มหิดลตื่นรู้ (Awakening Mahidol)

วันที่ 15 ธันวาคม2559 มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมงานมหิดลเพื่อการตื่นรู้ ครั้งที่ 1 จัดโดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษา งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวมหิดล มีสติรู้ตัว เตรียมพร้อมรับมือกับภาวะปกติใหม่ (New Normal) และสภาพการผันผวนของโลกแบบ VUCA ที่กำลังเผชิญอยู่ คือ มีความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความสลับซับซ้อน (Complexity) และความกำกวม (Ambiguity) สูง ภาวะตื่นรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เรารู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง และเกิดปัญญา สามารถมุ่งสู่ความเป็นเลิศ World Class University ได้อย่างมีความสุข ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

ในงานนี้ ได้ฟังปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด (Awakening: The Emerging Future of Mandkind) โดย ศ. เกียรติคุณ นพ. ประเวศ วะสี  เป็นการบรรยายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงขออนุญาตถอดความ สรุปการบรรยายของท่านอาจารย์ มาให้ผู้สนใจได้อ่านกันค่ะ

Screen Shot 2559-12-15 at 7.32.43 PM.png

อนาคตของมนุษยชาติ ไม่ใช่แบบที่พูดกันว่า ประเทศไทย 4.0 หรือเป็นสังคมดิจิทัล อนาคตของมนุษยชาติต้องไปไกลกว่านั้น เป็น สังคมแห่งการตื่นรู้ หรือ สังคมจิตสำนึกใหม่ จึงจะเกิดความลงตัวของการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ

การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ เป็นสิ่งสูงสุดของความเป็นมนุษย์ 

ซึ่งขณะนี้ เรายังไม่สามารถมีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ที่กำลังมีวิกฤติการณ์ทั่วโลก เป็นวิกฤติการณ์ของการอยู่ร่วมกัน ระหว่างคนกับคน คนกับสิ่งแวดล้อม และไม่มีทางจะเกิดขึ้นด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อย่างที่พยายามพูดกัน แม้เราจะพยายามพัฒนาประชาธิปไตย พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกัน นำไปสู่ปัญหาต่างๆ รวมทั้งเกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า เรื่องโลกร้อน นำไปสู่หายนะภัยต่างๆ มีความขัดแย้ง เช่นในตะวันออกกลาง มีการก่อการร้ายสากล มีความขัดแย้งระหว่างโลกตะวันตกและโลกอิสลาม และ spin off ไปเป็นเรื่องราวต่างๆ สารพัด ไม่มีวิธีการอื่นจะแก้ได้ นอกจากมนุษย์เกิดจิตสำนึกใหม่ (New Conciousness) เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) สมองของมนุษย์มีศักยภาพที่ตรงนี้  และรอให้ใช้มาประมาณสองแสนปีแล้ว แต่การเรียนรู้ต่างๆ ในปัจจุบันไปไม่ถึงการใช้ศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์

สิ่งที่กำลังผุดบังเกิดเห็นชัดเจน เป็นกระแสใหญ่ (Megatrends) ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการเกิดขึ้นของจิตสำนึกใหม่ หรือจะเรียกว่าการตื่นรู้ก็ได้ อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในที่สุด เพราะฉะนั้น เราไม่ควรมองเฉพาะสิ่งที่พูดกันว่า ประเทศไทย 4.0 ควรจะมองเลยไปให้ไกล สิ่งที่เราจะคุยกันวันนี้ และตั้งชื่อว่า “การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์

  • “การตื่นรู้” เป็นประสบการณ์ ไม่ใช่วิชาการหรือการคิดคำนวณ ต้องประสบเอง ต้องรู้เอง ประสบการณ์มีความสำคัญเพราะเป็นของจริง
  • มนุษย์บางคนเกิดประสบการณ์แปลกประหลาดขึ้นในตัวเอง คือ เกิดความแจ่มแจ้ง เบาเนื้อเบาตัว มีปิติสุขอย่างลึกล้ำ ซึมซ่านทั่วสรรพางค์กาย ประสบความงามทุกทิศทุกทาง เกิดมิตรภาพอันไพศาลต่อคนทั้งหมดและสรรพสิ่ง ความมหัศจรรย์ในตัวเองเช่นนี้ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อาจเรียกว่า สภาวะอันเป็นทิพย์ การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า การเข้าถึงปรมาตมัน การตื่นรู้ การเข้าถึงสิ่งสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม การเข้าถึงความว่างจากตัวตน
  • ธรรมชาติมี 2 อย่าง คือ ธรรมชาติอันไม่ปรุงแต่ง สงบ เป็นอนันตกาล ต่อมาเอกภพเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิด Big Bang เมื่อประมาณ 6 พันล้านปี เกิดจักรวาล เกิดดวงดาว ดวงอาทิตย์ ธรรมชาติเกิดการปรุงแต่ง เกิดเป็นต้นไม้ เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นอะไรต่างๆ ธรรมชาติที่ปรุงแต่ง ภาษาบาลีเรียกว่า สังขาร เป็นเบญจขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เกิดความคิดปรุงแต่ง เข้าไม่ถึงธรรมชาติที่แท้จริง จะจมอยู่ในความคิด ถูกความคิดบีบคั้น ไม่เป็นอิสระ ถ้าจิตสงบ จะไปสัมผัสความจริงตามธรรมชาติ เกิดการตื่นรู้ รู้ความจริง
  • การตื่นรู้เกิดจากอะไรได้บ้าง
  • พหุบท (Multiple Pathways) สู่การตื่นรู้ 
    1. สัมผัสธรรมชาติที่ใหญ่ และเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด จิตที่ปรุงแต่งจะอยู่กับตัวเอง เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง จึงคับแคบ และถูกบีบคั้น ถ้าไปสัมผัสกับธรรมชาติที่มันใหญ่กว่าตนเอง จิตจะเป็นอิสระขึ้น เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงชอบเห็นธรรมชาติที่ใหญ่ ชอบไปสัมผัสธรรมชาติ สายลมแสงแดด แล้วจะมีความสุข เห็นท้องฟ้า มหาสมุทร ถ้าจะให้เกิดการตื่นรู้ จิตสงบจากการปรุงแต่ง จะต้องเข้าป่า ไปสัมผัสธรรมชาติล้วนๆ นักบินอวกาศคนหนึ่งชื่อ เอ็ดการ์ มิตเชล เมื่อออกไปยังดวงจันทร์แล้วมองกลับมา เห็นโลกทั้งใบ โลกทั้งโลกเป็นหนึ่งเดียว เมื่อกลับมายังโลก มุมมองของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เกิดจิตสำนึกใหม่
    2. กาย : การเคลื่อนไหวทางกาย โยคะ ไทเก๊ก การทำงานทุกชนิด ถ้ามีสติรู้ขณะร่างกายเคลื่อนไหว ก็จะถอนตัวออกจากความคิดปรุงแต่ง ทำให้สัมผัสความจริงได้ ความทุกข์เกิดจากการคิด ถ้าหยุดคิดได้ก็จะหายทุกข์ ถ้าเราทำงานด้วยสติ รู้ตัวในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะทำงานอะไร จะเกิดความสุขไปหมด เป็นกำไรชีวิตมหาศาล
    3. วาจา : สุนทรียสนทนา ตั้งใจฟัง เน้นการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) พิจารณาด้วยความเงียบ ผ่านการกลั่นกรองด้วยปัญญา ปฏิสัมพันธ์โดยไม่ใช้อำนาจ ไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ถ้าเราเข้าใจสุนทรียสนทนา ก็จะเกิดการตื่นรู้ได้  ไม่พูดเปรี้ยง-ทำเปรี้ยง ไม่ตอบโต้ทันทีด้วยอารมณ์ ทฤษฎีตัวยู (Theory U) ของ Otto Scharmer บอกว่า ถ้าเรารับรู้อะไรไป ให้พิจารณาด้วยความเงียบ อย่าเพิ่งเชื่อหรือปฏิเสธ ใช้เวลาคิด พิจารณา ใคร่ครวญให้นานขึ้น ดึงปฏิสัมพันธ์ให้ยาวลงไปเป็นรูปตัว U เรียกว่า แขวนไว้ก่อน (suspend) จากนั้นพิจารณาดูเงียบๆ ความเงียบทำให้เกิดปัญญา เมื่อลงไปถึงก้นตัว U จะใช้คำศัพท์เรียกว่า presencing  ซึ่งเป็นสภาพจิตที่สงบ เป็นอุเบกขา เปี่ยมด้วยปัญญา ก่อนที่จะเป็นขาขึ้นของตัว U และตอบโต้ออกไป วิธีนี้จะเป็นการพัฒนาให้เกิดจิตสำนึกใหม่
    4. ใจ : ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นปฏิสัมพันธ์โดยไม่ใช้อำนาจ  ความรักของแม่ การเลี้ยงลูก ถ้าเข้าใจ จะทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ พัฒนาตัวเองได้ ความเมตตา การแผ่เมตตาจะทำให้หลุดจากปัญหา ถ้ามีเมตตา ก็จะไม่มีความโกรธ เพราะเมตตาเป็นข้าศึกของความโกรธ การคิดโดยใช้เหตุผลถ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้ ให้ใช้ความเมตตา จิตอาสา การทำเพื่อผู้อื่น ก็เช่นกัน ย่อมทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่
    5. ศิลปะ : “ความจริง ความดี ความงาม” เป็นสิ่งสูงสุด ทั้งสามสิ่งนี้อยู่ด้วยกัน ดังนั้น ผ่านความดี ความงาม จะเข้าถึงความจริงได้
    6. การศึกษา : การศึกษาที่มีทุกวันนี้ ไปไม่ถึง  คณาจารย์มีความทุกข์ มีความขัดแย้งกันทั่วไปหมด มหาวิทยาลัยเป็นดินแดนแห่งความทุกข์ แสดงว่าการเรียนรู้ยังไม่ถูกต้อง การเรียนรู้ที่ดี ควรนำไปสู่ความสุข ควรไปสู่สิ่งสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม (นี่เป็นสาเหตุที่มีศูนย์จิตตปัญญาศึกษาขึ้น ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นแห่งแรก)
    7. ปัญญา : การคิดถึงความจริงของชีวิต (เอ็กค์ฮาร์ท โทลเล  เคยคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อเขาพูดออกมาว่า I can’t live with myself any longer. แล้วเกิดการกระตุกทางปัญญา กับคำว่า I และ myself เกิดการตื่นรู้ขึ้นมา เข้าไปสู่สภาวะความไม่มีตัวตน ค้นพบอนัตตา ทำให้เกิดเป็นความสุข ต่อมาเขาได้เขียนหนังสือชื่อ “The Power of Now” อำนาจพลังแห่งปัจจุบันขณะ
    8.  ภาวนา : ทุกศาสนาเหมือนกันหมดโดยหลักการ คือ  “ศีล – สมาธิ – ปัญญา” เป็นวิธีการเชิงระบบ แต่รวมทั้งหมดเรียกว่าเป็น  “ภาวนา”
  • สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมากที่สุด ในปีที่ประทับอยู่ที่เขาคิชกูฎเป็นครั้งสุดท้าย คือ ธรรมะที่ชื่อ อปริหานิยธรรม  มี 7 ข้อ ข้อที่ 1 คือ หมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ ข้อ 2 คือ พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ เป็นธรรมะเพื่อความไม่ฉิบหาย เป็นธรรมะแห่งการรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ มีความเป็นสังคมชุมชน
  • เรื่องที่ซับซ้อนและยาก แก้ปัญหาด้วยวิธีและความรู้เก่าๆไม่ได้ การใช้เงิน การใช้ความรู้สำเร็จรูป การใช้ความรุนแรง ด่าทอ วิพากย์วิจารณ์ นั้นแก้ไม่ได้ เนื่องจากการทำอะไรให้สำเร็จจะมีคนเกี่ยวข้องมาก มักมีความซับซ้อนมาก มีหลายมิติ หลายแง่มุม ต้องใช้การเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติ ในสถานการณ์จริง (Interactive Learning through Action)  ต้องเรียนรู้ร่วมกัน ใครจะไปเก่งคนเดียวก็ไม่ได้ ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation)
  • การเรียนรู้ร่วมกัน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน 8  ประการ ได้แก่
    • เคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของทุกคน
    • เคารพความรู้ในตัวคน (ถ้าเราเคารพความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นจึงจะมีเกียรติ / แม่เป็นครูที่ดีที่สุด เพราะมีความรู้ในตัว แม้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย  / สังคมที่เป็นอำนาจนิยม มักมีมายาคติมาบดบัง หรือเป็นเพียงวาทะกรรม ไม่ใช่ปฏิบัติจริง)
    • เอื้ออาทรและจริงใจต่อกัน
    • เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน
    • เกิดสามัคคีธรรม เกิดพลังทางสังคม
    • เกิดปัญญาร่วม และจะเกิดนวัตกรรมขึ้นเสมอ เรียกว่าเกิด Group Genious (คนต่างกันเจอกัน จะเกิดของใหม่ขึ้น เช่น Hydrogen เจอ oxygen เกิดเป็น H2O)
    • ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ
    • เกิดความสุข ประดุจบรรลุนิพพาน

Screen Shot 2559-12-15 at 11.07.06 PM.png  Screen Shot 2559-12-17 at 12.25.35 AM.png

  • “สติ” คือ การตื่นรู้
  • “ประมาท” คือ ความหลับไหล ความไม่มีสติ
  • การเจริญสติ ทำให้จิตสงบ อยู่กับปัจจุบัน เป็นอิสระ เกิดความสุข การเจริญสติ เป็นทางสายเอก
  • มีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเจริญสติไว้หลายเล่ม เช่น ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ของท่านติช นัท ฮันห์ / The Power of Now ของ Eckhart Tolle / The Power of Mindfulness ของพระญาณโปนิกมหาเถระ  (พระชาวเยอรมันไปบวชที่ศรีลังกา)

ผลแห่งการเจริญสติ คือ

  • มีสุขภาพดี ลดความเครียด
  • ภูมิคุ้มกันเพิ่ม อายุยืน
  • เพิ่มการเรียนรู้ – ความจำ
  • ส่งเสริมสัมพันธภาพ – การอยู่ร่วมกัน
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางสมอง – หลั่งสารสุข
  • ประสบความสุขและความงามอย่างล้นเหลือ => ชีวิตใหม่

การเจริญสติ เป็นกระแสใหญ่ (Megatrends)  พยากรณ์ได้ว่า ต่อไปมนุษย์ทั้งโลกจะเจริญสติ เพราะทำให้เกิดความสุข ทำให้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นไปได้

สุดท้าย นอกจากปัจเจกบุคคลจะเจริญสติแล้ว จะเป็นการเจริญสติระดับสถาบัน เป็นองค์กร ชุมชนแห่งการเจริญสติ ดังนั้น มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่มีศูนย์จิตตปัญญาศึกษา จึงควรเป็นมหาวิทยาลัยแรก ที่ประกาศว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเจริญสติ มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศตัวว่าจะเป็นปัญญาของแผ่นดิน ก็จะได้เป็นจริงๆ และสอดคล้องกับอนาคตที่กำลังจะบังเกิดขึ้น ว่าเป็นอนาคตของมนุษย์ที่เจริญสติ และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษยชาติ

ประเด็นและทิศทางการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ (4)

เขียนต่อจาก [ ตอนที่ 1 ] [ ตอนที่ 2 ] [ ตอนที่ 3 ]
สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ประเด็นและทิศทางการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ ที่ หลักสูตร Information Science ของ มสธ. จัดขึ้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554

ในช่วงบ่ายเป็นการบรรยายเรื่อง การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานสารสนเทศ โดย ผศ.ดร.สมศักดิ์ ศรีบริสุทธิ์สกุล ผศ.ดร.อัษฎาพร ทรัพย์สมบูรณ์ และ รศ.ดร. ปัทมาพร เย็นบำรุง ได้ความรู้ที่น่าสนใจ พอจะสรุปได้ดังนี้

  • ผศ.ดร.สมศักดิ์ แนะนำ Top Technology Trends (1999-2006) ของ American Library Association (ALA) ที่เว็บไซต์ http://www.ala.org/ala/mgrps/divs/lita/professional/trends/index.cfm และ Library Technology Reports ที่เว็บไซต์ http://www.librarytechnology.org/librarytechnologyreports.pl
  • แนวโน้มงานวิจัยในปี 2009 เป็นเรื่องของ web services, service-oriented architecture (SOA) และ cloud computing
  • อาจารย์ได้แนะนำงานวิจัยของ Marchionini (2008) ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง information-centric คือให้สารสนเทศเป็นศูนย์กลาง หรือ human-information interaction (HII) โดยมีใจความสำคัญคือ 1) เปลี่ยนจากการศึกษาที่ตัวทรัพยากรสารสนเทศ ไปเป็นการศึกษาผู้ใช้และเทคโนโลยี ว่ามีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับสารสนเทศซึ่งมีพลวัตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 2) เปลี่ยนจากการมุ่งศึกษาพฤติกรรมรายบุคคล ไปเป็นการค้นหากระบวนการคิดเพื่ออธิบายกลุ่มคนบนโลกไซเบอร์ (cyber collective) 3) เปลี่ยนจากการศึกษาในประเด็นของการจัดการสารสนเทศเชิงกายภาพ ไปเป็นการจัดการสารสนเทศที่ไม่มีลักษณะตายตัว 4) เปลี่ยนจากการจัดการสารสนเทศ ไปเป็นการจัดการเอกลักษณ์ของผู้ใช้ (user profiles) สรุปคือ From “isolated technologies” to “holistic information systems”
  • การวิจัยเชิงปริมาณ ทดสอบความจริงแท้ แต่การวิจัยเชิงคุณภาพ ความจริงแท้ไม่มี ความจริงขึ้นกับบริบทและปัจเจก แต่หลายๆปัจเจก จะทำให้เห็น pattern อะไรบางอย่าง ปัจจุบันจึงหันมานิยมใช้การวิจัยแบบ mixed method เนื่องจาก digital objects มีความซับซ้อนกว่าที่คิด และสารสนเทศศาสตร์ต้องเปิดใจรับศาสตร์อื่นเข้ามา ทั้ง IT, cognitive science, psychology, mass psychology
  • ผศ.ดร.อัษฎาพร ได้พูดถึง Tracks ของงานวิจัยทางด้านไอที ทั้งในแง่ของ system and tecnology oriented เช่น system development, information visualization, data mining, text mining และในแง่ของ human and social oriented เช่น technology acceptance model (TAM), human-computer interaction (HCI), social network factors เป็นต้น
  • อาจารย์ได้ยกตัวอย่าง research topics ที่น่าสนใจหลายด้าน เช่น Collaborative technology, HCI, IT and business innovation, information resource management, IT investment, และ text mining (ซึ่งการหาความหมายของคำ จำเป็นต้องมีความรู้ทางภาษาศาสตร์ด้วย)
  • ตัวอย่างดุษฎีนิพนธ์ของภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Information Resource Management ซึ่งใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษาผู้ใช้ระบบ ERP คืองานวิจัยเรื่อง Linking user acceptance and user resistance: the role of attitude in enterprise resource planning implementation phase
  • อาจารย์เห็นว่า technology เป็นตัว drive ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยน ปัจจุบันคนมีความอดทนน้อยลงเวลาค้นหาข้อมูล และถ้าค้นไม่ได้ภายใน 3 นาที จะเลิกใช้ ไม่อดทน ในทางธุรกิจ งานวิจัยได้เปลี่ยนจาก data warehouse ซึ่งเป็นคลังข้อมูลพร้อมใช้ มาเป็น business intelligence system หรือระบบธุรกิจอัจฉริยะ ใส่ interface เข้าไปให้ใช้งานขึ้น ใช้งานได้เอง ต่อมาพัฒนาเป็น Corporate performance management (CPM) และ Technology acceptance model (TAM) เป็นแนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี มีการทำ survey สอบถามผู้ใช้ แต่โดยทั่วไปผู้ใช้มักจะมี learning curve คือ 1-2 ปีจะต่อต้าน อีก 2 ปีต่อมาจะเกิดความเคยชินในการใช้งาน การสำรวจจะไม่ใช่แค่ชอบ-ไม่ชอบ แต่จะสอบว่าใช้ระบบได้ดีขึ้นหรือไม่ อยู่ในระบบได้นานขึ้นหรือไม่ ได้ข้อมูลที่ต้องการหรือไม่ มีการใช้ social impact หรือ social network factor เข้ามาร่วมด้วย เช่น ให้ความสำคัญต่อ Influencer ซึ่ง followers มักจะทำตามหรือเลียนแบบ
  • ตัวอย่างที่เห็นชัดของสถาปัตยกรรมสารสนเทศ (information architecture) ในลักษณะ information visualization คือ แผนที่สถานีรถไฟกรุงโตเกียว
  • อาจารย์ได้แนะนำนักศึกษาปริญญาเอกว่า งานวิจัยจะต้อง theoretical contribution to knowledge ต้องใหม่ และปรับให้เข้ากับบริบทประเทศไทย ให้หาหัวข้อวิจัยจากงานที่ทำ เป็นปัญหาขององค์กรที่ทำงาน หรือหัวข้อที่สนใจ และขุดลึกลงไปเรื่อยๆ ต้องอดทน อย่าเปลี่ยนเรื่องไปมา ต้องสะสมความรู้ค่อนข้างเยอะ การเรียน course work ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญกว่าคือต้องหาหัวข้อวิจัยให้เจอ มีใครทำหรือยัง ถ้ามีแล้วมันไม่ดีตรงไหน พอได้ขอบเขตของหัวเรื่องแล้ว ค่อยหา topic ที่เหมาะสมภายหลัง
  • รศ.ดร. ปัทมาพร ได้แนะนำตัวอย่างดุษฎีนิพนธ์ของต่างประเทศ ในหัวข้อเกี่ยวกับ Digital libraries, information behaviors, information retrieval (concept map visualizations), metadata, online environment, social network, system development (แต่เน้นว่าต้องประเมินระบบเต็มรูปแบบและหลายมิติ ไม่ใช่แค่พัฒนาระบบ) นอกจากนั้น งานวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีแนวโน้มที่แตกต่างกัน เช่น Pittsburgh จะเน้น computer science ส่วน Rutger จะเน้นมาทาง communication
  • สุดท้าย รศ.ดร. สมพร ได้ให้ข้อคิดเพิ่มเติมว่า ปัญหาของการศึกษาประเทศไทย คือการแบ่ง track ของการเรียนเร็วเกินไป ทำให้ขาดความรู้บางอย่าง เช่น วิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจ epistemology ซึ่งเป็นการถกเถียงกันเรื่องความรู้ อย่างไรก็ตาม สมัยนี้สามารถเรียนเองได้ถ้ารู้จุดอ่อนของตัวเอง เช่น ความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรียนฟรีได้จากเว็บไซต์ khan academy ปริญญาโท จุดยืนคือมุ่งจะเข้าใจ ปริญญาเอก จุดยืนคือ สร้างองค์ความรู้ ความเชื่อทางวิชาการมาจากการศึกษาวิจัย ไม่ได้เกิดจากการซักถามผู้อื่นแต่เพียงอย่างเดียว

ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านค่ะ ได้ความรู้และแนวคิดมากมายจากการสัมมนาครั้งนี้

ประเด็นและทิศทางการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ (3)

เขียนต่อจาก [ ตอนที่ 1 ] [ ตอนที่ 2 ]
สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ประเด็นและทิศทางการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ ที่ หลักสูตร Information Science ของ มสธ. จัดขึ้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554

รศ.ดร. สมพร พุทธาพิทักษ์ผล ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับ Research Areas สาขาสารสนเทศศาสตร์ ไว้ด้งนี้

  • Information representation (and organization) แนวคิดวิจัยแบบเดิมคือ เอาหัวเรื่อง หมวดหมู่มาวิเคราะห์ ปัจจุบันน่าจะสูญพันธุ์ไปแล้ว เราไม่สามารถจัดหมวดหมู่แบบ top down ได้ ต้องมองในสภาพแวดล้อมใหม่ ตอนนี้งานวิจัยหันไปทาง metadata แต่มักให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานมากเกินไป โดยเฉพาะที่อเมริกา ท้ายสุดจะกลายเป็นกลุ่มใครกลุ่มมัน
  • Bibliometrics / Infometrics / webometrics ศึกษาโครงสร้างความสัมพันธ์ของสารสนเทศ วรรณกรรมที่เป็น artifact จับต้องได้ (ไม่ใช่เฉพาะหนังสือเท่านั้น) เป็นงานวิจัยที่ศึกษาการสื่อสารในวงวิชาการ (scientific communication) Bibliometrics เป็นการศึกษา citation analysis เชิงปริมาณเท่านั้น ไม่มีมิติอื่น (แต่ถ้าเพิ่มมิติอื่นเข้าไปด้วย จะทำให้งานวิจัยตอบโจทย์ได้ดีขึ้น) เป็นสารสนเทศในการตัดสินใจ ที่มองสารสนเทศเป็นสัญญาน (signals) รับ-ส่ง ตามทฤษฎี information theory ของ Shannon แต่หากจะมองให้กว้างขึ้น ต้องมีส่วนของความคิด ความเข้าใจ (cognitive process) จะต้องคำนึงถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ การใช้ ภาระงาน (tasks) เช่น งานวิจัยของ Wilson และ Karen (Pettigrew) Fisher
    Bibliometrics เป็นความพยายามนำการวัดเชิงปริมาณมาใช้ ตามกฎของ Bardford’s law, Lotka’s law ซึ่งมองการกระจายตัวของผู้เขียน ข้อสังเกตคือ คนที่ผลักดันงานวิจัย มักเป็นพวกที่อยู่แนวหน้า (research front) คือคนที่มีงานวิจัยเยอะมาก ซึ่งจะมีจำนวนแค่ 5-20% ของคนทั้งหมดเท่านั้น และการใช้สถิติ t-test, f-test วัดออกมาเป็น Gaussian (normal) distribution ไม่ใช่การวัดสารสนเทศ
  • Information behavior เพื่อพัฒนาปรับปรุงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ human-computer interaction (HCI) / model ของ information seeking เปลี่ยนจากการศึกษาเอกสารและห้องสมุด มาเป็นศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ (user behavior) เป็นการศึกษาผู้ใช้ (user studies) และกลายมาเป็น information behavior model
  • Digital Libraries เรื่องนี้เป็น area ที่ใหญ่ กำลังเติบโต และได้รับทุนสนับสนุนมากทั้งในยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะจาก NSF แต่ข้อสังเกตคือ “Digital” big แต่ “Library” small มีประเด็นที่น่าสนใจคือโครงการ Memory of the World ของ UNESCO เพื่อสร้างสารสนเทศจากความทรงจำของคนในอดีต อย่างไรก็ตาม การสร้าง Digital Library มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะประเทศผรั่งเศส จะคัดค้านแนวความคิด Googlization of the World เพราะเห็นว่าองค์ความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ค้นหาจาก Google เท่านั้น และการค้นแต่ Google จะเป็นพฤติกรรมที่มีผลกระทบตามมา

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (Juncture) ของ Information science
ในโลกของ information science แม้ว่าเราจะเป็นศาสตร์ เป็นสหวิทยาการ แต่อีกมุมมองหนึ่ง มีนักวิชาการหลายกลุ่มที่กำลัง move เข้ามาในนี้ เช่น แพทย์ พยาบาล นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ปัจจุบัน computer science เกิดจุดสะดุด เพราะงานวิจัยด้าน hardware, software มักไปอยู่กับบริษัทใหญ่ๆ เป็นตัวผลักดันความก้าวหน้า ไม่ใช่มาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ดังนั้น CS จึงหันมาสนใจสารสนเทศศาสตร์ในลักษณะ iSchool มีการหันมาสนใจ social informatics ด้วย ดังนั้นการวิจัยจึงเป็นกระบวนการที่ปฏิเสธไม่ได้ ถ้าต้องการแข่งขันเพื่อหาจุดยืนใหม่ของ field (big competition / fight for stakes) โลกของการวิจัยเป็นโลกของความซับซ้อน ต้องเอาความเชื่อของศาสตร์เข้ามาด้วย เป็น interdisciplinary

อาจารย์สมพร ได้ให้ข้อคิดว่า การบริโภคงานวิจัย ต้องเลือกบริโภคเฉพาะงานวิจัยที่ดี ผลงานวิจัยจะมาพร้อมความเชื่อส่วนบุคคล ดังนั้นมุมมองจากงานวิจัย ไม่ใช่มุมมองที่คนทั้งโลกเห็นด้วย และไม่ใช่ว่าเป็นงานวิจัย จะต้องเชื่อได้หมด ต้องมีวิจารณญานเอง เราไม่สามารถกำจัด bias ออกจากการวิจัย (control) ได้เหมือนวิทยาศาสตร์ แต่เราต้องควบคุม bias โดยเพิ่ม reliability ปัญหาการทำวิจัยของเราคือขาดพื้นฐานทางทฤษฎี อ่านน้อย ไม่คิดเชิงวิพากย์ อ่านแล้วลอก ไม่มีพื้นเลย

อาจารย์ได้ยกตัวอย่างดุษฎีนิพนธ์ที่น่าสนใจ ในการสร้างกรอบแนวคิดทฤษฎีใหม่ ของ Chiraf Shah (2010) เรื่อง A Framework for Supporting User-Centric Collaborative Information Seeking (CIS) ภายใต้การดูแลของ Prof. Gary Marchionini และเห็นว่างานวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอก ต้องไม่ใช่แค่พัฒนาระบบ Systems Development Life Cycle (SDLC) แบบนักศึกษาปริญญาโทเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจกรอบแนวคิดและทำให้เกิดเป็นรูปธรรม แปลงเป็น function ได้

ประเด็นและทิศทางการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ (2)

[ เขียนต่อจากตอนที่ 1 ]
สัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ประเด็นและทิศทางการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ ที่ หลักสูตร Information Science ของ มสธ. จัดขึ้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554

ผศ.ดร.พิมพ์รำไพ เปรมสมิทธ์ ได้พูดถึงประเด็นปัญหาการวิจัยในสาขาสารสนเทศศาสตร์ พร้อมยกตัวอย่างงานวิจัยและดุษฎีนิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งประเด็นเป็น

  • พฤติกรรมสารสนเทศ (information behavior) ซึ่ง Bates ได้ให้ความจำกัดความเอาไว้ชัดเจนมากว่าคือ many ways in which human beings interact with information, in particular, the ways in which people seek and utilize information ซึ่งมีทั้ง ความต้องการสารสนเทศ (need) การแสวงหาสารสนเทศ (seeking) ผู้ใช้ และการใช้สารสนเทศ (use) แหล่งสารสนเทศ และอุปสรรค เป็นงานวิจัยพวก task analysis ของคนในสาขาวิชาชีพต่างๆ และผูกกับสถานการณ์ ตัวอย่างที่น่าสนใจมาก คือดุษฎีนิพนธ์ของ ดร. ทรงพันธุ์ เจิมประยงค์ เรื่อง the transition of worldviews: collective information behavior during the 2006 Thai coup d’etat.
  • การศึกษา (LIS Education) เป็นประเด็นวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตร บัณฑิต การประกันคุณภาพ การศึกษาต่อเนื่อง ตัวอย่างงานวิจัย เช่น What makes a quality Ph.D. program in library and information sciences?
  • Bibliometrics / Infometrics / Scientometrics เป็นแนววิจัยที่มีพื้นฐานจาก citation analysis เพื่อดูแนวโน้มงานวิจัย เป็นตัวชี้วัดคุณภาพ วัด scientific production, scientific output ตัวอย่างงานวิจัย เช่น Research collaboration between countries, universities and individuals
  • Information Management ใช้ในภาคธุรกิจ ได้แก่ aiding business strategy, corporate information resources, information resource management, online information systems, organizational aspects เน้นศึกษาภายในองค์กร
  • Information Literacy skill รวมทั้งเรื่อง ความสามารถในการใช้เครื่องมือ (tool literacy), computer competency, digital divide งานวิจัยเรื่องนี้ในประเทศไทยไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มองแต่เรื่องมาตรฐาน ยึดตามมาตรฐานของต่างชาติ ไม่มีการพัฒนา model ในบริบทของเราเอง จับประเด็นวิจัยยาก

ส่วนประเด็นอื่นๆก็มี เช่น บริการสารสนเทศในองค์กรต่างๆ ทรัพยากรสารสนเทศ การจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ การจัดการองค์การสารสนเทศ ซึ่งปัจจุบัน มุ่งไปศึกษาสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และใช้ ICT เป็นเครื่องมือเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งการศึกษา human-computer interaction (HCI) ให้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (user-centric) รวมทั้ง การจัดการความรู้ (KM) องค์กรแห่งการเรียนรู้ (LO) ห้องสมุดดิจิทัล (DL) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่คาบเกี่ยวกันหลายศาสตร์ โครงการวิจัยด้าน digital library มักจะได้ทุนวิจัยจำนวนมาก โดยเฉพาะจาก NSF มีความร่วมมือระหว่าง LIS กับ computer science มานาน แต่ประเทศไทยเรา ต่างคนต่างทำ ประเด็นวิจัยยังค่อนข้างเล็ก ไม่สามารถลงลึกได้

ประเด็นและทิศทางการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ (1)

ไปฟังสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ประเด็นและทิศทางการวิจัยทางสารสนเทศศาสตร์ ที่ หลักสูตร Information Science ของ มสธ. จัดขึ้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 เลยเก็บตกเกร็ดความรู้มาฝาก วิทยากรที่มาบรรยาย มี 6 ท่าน คือ ศ.ดร.ชุติมา สัจจานันท์ รศ.ดร.สมพร พุทธาพิทักษ์ผล ผศ.ดร.พิมพ์รำไพ เปรมสมิทธ์ ผศ.ดร.อัษฎาพร ทรัพย์สมบูรณ์ ผศ.ดร.สมศักดิ์ ศรีบริสุทธิ์สกุล และ รศ.ดร. ปัทมาพร เย็นบำรุง

แนวคิดที่ได้จาก ศ.ดร.ชุติมา คือ การวิจัยเป็นมิติที่สามของวิชาชีพ การวิจัยเป็นเครื่องมือสนับสนุนและพัฒนาการศึกษา รวมทั้งเป็นเครื่องมือสร้างความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมให้แก่วงการด้วย บทบาทของครูนอกจากจะสอนดีแล้ว ต้องรอบรู้ในเรื่องที่สอนด้วย การวิจัยจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาการเรียนการสอน การบริการทางวิชาการแก่สังคม และเป็นเครื่องมือพัฒนาคนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักวิชาการ นักวิชาชีพ หรือนักศึกษา … สรุปว่า หนีไม่พ้น การวิจัยเป็นวิถีชีวิต ยิ่งทำมาก ยิ่งพบว่าตัวเองรู้น้อย ต้องลุ่มลึก ต้องทำข้ามศาสตร์ได้และพยายามมองหา area ของเรา ไม่ต้องกลัวว่ามีที่ผิด ต้องคิดเชิงวิพากย์ (critical thinking) ลดอัตตา ยอมรับคำวิจารณ์ (ใครติ แสดงว่าเขาอ่าน ถ้าไม่ติ แสดงว่าไม่ได้อ่าน) ไม่ใช้ความรู้สึกของตัวเอง เช่น งานยุ่ง ทำยาก ฯลฯ แต่ต้องลงมือทำ เราไม่ได้มีแต่เพียง “วาระการอ่านแห่งชาติ” เท่านั้น เรายังมี “วาระการวิจัยแห่งชาติ” ด้วย

แนวคิดที่ได้จาก รศ.ดร.สมพร คือ การย้อนรอยประวัติศาสตร์ของ Information Science อาจารย์พูดถึง Vannevar Bush วิศวกรชาวอเมริกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1945 กับแนวความคิดเรื่อง Memex กับบทความเรื่อง As We May Think


( ภาพจากเว็บไซต์ http://www.motherboard.tv/2010/8/17/the-essay-that-inspired-the-internet-65-years-ago )

พื้นฐานของปัญหา information science มาจาก information explosion แล้วเราพยายามจะควบคุมโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ (โดยมองไปที่คนและสังคมมากกว่าเทคโนโลยี) ต่อมาปัจจุบันเริ่มกลายเป็น communication explosion อาจารย์พูดถึง Chaim Zins (2007) ซึ่งสร้าง Knowledge map of information science จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในวงการ Information Science จำนวน 57 คน แบบ Dephi Study สรุปว่า ความหมายของ Information Science นั้นหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับจุดยืนของความเชื่อ ยิ่งอ่านมากจะยิ่งพบว่า มุมมองที่เราเชื่ออาจเป็นส่วนหนึ่งของอีกมุมมองหนึ่ง การพิจารณา data information knowledge ในลักษณะของ UD (universal domain) หรือ objective จับต้องได้ กับ SD (subjective domain) พบว่า data และ information มักมีลักษณะเป็น UD แต่ knowledge มีลักษณะเป็นได้ทั้ง UD และ SD

Tefko Saracivic เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญของ information science เปรียบเสมือนฟันเฟือง 3 ตัวที่เกาะกันและหมุนตลอดเวลาคือ คน สารสนเทศ และเทคโนโลยี โดยเขียนบทความอธิบายความหมายของ information science ไว้เมื่อปี 1999 และล่าสุดเมื่อปี 2009 นอกจากนั้น อาจารย์ยังพูดถึงบทความปี 2010 เรื่อง Australian PhDs by LIS educators, researchers and preactitioners: Depicting diversity and demise ซึ่งใช้ Australian and New Zealand Standard Research Classification (ANZSRC) และพูดถึงแนวคิดของ Buckland (1991) ที่จำแนกสารสนเทศเป็น 3 แบบคือ information-as-process, information-as-knowledge และ information-as-thing

ผศ.ดร.พิมพ์รำไพ ให้แนวคิดเรื่อง information science โดยอ้่างอิง แผนที่ความรู้ของ Zins เช่นเดียวกัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ คือ 1. พื้นฐานความรู้ 2. ทรัพยากร/ระบบ 3. ผู้ปฏิบัติงานด้านความรู้ 4. เนื้อหา 5.การประยุกต์ (ใช้) 6. การดำเนินงานและกระบวนการ 7. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการความรู้ 8. สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม 9. องค์กร 10. ผู้ใช้สารสนเทศ อาจารย์เห็นว่า ด้านที่ 8 คือสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม ประเทศไทยทำวิจัยน้อย เช่นนโยบายสารสนเทศ มักจะเป็นเรื่องของนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่า รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เช่น จริยธรรม ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิของเจ้าของผลงาน เป็นต้น

Download slide จากงานสัมมนา

Download slide จากงานสัมมนาของบริษัท Elsevier เมื่อวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2554

สรุปความคิดเห็นจากการสัมมนา Social Network

สรุปความคิดเห็นที่ได้จากการประชุมเครือข่ายผู้ดูแลเว็บไซต์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ประจำปี 2553 และการสัมมนาเรื่อง “The Current Status of Social Network for Mahidol-Phayathai Society” วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2553 ณ ห้องประชุม K102 คณะวิทยาศาสตร์ พญาไท

เนื่องจากเป็นการคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงไม่มีเอกสารแจก และไม่มีอะไรผิด อะไรถูก .. เพียงแต่เป็นการช่วยกันคิด ช่วยกันระดมสมอง .. ขอสรุปคำพูดของวิทยากรหลายๆ ท่าน ปะปนกันไป เป็นข้อๆ ดังนี้

  1. ตอนแรกก็คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับบรรดา Social Network และ Wiki เพราะเห็นว่าเราไม่สามารถคัดกรองความถูกต้องได้ แต่ต่อมาก็พบว่า แทนที่เราจะต่อต้านหรือคัดค้าน ก็ควรเข้าไปศึกษา เพื่อดูว่าลึกๆ ข้างในนั้น มีประโยชน์อะไรบ้าง
  2. ที่จริง เรื่อง social network มีมานานแล้ว เป็น e-mail group, usenet, webboard พันธุ์ทิพย์, เขียน blog, เล่น twitter, Facebook ฯลฯ ซึ่งใช้นามแฝง แต่ต่อมาก็อาจไม่ต้องแอบๆซ่อนๆ ใช้ชื่อจริงไปเลย อยากให้แสดงตัวตนที่แท้จริง มิฉะนั้นจะเป็นสังคมที่หลอกลวงกัน เห็นด้วยว่า social network เป็นที่นิยมและเริ่มต้นในหมู่เด็กนักศึกษา และมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากในอนาคต
  3. กองกิจการนักศึกษา ได้จัดทำ “Wisdom Society” อยู่ที่เว็บไซต์ http://wemahidol.mahidol.ac.th เพื่อสร้างสังคมอุดมปัญญา แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสื่อสารกันในกลุ่มคนทำงานและนักศึกษา เป็น CoI (Community of Interest) ก่อนที่จะกลายมาเป็น CoP (Community of Practice)
  4. ในมุมมองของผู้บริหาร อาจใช้ Facebook, Twitter เป็นเครื่องมือในการบริหารงานได้ เป็นการสื่อสารไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาว่าเรากำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่บ้าง คำสั่งหรือนโยบายอะไร ถ้าบอกต่อๆกัน ข้อมูลอาจจะบิดเบือนได้ การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ก็จะเป็น committment นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจ (trust) เปิดเผยตัวตนแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม การใช้ Facebook ในการบริหาร อาจทำให้อีกด้านหนึ่งของชีวิตส่วนตัวเราหายไป
  5. ซึ่งเรื่องนี้ บางคนก็อาจเห็นต่าง ถ้าเล่น Social network แล้ว คงต้องยอมรับชีวิตที่เป็น public แต่ทุกคนเห็นด้วยว่า คงต้องระมัดระวัง อย่ารับ add friends โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ อาจดู mutual friend และ info ของคนที่มาขอ add ก่อน และไม่รับคนที่ไม่รู้จัก เพราะเขาจะรู้ความเป็นส่วนตัวของเรา แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็น Fan Page ของคณะ มักจะรับหมด เพราะต้องการ collect คนเข้ามาเยอะๆ โดยเฉพาะนักเรียนที่เพิ่งสอบเข้าได้ นักศึกษาปัจจุบัน ศิษย์เก่า (การมี facebook จะช่วยได้มากเวลาติดตามเด็กนักศึกษาต่างจังหวัด) และอาจให้ความรู้สู่ประชาชนผ่าน facebook
  6. สำหรับทางคณะแพทย์รามาฯ มีการเขียน Blog ให้ความรู้ทางด้านสุขภาพ หมอและพยาบาลไม่ค่อยนิยมใช้ twitter มีการสร้าง Youtube ที่มีชื่อว่า Rama Tube เป็นการสร้าง branding และการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้แก่องค์กรที่ประหยัดกว่าการเสียค่าโฆษณาผ่านสื่ออื่นๆ มีการสร้าง Facebook ในกลุ่มแพทย์ค่อนข้างเยอะมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ ประชาชน และศิษย์เก่า เกิดภาพบวกต่อทั้งรามาฯ และมหาวิทยาลัย
  7. ส่วนคณะเภสัช ใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษา การติดต่อดูแลนักศึกษา นักศึกษาต่างชาติ การประชาสัมพันธ์เชิงรุกไปยังบุคคลภายนอก
  8. กิจกรรมที่ทุกคนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมที่เห็นชัดเจนมาก คือการใช้ Facebook ในการระดมคน มาร่วมกันทำความสะอาด ในวัน Big Cleaning Day (เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2553) หลังจากเกิดเหตุการณ์จราจลที่กรุงเทพมหานคร
  9. ส่วนข้อควรระวังนั้น ทางรามาฯ เห็นเป็น 7 ประการ คือ 1. Fake 2. Crime 3. Loss of real social interaction (แต่เรื่องนี้ก็ไม่แน่ เพราะในทางกลับกัน อาจเป็นช่องทางทำให้รู้จักคนมากขึ้น) 4. Confidentially data (ข้อมูลส่วนตัว) 5. Spend a lot of time 6. Conflicts (religions, politics, etc.) 7. Computer related diseases/syndromes
  10. ทางวิศวะ กลับไม่ค่อยเป็นห่วงสักเท่าไหร่ เห็นว่าเวที social network เป็นโอกาสที่ทำให้เราสามารถสื่อสารในสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร เป็นสิทธิส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเราอยู่ในองค์กร คงต้องใช้วิจารณญานมากหน่อย มี paper หนึ่งในนิตยสาร Fast Company เรื่อง Generation Web 2.0 Workers May Prefer Facebook Perks Over More Pay กล่าวว่า ในอนาคตเด็กรุ่นใหม่อาจอยากให้อนุญาตให้เล่น facebook ในที่ทำงาน โดยยินยอมรับเงินเดือนน้อยลง แต่ถ้าเรา balance ระหว่างงานกับเล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาจเบี่ยงเบนไปในทางบวก หรือลบก็ได้ และนอกจากนั้น ในอนาคตอาจต้องการผู้บริหารที่มี creativity สูงกว่า integrity ก็ได้ เราไม่รู้อนาคต
  11. ในฐานะ webmaster ก็จะต้องพยายามระมัดระวังไม่ให้เกิดผลกระทบกับบุคคลที่ 3 เห็นด้วยว่ามีข้อเสีย แต่ค่อยกลัวอะไรมากนัก เพราะผู้ที่อยู่รอดได้ จะต้องมีพัฒนาการ วิวัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ แถมยังมีงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่า 15% ของพนักงานออฟฟิศจะเล่น facebook ซึ่งการเล่นจะทำให้เกิด creativity และลดความตึงเครียดได้
  12. การใช้ social network ต้องมี own ethical sensor ต้องควบคุมตัวเอง มี parental concern มีการ supervise บุตรหลานเวลาเล่น ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานและติดต่อสื่อสาร ไม่ได้เพื่อเล่นเกมในที่ทำงาน ต้องดูว่ามันทำให้ทำให้สังคมของเราเสียหรือไม่ งานหลักๆของเราเสียหรือไม่ ตราบใดที่งานเราไม่เสีย สุขภาพเราไม่ทรุดโทรม ไม่ค่อยเป็นห่วง แต่อะไรคือความพอดี อาจยังตอบไม่ได้
  13. ที่อยากจะฝากไว้คือ ควรหาทางร่วมมือกับ network ภายนอกด้วย ต้องมีกรรมการกลางคอยติดตาม ออกนโยบายสำคัญๆ เพื่อกำกับดูแลและสนับสนุนผู้ใช้ภายในองค์กร เห็นว่า social network เป็นแค่ management tool อย่างหนึ่งเท่านั้น เป็นเครื่องมือสร้างกิจกรรมและหลายๆ อย่างในองค์กร ที่ใช้ง่ายและน่าสนใจ แต่ไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งสำคัญหรือจำเป็นมากนัก อยากให้มีการพบหน้าเจอะเจอกันมากกว่า ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันขององค์กรสำคัญกว่า และมันสำคัญว่าเรารักองค์กรแค่ไหน
  14. อาจตั้งกรรมการร่วมกัน เราจะไม่ตั้ง social network เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัย หรือหวังเพียงให้อันดับของ webometrics ranking ดีขึ้น แต่จะเพื่อประโยชน์ของสังคมจริงๆ ปัญญาของแผ่นดินไม่ใช่เป็นเพียงสโลแกน เราต้องให้ประโยชน์กลับไปสู่สังคม เราไม่ควรเป็นกลาง แต่เราจะอยู่ข้างความดี ความถูกต้อง และปัญญา
  15. จากประสบการณ์ของนักศึกษา

  16. ใช้ social network มาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม เล่น chat room ของ Sanook, MSN, เว็บบอร์ดพันธุ์ทิพย์, Hi5 ต่อมาจึงเล่น Facebook, twitter ใช้เป็นส่วนตัวและเห็นว่าค่อนข้างมีประโยชน์ แต่เห็นว่า หากไม่มีวัฒนธรรม จริยธรรมในการใช้ social network อาจทำให้คำพูดรุนแรง สร้างความขัดแย้งได้ โดยเฉพาะการ post ข้อความใน webboard ที่ไม่ต้องลงชื่อ
  17. มันง่ายต่อการ post หรือ tweet แต่เราคงเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงที่เกิดขึ้น กรุงเทพฯไฟไหม้ เราก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด เราต้องคิดก่อน post หรือ tweet เนื่องจากข้อความของเราจะกระจายไปทั่ว ดังนั้นถ้าเรามีความโกรธ ควรหยุด post อยู่นิ่งๆ หรือทำอะไรขำๆ แทน
  18. เวลาที่เอาข้อความคนอื่นหรือนักข่าวมา retweet ต้องระวัง อาจเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด จะต้องเลือกเสนอข่าว และไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวหรือขยายความ เพราะข้อมูลจะบิดเบือน เมื่อไรก็ตามที่เรากระจายข่าว เราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อข่าวที่เรา share ไปยังผู้อื่น ต้องคิดให้รอบคอบก่อน นอกจากนั้น ยังต้องรับผิดชอบเรื่องเวลาของตัวเองที่สูญเสียไปจากการใช้ social media ด้วย
  19. จากข้อมูลของ http://checkfacebook.com พบว่า ปัจจุบันคนไทยมีผู้ใช้ facebook มากถึง 3.7 ล้านราย และในบทความของ Jon Russell เคยเขียนไว้ว่าประเทศไทยมีการ create กลุ่ม คนไทยมั่นใจ (โน่นนี่) กันเป็นจำนวนมากถึง 500 กลุ่ม เรื่องการรวมพลังแบบนี้เพื่อการสร้างสรรค์ก็มี เช่นวิดีโอ We are the world 25 for Haiti ศิลปินจากทั่วโลกร่วมร้องเพลงกันแบบข้ามประเทศ บน YouTube เพื่อหาเงินช่วยเฮติ เป็นต้น

นอกจากวิทยากรรับเชิญแล้ว ผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างก็ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เช่น การใช้ facebook สามารถใช้ตามหาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานได้ การเปิดเว็บบอร์ดของคณะฯ ให้แสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่จะแรงมาก ต้องสอบถามผู้บริหารก่อนว่าจะรับได้หรือไม่ ส่วนที่รามาฯ แม้ว่ากระทู้จะแรง แต่มีบางส่วนที่ผู้บริหารเอาข้อมูลมาปรับปรุงและเป็นนโยบาย ออกเป็นประกาศของคณะฯไปหลายเรื่อง มีกี่กระทู้แล้วที่เรานำมาทำ ถ้าผู้บริหารลงมาตอบ เรื่องก็จะจบ เป็นความไวของการสื่อสาร ถ้ามองในแง่ดีก็มีประโยชน์ สุดท้าย เห็นว่าในยามที่บ้านเมืองมีปัญหา และในยุคที่มีการใช้ social network กันอย่างแพร่หลาย ด้วยเราเป็นชาวมหิดล หากเราสามารถสอดแทรกอะไรดีๆ เข้าไปได้บ้าง ก็น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศ

การสัมมนาวันนี้ มีนักข่าวจากกรุงเทพธุรกิจ The Nation ผู้จัดการ และ Radio Thailand มาสังเกตการณ์และขอสัมภาษณ์อาจารย์และนักศึกษาที่เป็นวิทยากรด้วย รวมทั้งสัมภาษณ์คนจัดงาน … อ่านได้ที่นี่ค่ะ “Facebook ฉบับชาวมหิดล รวดเร็ว-ทันใจ-ไม่ไร้สาระ”

ส่วนภาพบรรยากาศในงานดูได้จาก photo album บน facebook