วันขึ้นปีใหม่ ไม่มีอะไรจะให้ นอกจากธรรมทาน

บันทึกนี้ เขียนขึ้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เนื่องในโอกาสใกล้ถึงวันขึ้นปีใหม่ ตลอดปีที่ผ่านมา ได้แสวงหาและศึกษาธรรมะมาหลายแห่ง คิดว่าได้เกร็ดความรู้มาบ้าง จึงอยากจะนำประสบการณ์มาเผยแพร่เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ถือว่าเป็นของขวัญวันขึ้นปีใหม่ 2558 นี้นะคะ สำหรับทุกท่านที่สนใจในธรรม

ไปฟังธรรม-ปฏิบัติธรรมที่ไหนดี

ฟังที่ไหนก็ได้ แต่ต้องถูกจริต และไปมาสะดวก ที่เคยไปมาแล้ว มีดังนี้ค่ะ

  1. วัดธรรมมงคลเถาบุญญนนท์วิหาร เดินทางด้วย BTS สายสุขุมวิท ลงสถานีปุณณวิถึ สุขุมวิท 101 แล้วต่อรถมอเตอร์ไซค์ 13 บาท หรือรถสี่ล้อเล็ก (รถกระป้อ) 10 บาท ไปยังวัดธรรมมงคลและสถาบันพลังจิตตานุภาพของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร สุดซอยปุณณวิถี 20 เย็นวันอาทิตย์เวลา 15:30-17:30 น. มีกิจกรรมสวดมนต์และนั่งสมาธิ 9 นาที สวดอวยพรให้กันและกัน และรับน้ำพระพุทธมนต์ ถ้าวันไหนพระครูปลัดมงคลวัฒน์ ลงมานำสวดเอง จะมีเทศน์แบบฮาๆ ด้วย ที่นี่นิยมสวดมนต์เสียงดังลั่น ให้เทวดาได้ยิน สวดยาวเป็นชั่วโมง บทสวดพระปริตรที่นิยมสวดกัน ได้แก่ มหาสมัยสูตร ของที่นิยมนำมาร่วมถวายสังฆทาน ได้แก่ ข้าวสาร กระดาษทิชชู ถุงดำ สบู่ น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ เนื่องจากที่นี่มีการฝึกอบรมครูสมาธิและมีคนมาวัดจำนวนมาก ที่อุโบสถชั้นล่างติดแอร์เย็นสบาย จุได้ 400-500 ที่นั่ง
  2. วัดปทุมวพระเสริมนารามราชวรวิหาร  เดินทางด้วย BTS ลงสถานีสยาม และเดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึง  ตอนเย็นวันอาทิตย์ ที่ศาลาพระราชศรัทธา (บรรยากาศแบบ open air) เวลา 18:30-20:00 น. มีกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตรเย็น สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ไหว้พระบรมสารีกธาตุและฟังธรรมเทศนา  ถ้าอยากบวชเนกขัมมภาวนา ก็ได้ ชุดขาวก็มีขายที่สหกรณ์ของวัด ข้าวของที่นำมาถวายพระจะกระจายไปช่วยเหลือพระเณรที่วัดสาขาทั่วประเทศ ไม่มีเสียของ ถ้าเป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง จะมีกิจกรรมคืนเพ็ญประโยชน์ ทำความสะอาดวัด ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระญาณวสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังคปรินายก ที่เราเคยทำความสะอาดมาแล้ว เช่น พระอุโบสถที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระสายน์ ศาลาบูรพาจารย์ ศาลารัชกาลที่ 4 และกวาดลานรอบพระอุโบสถ เป็นต้น ที่นี่มีพระพุทธรูปจากเมืองล้านช้าง ที่สวยงามมากๆ ได้กราบแล้วนั่งมองก็จะสบายใจ คือ หลวงพ่อพระเสริมและหลวงพ่อพระแสน อยู่ในพระวิหาร และหลวงพ่อพระสายน์อยู่ในพระอุโบสถ
  3. วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร อยู่ตรงเสาชิงช้า เขตพระนคร สวดทำวัตรเย็น สวดกลางคืนทุกวัน ค่อนข้างดึกหน่อย 19:00-21:00 น. เหมาะสำหรับชีวิตคนทำงาน จบแล้วจะมีพระมาแสดงธรรมเทศนา  ในโบสถ์อากาศค่อนข้างร้อน เราเคยไปครั้งเดียว ไม่ใช่ขาประจำ
  4. มูลนิธิบ้านอารีย์ http://www.baanaree.net เดินทางด้วย BTS ลงสถานีอารีย์ แล้วเดินเข้าซอยอารีย์ 1 จะมีพระอาจารย์ชื่อดังจากทั่วประเทศ เดินทางมาแสดงธรรมเป็นประจำที่ห้องสมุดธรรมะชั้น 3 เริ่มประมาณ 18:30 น. พระอาจารย์ที่เคยฟัง ได้แก่ หลวงปู่อุดม ญาณรโต จากวัดป่าสถิตย์ธรรมวนาราม จังหวัดบึงกาฬ พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม จากวัดหนองป่าไผ่ จังหวัดสกลนคร เป็นต้น วันเสาร์มีฝึกปฏิบัติเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน  ทุกวันศุกร์ที่สามของเดือน มีหลักสูตรเรียนบาลีจากพระไตรปิฎก สอนโดยอาจารย์สุภีร์ ทุมทอง ซึ่งสอนดีมาก หนังสือของอาจารย์ก็ดีมากๆ ด้วย แจกฟรีอีกต่างหาก แถวนี้ของกินเพียบ ค่อนข้างสุขสบาย เลยมาบ่อยมาก หลังเลิกงานและวันเสาร์บางวัน
  5. อาคารปฏิบัติธรรมสุรัตนธรรม  ของคุณหมอสุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ เศรษฐีร้อยล้าน เจ้าของคลินิก 1 บาทรักษาทุกโรค อยู่หน้าตั้งฮั่วเส็งบางลำภู มีพระอาจารย์ชื่อดังจากทั่วประเทศ เดินทางมาแสดงธรรมทุกวันอาทิตย์ เวลา 14:00 น. เป็นประจำ พระอาจารย์ที่เราเคยฟังได้แก่ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล จากวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ หลวงพ่อวิชัย เขมิโย จากวัดถ้ำผาจม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย คุณหมอคนนี้มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ว่า “ไม่รู้จะเอาเงินไปใช้อะไร มีแค่นี้ก็รู้สึกว่า เราพอแล้ว ต่อให้เรารวยกว่านี้มันก็ใม่มีประโยชน์ ผมจึงเอาเงินเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนอื่น
  6. ถ้าไปบางลำภู มีเวลาจะแวะวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน กราบและนั่งสมาธิหน้าพระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถ แวะไหว้พระศรีศาสดา และพระไพรีพินาศด้วย
  7. บ้านจิตสบาย  http://www.jitsabuy.com  อยู่ในซอยระหว่างถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกกับพุทธมณฑลสายสอง ปากทางเข้าเป็นสมาคมชาวปักษ์ใต้  บ้านนี้สวยมาก มีกิจกรรมหลายอย่าง มีห้องสมุดธรรมะ มีห้องทำสมาธิ มีหนังสือ CD แจกฟรี มีลานเดินจงกรม และโรงทานแจกอาหารฟรี พระอาจารย์ที่เราเคยฟังได้แก่ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ไม่ค่อยได้ไป เพราะไปยากหน่อยถ้าไม่มีรถส่วนตัว
  8. หอประชุมพุทธคยา อยู่ที่ชั้น 22 ตึกอัมรินทร์พลาซ่า เดินทางด้วย BTS ลงสถานีชิดลม เป็นบริษัท DMG Book ของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ที่นี่ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งสำหรับการฟังธรรมรอบดึก เมื่อก่อนไปบ่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ไปแล้ว ครั้งล่าสุดที่ไป คือ ได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ก่อนที่ท่านจะสึก เราสามารถติดตามกิจกรรมของที่นี่ ได้จาก facebook ชมรมคนรู้ใจ/เรือนธรรม https://www.facebook.com/konrujai/events
  9. หอพระธาตุ โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ ชั้น 20 อาคารวิชัยยุทธเหนือ (ตึกเก่า) ในซอยตรงข้ามที่่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นลิฟต์ไปอยู่หน้าห้องประชุมวิชาการและห้องสมุดพุทธสาสน์ มีพระอรหันต์ธาตุครูบาอาจารย์ อาทิ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ขาว อนาลโย และ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม มีพระธาตุเสด็จในงานทำบุญของโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548 ด้วย ซึ่งมีพยานรู้เห็นในเหตุการณ์จำนวนมาก หอพระธาตุเปิดให้สักการะตั้งแต่เวลา 7:00-19:00 น.
  10. วัดสนามใน http://watsanamnai.info เป็นวัดสายปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้ ปัจจุบันมีหลวงพ่อทอง อาภากโร เป็นเจ้าอาวาส ท่านไปเปิดสาขามีลูกศิษย์ลูกหาเป็นชาวไต้หวันเยอะ เพราะแนวปฏิบัติเป็นที่นิยมในหมู่คนจีน การเดินทางจากตั้งฮั่วเส็งธนบุรี ข้ามสะพานลอยมาขึ้นมอเตอร์ไซค์ 10 บาท ขี่ลัดเลาะไปตามซอกซอยในหมู่บ้านแถวนั้น ไม่นานก็ถึง หน้าวัดกำลังก่อสร้างรถไฟฟ้า คาดว่าพอสร้างเสร็จแล้ว จะไปวัดนี้ได้สะดวกขึ้น จะมาค้างที่วัดก็ได้ หรือมาฝึกแบบเช้าไปเย็นกลับก็ได้ วัดนี้ไม่มีเน้นหรูหรา ใช้โบสถ์แบบธรรมชาติ เรียบง่าย  วิธีปฏิบัติใช้การฝึกเคลื่อนไหวมือ 15 จังหวะ สลับกับเดินจงกรม เคยไปฝึกปฏิบัติและกินข้าวที่วัดนี้ รู้สึกแปลกดีที่ฆราวาสพิจารณาอาหารแล้ว กินพร้อมกับพระฉันเลย ไม่ต้องรอให้พระฉันเสร็จก่อน
  11. วัดมเหยงคณ์ http://www.watmaheyong.org เป็นวัดสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดังแห่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ที่สนใจจะบวชเนกขัมมภาวนา สามารถไปบวชได้ทุกวัน ให้ไปถึงวัดก่อนเวลา 9:00 น. การเดินทางสามารถขึ้นรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่ฝั่งภัตตาคารพงหลี ค่ารถ 60 บาท ไปลงที่วงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้ม แล้วต่อมอเตอร์ไซค์ 20 บาท มีผู้สนใจมาปฏิบัติธรรมกันไม่ขาดสาย แม่ชีค่อนข้างดุและเข้มงวด ให้ฟังเสียงคำสอนของหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี เป็นระยะ ระหว่างเดินจงกรม นั่งสมาธิ ซึ่งท่านมีน้ำเสียงที่นิ่มนวล เยือกเย็นมาก แต่ไม่ง่วง สอนดีมาก ว่างั้นเถอะ ที่นี่เป็นแนวมหาสติปัฏฐาน แต่ไม่ได้สั่งว่าต้องใช้คำบริกรรมว่าอย่างไรเป็นพิเศษ แล้วแต่ความถนัดของเรา ตื่นตี 3 ครึ่ง ปฏิบัติจนถึง 3 ทุ่มทุกวัน วัดนี้เป็นวัดร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ปี 2310 แต่ในยุตนี้กำลังจะมีพระอุโบสถหลังใหม่ ใครสนใจวิปัสสนากรรมฐาน แนะนำให้มาวัดนี้เลยค่ะ
  12. ศูนย์ธรรมสีมันตะ ลำพูน เป็นศูนย์ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หลักสูตร 10 วัน ตามแนวท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่ 6 ตั้งอยู่บนเนินเขา ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นแนวดูเวทนา ไม่มีคำบริกรรม ไม่เดินจงกรม ให้ดูลมหายใจเป็นหลัก ต้องสมัครล่วงหน้านานหลายเดือน และต้องอยู่ปฏิบัติให้ครบ กลับก่อนไม่ได้ เพื่อให้เรียนรู้แนวปฏิบัติจริงๆ กลับบ้านไปจะได้ฝึกเองตลอดชีวิต .. ที่นี่บรรยากาศดี สถานที่สะดวก ชาวต่างชาตินิยมมาปฏิบัติกันมาก ส่วนการเดินทางถ้าไม่มีรถ อาจใช้บริการเหมารถสองแถวเข้าไป ติดต่อทางศูนย์ได้ค่ะ http://www.thaidhamma.net
  13. หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ)  http://www.bia.or.th  เดินทางด้วย BTS  ลงสถานีหมอชิต แล้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ไป หรือจะใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีพหลโยธินก็ได้ ข้ามสะพานลอย เดินเลียบไปทางสำนักงานบริษัท ปตท. ไม่ไกลมาก หรือจะเดินลัดเลาะสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ก็ได้ เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง เราเคยมาฝึกอบรมคู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 เคยมาสวดมนต์ข้ามปี 2557 ที่นี่ และได้รับการฝึกและอบรมธรรมะจากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ชื่อดัง แบบข้ามคืนข้ามปี ไม่ต้องนอนกันเลยทีเดียว

ถ้าจะถามว่า ฝึกอะไร และฝึกไปทำไม คำตอบคือ ฝึกให้สละได้ ปล่อยได้ วางได้ ถ้าปล่อยแล้วจะไม่ทุกข์ แต่มันชอบเผลอกำเอาไว้ เลยต้องฝึกกันเยอะหน่อย ฝึกกันนานหน่อย — เรื่องมันเป็นแบบนี้แหละ แต่ถ้ากำแล้ว บาดมือก็แล้ว ยังไม่รู้สึกว่านี่คือทุกข์ อาจนึกไม่ออกว่าต้องฝึก  แต่ถ้านึกออกแล้ว อยากให้ลองไปดูค่ะ โชคดีที่เกิดเป็นชาวพุทธในประเทศไทย อย่างน้อยก็มีผู้รู้ทาง ค่อยๆ เดินกระเตาะกระแตะตามเขาไปล่ะกัน จะได้ไม่หลงค่ะ 🙂

โฆษณา

ขั้นตอนการพัฒนาต้นทุนทางธรรม (Dhamma Capital)

อ่านหนังสือ ต้นทุนที่เรียกว่า “ธรรม” ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช แล้วเอามาสรุปเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของตัวเราเอง — ดังนี้

ขั้นตอนการพัฒนา “ต้นทุนทางธรรม” 

1. รักษาศีล เพื่อให้ใจสงบ ถ้าศีลขาดก็ไม่เป็นไร ตั้งใจรักษาใหม่ไปเรื่อยๆ ถ้าใจเราซื่อตรงต่อศีลต่อธรรม ธรรมจะเข้ามาสู่ใจเรา

2. ทำในรูปแบบ เพื่อให้จิตมีกำลัง มีแรงสำหรับใช้เจริญสติในชีวิตประจำวัน อย่างน้อยวันละ 15 นาที  โดยการ

1.1 ไหว้พระสวดมนต์ 

1.2 ทำสมถะ ถ้าฟุ้งน้อย ให้ทำกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่น พุทโธ ดูลมหายใจ) คอยรู้ทันจิตที่เคลื่อนไป ถ้าฟุ้งมาก เอาใจไปจดจ่อเรื่องดีๆ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เพียงเรื่องเดียว ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คิดถึงทานที่เราทำแล้ว คิดถึงศีลที่เรารักษาแล้ว คิดถึงความสงบ คิดถึงความตาย คิดถึงลมหายใจ คิดถึงความเมตตา (เมตตาตัวเอง อย่าหาเหตุให้ตัวเองเป็นทุกข์ อย่าทำชั่ว  เมตตาคนอื่น เมตตาสัตว์อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา เรากลัวเจ็บ เรากลัวตาย เราไม่อยากให้คนอื่นรังแก เขาก็กลัวเจ็บ กลัวตาย ไม่อยากให้เรารังแกเหมือนกัน เจริญเมตตาให้มากๆ)

1.3 ฝึกจิตให้ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ดู

1.4 ฝึกแยกรูป แยกนาม แยกธาตุ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) แยกขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

1.5 ฝึกดูธาตุขันธ์แสดงไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  เห็นร่างกายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา เห็นจิตใจไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้

3. เจริญสติในชีวิตประจำวัน ทำตลอดเวลา แต่ไม่ต้องบังคับร่างกายจิตใจ ให้ร่างกายและจิตใจทำงานไปตามธรรมชาติ เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย สุข-ทุกข์ก็ช่าง ให้มีสติคอยระลึกรู้ก็พอ

โลหะปราสาท 37 ยอด ของวัดราชนัดดารามวรวิหาร หมายถึง พระโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

พระโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ แนวปฏิบัติที่บริบูรณ์เพื่อความดับทุกข์
(ฺBodhipakkhiya-dhamma: Qualities contributing to enlightment)

castle
สติปัฏฐาน 4 (Satipatthana 4)

ที่ตั้งของสติ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง (Foundation of mindfulness)

  1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  (contemplation of the body: mindfulness as regards the body) คือ การตั้งสติกำหนด พิจารณากายให้รู้เห็นตามจริงว่าเป็นเพียงแต่กาย ไม่ใช่บุคคลตัวตนเราเขา
  2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (contemplation of feelings: mindfulness as regards feelings) คือ การตั้งสติกำหนด พิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามจริงว่า เป็นเพียงแต่เวทนา ไม่ใช่บุคคลตัวตนเราเขา
  3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (contemplation of mind: mindfulness as regards mental conditions) คือ การตั้งสติกำหนด พิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามจริงว่า เป็นเพียงแต่จิด ไม่ใช่บุคคลตัวตนเราเขา
  4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (contemplation of mind-objects: mindfulness as regards ideas) คือ การตั้งสติกำหนด พิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามจริงว่า เป็นเพียงแต่ธรรม ไม่ใช่บุคคลตัวตนเราเขา


สัมมัปปธาน 4 (Sammappadhana 4)

ความเพียรชอบเพื่อละอกุศลเก่า ทำกุศลใหม่ (Right exertions: great or perfect efforts to overcome and develop)

  1. สังวรปธาน (the effort to prevent; effort to avoid) คือ เพียรระวังยับยั้งบาปกุศลที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
  2. ปหานปธาน (the effort to abandon; effort to overcome) คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
  3. ภาวนาปธาน (the effort to develop) คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น
  4. อนุรักขณาปธาน (the effort to maintain) คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ตั้งมั่น และให้ยิ่งเจริญขึ้นไป


อิทธิบาท 4 (Iddhipada 4)

คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย (part of accomplishment; basis for success)

  1. ฉันทะ (will; zeal; aspiration) คือ ความพอใจ ความใผ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป
  2. วิริยะ (energy; effort; exertion; perseverance) คือ ความเพียร หมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม แข้มแข็ง อดทน ไม่ท้อถอย
  3. จิตตะ (thoughtfulness; active thought; dedication) คือ ความคิดมุ่งไป ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ อุทิศตัวอุทิศใจให้กับสิ่งที่ทำ
  4. วิมังสา (investigation; examination; reasoning; testing) คือ ความไตร่ตรอง หรือทดลอง หมั่นใช้ปัญหาพิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง


อินทรีย์ 5 (Indriya 5)

ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน (controlling faculty)

  1. สัทธา (confidence) ความเชื่อ
  2. วิริยะ (energy) ความเพียร
  3. สติ (mindfulness) ความระลึกได้
  4. สมาธิ (concentration) ความตั้งมั่นในจิต
  5. ปัญญา (wisdom) ความรู้ทั่วชัด


พละ 5 (ฺBala 5)

ธรรมอันเป็นพลัง เป็นหลักปฏิบัติทางจิตให้ถึงความหลุดพ้นโดยตรง (power; strenght; force)

  1. สัทธาพละ (power of confidence) คือ กำลังของศรัทธา เป็นกำลังต่อต้านอกุศลธรรม คือ ความไม่เชื่อ
  2. วิริยะพละ (power of energy) คือ กำลังของความเพียร เป็นกำลังต่อต้านอกุศลธรรม คือ ความเกียจคร้าน
  3. สติพละ (power of mindfulness) คือ กำลังของสติ เป็นกำลังต่อต้านอกุศลธรรม คือ ความประมาทเลินเล่อ
  4. สมาธิพละ (power of concentration) กำลังของสมาธิ เป็นกำลังต่อต้านอกุศลธรรม คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต
  5. ปัญญาพละ (power of wisdom) คือ กำลังของปัญญา เป็นกำลังต่อต้านอกุศลธรรม คือ โมหะ หรืออวิชชา


โพชฌงค์ 7 (Bojjhanga 7)

ธรรมอันเป็นองค์ประกอบเพื่อความรู้แจ้ง (enlightment factors)

  1. สติ (mindfulness) คือ ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ
  2. ธัมมวิจยะ (truth investigation) คือ ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม
  3. วิริยะ (energy) คือ ความเพียร
  4. ปิติ (rapture) คือ ความอิ่มใจ
  5. ปัสสัทธิ (calmness) คือ ความผ่อนคลาย สงบเย็นกายใจ
  6. สมาธิ (concentration) คือ ความมีจิตตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์
  7. อุเบกขา (equanimity) คือ ความมีใจเป็นกลางเพราะความเห็นตามจริง

มรรค 8 (Magga 8)

ทางมีองค์ 8 ประการอันประเสริฐ (the noble eightfold path)

  1. สัมมาทิฏฐิ (right understanding) คือ เห็นชอบ
  2. สัมมาสังกัปปะ (right thought) คือ ดำริชอบ
  3. สัมมาวาจา (right speech) คือ เจรจาชอบ
  4. สัมมากัมมันตะ (right action) คือ กระทำชอบ
  5. สัมมาอาชีวะ (right livelihood) คือ เลี้ยงชีพชอบ
  6. สัมมาวายามะ (right effort) คือ พยายามชอบ
  7. สัมมาสติ (right mindfulness) คือ ระลึกชอบ
  8. สัมมาสมาธิ (right concentration) คือ ตั้งจิตมั่นชอบ

castle2

หมายเหตุ : บันทึกความรู้ที่ได้จากผนังกำแพง ขณะเดินขึ้นบันไดเวียน 67 ขั้น รอบต้นซุงต้นใหญ่เป็นแกนกลางของปราสาท 3 ชั้น ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ บนยอดโลหะปราสาท วัดราชนัดดาวรวิหาร เกาะรัตนโกสินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2557

ยะถา สัพพี

— ขออนุโมทนาบุญ แก่ทุกท่านที่ทำบุญ

ยะถา วาริวะหา ปูรา | ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสมุทรสาคร

ปะริปูเรนติ สาคะรัง | ให้บริบูรณ์ได้ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง | ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วในโลกนี้ ย่อมสำเร็จ

เปตานัง อุปะกัปปะติ | ประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ได้ฉันนั้น

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง | ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว

ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ | จงสำเร็จโดยฉับพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา | ขอความดำริทั้งปวง (ของท่าน)

จันโท ปัณณะระโส ยะถา | จงเต็มที่เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณิ โชติระโส ยะถา | เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ควรยินดี

สัพพีติโย วิวัชชันตุ | ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป

สัพพะโรโค วินัสสะตุ | โรคทั้งปวงของท่านจงหาย

มา เต ภะวัตวันตะราโย | อันตรายทั้งหลายอย่ามีแก่ท่าน

สุขี ทีฆายุโก ภะวะ | ขอท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน

อภิวาทะนะสีลิสสะ | นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน | จัตตาโร ธัมมา วัฒฒันติ | อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง |

พรสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคล ผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อม (ต่อผู้ใหญ่) เป็นนิตย์ ด้วยประการฉะนี้แล

ปฏิบัติบูชา สวดมนต์ข้ามปี ที่สวนโมกข์กรุงเทพ

31 ธันวาคม 2556 และ 1 มกราคม 2557
ขอบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตอีกวันหนึ่ง เมื่อตัดสินใจจะไปสวดมนต์ข้ามปีที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์กรุงเทพ
ทั้งๆที่เตรียมความพร้อมของร่างกายเป็นอย่างดีมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่พอถึงวันที่ 31 ก็เกิดอาการป่วยเหมือนจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ปวดเมื่อยไปทั้งตัว และเริ่มเจ็บคอ แต่เมื่อตั้งใจแล้วยังไงก็จะไป เพราะโอกาสดีๆแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ และอยากรู้เหมือนกันว่า ธรรมโอสถ มีจริงหรือไม่ .. กัดฟันออกเดินทางจากบ้าน พร้อมกระเป๋าเป้ เสื้อแจ็กเก็ตแบบมีฮู้ด ถุงเท้า และผ้าพันคอ อย่างเต็มพิกัด
suanmok

  • ไปถึงสวนโมกข์ เวลา 17:30 น. เขากำลังสวดมนต์ทำวัตรเย็น มีโรงทานมาแจกอาหารมากมาย ราดหน้าเจเห็ดหอมร้อนๆ อร่อยและทำให้อาการดีขึ้น
  • อยู่ที่นี่ตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 8 โมงเช้า รวมทั้งสิ้น 14 ชั่งโมง ฟังธรรมบรรยาย ฟังดนตรีธรรมะ ฟังเสวนา นั่งสมาธิ สวดมนต์ ฯลฯ เอาผ้าพลาสติกไปปูนั่งที่ลานสวนธรรม เลือกนั่งใกล้หน้าจอทีวีซึ่งถ่ายทอดสดชัดมากๆ คนเยอะมาก และทะยอยกันมาเยอะขึ้นอีกตอนใกล้ถึงเวลาเที่ยงคืน เห็นว่าประมาณ 4,000 คน แต่ห้องน้ำห้องท่าก็ไม่ได้ลำบาก ร้านหนังสือมีคนซื้อเยอะมาก มีคนมาตั้งโรงทานแจกอาหารกันตลอดทั้งคืน มีสถานีอนามัยมาแจกยาด้วย เลยไปขอ paracetamol ขององค์การเภสัชกรรมมากิน 1 แผง
  • พระอาจารย์ที่มาสาธยายธรรม เป็นระยะตลอดทั้งคืนจนถึงก่อนรุ่งสาง คือ พระอาจารย์สิงห์ทอง เขมิโย พระอุปัฏฐากซึ่งคอยรับใช้ปรนนิบัติท่านพุทธทาสเป็นเวลากว่า 20 ปีจนท่านมรณภาพ และพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์จากธุดงค์สถานที่พักสงฆ์วิวัฏฏ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
  • nauljan

  • กิจกรรมที่มีเป็นระยะล้วนน่าสนใจมาก พระอาจารย์นวลจันทร์บอกว่าธรรมะไม่ได้มีด้านเดียว ดังนั้นเราจึงได้ฟังดนตรีและการขับร้องเพลงเพราะๆที่มีความหมายธรรมะ ตลอดทั้งคืน โดยนักแต่งเพลงชื่อดังคือคุณธเนศ วรากุลนุเคราะห์ กิจกรรมเสวนาโดยคุณอ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์ คุณนุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดาจากรายการพื้นที่ชีวิต คุณพัทธ์อิทธิ์ จินต์วุฒิ ผู้เขียนหนังสือ “จากนักโทษ สู่ นักธรรม” อดีตนักโทษประหารลูกศิษย์พระอาจารย์นวลจันทร์ และคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช เลขานุการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ โต้โผใหญ่ของงานนี้
  • สไตล์คำสอนธรรมะของที่สวนโมกข์ จะแตกต่างจากวัดอื่นๆ ที่เรามักจะไปทำบุญกัน ไม่สามารถอธิบายให้ฟังตรงนี้ได้ แต่อยากจะบอกว่า นี่เป็นเส้นทางที่เราเลือกแล้ว เลือกที่จะเดินไป ยกตัวอย่างได้นิดหน่อย ท่านพุทธทาสบอกว่า “พรปีใหม่” ใครให้ไม่ได้หรอก ต้องทำเอง พระอาจารย์นวลจันทร์บอกว่า เราต้องดูแลร่างกายให้ดี ให้ผ่อนคลาย ปฏิบัติธรรมอย่าทำด้วยความเครียด ไม่ได้ไปสู้รบกับใคร เวลาไฟไหม้ไม่ต้องไปพยายามดิ้นรนเพื่อจะดับ เพียงแต่อย่าเติมฟืนเข้าไป เมื่อมันไม่มีเชื้อเพลิงเติมเข้าไปเดี๋ยวมันก็มอดดับเอง เพราะเป็นอนิจจัง ส่วนพระอาจารย์สิงห์ทองบอกว่า ต้องมีขัดติคือความอดทน พระที่เคร่งครัดนอน 4 ทุ่ม ตื่นตี 1 ลุกขึ้นมาปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องธรรมดา ให้ทำความดีตลอดเวลา จนกระทั่งความเลวเข้ามาแทรกไม่ได้ เมื่อทำความดีแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว ท่านพุทธทาสตอนมรณภาพ ท่านยังเรียกว่า ตื่นๆ เราจะไปแล้ว หน้าตาเฉยไม่ได้กลัวตายแม้แต่น้อยเลย
  • ได้ฟังเทปเสียงของท่านพุทธทาสบรรยายเป็นภาษาปักษ์ใต้ด้วย หาฟังได้ยาก ท่านบอกว่าศีล 5 มีรายละเอียดลึกซึ้งกว่าที่เราคิด ตัวอย่างเช่น ศีลข้อ 3 กาเมสุมิจฉาจาร คือประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ไม่ได้หมายถึงการประพฤติผิดในฐานะชู้สาวอย่างเดียว มันแคบเกินไป แม้แต่เด็กๆก็ต้องถือศีลข้อที่ 3 นี้เช่นกัน คือไม่ประพฤติผิดในของรักของใคร่ของบุคคลอื่น เช่น ตุ๊กตาหรือเป็นของเล่นที่เป็นของรัก เป็นต้น
  • พอใกล้เที่ยงคืน พากันนั่งสมาธิจนกว่าจะได้ยินเสียงระฆังเปลี่ยนวันใหม่ สมาธินิ่งและเกิดปิติ เป็นการข้ามปีใหม่ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
  • หลังตีหนึ่ง คนทะยอยกลับบ้่าน มีคนอีกหลายร้อย ที่ไม่กลับ แต่ปฏิบัติเนสัชชิก คือ การปฏิบัติบูชาอยู่ในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง (แต่ห้ามนอน) ตั้งแต่ตี 1 จนถึงตี 4 แต่ถ้าใครทนง่วงไม่ไหว ก็เข้าไปนอนในอาคาร ที่นิยมมาก และนอนกันเป็นแถวๆ เลย คือที่ห้องปฏิบัติธรรมชั้น 2 ซึ่งเราคุ้นเคยมาก เพราะเป็นห้องที่มาเรียนคู่มือมนุษย์รุ่นที่ 7 เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
  • เราตัดสินใจไม่นอน ย้ายที่นั่งมาใกล้ๆ จะได้เห็นพระอาจารย์ทั้งสองท่าน ซึ่งสาธยายธรรม และบอกให้อดทน ฝ่าความง่วง ความหนาว และความเจ็บไปให้ได้ ประมาณตี 2 ถึงตี 4 อากาศหนาวจัดทะลุเสื้อแจ๊กเก็ตเข้ามา เย็นถึงกระดูก ปวดขาไปหมด ขยับเปลี่ยนท่านั่งไปมาระหว่างพับเพียบกับขัดสมาธิอยู่นั่นแหละ ส่วนเรื่องง่วงไม่ต้องพูดถึง แต่ในที่สุด ก็ผ่านมาได้ จบเนสัชชิกเวลาตี 4 ได้สำเร็จ
  • พักเตรียมสวดมนต์ทำวัตรเช้าตอนตี 4 ครึ่ง แต่เราไม่ไหวแล้ว มุดเข้าไปหาที่นอนในห้องโถงปฏิบัติธรรมชั้น 2 มีคนจับจองมุมต่างๆ นอนกันเป็นแถวบนพื้นกระดาน ทั้งหญิงและชาย ไม่มีใครสนใจใคร ที่เดียวที่เหลืออยู่พอเอาเป้หนุนหัวนอนได้ คือหน้าพระพุทธรูปในห้องนั่นเอง
  • ตื่นมาอีกทีตีห้าครึ่ง เตรียมการใส่บาตรแบบสาธิต พระป่าจะนั่งเป็นแถว ให้เราใส่เฉพาะข้าวสวย และของแห้ง ส่วนอาหารคาวหวานจะจัดวางบนโต๊ะยาว เวลาจะฉัน พระจะมาพิจารณาอาหารคือเลือกตักใส่บาตรเอง แล้วกลับไปนั่งฉันที่เดิม เช้านี้คนใส่บาตรเยอะมาก เข้าแถว 2 ชั่วโมงยังไม่หมด
  • ในกระเป๋าเป้มีทุกอย่าง ยกเว้นสายชาร์ตแบตโทรศัพท์มือถือ ทำให้เราไม่ได้ถ่ายภาพ เล่น FB หรือดูนาฬิกา ข้อดีคือ มีสมาธิมากขึ้น ไม่รู้เวลา ทำให้ 14 ชั่วโมงที่สวนโมกข์กรุงเทพ ในวันข้ามไปยังปีพุทธศักราช 2557 เป็นไปอย่างน่าประทับใจเป็นที่สุด และสรุปว่าอาการป่วยทำอะไรเราไม่ได้จริงๆ

อานาปานสติ

อานาปานสติ 16 ขั้นนี้ ถอดความและสรุปจากการฟัง MP3 เสียงคำสอนของท่านพุทธทาส .. เป็นการสาธยายธรรมที่เข้าใจง่ายและดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมา ทำให้เข้าใจอานาปานสติได้ดีมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยนิดเพราะยังไม่ได้ฝึกปฏิบัติ กรุณาอย่านำไปอ้างอิงใดๆ เป็นอันขาดนะคะ เพราะบันทึกเอาไว้อ่านเอง และตั้งใจจะเริ่มฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปีใหม่ 2557 นี้

  • หมวดที่ 1  กายานุปัสสนา ลมหายใจนั้นเป็นกายลม ส่วนร่างกายเป็นกายเนื้อ ให้ตามศึกษากายลม จนรู้จักกายลม และควบคุมกายลมได้
    • ขั้นตอนที่ 1 กำหนดลมหายใจยาว ว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งรู้จักมันเป็นอย่างดี
    • ขั้นตอนที่ 2 กำหนดลมหายใจสั้น ว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งรู้จักมันเป็นอย่างดี
    • ขั้นตอนที่ 3 รู้จักธรรมชาติของลมหายใจ รู้จักลักษณะลมยาว-ลมสั้น ลมหยาบ-ลมละเอียด ลมหายใจมีประโยชน์ในการหล่อเลี้ยงชีวิต และมีอิทธิพลต่อความรู้สึกสุขทุกข์ การควบคุมลมหายใจได้จะทำให้สงบเย็น ลมหายใจที่ฝึกฝนดีแล้ว จะทำให้ร่างกายมีสมรรถนะมาก (บางคนอาจถึงขั้นฌาน แต่อย่างเรายังไม่จำเป็น)
    • ขั้นตอนที่ 4 ทำลมหายใจให้สงบระงับ สร้างนิมิตขึ้นมา กำหนดไปที่นิมิตนั้น ทำนิมิตให้ละเอียดลงไป เมื่อลมหายใจละเอียดลงไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะสงบระงับ ความลับของธรรมชาติคือ ถ้าเราต้องการจะรู้แจ้งแตกฉานในสิ่งใด ให้เอาสิ่งนั้นมากำหนดทุกครั้งที่ลมหายใจเข้า-ออก เราจะรู้จักและเข้าใจมันได้ดี
  • หมวดที่ 2 เวทนานุปัสสนา ตามศึกษาเวทนา จนรู้จักเวทนา และควบคุมเวทนาได้
    เวทนาคือความรู้สึก เมื่อมีอายตนะมาสัมผัส สุขเวทนาและทุกขเวทนา มีอิทธิพลอยู่เหนือจิตใจของคน ทุกคนขวนขวายเพื่อให้ได้เวทนาที่ดีกว่าเก่า เป็นทาสของเวทนา ได้ก็ทุกข์ ไม่ได้ก็ทุกข์ เราเอาชนะเวทนาที่เป็นทุกข์ได้ง่ายกว่าเวทนาที่เป็นสุข ปิติเวทนาและสุขเวทนาเป็นจิตสังขาร ทำให้จิตปรุงแต่งไปได้ทุกอย่าง
    • ขั้นตอนที่ 5 ปิติเวทนา เป็นความพอใจ ดีใจจนเนื้อเต้น ความอิ่มใจเมื่อประสบความสำเร็จ ให้กำหนดปิติขึ้นมา เรื่องอะไรก็ได้ กำหนดไปเรื่องๆ ชิมรสปิติ ซึมซับจนรู้จักว่าปิติเป็นอย่างไร จนกระทั่งมันหยุดฟุ้งซ่าน สงบระงับลงมาจนเหลือแต่สุข
    • ขั้นตอนที่ 6 สุขเวทนา กำหนดรู้สุข หรือปิติที่ระงับเย็นแล้ว ลดความกำเริบลงมาให้เหลือแต่สุข
    • ขั้นตอนที่ 7 กำหนดดูเวทนาที่ปรุงแต่งความคิดไปสารพัด เข้าใจปิติและสุขว่าปรุงแต่งจิต
    • ขั้นตอนที่ 8 ควบคุมจิต บังคับเวทนา ให้ปรุงแต่งน้อยลงหรือหยุดปรุงแต่ง ควบคุมจิตสังขารหรือเวทนา
  • หมวดที่ 3 จิตตานุปัสสนา ตามศึกษาจิต จนรู้จักจิต และควบคุมจิตได้ ใช้จิตให้เป็นประโยชน์ (เดิม จิตเป็นนาย ต้องเอาจิตมาใช้งานให้ได้)
    • ขั้นตอนที่ 9 เริ่มด้วยการรู้จักจิตทุกชนิด ทั้งที่รู้จักโดยประจักษ์ (เคยเจอแล้ว) และรู้จักโดยอนุมาน (ยังไม่เคยเจอ) มี 8 คู่คือ 1. รู้จักจิตที่กำลังมีราคะว่าเป็นอย่างไร และถ้าจิตไม่มีราคะจะเป็นอย่างไร 2. รู้จักจิตที่กำลังมีโทสะว่าเป็นอย่างไร และถ้าจิตไม่มีโทสะจะเป็นอย่างไร 3. รู้จักจิตที่กำลังมีโมหะว่าเป็นอย่างไร และถ้าจิตไม่มีโมหะจะเป็นอย่างไร 4. รู้จักจิตที่หดหู่ฟุ้งซ่านว่าเป็นอย่างไร และถ้าจิตไม่หดหู่ฟุ่งซ่านจะเป็นอย่างไร 5. รู้จักจิตนี้ที่ไม่มีคุณธรรมอันใหญ่หลวง และถ้าจิตที่มีคุณธรรมอันใหญ่หลวง ทำสมาธิขั้นสูงได้จะเป็นอย่างไร 6. รู้จักจิตนี้ที่ยังต่ำต้อย และรู้จักจิตอื่นที่ดีกว่าเหนือกว่าหรือไม่ (เช่น พระอริยเจ้า) 7. รู้จักจิตนี้ที่ไม่ตั้งมั่นมีกิเลสรบกวน และถ้าจิตที่ตั้งมั่นไม่มีกิเลสรบกวนจะเป็นอย่างไร 8. รู้จักจิตนี้ที่ยังไม่หลุดพ้น และถ้าจิตที่หลุดพ้นจะเป็นอย่างไร
    • ขั้นตอนที่ 10 บังคับจิตที่เศร้าสร้อย ให้บันเทิง เกิดปิติตามต้องการ
    • ขั้นตอนที่ 11 บังคับจิตให้ตั้งมั่น ตามต้องการ จิตที่ตั้งมั่น กิเลสมารบกวนไม่ได้ จิตไม่มีนิวรณ์ จิตบริสุทธิ์ เป็นการรวบรวมจิตที่ฟุ้งกระจาย ให้รวมกำลังเป็นจุดเดียว เป็นจิตที่แข็งกล้า (เหมือนเลนส์รวมแสง ที่ทำให้เกิดไฟลุกได้) จิตที่อบรมมาดีแล้ว จะเกิดจิตว่องไวในหน้าที่ (active) เหมือนดินเหนียวที่สามารถปั้นเป็นอะไรก้ได้
    • ขั้นตอนที่ 12 บังคับให้ปล่อย ให้จิตหลุดออกจากอุปาทาน ตามต้องการ
  • หมวดที่ 4 ธัมมานุปัสสนา คือการศึกษาธรรมะ สิ่งที่เป็นปัญหาทำให้เราเกิดทุกข์ เรากำลังยึดมั่นอะไรอยู่ ทนทุกข์ทรมานเพราะอะไร อะไรเป็นที่ตั้งแห่งการยึดมั่น เอาสิ่งนั้นแหละมาเป็นอารมณ์ เพราะยึดมั่นจึงเกิดทุกข์ ถ้าละความยึดมั่นได้จะไม่ทุกข์ ขันธ์ 5 เป็นของหนัก หนักเหมือนแบกของ ต้องวาง เวลามีดบาดนิ้วก็บาดแค่นิ้ว ไม่ใช่มีดบาดกู ที่จริงตัวตนนั้นไม่มี แต่เมื่อเกิดความรู้สึก เกิดการกระทำ จึงจะเกิดตัวตนขึ้นมา เกิดตัวกูผู้กระทำขึ้นมาทีหลัง
    • ขั้นตอนที่ 13 เห็นอนิจจัง เห็นความไม่เที่ยง เห็นว่าสังขารไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งอยู่เป็นนิจ ทำจิตให้เป็นอิสระก็จะเห็น (เอาอะไรมาพิจารณาก็ได้) เช่น ลมหายใจก็ไม่เที่ยง ความสงบของกายก็ไม่เที่ยง จิตทุกชนิดก็ไม่เที่ยง ชีวิตก็ไม่เที่ยง เห็นความทุกข์ที่เกิดจากความไม่เที่ยง เราไปผูกพันกับสิ่งที่ไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่ผุกพันก็ไม่ทุกข์ มันมีกฎธรรมชาติบังคับอยู่ คือ อิทัปปัจจยตา ปฏิจสมุบปบาท ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อเห็นสุญญตา (ว่างจากตัวตน) เห็นตถตา (มันเป็นเช่นนั้นเอง) ก็จะเห็นอตัมมยตา (ไม่ชั่วไม่ดี ไม่บวกไม่ลบ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น) เห็นความจริงอย่างนี้
    • ขั้นตอนที่ 14 วิราคะ คลายออกจากสิ่งที่ยึดมั่น เบื่อหน่าย จางออก
    • ขั้นตอนที่ 15 เห็นนิโรธ คือความดับทุกข์ ค่อยๆดับทุกข์ลง
    • ขั้นตอนที่ 16 สลัดทุกสิ่งคืนธรรมชาติ ไม่มีอะไรยึดมั่นแล้ว โยนกลับไปให้เจ้าของ จบเรื่อง

สรุปความรู้ที่ได้จากการไปอบรมคู่มือมนุษย์ รุ่น 7 (Day 3)

สรุปความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง (สอนโดยคุณขจรศักดิ์ และคุณสุรชัย) ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แต่ที่จริงไม่ได้ไปเข้าเรียน อาศํยยืม sheet ของเพื่อนที่ไป มาสรุปให้ฟังค่ะ

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

  • ผัสสะ คือ มุมมองในการรับรู้โลกของแต่ละคน ซึ่งมีโลกทัศน์ที่แตกต่างกันออกไป
  • การให้คุณค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆ ของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ของสิ่งเดียวกัน บางคนรู้สึกพอใจ แต่บางคนรู้สึกไม่พอใจ เกิดโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน
  • ถ้าต้องการจะควบคุมการให้คุณค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆในโลก ท่านต้องรู้จักกำพืดของมัน นั่นคือ ต้องรู้จักกลไกการเกิด การทำงาน และการดับของมัน กล่าวคือ ทุกครั้งที่เกิดผัสสะ ท่านต้องเฝ้าดูความรู้สึกต่างๆที่เกิดภายในจิต และดูกลไกการทำงานของจิต จนเรียนรู้ว่า การให้คุณค่าความหมายนั้น มันฝังลงในจิตเราได้อย่างไร และตั้งแต่เมื่อไหร่
  • สัญญา มี 2 ชนิดคือ 1. สัญญาจำหมาย (สักแต่ว่าจดจำ ว่าคืออะไร มีชื่อว่าอะไร) และ 2. สัญญามั่นหมาย  หรือ ปปัญจสัญญา (ให้คุณค่าว่าดี/ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้)
  • สัญญาชนิดที่ 2 นี้เป็นฝ่ายเกิดทุกข์ ฝังลงในจิตกลายเป็นอนุสัยประจำตน เป็นอวิชชาฝังแน่นลงในจิต และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำงานทันทีเมื่อเกิดผัสสะใหม่ในอนาคต
  • เมื่อมีการกระทบอายตนะ (ภายในและภายนอก) 1 ครั้ง จะเกิดผัสสะซ้อนกันขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นปฏิฆะสัมผัส (เป็นสัมผัสบริสุทธิ์ ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย) เกิดนามรูป พร้อมกับเกิดผัสสะที่ 2 ตามมาติดๆ คือ อธิวจนะสัมผัส จากความเคยชินของปุถุชนที่ชำนาญในการให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆที่ตนกำลังรับรู้
  • ถ้าเป็นอธิวจนะสัมผัสบริสุทธิ์จะไม่เกิดทุกข์ แต่ถ้าเผลอสติ เกิดอวิชชาเข้าแทรก จะกลายเป็นอธิวจนะสัมผัสโง่ ทำให้เกิดทุกข์
  • เมื่ออวิชชาและสังขารมาปรากฎ จะทำให้วงจรปฏิจจสมุบปบาท เริ่มขยับหมุน ดังนี้ อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาณ -> นามรูป -> สฬายตนะ -> ผัสสะ  และถ้าเผลอสติจะแปลงจากผัสสะบริสุทธิ์ กลายเป็นผัสสะโง่เต็มที่ 100% -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ -> ชาติ -> ชรา มรณะ โสกะฯ
  • อวิชชา คือ ความเคยชินของจิต มีสันดานความคุ้นเคย ถนัดในการให้คุณให้ความหมายแก่สิ่งต่างๆไปตามสัญญามั่นหมายที่เคยถูกสั่งสม
  • สังขาร คือ การให้คุณค่าความหมายแก่สิ่งต่างๆในทางที่ผิด ในทางที่จะเป็นไปเพื่อความเกิดทุกข์
  • ปฏิฆะสัมผัส ทำให้รูป มาปรากฎแก่จิต (เกิดวิญญาณมารู้รูป) / อธิวจนะสัมผัส ทำให้นาม มาปรากฎแก่จิต (เกิดวิญญาณมารู้นาม)
  • เมื่อความหมายของทั้งนามและรูป มาปรากฎแก่จิตชัดเจน (วิญญาณเกิดสมบูรณ์) เรียกว่า นามรูป เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว จะตามมาด้วยการเกิดผัสสะโง่สมบูรณ์ พร้อมจะเป็นไปเพื่อการเกิดทุกข์
  • ระวังให้ดี สัมผัสที่ 1 ยังไม่มีอันตราย เป็นเพียงกระทบอายตนะล้วนๆ เรียกว่า ปฏิฆะสัมผัส พอถึงสัมผัสที่ 2 เป็นอธิวจนะสัมผัส นี่ต้องระวัง อวิชชาจะผสม แล้วก็เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน แล้วก็เกิดตัวกู-ของกู
  • ดังนั้น ต้องมีสติ เมื่อมีอารมณ์มากระทบ อย่างเผลอสติ อย่าให้เกิดอวิชชาปรุงแต่ง มันจะทำให้เกิดสังขาร (ให้คุณค่าความหมายที่ผิด) เกิดวิญญาณ (รับรู้ความหมายที่ผิด ไปตามที่สังขารให้ค่าไว้) เกิดนามรูป เกิดสฬายตนะ และเกิดผัสสะโง่ที่สมบูรณ์
  • วิธีแก้คือ ต้องฝึกการเพ่งโทษของเวทนา คือหมั่นพิจารณาลงไปที่เวทนา ในทุกๆครั้งที่เวทนามาปรากฎที่จิต
  • เพ่งคุณ -> ทุกข์เกิด / เพ่งโทษ -> ทุกข์ดับ

อ่านสรุปของวันอื่นๆ ได้ที่นี่ค่ะ

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556