การประเมินสมรรถนะการวิจัยรายบุคคล : ปริมาณหรือคุณภาพ

บทความเกี่ยวกับวิธีการประเมินสมรรถนะการวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยเป็นรายบุคคล ที่น่าสนใจเป็นรายงานของ French Academy of Sciences, Institut de France หรือสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตสถาน ประเทศฝรั่งเศส มีชื่อว่า “On the proper use of bibliometrics to evaluate individual researchers.” พิมพ์เมื่อเดือนมกราคม ปี 2011 และได้สรุปใจความสำคัญตีพิมพ์ลงในวารสาร Science Translational Medicine ปี 2011 โดย Jose-Alain Sahel สาระสำคัญในรายงานดังกล่าว มีดังนี้

Balancing quality and quantity

การประเมินสมรรถนะการวิจัยของอาจารย์และนักวิจัย ควรที่จะคำนึงถึงทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ การประเมินในเชิงคุณภาพคือให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นๆ เป็นผู้อ่านผลงานและพิจารณา เป็นวิธีที่ดีแต่บางครั้งอาจเกิดความลำเอียงและมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ รวมทั้งมีความยุ่งยากและใช้เวลานาน การประเมินในเชิงปริมาณโดยการใช้ publication metrics / citation metrics เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกรวดเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม การวัดในเชิงปริมาณโดยใช้ metrics แต่เพียงอย่างเดียวนั้น ย่อมไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะประเมินสมรรถนะของนักวิจัย จำเป็นต้องพิจารณาเกณฑ์หรือตัวชี้วัดอื่นๆประกอบด้วย เช่น ภาระด้านการสอน การเป็นพี่เลี้ยงนักวิจัย (mentoring) การสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย จำนวนสิทธิบัตร การได้รับเชิญเป็น invited speaker หรือ reveiwer ของวารสาร การมีข้อตกลงความร่วมมือกับต่างประเทศ ความเป็นผู้มีชื่อเสียงและเกียรติยศที่โดดเด่น ความสามารถในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น และที่ถูกต้องควรประเมินโดยใช้ทั้งสองวิธี คือ เชิงคุณภาพ (ผู้ทรงคุณวุฒิ) และเชิงปริมาณ (บรรณมิติ / bibliometrics) ควบคู่กัน

Bibliometrics: indicators or not?

การวัดผลผลิตงานวิจัยในเชิงปริมาณ มีดัชนีหลายตัวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ได้แก่

ค่า Impact factor เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปี 1955 คำนวนจากจำนวนการอ้างอิงที่ได้รับในปีปัจจุบัน หารด้วยจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนั้นในระยะเวลา 2 ปี แม้จะมีประโยชน์แต่ก็มีข้อถกเถียงกันมาก เนื่องจากมีความแตกต่างกันระหว่างสาขาวิชา โดยเฉลี่ยแล้ววารสาร basic sciences มักจะมีค่า impact factor สูงกว่าวารสาร applied sciences และค่า impact factor ของวารสารไม่ได้สะท้อนคุณภาพของแต่ละบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสารนั้นแต่อย่างใด บทความอาจมีจำนวนอ้างอิงที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าค่า impact factor ก็ได้ อีกทั้งวิธีการคำนวณค่า impact factor นั้น นับรวมการอ้างอิงตนเอง (self-citations) เข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม ประเทศทางแถบยุโรปรวมทั้งฝรั่งเศส ยังคงนิยมใช้ค่า journal impact factor ในการประเมินคุณภาพการวิจัยเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพของนักวิจัยรายบุคคล โดยเฉพาะในสาขาทางด้านชีววิทยาและการแพทย์

จำนวนการอ้างอิง (number of citations)

มีข้อจำกัดหลายประการ เช่น จำนวนการอ้างอิงที่ได้รับนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของฐานข้อมูล (databases) ที่ใช้ในการตรวจวัด (แต่ละฐานข้อมูลอาจสืบค้นจำนวนการอ้างอิงได้ไม่เท่ากัน) และไม่ได้คำนึงถึงตำแหน่งของ authorship ที่ปรากฎในบทความว่าเป็นผู้วิจัยหลักหรือไม่ บางครั้งจำนวนการอ้างอิงที่ได้รับไม่ได้แปรตามคุณภาพของเนื้อหาทางวิชาการของบทความนั้น บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารที่มีชื่อเสียงมักจะได้เปรียบวารสารอื่นและได้รับการอ้างอิงมากกว่าแม้บทความจะมีคุณภาพเท่าๆกัน และยังมีประเด็นทางด้านวัฒนธรรม เช่น นักวิจัยชาวอเมริกันมักอ้างอิงบทความที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษโดยคนในประเทศเดียวกัน มากกว่าจะอ้างอิงบทความของคนประเทศอื่นและเขียนเป็นภาษาอื่น เช่น บทความภาษาฝรั่งเศสของนักวิจัยชาวฝรั่งเศส เป็นต้น นอกจากนั้น บทความปริทัศน์ (review article) มักได้รับการอ้างอิงสูงกว่าบทความวิจัยที่เป็นต้นฉบับ (original article) การนับจำนวนการอ้างอิงควรหลีกเลี่ยงไม่นับรวมการอ้างอิงบทความของตนเอง (self-citations) เพราะไม่สะท้อนถึงผลกระทบของผลงานวิจัยที่แท้จริง

ดัชนีชี้วัดชนิดใหม่ๆ เช่น h-index, g-index

ดัชนี h-index เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2005 ค่า h ของนักวิจัยหมายถึงจำนวนผลงานวิจัย h บทความ ที่ได้รับการอ้างอิง h ครั้งหรือมากกว่า ตัวอย่างเช่น นักวิจัยที่มีค่า h-index= 20 หมายถึง นักวิจัยท่านนั้นตีพิมพ์บทความหรือเป็นผู้แต่งร่วมจำนวน 20 บทความที่ได้รับการอ้างอิง 20 ครั้งหรือมากกว่า ค่า h-index มีประโยชน์มากในการวัดผลิตภาพ (productivity) ของนักวิจัย เนื่องจากเป็นการวัดผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และวัดจำนวนการอ้างอิงของแต่ละบทความซึ่งเป็นผลกระทบสะสม ดีกว่าการวัดด้วยเกณฑ์เดี่ยวๆ เช่น จำนวนบทความตีพิมพ์ทั้งหมด จำนวนการอ้างอิงทั้งหมด หรือจำนวนการอ้างอิงต่อบทความ อย่างไรก็ตาม h-index มีข้อเสีย คือ มีความแตกต่างระหว่างสาขาวิชา นักวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพมักมีค่า h-index ที่สูงกว่าสาขาฟิสิกส์ นักวิจัยที่อาวุโสจะได้เปรียบเพราะคำนวณจากผลงานวิจัยทั้งหมดที่สะสมมาตลอดอายุการทำงาน แม้ปัจจุบันจะเลิกทำวิจัยหรือเสียชีวิตไปแล้ว ฐานข้อมูลที่ให้บริการตรวจสอบค่า h-index เช่น web of science, scopus จะรายงานค่า h-index ของนักวิจัยได้ไม่เท่ากัน (เนื่องจากครอบคลุมวารสารไม่เท่ากัน)

จำนวนการอ้างอิงที่นับไม่ได้คำนึงถึงบริบทของการอ้างอิงแต่อย่างใด เช่น เป็น negative findings ค่า h-index จะขึ้นอยู่กับจำนวนรวมของผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ด้วย ดังนั้น นักวิจัยหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นวิชาชีพ รวมทั้งนักวิจัยที่ตีพิมพ์บทความจำนวนน้อยแต่เป็นบทความที่ได้รับการอ้างอิงมาก มักจะเสียเปรียบ นอกจากนั้น ค่า h-index เป็นการคำนวณจากบทความของนักวิจัยทุกเรื่องโดยไม่คำนึงถึงบทบาทของนักวิจัยในฐานะผู้แต่งหรือผู้แต่งร่วม และไม่คำนึงถึงผลกระทบหรือความสำคัญของบทความแต่อย่างใด ต่อมาเริ่มมีการปรับปรุงค่า h-index ให้ดีขึ้น เช่น ค่า hc-index หรือ contemporary h-index (Sidiropoulos, 2007) เริ่มคำนึงถึงอายุของบทความ โดยให้ค่าน้ำหนักบทความที่ตีพิมพ์ใหม่ มากกว่าบทความที่ตีพิมพ์มานาน เพื่อให้นักวิจัยรุ่นใหม่สามารถเปรียบเทียบกับนักวิจัยอาวุโสได้อย่างยุติธรรมมากขึ้น

ดัชนี g-index เริ่มใช้เมื่อปี 2006 เป็นการเพิ่มค่าน้ำหนักให้แก่บทความที่ได้รับการอ้างอิงสูง ค่า g-index หมายถึง the highest number g of papers that together received g2 or more citations เมื่อเรียงบทความตามลำดับจำนวนการอ้างอิงที่ได้รับจากสูงมาต่ำ

ตัวอย่างเช่น g-index=20 หมายถึง นักวิจัยท่านนั้นมี 20 บทความที่ได้รับการอ้างอิง 400 หรือมากกว่า จะเห็นว่าค่า g-index จะสูงกว่าค่า h-index ทำให้แยกความแตกต่างระหว่างสมรรถนะของนักวิจัยได้ง่ายกว่า

นักวิจัย A ตีพิมพ์ 10 บทความ ได้รับการอ้างอิงบทความละ 4 ครั้ง จะมีค่า h-index = 4 นักวิจัย B ตีพิมพ์ 10 บทความและมี 9 บทความที่ได้รับการอ้างอิงบทความละ 4 ครั้ง จะมีค่า h-index = 4 เช่นกัน โดยไม่สนใจว่าบทความที่ 10 จะได้รับการอ้างอิงกี่ครั้ง (อาจได้รับการอ้างอิง 0,1,2, หรือ 3 ครั้งก็ได้)

แต่ g-index สนใจจำนวนการอ้างอิง ถ้าบทความที่ 10 ได้รับการอ้างอิง 20 ครั้ง ค่า g-index ของนักวิจัย B จะเท่ากับ 6 แต่ถ้าบทความที่ 10 ได้รับการอ้างอิง 50 ครั้ง ค่า g-index ของนักวิจัย B จะเท่ากับ 9

Choosing an indicator

เนื่องจากไม่มีดัชนีใดที่จะใช้วัดสมรรถนะของนักวิจัยได้โดยลำพัง จึงต้องใช้ร่วมกันหลายตัว ทั้งจำนวนการอ้างอิงทั้งหมด ค่า h-index, g-index ค่า impact factor ของวารสาร และต้องคำนึงถึงสาขาวิชาหรือสาขาวิชาย่อยที่แตกต่างกัน และบทบาทของความเป็นผู้แต่งในกรณีของ multiple authorship ด้วย

การนำ bibliometrics ไปใช้ในแต่ละประเทศ มีบริบทที่แตกต่างกัน ประเทศแถบยุโรปอเมริกา ใช้ bibliometrics ในการประเมินมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยแต่ในระดับบุคคลจะนิยมใช้การพิจารณาจากประวัติผลงาน (CV) การสัมภาษณ์ และจดหมายรับรองมากกว่า ในขณะที่ประเทศในแถบเอเชียและประเทศจีน นิยมใช้ bibliometrics ในการคัดเลือกนักวิจัยเข้าทำงานหรือเลื่อนผลงานทางวิชาการ แม้ว่าปัจจุบันอาจจะเริ่มพิจารณาจาก letter recommendation บ้างแล้ว ส่วนประเทศฝรั่งเศสนิยมใช้ bibliometrics ในการประเมินทั้งในระดับสถาบันและระดับบุคคล โดยเฉพาะในสาขาทางด้านชีวเวชศาสตร์

การประเมินผลงานวิจัยในแต่ละสาขาก็มีความแตกต่างกัน ทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล คอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ ใช้การประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกับการพิจารณาจำนวนผลงานวิจัย จำนวนรางวัลที่ได้รับ การได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายในการประชุมวิชาการ ซอฟแวร์ที่ประดิษฐ์ จำนวนสิทธิบัตร และข้อตกลงของการถ่ายทอดเทคโนโลยี อาจพิจารณาจากการเป็นผู้จัดงานประชุมวิชาการ หรือร่วมเป็นกองบรรณาธิการวารสารด้วย นักวิจัยรุ่นใหม่จะได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจากการสัมภาษณ์หรือขณะบรรยายในงานสัมมนา ในสาขานี้การตีพิมพ์ในวารสารอาจไม่ใช่กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัยที่สำคัญเท่าไรนัก ดังนั้นการใช้ metrics ในการประเมินผลงานอาจจะได้ผลไม่ค่อยถูกต้องครบถ้วน Bibliometrics อาจใช้สำหรับประกอบการตัดสินใจแต่ไม่ใช่วิธีหลักในการประเมิน

สำหรับสาขาฟิสิกส์ วิธีการประเมินแตกต่างกันไป โดยทั่วไปสำหรับนักวิจัยรุ่นอาวุโสจะใช้ทั้งเชิงปริมาณ (จำนวนผลงานวิจัย และ h-index) และเชิงคุณภาพ (การได้รับเชิญเป็น keynote speaker หรือ invited speaker หรือ mentoring programs) สาขา astrophysics นิยมใช้ bibliometrics ในการประเมิน การคัดเลือกเข้าทำงาน การเลื่อนระดับทางวิชาการ และการจัดสรรทุนสนับสนุนการวิจัย สาขาเคมี นิยมใช้ค่า h-index จำนวนการอ้างอิง จำนวนการอ้างอิงต่อบทความในการประเมินนักวิจัยรุ่นอาวุโสที่ทำงานนาน 10-12 ปี ส่วนนักวิจัยรุ่นใหม่จะใช้การสัมภาษณ์เพื่อดูความสามารถในการนำเสนอและการอภิปรายเนื้อหาทางวิชาการ และพิจารณาจำนวนผลงานวิจัยด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสาขาเคมีแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส มักจะหลีกเลี่ยงการใช้ bibliometrics ในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยรายบุคคล

สาขาเศรษฐศาสตร์ การประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวิธีสำคัญที่สุดในการคัดเลือกเข้าทำงานและส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่จะใช้ bibliometrics ประกอบการตัดสินใจ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาคณิตศาสตร์ การใช้ bibliometrics อาจจะได้ผลไม่ดีนัก เนื่องจากฐานข้อมูลที่ใช้สืบค้นมักจะไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ในทางตรงข้าม สาขาชีววิทยาและสาขาการแพทย์ การใช้วิธีวัดเชิงปริมาณ โดยเฉพาะ Journal impact factor เป็นวิธีที่นิยมใช้มากในการประเมินนักวิจัยรายบุคคล

Strategies and recommendations

bibliometrics เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ หากใช้โดยคณะกรรมการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาจากหลากหลายสาขาวิชา และผู้ประเมินควรต้องรู้จักผู้ถูกประเมินมากเพียงพอก่อนเปรียบเทียบ และต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างสาขาวิชาด้วย และแนะนำว่าไม่ควรใช้ bibliometrics ในการคัดเลือกนักวิจัยรุ่นใหม่เข้าทำงาน และควรเลือกกลุ่มวิธี bibliometrics ให้เหมาะสมต่อวัตถุประสงค์ เช่น ใช้ประเมินผลงาน รับเข้าทำงาน เลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ ให้ทุนวิจัย ให้รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ เป็นต้น ไม่ควรนำไปใช้แบบคร่าวๆโดยผู้บริหารองค์กรที่ไม่มีความผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เพราะถ้าใช้ผิดพลาดจะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต้องระวังข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นขณะสืบค้นฐานข้อมูล จากการสะกดชื่อสกุลของนักวิจัยไม่ถูกต้องหรือใช้ฐานข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ การรวบรวมจำนวนผลงานวิจัยควรสอบถามจากตัวนักวิจัยเอง และเลือกใช้ดัชนีที่นักวิจัยให้การยอมรับด้วย Sahel มีความเห็นว่า bibliometrics เป็นเครื่องมือหรือวิธีวัดสมรรถนะการวิจัยที่พบว่ามีข้อบกพร่องหลายประการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวัง และควรแปรผลโดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ

French Academy of Sciences ได้ทำการศึกษาข้อมูลต่างๆอย่างรอบด้าน เพื่อปรับปรุงวิธีการนำ bibliometrics มาใช้ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของนักวิจัย และเพื่อให้ได้วิธีประเมินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นที่มาของรายงาน On the proper use of bibliometrics to evaluate individual researchers ที่ได้นำเสนอต่อกระทรวงการอุดมศึกษาและวิจัย (Ministry of Higher Education and Research) ประเทศฝรั่งเศส เล่มนี้

รายการอ้างอิง :
Sahel, Jose-Alain. (2011). “Quality versus quantity: assessing individual research performance.” Science Translational Medicine. 3, 84: 84cm13.
Institut de France Academie des sciences. (2011). On the proper use of bibliometrics to evaluate individual researchers. Available at http://www.academie-sciences.fr/activite/rapport/avis170111gb.pdf

Mirror Site ที่ Gotoknow : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/498316

Advertisements

ผลงานวิชาการ (เรียงตามลำดับความสำคัญ)

ได้ลองจัดเรียงผลงานวิชาการ ตามลำดับความสำคัญ จากมากไปหาน้อย โดยอ้างอิงเกณฑ์ต่างๆ ตามมาตรฐานของ กพอ สมศ สกอ สกว ฯลฯ อย่างคร่าวๆ (บางรายการอาจมีค่าใกล้เคียงกัน หรือบางรายการอาจแยกย่อยลงไปได้อีก ซึ่งแล้วแต่นโยบายและการนำไปประยุกต์ใช้ของหน่วยงานต่างๆ เช่น การประเมินผลการปฎิบัติงาน การเลื่อนตำแหน่ง การสนับสนุนทุนวิจัย การประกันคุณภาพ ฯลฯ )

    ค่าน้ำหนัก 1.00

  1. บทความวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ / มีกระบวนการ peer-review / ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลสากล Web of Science ของบริษัท Thomson ซึ่งมีกระบวนการคัดเลือกวารสารอย่างเข้มข้นเป็นที่ยอมรับ / ผลการจัดอันดับวารสารโดยใช้ฐานข้อมูล JCR พบว่ามีค่า impact factor สูง และจัดอยู่ในควอไทล์ที่ 1 หรือ 2 (Q1, Q2) ของสาขาวิชานั้นๆ
  2. บทความวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ / มีกระบวนการ peer-review / ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลสากล Scopus ของบริษัท Elsevier ซึ่งมีกระบวนการคัดเลือกวารสารด้วยเช่นกัน / ผลการจัดอันดับวารสารโดยใช้ฐานข้อมูล SJR (SCImago Journal Rank) พบว่ามีค่า SJR สูง และจัดอยู่ในควอไทล์ที่ 1 หรือ 2 (Q1, Q2) ของสาขาวิชานั้นๆ
  3. สิทธิบัตรที่จดระดับนานาชาติ — ตามเกณฑ์ของ สมศ.
  4. ตำราหรือหนังสือที่ใช้ในการขอผลงานทางวิชาการและผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการแล้ว หรือตำราหรือหนังสือที่มีคุณภาพสูง มีผู้ทรงคุณวุฒิตรวจอ่านตามเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการ — ตามเกณฑ์ของ ก.พ.อ. (คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา)
  5. งานสร้างสรรค์ ที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ
  6. ค่าน้ำหนัก 0.75

  7. บทความวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ / มีกระบวนการ peer-review / ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลสากล Web of Science ของบริษัท Thomson ซึ่งมีกระบวนการคัดเลือกวารสารอย่างเข้มข้นเป็นที่ยอมรับ / ผลการจัดอันดับวารสารโดยใช้ฐานข้อมูล JCR พบว่ามีค่า impact factor ไม่สูง และจัดอยู่ในควอไทล์ที่ 3 หรือ 4 (Q3, Q4) ของสาขาวิชานั้นๆ
  8. บทความวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ / มีกระบวนการ peer-review / ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลสากล Scopus ของบริษัท Elsevier ซึ่งมีกระบวนการคัดเลือกวารสารด้วยเช่นกัน / ผลการจัดอันดับวารสารโดยใช้ฐานข้อมูล SJR (SCImago Journal Rank) พบว่ามีค่า SJR ไม่สูง และจัดอยู่ในควอไทล์ที่ 3 หรือ 4 (Q3, Q4) ของสาขาวิชานั้นๆ
  9. บทความวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ / มีกระบวนการ peer-review / ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลสากลอื่นซึ่งเป็นที่ยอมรับ ฐานข้อมูลเฉพาะสาขาวิชา แต่อาจไม่มีกระบวนการคัดเลือกวารสารอย่างเข้มงวด และไม่มีดัชนีจัดอันดับวารสาร / หรือเป็นวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ที่มีผู้ประเมิน แต่ไม่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลสากลใดๆ
  10. สิทธิบัตรที่จดระดับภูมิภาค
  11. ตำราหรือหนังสือที่มีการประเมินผ่านตามเกณฑ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่สถานศึกษากำหนด
  12. งานสร้างสรรค์ ที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับภูมิภาคอาเซียน
  13. ค่าน้ำหนัก 0.50

  14. บทความวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ที่มีชื่ออยู่ใน ประกาศของ สมศ. หรือมีกระบวนการ peer-review ชัดเจน)
  15. บทความวิชาการ ที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ (เป็นเกณฑ์ของ สมศ – แต่บางแห่งมีข้อขัดแย้ง เพราะเห็นว่า review article ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ที่มี peer-review น่าจะมีน้ำหนักเท่ากับ research article)
  16. สิทธิบัตรที่จดในประเทศไทย
  17. งานสร้างสรรค์ ที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ
  18. ค่าน้ำหนัก 0.25

  19. บทความวิจัย หรือ บทความวิชาการ ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ (ปรากฎในฐานข้อมูล Thai Citation Index – TCI)
  20. อนุสิทธิบัตร
  21. บทความวิจัย หรือบทความวิชาการ ที่ตีพิมพ์ในรายงานการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ
  22. (บทความวิจัย ที่ตีพิมพ์ในรายงานการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ (international conference proceedings) ที่มีกระบวนการ peer-review อย่างเข้มข้นชัดเจน อาจพิจารณาให้มีค่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 0.50 ได้ ทั้งนี้ แล้วแต่นโยบายของหน่วยงาน)

  23. งานสร้างสรรค์ ที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับชาติ
  24. ค่าน้ำหนัก 0.125

  25. บทความวิจัย หรือบทความวิชาการ ที่ตีพิมพ์ในรายงานการประชุมวิชาการ ระดับชาติ
  26. งานสร้างสรรค์ ที่ได้รับการเผยแพร่ในระดับสถาบันหรือจังหวัด

ที่ยังไม่แน่ใจคือ บทความวิชาการ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือรวมบทความต่างประเทศ ซึ่งมี editorial review คาดว่าน่าจะเทียบเท่ากับ บทความวิจัยหรือบทความวิชาการ ที่ตีพิมพ์ในรายงานการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ คือ 0.25 แต่ถ้าหากเป็นหนังสือที่มาจากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง และมีกระบวนการ peer review ที่ชัดเจน อาจเพิ่มค่าน้ำหนักเป็น 0.50 ได้ ตามแต่จะพิจารณา

นอกจากนั้น ปัจจุบันมีการจัดทำดัชนีสำหรับ proceedings paper จากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงเช่น Wiley-Blackwell, Elsevier Science, Lippincott Williams & Wilkins, Springer-Verlag, Thieme, IEEE ฯลฯ อยู่ในฐานข้อมูล Web of Science – Conference Proceedings Citation Index และฐานข้อมูล Scopus ด้วย และเริ่มมีดัชนีจัดอันดับ proceedings โดยอาศัยจำนวนการอ้างอิงเป็นเกณฑ์กันบ้างแล้ว ดังนั้นต่อไปอาจพิจารณาให้ค่าน้ำหนักของ proceedings paper เพิ่มขึ้น จาก 0.25 หรือ 0.50 กลายเป็น 0.75 ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของหน่วยงาน

ส่วนบทคัดย่อจากการประชุมวิชาการ (meeting abstract) ทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ ไม่ได้มีการระบุไว้ แต่โดยหลักการแล้ว ค่าน้ำหนักน่าจะต่ำกว่า proceedings paper ซึ่งเป็นบทความฉบับเต็ม

ผลงานทางวิชาการ : ตามเกณฑ์ของ สกว.

การกำหนดค่าน้าหนักผลงานวิจัยของ สกว.
1) วารสารวิชาการ แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ
(1) วารสารวิชาการระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานข้อมูล Science Citation Index Expanded ของ Thomson Reuters (เดิมรู้จักในนามของ Institute for Scientific Information, ISI) ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 1
(2) วารสารวิชาการระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอื่น นอกเหนือจากฐานข้อมูล Science Citation Index Expanded หรือวารสารวิชาการที่ยอมรับระดับนานาชาติที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของ สกอ. ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.75
(3) วารสารวิชาการระดับชาติ ที่ผ่านเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของ สกอ. หรือวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องมี impact factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2551-2553) ไม่ต่ากว่า 0.025 ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.50
(4) วารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องมี impact factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2551-2553) ต่ากว่า 0.025 แต่ไม่ต่ากว่า 0.01 ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.25
(5) วารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องมี impact factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2551-2553) ต่ากว่า 0.01 แต่ไม่เท่ากับ 0 ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.125

2) รายงานการประชุมที่เผยแพร่เป็นรูปเล่ม (proceedings) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
(1) การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ (international conference) ที่มี proceedings ตีพิมพ์ผลงานฉบับสมบูรณ์ (full paper) ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.25
(2) การประชุมวิชาการระดับชาติ (national conference) ที่จัดร่วมกันโดยสมาคม/สถาบันที่เป็นนิติบุคคลมากกว่า 1 แห่งขึ้นไป และต้องมี proceedings ตีพิมพ์ผลงานฉบับสมบูรณ์เผยแพร่หลังการประชุม ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.125

3) สิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติแล้ว แบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้
สิทธิบัตรที่จดระดับนานาชาติ ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 1
สิทธิบัตรที่จดระดับภูมิภาค ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.75
สิทธิบัตรที่จดในประเทศไทย ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.50
อนุสิทธิบัตร ให้ค่าน้าหนักเท่ากับ 0.25

อ้างอิง : การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ปี 2554

ผลงานทางวิชาการ : ตามเกณฑ์ของ สมศ.

สมศ. กำหนดระดับคุณภาพ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ ดังนี้

ค่าน้ำหนัก 0.25 = มีการตีพิมพ์ในรายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ/ระดับนานาชาติ หรือมีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ปรากฎในฐานข้อมูล TCI
ค่าน้ำหนัก 0.50 = มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติที่มีชื่อปรากฏอยู่ในประกาศของ สมศ.
ค่าน้ำหนัก 0.75 = มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ปรากฏในฐานข้อมูลการจัดอันดับวารสาร SJR (SCImago Journal Rank: http://www.scimagojr.com) โดยวารสารนั้นถูกจัดอยู่ในควอไทล์ที่ 3 หรือ 4 (Q3 หรือ Q4) ในปีล่าสุด ใน subject category ที่ตีพิมพ์ หรือมีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่มีชื่อปรากฏอยู่ในประกาศของ สมศ.
ค่าน้ำหนัก 1.00 = มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ปรากฏในฐานข้อมูลการจัดอันดับวารสาร SJR (SCImago Journal Rank: http://www.scimagojr.com) โดยวารสารนั้นถูกจัดอยู่ในควอไทล์ที่ 1 หรือ 2 (Q1 หรือ Q2) ในปีล่าสุด ใน subject category ที่ตีพิมพ์ หรือมีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ปรากฏในฐานข้อมูลสากล ISI หรือ Scopus

ผลงานวิชาการที่ได้รับรองคุณภาพ
หมายถึง บทความวิชาการ ตำรา หรือหนังสือ ที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองและได้รับการรับรองคุณภาพแล้ว ตามเกณฑ์ของ กพอ. เรื่องหลักเกณฑ์การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการหรือเทียบเท่า

ค่าน้ำหนัก 0.25 = บทความวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ
ค่าน้ำหนัก 0.50 = บทความวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ
ค่าน้ำหนัก 0.75 = ตำราหรือหนังสือที่มีการประเมินผ่านตามเกณฑ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่สถานศึกษากำหนด
ค่าน้ำหนัก 1.00 = ตำราหรือหนังสือที่ใช้ในการขอผลงานทางวิชาการและผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการแล้ว หรือตำราหรือหนังสือที่มีคุณภาพสูง มีผู้ทรงคุณวุฒิตรวจอ่านตามเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการ

บทความวิชาการ หมายถึง เอกสารทางวิชาการที่เรียบเรียงอย่างเป็นระบบ มีข้อความรู้ที่สะท้อนมุมมอง แนวคิดเชิงทฤษฎีที่ได้จากประสบการณ์ การสังเคราะห์เอกสาร หรือ การวิจัย โดยจัดทำในรูปของบทความ เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการที่มีคุณภาพซึ่งมีผู้ตรวจอ่าน

การนับจำนวนผลงานทางวิชาการที่ได้รับการรับรองคุณภาพ จะนับผลงานวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบของบทความวิชาการในวารสารวิชาการทั้งในระดับชาติและ/หรือนานาชาติ หนังสือ หรือตำราทางวิชาการ ซึ่งมีระบบการพิจารณาต้นฉบับจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิก่อนการตีพิมพ์ และ
ผลงานจะต้องเกินร้อยละ 50 ของชิ้นงาน ในกรณีที่มีการตีพิมพ์มากกว่า 1 ครั้ง ให้นับการตีพิมพ์เพียงครั้งเดียวต่องานวิชาการ 1 ชิ้น

คู่มือการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ.2554-2558) ระดับอุดมศึกษา ฉบับสถานศึกษา (แก้ไขเพิ่มเติม พฤศจิกายน 2554)

ผลงานทางวิชาการ : ตามเกณฑ์ของ กพอ.

1) เอกสารคำสอน
คำนิยาม : ผลงานทางวิชาการที่ใช้สอนวิชาใดวิชาหนึ่ง ตามหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาที่สะท้อนให้เห็นเนื้อหาวิชาที่สอน และวิธีการสอนอย่างเป็นระบบ โดยอาจพัฒนาขึ้นจากเอกสารประกอบการสอนจนมีความสมบูรณ์กว่าเอกสารประกอบการสอน จัดเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้เรียนที่นำไปศึกษาด้วยตนเองหรือเพิ่มเติมขึ้นจากการเรียนในวิชานั้นๆ
รูปแบบ : เป็นเอกสารรูปเล่มหรือสื่ออื่นๆที่เกี่ยวข้องในวิชาที่ตนสอน ประกอบด้วย แผนการสอน หัวข้อบรรยาย (มีรายละเอียดประกอบพอสมควร) และมีสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้เพิ่มขึ้น เช่น รายชื่อบทความหรือหนังสืออ่านประกอบ บทเรียบเรียงคัดย่อเอกสารที่เกี่ยวเนื่อง แผนภูมิ (chart) แถบเสียง (tape) ภาพเลื่อน (slide) ตัวอย่างหรือกรณีศึกษาที่ใช้ประกอบการอธิบายภาพ แบบฝึกปฏิบัติ รวมทั้งการอ้างอิงเพื่อขยายความที่มาของสาระและข้อมูล และบรรณานุกรมที่ทันสมัย
การเผยแพร่ : ต้องได้รับการจัดทำเป็นรูปเล่มด้วยการพิมพ์ หรือถ่ายสำเนาเย็บเล่ม หรือสื่ออื่นๆ ที่แสดงหลักฐานว่าได้เผยแพร่โดยใช้เป็น “คำสอน” ให้แก่ผู้เรียนในวิชานั้นๆ มาแล้ว
ลักษณะคุณภาพ : อยู่ในดุลยพินิจของสภาสถาบันอุดมศึกษาที่จะกำหนดเป็นข้อบังคับ

2) บทความทางวิชาการ
คำนิยาม : งานเขียนทางวิชาการซึ่งมีการกำหนดประเด็นที่ต้องการอธิบายหรือวิเคราะห์อย่างชัดเจน ทั้งนี้มีการวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวตามหลักวิชาการจนสามารถสรุปผลการวิเคราะห์ในประเด็นนั้นได้ อาจเป็นการนำความรู้จากแหล่งต่างๆ มาประมวลร้อยเรียงเพื่อวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยที่ผู้เขียนแสดงทัศนะทางวิชาการของตนไว้อย่างชัดเจนด้วย
รูปแบบ : เป็นบทความที่มีความยาวไม่มากนัก ประกอบด้วยการนำความที่แสดงเหตุผลหรือที่มาของประเด็นที่ต้องการอธิบายหรือวิเคราะห์ กระบวนการอธิบายหรือวิเคราะห์และบทสรุป มีการอ้างอิงและบรรณานุกรมที่ครบถ้วนและสมบูรณ์
การเผยแพร่ : เผยแพร่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังนี้
1. เผยแพร่ในรูปของบทความทางวิชาการในวารสารทางวิชาการ ทั้งนี้วารสารทางวิชาการนั้นอาจเผยแพร่เป็นรูปเล่มสิ่งพิมพ์หรือเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีกำหนดการเผยแพร่อย่างแน่นอนชัดเจน
2. เผยแพร่ในหนังสือรวมบทความในรูปแบบอื่นที่มีการบรรณาธิการประเมินและตรวจสอบคุณภาพของบทความต่างๆ ในหนังสือนั้นแล้ว
3. เผยแพร่ในหนังสือประมวลผลการประชุมทางวิชาการ (Proceedings) ของการประชุมทางวิชาการในระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ที่มีการบรรณาธิการประเมินและตรวจสอบคุณภาพของบทความต่างๆ ที่นำเสนอนั้นแล้ว (เมื่อได้เผยแพร่ตามลักษณะข้างต้นและได้มีการพิจารณาประเมินคุณภาพของ “บทความทางวิชาการ” นั้นแล้ว การนำ “บทความทางวิชาการ” นั้น มาแก้ไขปรับปรุงหรือเพิ่มเติมส่วนใดส่วนหนึ่ง เพื่อนำมาเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และให้มีการประเมินคุณภาพ “บทความทางวิชาการ” นั้นอีกครั้งหนึ่งจะกระทำไม่ได้)
ลักษณะคุณภาพ :
ระดับดี : เป็นบทความทางวิชาการที่มีเนื้อหาสาระทางวิชาการถูกต้องสมบูรณ์และทันสมัย มีแนวคิดและการนำเสนอที่ชัดเจนเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ
ระดับดีมาก : ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดี โดยมีข้อกำหนดเพิ่มเติม ดังนี้
1. มีการวิเคราะห์และเสนอความรู้หรือวิธีการที่ทันสมัยต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ
2. สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือนำไปปฏิบัติได้
ระดับดีเด่น : ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดีมาก โดยมีข้อกำหนดเพิ่มเติม ดังนี้
1. มีลักษณะเป็นงานบุกเบิกทางวิชาการและมีการสังเคราะห์จนถึงระดับที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ (Body of Knowledge) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
2. มีการกระตุ้นให้เกิดความคิดและค้นคว้าต่อเนื่อง เป็นที่เชื่อถือและยอมรับในวงวิชาการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในระดับชาติและ/หรือนานาชาติ

3) ตำรา
คำนิยาม : ผลงานทางวิชาการที่เรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเนื้อหาสาระของวิชาหรือเป็นส่วนหนึ่งของวิชา หรือของหลักสูตรก็ได้ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดวิชาในระดับอุดมศึกษาในการเรียนการสอนในหลักสูตรระดับอุดมศึกษา เนื้อหาสาระของตำราต้องมีความทันสมัย เมื่อพิจารณาถึงวันที่ผู้ขอยื่นเสนอขอตำแหน่งทางวิชาการ ทั้งนี้ผู้ขอจะต้องระบุวิชาที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรที่ใช้ตำราเล่มที่เสนอขอตำแหน่งทางวิชาการด้วย ผลงานทางวิชาการที่เป็น “ตำรา” นี้อาจได้รับการพัฒนาขึ้นจากเอกสารคำสอน จนถึงระดับที่มีความสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งผู้อ่านอาจเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้เรียนในวิชานั้น แต่สามารถอ่านและทำความเข้าใจในสาระของตำรานั้นด้วยตนเองได้ โดยไม่ต้องเข้าศึกษาในวิชานั้น
รูปแบบ : เป็นรูปเล่มที่ประกอบด้วย คำนำ สารบัญ เนื้อเรื่อง การอธิบายหรือการวิเคราะห์ การสรุป การอ้างอิงและบรรณานุกรม ทั้งนี้อาจมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ทันสมัยและครบถ้วนสมบูรณ์ การอธิบายสาระสำคัญมีความชัดเจน โดยอาจใช้ข้อมูล แผนภาพ ตัวอย่างหรือกรณีศึกษาประกอบจนผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจในสาระสำคัญนั้นได้โดยเบ็ดเสร็จ
การเผยแพร่ : มีวิธีการเผยแพร่ ดังนี้
1. การเผยแพร่ด้วยวิธีการพิมพ์ โดยโรงพิมพ์ (PRINTING HOUSE) หรือสำนักพิมพ์ (PUBLISHING HOUSE) หรือ โดยการถ่ายสำเนาเย็บเป็นรูปเล่ม หรือทำในรูปแบบอื่นๆ
2. การเผยแพร่โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตัวอย่างเช่น การเผยแพร่ในรูปของซีดีรอมฯลฯ การเผยแพร่ดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นไปอย่างกว้างขวางมากกว่าการใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ในหลักสูตรเท่านั้น จำนวนพิมพ์เป็นดัชนีหนึ่งที่อาจแสดงการเผยแพร่อย่างกว้างขวางได้ แต่อาจใช้ดัชนีอื่นวัดความกว้างขวางในการเผยแพร่ได้เช่นกัน ทั้งนี้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองการเผยแพร่จากคณะกรรมการของสถาบันอุดมศึกษา คณะ และ/หรือสถาบันทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานั้น และต้องใช้ในการเรียนการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งภาคการศึกษา
เมื่อได้มีการพิจารณาประเมินคุณภาพของ “ตำรา” ไปแล้ว การนำ “ตำรา” นั้นไปแก้ไขปรับปรุงหรือเพิ่มเติมเนื้อหาใน “ตำรา” เพื่อนำมาเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการและให้มีการประเมินคุณภาพ “ตำรา” นั้นอีกครั้งหนึ่งอาจกระทำได้ แต่จะต้องทำการเผยแพร่ “ตำรา” นั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ลักษณะคุณภาพ :
ระดับดี เป็นตำราที่มีเนื้อหาสาระทางวิชาการถูกต้องสมบูรณ์และทันสมัย มีแนวคิดและการนำเสนอที่ชัดเจนเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา
ระดับดีมาก ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดี และต้อง
1. มีการวิเคราะห์และเสนอความรู้หรือวิธีการที่ทันสมัยต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ
2. มีการสอดแทรกความคิดริเริ่มและประสบการณ์หรือผลงานวิจัยของผู้เขียนที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
3. สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือนำไปปฏิบัติได้
ระดับดีเด่น ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดีมาก และต้อง
1. มีลักษณะเป็นงานบุกเบิกทางวิชาการและมีการสังเคราะห์จนถึงระดับที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ (Body of Knowledge) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
2. มีการกระตุ้นให้เกิดความคิดและค้นคว้าต่อเนื่อง
3.เป็นที่เชื่อถือและยอมรับในวงวิชาการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในระดับชาติ และ/หรือนานาชาติ

4) หนังสือ
คำนิยาม : ผลงานทางวิชาการที่เรียบเรียงขึ้นโดยมีรากฐานทางวิชาการที่มั่นคง และให้ทัศนะของผู้เขียนที่สร้างเสริมปัญญาความคิด และสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาการให้แก่สาขาวิชานั้นๆ และ/หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่อง มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงในเชิงเนื้อหาและครอบคลุม โดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องหรือเป็นไปตามข้อกำหนดของหลักสูตรหรือของวิชาใดวิชาหนึ่งในหลักสูตร และไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนในวิชาใดวิชาหนึ่ง ทั้งนี้เนื้อหาสาระของหนังสือต้องมีความทันสมัย เมื่อพิจารณาถึงวันที่จัดพิมพ์
รูปแบบ : เป็นรูปเล่มที่ประกอบด้วย คำนำ สารบัญ เนื้อเรื่อง การวิเคราะห์ การสรุป การอ้างอิงและบรรณานุกรม ทั้งนี้อาจมีอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ทันสมัยและครบถ้วนสมบูรณ์ การอธิบายสาระสำคัญที่มีความชัดเจน โดยอาจใช้ข้อมูล แผนภาพ ตัวอย่างหรือกรณีศึกษาประกอบจนผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจในสาระสำคัญนั้นได้โดยเบ็ดเสร็จ
การเผยแพร่ : มีวิธีการเผยแพร่ ดังนี้
1. การเผยแพร่ด้วยวิธีการพิมพ์ โดยโรงพิมพ์ (PRINTING HOUSE) หรือสำนักพิมพ์ (PUBLISHING HOUSE)
2. การเผยแพร่โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตัวอย่างเช่น การเผยแพร่ในรูปของซีดีรอม ฯลฯ
การเผยแพร่ดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นไปอย่างกว้างขวางมากกว่าการใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ในหลักสูตรเท่านั้น จำนวนพิมพ์เป็นดัชนีหนึ่งที่อาจแสดงการเผยแพร่อย่างกว้างขวางได้ แต่อาจใช้ดัชนีอื่นวัดความกว้างขวางในการเผยแพร่ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองการเผยแพร่จากคณะกรรมการของสถาบันอุดมศึกษา คณะ และ/หรือสถาบันทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานั้น และต้องเผยแพร่สู่สาธารณชนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือน
เมื่อได้มีการพิจารณาประเมินคุณภาพของ “หนังสือ” ไปแล้ว การนำ “หนังสือ” นั้นไปแก้ไขปรับปรุงหรือเพิ่มเติมเนื้อหาใน “หนังสือ” เพื่อนำมาเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการและให้มีการประเมินคุณภาพ “หนังสือ” นั้นอีกครั้งหนึ่งอาจกระทำได้ แต่จะต้องทำการเผยแพร่ “หนังสือ” นั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ลักษณะคุณภาพ :
ระดับดี เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระทางวิชาการถูกต้องสมบูรณ์และทันสมัย มีแนวคิดและการนำเสนอที่ชัดเจนเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ
ระดับดีมาก ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดี และต้อง
1. มีการวิเคราะห์และเสนอความรู้หรือวิธีการที่ทันสมัยต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ
2. มีการสอดแทรกความคิดริเริ่มและประสบการณ์หรือผลงานวิจัยของผู้เขียนที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ
3. สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือนำไปปฏิบัติได้
ระดับดีเด่น ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดีมาก และต้อง
1. มีลักษณะเป็นงานบุกเบิกทางวิชาการและมีการสังเคราะห์จนถึงระดับที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ (Body of Knowledge) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
2. มีการกระตุ้นให้เกิดความคิดและค้นคว้าต่อเนื่อง
3. เป็นที่เชื่อถือและยอมรับในวงวิชาการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในระดับชาติ และ/หรือนานาชาติ

5) งานวิจัย
คำนิยาม : ผลงานทางวิชาการที่เป็นงานศึกษาหรืองานค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยวิธีวิทยาการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้นๆ และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล คำตอบหรือข้อสรุปรวมที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือเอื้อต่อการนำวิชาการนั้นไปประยุกต์
รูปแบบ : อาจจัดได้เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้
1. รายงานการวิจัย ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์และชัดเจนตลอดทั้งกระบวนการวิจัย (Research Process) อาทิ การกำหนดประเด็นปัญหา วัตถุประสงค์ การทำวรรณกรรมปริทัศน์ สมมติฐาน การเก็บรวบรวมข้อมูล การพิสูจน์สมมติฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลสรุปผลและให้ข้อเสนอแนะ การอ้างอิง และอื่นๆ
2. บทความวิจัย ที่ประมวลสรุปกระบวนการวิจัยในผลงานวิจัยนั้น ให้มีความกระชับและสั้น สำหรับการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการ หรือในวารสารทางวิชาการ
การเผยแพร่ : เผยแพร่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้
1. เผยแพร่ในรูปของบทความวิจัยในวารสารทางวิชาการ ทั้งนี้วารสารทางวิชาการนั้น อาจเผยแพร่เป็นรูปเล่มสิ่งพิมพ์หรือเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีกำหนดการเผยแพร่อย่างแน่นอนชัดเจน
2. เผยแพร่ในหนังสือรวมบทความวิจัยในรูปแบบอื่นที่มีการบรรณาธิการประเมินและตรวจสอบคุณภาพ
3. นำเสนอเป็นบทความวิจัยต่อที่ประชุมทางวิชาการ ซึ่งภายหลังจากการประชุมทางวิชาการได้มีการบรรณาธิการและนำไปรวมเล่มเผยแพร่ในหนังสือประมวลผลการประชุมทางวิชาการ (Proceedings) ของการประชุมทางวิชาการระดับชาติหรือนานาชาติ
4. การเผยแพร่รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ที่มีรายละเอียดและความยาว ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิและแสดงหลักฐานว่าได้เผยแพร่ไปยังวงวิชาการและวิชาชีพในสาขาวิชานั้น และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องในประเทศและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง (เมื่อได้เผยแพร่ตามลักษณะข้างต้นและได้มีการพิจารณาประเมินคุณภาพของ “งานวิจัย” นั้นแล้ว การนำ “งานวิจัย” นั้น มาแก้ไขปรับปรุงหรือเพิ่มเติมส่วนใด ส่วนหนึ่ง เพื่อนำมาเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และให้มีการประเมินคุณภาพ “งานวิจัย” นั้นอีกครั้งหนึ่งจะกระทำไม่ได้)
ลักษณะคุณภาพ
ระดับดี เป็นงานวิจัยที่มีกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอนถูกต้องเหมาะสมในระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิชาการหรือนำไปประยุกต์ได้
ระดับดีมาก ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดี และต้อง
1. เป็นผลงานที่แสดงถึงการวิเคราะห์และนำเสนอผลเป็นความรู้ใหม่ที่ลึกซึ้งกว่างานเดิมที่เคยมีผู้ศึกษาแล้ว
2. เป็นประโยชน์ด้านวิชาการอย่างกว้างขวางหรือสามารถนำไปประยุกต์ได้อย่างแพร่หลาย
ระดับดีเด่น ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดีมาก และต้อง
1. เป็นงานบุกเบิกที่มีคุณค่ายิ่ง และมีการสังเคราะห์อย่างลึกซึ้งจนทำให้เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Body of Knowledge) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างชัดเจน
2. เป็นที่ยอมรับและได้รับการอ้างอิงถึงอย่างกว้างขวางในวงวิชาการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในระดับชาติ และ/หรือระดับนานาชาติ

6) ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น
คำนิยาม : ผลงานทางวิชาการอย่างอื่นที่มิใช่เอกสารประกอบการสอน เอกสารคำสอน บทความทางวิชาการ หนังสือ ตำรา หรืองานวิจัย โดยปกติหมายถึง สิ่งประดิษฐ์หรืองานสร้างสรรค์ อาทิ การประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรง ผลงานการสร้างสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ วัคซีน สิ่งก่อสร้าง หรือผลงานด้านศิลปะ หรือสารานุกรม รวมถึงงานแปลจากตัวงานต้นแบบที่เป็นงานวรรณกรรม หรืองานด้านปรัชญา หรือประวัติศาสตร์ หรือวิทยาการสาขาอื่นบางสาขาที่มีความสำคัญและทรงคุณค่าในสาขาวิชานั้น ๆ ซึ่งเมื่อนำมาแปลแล้วจะเป็นการเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการที่ประจักษ์ชัด เป็นการแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย หรือจากภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ หรือแปลจากภาษาต่างประเทศหนึ่งเป็นภาษา ต่างประเทศอีกภาษาหนึ่ง
ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่นที่เสนอจะต้องประกอบด้วยบทวิเคราะห์ที่อธิบายและชี้ให้เห็นว่างานดังกล่าวทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการหรือเสริมสร้างองค์ความรู้ หรือให้วิธีการที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาขาวิชานั้น และแสดงถึงความ สามารถในการบุกเบิกในสาขาวิชานั้น สำหรับผลงานที่มุ่งเชิงปฏิบัติจะต้องผ่านการพิสูจน์หรือมีหลักฐานรายละเอียดต่าง ๆ ประกอบแสดงให้เห็นคุณค่าของผลงาน
รูปแบบ :
1. อาจจัดเพิ่มได้หลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นรูปเล่ม หรือการบันทึกเป็นภาพยนตร์ หรือแถบเสียง
2. มีคำอธิบาย/ชี้แจงโดยชัดเจนประกอบผลงานนั้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าเป็นผลงานที่ทำให้เกิดการพัฒนาและความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือเสริมสร้างความรู้หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาขาวิชาหนึ่งๆ หรือหลายสาขาวิชาได้อย่างไร ในแง่ใด
3. กรณีผลงานที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ หรือผลงานที่มุ่งในเชิงปฏิบัติ จะต้องผ่านการพิสูจน์ หรือแสดงหลักฐานเป็นรายละเอียดให้ครบถ้วนที่แสดงถึงคุณค่าของผลงานนั้นด้วย
การเผยแพร่ : มีวิธีการเผยแพร่ ดังนี้
1. การเผยแพร่ด้วยวิธีการพิมพ์ โดยโรงพิมพ์ (PRINTING HOUSE) หรือสำนักพิมพ์ (PUBLISHING HOUSE) หรือ โดยการถ่ายสำเนาเย็บเป็นรูปเล่ม หรือทำในรูปแบบอื่นๆ
2. การเผยแพร่โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตัวอย่างเช่น การเผยแพร่ในรูปของซีดีรอมฯลฯ
3. การเผยแพร่โดยการจัดนิทรรศการ การจัดแสดง การจัดการแสดง หรือโดยมีการนำไปใช้หรือประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย
การเผยแพร่ดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นไปอย่างกว้างขวางมากกว่าการใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ในหลักสูตรเท่านั้น
ทั้งนี้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองการเผยแพร่จากคณะกรรมการของสถาบันอุดมศึกษา คณะ และ/หรือสถาบันทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานั้น และต้องเผยแพร่สู่สาธารณชนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือน
ลักษณะคุณภาพ :
ระดับดี เป็นผลงานใหม่ หรือเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ด้วยวิธีการใหม่ๆ และผลงานนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านใดด้านหนึ่ง
ระดับดีมาก ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดี และต้อง
1. ได้รับการรับรองโดยองค์กรทางวิชาการ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชาที่เสนอหรือ
2. เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นที่ยอมรับของผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ
ระดับดีเด่น ใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดีมาก และต้องเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในวงวิชาการ และ/หรือวงวิชาชีพทั้งในระดับชาติ และ/หรือระดับนานาชาติ

7) งานแปล
คำนิยาม : งานแปลจากตัวงานต้นแบบที่เป็นงานวรรณกรรม หรืองานด้านปรัชญา หรือประวัติศาสตร์ หรือวิทยาการสาขาอื่นบางสาขาที่มีความสำคัญและทรงคุณค่าในสาขานั้นๆ ซึ่งเมื่อนำมาแปลแล้วจะเป็นการเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการที่ประจักษ์ชัด เป็นการแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย หรือจากภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ หรือแปลจากภาษาต่างประเทศหนึ่งเป็นภาษาต่างประเทศอีกภาษาหนึ่ง (งานแปลนี้ จัดเป็นผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่นประเภทหนึ่ง)
การเผยแพร่ : มีวิธีการเผยแพร่ ดังนี้
1. การเผยแพร่ด้วยวิธีการพิมพ์ โดยโรงพิมพ์ (PRINTING HOUSE) หรือสำนักพิมพ์ (PUBLISHING HOUSE)
2. การเผยแพร่โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตัวอย่างเช่น การเผยแพร่ในรูปของซีดีรอมฯลฯ
การเผยแพร่ดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นไปอย่างกว้างขวางมากกว่าการใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ในหลักสูตรเท่านั้น จำนวนพิมพ์เป็นดัชนีหนึ่งที่อาจแสดงการเผยแพร่อย่างกว้างขวางได้ แต่อาจใช้ดัชนีอื่นวัดความกว้างขวางในการเผยแพร่ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองการเผยแพร่จากคณะกรรมการของสถาบันอุดมศึกษา คณะ และ/หรือสถาบันทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานั้น และต้องเผยแพร่สู่สาธารณชนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่เดือน เมื่อได้มีการพิจารณาประเมินคุณภาพของ “งานแปล” ไปแล้ว การนำ “งานแปล” นั้นไปแก้ไขปรับปรุงหรือเพิ่มเติมเนื้อหาใน “งานแปล” เพื่อนำมาเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการและให้มีการประเมินคุณภาพ “งานแปล” นั้นอีกครั้งหนึ่งอาจกระทำได้ แต่จะต้องทำการเผยแพร่ “งานแปล” นั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ลักษณะคุณภาพ :
ระดับดี เป็นงานแปลที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในตัวบท แบบแผนทางความคิด และ/หรือวัฒนธรรมต้นกำเนิดและบ่งชี้ความสามารถในการสื่อความหมายได้อย่างดี มีการศึกษาวิเคราะห์และตีความทั้งตัวบทและบริบทของตัวงานในลักษณะที่เทียบได้กับงานวิจัย มีการให้อรรถาธิบายเชิงวิชาการในรูปแบบต่างๆ อันเหมาะสมทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค
ระดับดีมาก เป็นงานแปลที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งในตัวบท แบบแผนทางความคิด และ/หรือวัฒนธรรมต้นกำเนิด และบ่งชี้ถึงความสามารถในการสื่อความหมายในระดับสูงมาก มีการศึกษาวิเคราะห์และตีความทั้งตัวบทและบริบทของตัวงานอย่างละเอียดลึกซึ้งในลักษณะที่เทียบได้กับงานวิจัยของผู้สันทัดกรณี มีการให้อรรถาธิบายเชิงวิชาการในรูปแบบต่างๆ อันเหมาะสมทั้งในระดับ มหภาคและจุลภาค
ระดับดีเด่น ให้ข้อสรุปในด้านของวิธีการแปลและทฤษฎีการแปลใช้เกณฑ์เดียวกับระดับดีมาก โดยมีข้อกำหนดเพิ่มเติม ดังนี้
1. เป็นงานที่แปลมาจากต้นแบบที่มีความสำคัญ ในระดับที่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางวิชาการ
2. เป็นงานที่แปลอยู่ในระดับที่พึงยึดถือเป็นแบบฉบับได้
3. มีการให้ข้อสรุปในด้านของวิธีการแปลและทฤษฎีการแปลที่มีลักษณะเป็นการบุกเบิกทางวิชาการ

อ้างอิงจาก : เอกสารแนบท้ายประกาศ ก.พ.อ.ฯ (ฉบับที่ 2)

การประเมินคุณภาพผลงานวิจัย ของประเทศพัฒนาแล้ว

Research Excellence Framework (REF) เป็นระบบประเมินคุณภาพผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยทุกแห่งในประเทศอังกฤษ กำกับดูแลโดย Higher Education Funding Council for England (HEFCE) แต่ก่อนมีชื่อเรียกว่า Research Assessment Exercise (RAE) และเน้นแต่การใช้ bibliometrics หรือดัชนีชี้วัดโดยอาศัยจำนวนอ้างอิงผลงานวิจัยเป็นหลัก แต่ตอนนี้กลับมาให้ความสำคัญต่อระบบ peer review มากขึ้น แถมยังเพิ่มการประเมิน research impact คือประโยชน์ของผลงานวิจัยที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น ทั้งความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการทำประโยชน์ต่อสังคมชุมชน

ส่วนประเทศฝรั่งเศส ตอนนี้ French Academy of Sciences, Institut de France หรือสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตสถานของเขา ได้ทำรายงานเสนอต่อกระทรวง Higher Education and Research เมื่อเดือนมกราคม 2554 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องในการประเมินคุณภาพนักวิจัยแต่ละราย สรุปได้ใจความว่า ประเทศฝรั่งเศสยังคงเชื่อมั่นในการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ peer evaluation ดูประวัติผลงาน รางวัลที่ได้รับ การได้รับเชิญไปบรรยายในที่ประชุมวิชาการ การได้รับเชิญเป็น reviewer วารสาร และถ้าเป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์จะขอดูจดหมายรับรองด้วย แต่ถ้านักวิจัยที่ทำงานมานานกว่า 10 ปี หรือการพิจารณานักวิจัยจำนวนมากๆ จึงจะใช้ bibliometrics ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดเชิงปริมาณเข้ามาช่วย เช่น total citations, 5,10,20 most-cited articles, 5,10,20 best publications, impact factor ของวารสารที่ตีพิมพ์, ค่า h index, g index แต่เขาค่อนข้างระวังเรื่องการให้ความสำคัญกับการเรียงลำดับชื่อผู้แต่งในบทความ เช่น first author, last author, corresponding author และพฤติกรรมการตีพิมพ์ที่ไม่เหมือนกันในแต่ละสาขาวิชา

แถวยุโรปและอเมริกาไม่ค่อยใช้ bibliometrics ในการตัดสินนักวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการให้รางวัลหรือรับเข้าทำงาน แต่มหาวิทยาลัยในประเทศจีนและเอเซียกลับนิยมใช้กันมากกว่า วารสาร Nature ปี 2010 เคยลงบทความวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อควรระวังในการใช้ science metrics เอาไว้ค่อนข้างเยอะ สัมภาษณ์ความคิดเห็นผู้รู้ระดับโลกหลายคน เช่น Tibor Braun ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการวารสาร Scientometrics / Carl T. Bergstrom แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ผู้คิดค้นดัชนี Eigenfactor / David Pendlebury นักวิเคราะห์ดัชนีการอ้างอิงจากบริษัท Thomson Reuters ..เรื่องแบบนี้ ทะเลาะกันให้ตายก็ไม่มีวันจบ ว่าประเมินแบบใดจึงจะดี ตราบใดที่นักวิจัยในวงการวิทยาศาสตร์ ยังคงใช้วิธีการสื่อสารด้วยการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยผ่านวารสารวิชาการ และเห็นว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด

วารสาร Open Access

เรื่องที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญของการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยในบ้านเรา ในขณะนี้ คือ การที่มีสำนักพิมพ์ประเภท Open Access เกิดใหม่จำนวนมาก ส่ง e-mail มาชักชวนให้ร่วมเป็นกองบรรณาธิการ เชิญเป็น reviewer หรือส่งบทความไปตีพิมพ์ และส่วนใหญ่จะเป็นสำนักพิมพ์ชื่อแปลกๆที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อนทั้งสิ้น เหตุการณ์อุบัติใหม่นี้ เป็นระบบธุรกิจวารสาร ที่เรียกว่า Author-pay คือผู้แต่งจ่าย คนอ่านอ่านฟรี ซึ่งแตกต่างจากระบบธุรกิจวารสารแบบดั้งเดิม คือระบบการบอกรับเป็นสมาชิก (Subscription fee) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง และมีระบบ peer-review ที่เข้มแข็งมาก แต่ข้อเสียคือ ราคาวารสารแพงมาก และแพงมากขึ้นเรื่อย จนกระทั่งเกิดวิกฤติที่เรียกว่า serials crisis นั่นเป็นสาเหตุของการเกิดสำนักพิมพ์หน้าใหม่ที่เรียกว่า Open Access Publishers ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด

ตอนแรก OA Publishers ทำตัวเหมือน “เทพ” ที่มาแก้ปัญหาสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ที่ทำตัวเป็นมาเฟีย ผูกขาดวงการวารสารวิชาการ อย่างเช่น Elsevier แต่หลายปีผ่านไป ตอนนี้ “เทพ” ทำท่าจะกลายเป็น “มาร” ไปแล้ว เพราะระบบอินเทอร์เน็ต และโปรแกรมสร้างระบบวารสารแบบ OA ที่หาได้ง่ายและฟรี เป็นปัจจัยช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างสำนักพิมพ์แบบต้นทุนต่ำ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลาย ต่อมามีพ่อค้าหัวใสได้เริ่มใช้วิธี e-mail marketing เหวี่ยงร่อนจดหมายเชิญชวนนักวิจัยทั่วโลก (การหา e-mail ของผู้แต่งทำได้ไม่ยาก เพราะปรากฎอยู่ทั่วไปใน e-journals, e-databases) สร้างความรำคาญและสร้างความงงงวยอย่างยิ่ง เพราะวันหนึ่งได้รับถึง 5-6 ฉบับก็มี แถมแจ้งสนนราคาว่า ค่าตีพิมพ์ 40,000 บาท รับประกันไม่มี reject หรือไม่ก็เชิญให้เป็น reviewer แบบสุ่มชื่อไปเรื่อย ทำให้วารสาร OA ที่เคยเป็นเทพ ทำท่าจะมัวหมองไปซะแล้ว

สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของวารสารวิชาการแบบ OA จะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง ..

หากย้อนกลับไปดูอดีต อันที่จริงเรื่อง open access (OA) มีมาตั้งแต่สมัยปี 1966 โน่นแล้ว เมื่อครั้งฐานข้อมูล ERIC เปิดให้บริการฟรี และตามมาด้วย MEDLINE (ซึ่งมีตั้งแต่ปี 1966 แต่ตอนแรกไม่ฟรี มาเปิดให้ใช้ฟรีบนอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 1997 ในชื่อ PubMed) ต่อมาในปี 2000 เกิดแหล่งข้อมูลที่ให้บริการบทความวารสารแบบ free access เช่น PubMedCentral และสำนักพิมพ์วารสารวิชาการแบบ OA แห่งแรกที่ชื่อว่า BioMedCentral และในปี 2001 เกิดสารานุกรมเสรี Wikipedia

พอมาถึงปี 2002 สำนักพิมพ์ BioMedCentral ก็เริ่มใช้ระบบธุรกิจแบบ Author-pay เข้ามา เพื่อให้มีรายได้ในการดำเนินการ ปัจจุบัน BioMedCentral ถูกสำนักพิมพ์ Springer ซื้อกิจการไปแล้ว (เมื่อปี 2008) และขยายสาขาออกไปเป็น ChemistryCentral, และ PhysMathCentral

ปี 2002 เกิดสำนักพิมพ์ Public Library of Science (PLoS) และผลิตวารสารแบบ OA ชื่อแรกเมื่อปี 2003 คือ PLoSBiology (ต่อมามีชื่ออื่นตามมา เช่น PLoSMedicine, PLoS ONE) ในปีเดียวกันนั้น ได้เกิดแหล่งรวมรายชื่อวารสาร OA Directory of Open Access Journals (DOAJ) ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งรวมวารสารขนาดใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

ตั้งแต่ปี 2004 มาจนถึงปัจจุบัน สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่เคยเป็น traditional journal publishers ก็เริ่มเล่นหันมาเล่นระบบ Author-pay บ้าง ในลักษณะของ Hybrid Journal Program เช่น SpringerOpen, Oxford Open, RSC Open Science, BMJ Open, WorldSciNet OPEN ACCESS, และ Bentham Open ในปี 2007

ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา เป็นช่วงของการแพร่ระบาดของสำนักพิมพ์แบบ OA-only Publishers หรือ Gold OA อย่างรวดเร็ว มีสำนักพิมพ์หน้าใหม่เกิดขึ้น เช่น Hindawi, MDPI, OMICS, DovePress, ANSInet ฯลฯ สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง Elsevier เริ่มกำหนดทีท่าของตน ปรากฎในเว็บ Elsevier’s position on Access และเมื่อปี 2008 จึงเกิดสมาคม The Open Access Scholarly Publishers Association (OASPA) ขึ้นมา เพื่อกำหนดกฎ กติกา มารยาท และกำกับดูแลสำนักพิมพ์ OA ให้เข้ารูปเข้ารอยกันมากขึ้น

แน่นอนว่า มีวารสาร OA บางชื่อที่เข้าไปอยูู่ในฐานข้อมูลสากล อย่าง Scopus หรือแม้กระทั่ง ISI Web of Science และมีค่า Impact Factor ได้ แต่ไม่ใช่ทุกชื่อ ที่เข้าไปใน ISI-WOS ได้แล้ว ตัวอย่างเช่น Molecules และ International Journal of Molecular Sciences ของสำนักพิมพ์ MDPI และ EXCLI Journal วารสาร OA ของ Univ Mainz เป็นต้น … มีบทความวิจัยที่น่าสนใจ ซึ่งศึกษาพบว่า การที่บทความจะได้รับการอ้างอิงสูงหรือไม่ มันไม่ขึ้นอยู่กับว่าวารสารจะเป็น traditional หรือ OA แต่มันขึ้นอยู่กับคุณภาพและชื่อเสียงของวารสารมากกว่า [ อ่านรายละเอียดได้จากบล็อกย้อนเหลัง เรื่อง วารสาร Open Access ในฐานข้อมูล Scopus ]

และอ่านบทสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัท Reed Elsevier ว่า OA จะเป็นภัยคุกคามต่อบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้หรือไม่ ได้ที่ http://poynder.blogspot.com/2010/06/reed-elsevier-need-for-progressive.html

อ้างอิง: http://oad.simmons.edu/oadwiki/Timeline