, Japan, Sweden, Spain, Korea, Indonesia และ Italy ปัจจุบันมีโครงการที่เรียกว่า INU Faculty and Staff Shadowing Program เพื่อแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกัน … มหาวิทยาลัยที่ไปเยือนเป็นคนจ่ายค่าเดินทาง ส่วนมหาวิทยาลัยเจ้าบ้านจ่ายค่าที่พักและค่าเดินทางภายในประเทศ ใครสนใจมีรายละเอียดอยู่ที่เว็บไซต์ http://www.inunis.net

ความรู้ที่ได้จากการไปประชุม APAIE 2012 (ตอนที่ 4)

ในช่วงบ่ายของวันที่ 4 เม.ย. 55 เข้าฟัง session งานประชุม APAIE 2012 อีก 4 เรื่อง เรื่องแรกคือ Developing Globally Confident Engineers through Service Learning โดย Dr. Kathleen ซึ่งมีวิธีการเสวนาไม่เหมือนใคร คือ พูดเปล่าๆโดยไม่มี slides แถมยังชักชวนให้คนฟัง share ประสบการณ์ของตัวเองด้วย … Dr. Kathleen เล่าว่า การสอนนักศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมเหมืองแร่ที่ Colorado ใช้วิธีให้นักศึกษาสร้างทีมทำ project เอง และออกไปทำ project ร่วมกันในต่างประเทศ แถบอาฟริกาและเอเซีย หาโจทย์ปัญหาท้องถิ่นที่ต้องการแก้ไขโดยใช้ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์ เป็น project-based learning เพื่อสอนให้รู้จักคิดนอกกรอบ มีมนุษยสัมพันธ์ มีความเป็น global citizenship ได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศอื่น และอาจต้องเรียนรู้ภาษาของประเทศอื่นด้วย ซึ่งจำเป็นสำหรับวิศวกรที่ต้องทำงานกับ crews ที่เป็นคนต่างชาติ ดังนั้น การส่งนักศึกษาออกไปใช้ชีวิตต่างประเทศบ้าง เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยและรัฐควรลงทุน

เรื่องที่สอง คือ Intercultural sensitivity development in semester-long sojourners เป็นผลการวิจัยที่ศึกษานักศึกษามหาวิทยาลัย Chinese University of Hong Kong (CUHK) ซึ่งเคยเข้าโครงการแลกเปลี่ยน ไปต่างประเทศ และต้องใช้ภาษาที่สอง เป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา (4 เดือน) โดยใช้กรอบแนวคิดที่เรียกว่า Developmental Model of Intercultural Sensitivity ของ Milton Bennett … คนเราหากต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป และไม่คุ้นเคย จะแสดงพฤติกรรม 6 รูปแบบ คือ 1.Denial of Difference 2.Defense against Difference 3.Minimization of Difference 4.Acceptance of difference 5.Adaptation to Difference Individuals และ 6.Integration of Difference

เรื่องที่สามคือ Mobility of students from India to International Campuses ปัจจุบันนักศึกษาอินเดีย ออกไปศึกษาต่อในประเทศต่างๆ มากกว่า 35 ประเทศ จำนวนปีละมากกว่า 150,000 คน สาเหตุเนื่องจากเศรษฐกิจของอินเดียนั้นเติบโต (รวยขึ้น) แม้ว่าภายในประเทศจะมีการสร้างมหาวิทยาลัยเอกชนเพิ่มจำนวนมากขึ้นก็ตาม นักศึกษานิยมไปเรียนที่ NUS ประเทศสิงคโปร์เพราะราคาไม่แพงแต่ได้ปริญญาระดับ UK/USA .. ที่แย่หน่อย มีการเหยียดผิวบ้าง ก็ที่ประเทศออสเตรเลีย การเคลื่อนย้ายของนักศึกษาอินเดียออกไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมากเช่นนี้ มีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ ควรศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องของการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัย ในการสร้างหลักสูตรแบบ twinning programs และ joint research

เรื่องที่สี่คือ Not If, But How: Including People with Disabilities in International Exchange พูดถึงโอกาสสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ ที่จะไปศึกษาต่อในประเทศอื่น ตามโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ของ Mobility International USA (MIUSA) ซึ่งเน้นการส่งเสริม partner agreement ระหว่างประเทศ … มหาวิทยาลัยใดสนใจ สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.miusa.org/ncde