สารพันทฤษฎีแรงจูงใจ

ทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivation Theory) ต่างๆที่ผู้บริหารองค์กรหรือหน่วยงาน จะต้องอ่าน

  1. ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ (Hierarchy of Needs) ของ Abraham H. Maslow
  2. ทฤษฎี ERG theory ของ Clayton Alderfer
  3. ทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ McClelland’s Motivation Thory ของ David McClelland
  4. ทฤษฎีสองปัจจัย Two-Factor Theory ของ Frederick Herzberg
  5. ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy theory) ของ Victor H. Vroom
  6. ทฤษฎีความเสมอภาคหรือความเท่าเทียม (Equity Theory) ของ J. Stacy Adams
  7. ทฤษฎี X และทฤษฎี Y Theory ของ Douglas McGregor
  8. ทฤษฏีการรับรู้ความสามารถของตนเอง (self-efficacy theory) ของ Albert Bandura
  9. ทฤษฎีการเสริมแรง Reinforcement Theory ของ B.F. Skinner
  10. ทฤษฎีการกำหนดเป้าหมาย Goal Setting Theory ของ Edwin A. Locke
  11. ทฤษฎี Hawthrone Effect ของ Elton Mayo
Advertisements

ประโยคเด็ดจากหนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่

  • ในศตวรรษที่ 21 บททดสอบความแข็งแกร่งทางการศึกษาที่แท้จริง คือการที่นักเรียนมองดูสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วรู้ว่าจะทำอะไรกับสิ่งนั้น — John Bransdford (หน้า 44)
  • ความสามารถในการแยกสาระออกจากขยะในกองข้อมูล เป็นทักษะอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 — Christ Dede (หน้า 114)
  • การสอนโดยไม่มีการเรียนรู้ ไม่เรียกว่าการสอน แต่เป็นแค่การนำเสนอ — Dufour (หน้า 149)
  • สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น (Teach less, learn more) คือกรอบวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาของสิงคโปร์ — Fogarty & Pete (หน้า 171)
  • ห้องเรียนตกยุคไปแล้ว บอกลาห้องเรียน เลิกสร้างห้องเรียนได้แล้ว — Roger Schank (หน้า 208)
  • สื่ออิเล็กทรอนิกส์มอบโอกาสให้คนเพิ่มจำนวนความสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย การสร้างความสัมพันธ์แบบออนไลน์มีอุปสรรคเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับโอกาสที่ได้ — Johnson (หน้า 321)
  • อัตลักษณ์ หมายถึง เราคือใคร? .. “อัตลักษณ์ออนไลน์” มาจากความเฉลียวฉลาดในข้อความ วิธีการเขียน ความคล่องแคล่ว และความลึกซึ้งในการโต้ตอบ รวมทั้งความฉลาด มุมมอง และการมีส่วนร่วมที่โดดเด่น — Johnson (หน้า 326)
  • มนุษย์มีความต้องการที่จะสื่อสารมาโดยตลอด เพียงแต่รูปแบบเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง ..หน้าที่ของพวกเราในฐานะนักการศึกษาคือ การให้ความสำคัญกับการสื่อสารพร้อมกับติดตามเทคโนโลยีให้ทัน หากเราเน้นแต่เครื่องมือจนลืมจุดประสงค์ เราก็จะติดอยู่ในวังวนของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วไปตลอดกาล — Douglas Fisher & Nancy Frey (หน้า 335)
  • แน่นอนว่านโยบายด้านเทคโนโลยีในโรงเรียนไม่ใช่สิ่งเดียวที่จำเป็นต้องเปลี่ยน เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้อินเทอร์เน็ตด้วย ลองนึกถึงแหล่งรวมวิดีโอฟรีมากที่สุดอย่าง YouTube ซึ่งถูกห้ามในโรงเรียนส่วนใหญ่ โรงเรียนของเราใช้ YouTube เป็นประจำ จนไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า เราจะวางแผนการสอนได้โดยไม่อาศัยคลิปวิดีโอ เพราะทุุกอย่างที่เรามองหาอยู่ในนั้นหมด ซึ่งน่าอัศจรรย์มาก — Douglas Fisher & Nancy Frey (หน้า 342)
  • ให้ยุติการห้ามใช้เทคโนโลยี และหันไปเน้นที่การสอนมารยาท — Douglas Fisher & Nancy Frey (หน้า 340)
  • เทคโนโลยีล้ำหน้า ข้อมูลล้าหลัง — Alan November (หน้า 394)
  • การออกแบบวัฒนธรรมการเรียนการสอน ที่ให้อำนาจแก่นักเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดความรับผิดชอบมากขึ้นในการบริหารการเรียนรู้ของตนเอง ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนในชั้นและผู้คนทั่วโลก มีความสำคัญกว่าการยัดเยียดเทคโนโลยีเข้าสู่โมเดลการศึกษาแบบอุตสาหกรรมอย่างที่เป็นอยู่– Alan November (หน้า 404)
  • ผู้ใหญ่หลายคนเห็นว่าเว็บเป็นเรื่องของรสนิยม ไม่ได้มองว่ามันเป็นเครื่องมือสื่อสารขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับที่นักเรียนจำนวนมากเห็น นักการศึกษาจำนวนมากยังคงใช้ชีวิตแห่งการเรียนรู้ด้วยกระดาษ — Will Richardson (หน้า 423)
  • เมื่อนักเรียนเข้าสู่โลกในการทำงาน สังคม และชีวิตในศตวรรษที่ 21 จะพบว่า นิสัยชอบการแข่งขันแบบสุดขั้วเป็นสิ่งที่ไม่เข้าท่า ความเป็นผู้นำไม่ได้มาจากลำดับชั้น แต่มาจากอิทธิพลและการช่วยเหลือ ผลงานไม่ได้วัดจากความสำเร็จของแต่ละคน แต่วัดจากความสำเร็จของทีมงานโดยรวม ซี่งทีมที่ว่านี้ อาจเป็นทีมนานาชาติที่มีสมาชิกจากทั่วโลกก็ได้ — Douglas Reeves (หน้า 443)

21st Century Skills ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ไม่ได้มีไว้สำหรับนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น แต่เอาไว้พัฒนาบุคลากรด้วย เป้าหมายเพื่อสร้างคนให้มีคุณภาพ มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับ สามารถทำงานและใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้โดยไม่ตกยุค ลักษณะของคนเช่นนั้น เป็นอย่างไร ?

  • นอกจากการมีความรู้ในวิชาหลัก (core subjects) แล้ว จะต้องรู้ในลักษณะสหวิทยาการ (interdisciplinary) และต้องมีความรู้รอบตัวอื่นๆ ด้วย เช่น global awareness เศรษฐกิจ การเงิน การประกอบธุรกิจ หน้าที่พลเมือง สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
  • รู้วิชาอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะความรู้ท่วมหัว มักเอาตัวไม่รอด ชีวิตไม่ได้มีมิติเดียว จะต้องมีทักษะชีวิต และทักษะอาชีพด้วย (Life and Career Skills) เช่น ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ ทักษะทางสังคม การมองโลกในแง่ดี การควบคุมอารมณ์ ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น มีภาวะผู้นำ รู้จักการให้ ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน
  • การเรียนรู้ ต้องเรียนกันตลอดชีวิต ดังนั้น ต้องมีทักษะการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ (Learning and Innovation Skills) มั่นฝึกฝน พัฒนาตัวเอง เรียนให้เกิดทักษะ เรียนโดยการปฏิบัติ (learning by doing) การคิดวิเคราะห์ เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะในการสื่อสาร และทักษะแห่งความร่วมมือ หรือเรียกง่ายๆว่า ต้องมี 4C คือ Communication, Collaboration, Creativity และ Critical Thinking
  • และที่ขาดไม้ได้คือ ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills)


http://www.p21.org

Michael Wesch อาจารย์เจ้าของรางวัล U.S. Professor of the Year Award ปี 2008 เป็นคนที่อธิบายวิธีการสอนนักศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้ดีมาก สอนโดยใช้สื่อออนไลน์ทุกประเภทเลย อาจารย์ mwesch มีวิดีโอยอดฮิตใน YouTube หลายเรื่อง เช่น A Vision of Students Today และ A Portal to Media Literacy ใครสนใจตามไปดูได้ที่นี่ค่ะ http://www.youtube.com/user/mwesch

The Greatest Prodigies of the World

1 กรกฎาคม 2552

ได้มีโอกาสได้ดู Clip Video สารคดี เรื่อง “The Greatest Prodigies of the World” ความยาว 3 ตอนจบ ซึ่งเป็นเรื่องราวของ Alexander Prior หรือ Alex นักแต่งเพลงและผู้ควบคุมวงออเคสตร้า เด็กอัจฉริยะทางดนตรี อายุเพียง 16 ปี กับเด็กอัจฉริยะทางดนตรี ตัวน้อย อายุเพียง 9-15 ขวบ อีก 4 คน แสดง concert ร่วมกัน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา … ใส่แว่น เสื้อสีชมพู ตัวน้อย เป็นเด็กจากเซี่ยงไฮ้ อายุเพียง 9-10 ขวบ ชื่อ Zhang Xiaoming คนนี้สุดยอดเลย พ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ แข่งขันเอาชนะนักเปียโนทั่วประเทศจีน จำนวนถึง 13 ล้านคนมาได้

sage_children

ขอบคุณอาจารย์ นพ. ปรีดา มาลาสิทธิ์ คุณหมอนักวิจัย (และนักเปียโน) ที่กรุณาแบ่งปัน video นี้มาให้ดู … จะได้เห็นว่า อัจฉริยะนอกจากจะเก่งแต่เกิดแล้ว ยังต้องฝึกหนักเกินมนุษย์ทั่วไป จึงจะประสบความสำเร็จได้

ใครอยากดู มาขอ copy ได้ค่ะ (เจ้าของไม่หวง)

ไปสอบภาษาอังกฤษ CU-TEP

วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 2552

วันนี้ไปทดสอบภาษาอังกฤษ CU-TEP (อ่านว่า ซียู-เทพ) ที่อาคารมหิตลาธิเบศร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนช่วงเช้า  เวลา 8.30-11.00 น.

เมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยเขียน Blog เกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบ [ อ่านได้ที่นี่ค่ะ ] … ตั้งท่าอย่างดี แต่ในที่สุดเขียนได้แค่ครั้ง สองครั้ง ก็เลิกราไป เพราะตามประสาคนอายุมาก มัวแต่งานยุ่ง เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลาต้องไปสอบแล้ว วันเสาร์เลยไปซื้อหนังสือเตรียมสอบ CD-TEP ที่ศูนย์หนังสือจุฬา มานั่งอ่าน เพื่อดูว่าต้องสอบอะไรบ้าง … แล้วก็ทำใจไว้ล่วงหน้าเลย

การสอบภาษาอังกฤษแบบนี้ ครบ 10 ปีจะสอบเสียหนึ่งที … สมัยมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ เมื่อประมาณปี 2530 เคยอยากขอทุน Fulbright ก็เลยไปสอบ TOEFL ที่ AUA เคยไปไหว้พระพรหมที่โรงแรมเอราวัณด้วย ขอให้สอบได้กี่คะแนน ก็ได้ตามนั้นเลย เหลือเชื่อจริงๆ แต่เนื่องจากลืมขอให้ครบๆ เลยสอบผ่านแต่ภาษาอังกฤษ แล้วก็ไม่ได้ไป

… ครั้งที่สองเมื่อปี 2543 สอบแข่งขันชิงทุนไปดูงานห้องสมุดที่ออสเตรเลีย ต้องไปสอบภาษาอังกฤษที่กรมวิเทศสหการ มีเวลาเตรียมแค่ 2 สัปดาห์ สนิมก็ขึ้นเยอะ ไม่รู้จะทำยังไง ก่อนสอบก็วิ่งไปไหว้รูปอาจารย์สตางค์ที่ห้องสมุด ขอให้ช่วยหน่อย จะได้มีสมาธิฟัง Listening เรื่องนี้ก็เช่นกัน … ปฏิหาริย์มีจริง (ขอบอก)

… มาครั้งนี้ ปี 2552 อายุก็ใกล้จะ 50 แล้ว เกิดอยากเรียนหนังสือขึ้นมา ก็เลยไปสอบ CD-TEP ในสนามสอบเต็มไปด้วยเด็กนักเรียน นักศึกษา เรานี่ท่าทางจะแก่สุด ก่อนเข้าห้องสอบนึกขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คณะวิทย์มาช่วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเข้ามาช่วยถึงในจุฬาฯได้หรือเปล่า … อย่างไรก็ตาม การสอบครั้งนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์ สนุกดี

  • สมัครสอบทางออนไลน์ที่ เว็บไซต์ศูนย์ทดสอบทางวิชาการฯ
  • เสียค่าสมัครสอบที่ธนาคาร 600 บาท และรอรับบัตรเข้าสอบ ซึ่งจะส่งมาที่บ้าน
  • ใช้เวลาสอบ 2 ชั่วโมง 10 นาที (9-11 โมงกว่าๆ) การสอบมี 3 ส่วน คือ Listening (30 ข้อ 30 นาที), Reading (60 ข้อ 70 นาที) และ Writing (30 ข้อ 30 นาที) … คิดว่าตัวเองอ่านได้เร็วแล้ว แต่ก็ยังแทบไม่ทันอยู่ดี คงต้องอ่านเร็ว-ตอบเร็วกว่านี้อีก
  • อีก 2 สัปดาห์ก็จะประกาศผลคะแนน … สาธุ ขอให้เกิน 500 คะแนนด้วยเถอะ ถ้าไม่ได้ ชาตินี้ก็คงไม่คิดจะเรียนแล้ว เพราะกว่าจะจบก็คงเกษียณ รอชาติหน้าก็แล้วกัน

การคิดอย่างเป็นระบบ

7 พฤษภาคม 2552

โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการทำงาน สำหรับบุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ รุ่นที่ 1 วันนี้ฟังการบรรยาย เรื่อง “ความคิดเชิงระบบ”

ตัวเองมีความสับสนกับคำศัพท์ พวกคำว่า System Thinking และคำว่า Systematic Thinking … ไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม จึงพบว่า Systems Thinking คือ การคิดเชิงระบบ คิดและเข้าใจในภาพรวมทั้งระบบ มองเห็นภาพรวม (Big Picture) สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันได้ ประเภท “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หรือ Butterfly Effect … เป็นวินัยข้อที่ 5 (The Fifth Discipline) ของวินัย 5 ประการ ตามทฤษฎีของ Peter Senge เพื่อนำไปสู่การเป็นบุคคลเรียนรู้และองค์การแห่งการเรียนรู้ (สังเกตว่าของแท้ System ต้องเติม s ด้วยนะ)

ส่วน Systematic Thinking คือ การคิดอย่างเป็นระบบ แบบครบวงจร (Loop) PDCA คิดอย่างมีหลักการ มีการจัดระเบียบ คิดอย่างเป็นกระบวนการ และคิดอย่างมีเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์

  • คิดแบบเป็นองค์รวม (Holistic) : หากแบ่งครึ่งระบบออกเป็น 2 ส่วน จะไม่ได้ 2 ระบบย่อย แต่จะทำลายระบบ (เปรียบเสมือน แบ่งควาย 1 ตัวออกจากกัน จะไม่ได้ควาย 2 ตัว)
  • คิดเป็นเครือข่าย (Network)
  • คิดเป็นลำดับชั้น (Hierarchy)
  • คิดแบบมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (Interaction) : การเปลี่ยนแปลงของระบบย่อย จะมีผลต่อระบบใหญ่ด้วย แบบ Feedback to Relationship
  • คิดอย่างมีขอบเขต (Boundary)
  • คิดอย่างมีแบบแผน (Pattern)
  • คิดอย่างมีโครงสร้าง (System Structure)
  • คิดอย่างมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Adaptation)
  • คิดเป็นวงจรป้อนกลับ (Feedback-Loops)

เทคนิคแบบต่างๆ ที่ใช้ในการช่วยคิด

  • ใช้รูปแบบความคิด Mind Set ให้เป็นประโยชน์
  • ใช้แผนภูมิก้างปลา (Fish-bone Diagram)
  • ใช้แผนภูมิความคิด Mind Maps
  • ใช้คำถาม 5W2H
  • เปลี่ยนมุมมองปัญหา และอย่ายึดติดกับขอบเขตปัญหา

fish-bone

5W2H

  1. WHAT : กำลังทำอะไรอยู่
  2. WHY : ทำไมต้องทำ
  3. WHERE : ทำไมต้องทำที่นี่ ที่อื่นไม่ได้หรือ
  4. WHEN : ต้องทำเมื่อไหร่
  5. WHO : ใครต้องเป็นคนทำ คนอื่นทำได้ไหม
  6. HOW : ทำอย่างไร มีวิธีอื่นดีกว่าไหม
  7. HOW MUCH : เสียค่าใช้จ่าย งบประมาณเท่าไหร่

ฟังบรรยายเรื่องความคิด (Thinking) มาหลายครั้งแล้ว แต่บอกตรงๆ ว่า อยากเรียนเรื่อง “หยุดคิดให้จิตเงียบ” .. มากกว่า

ข้อบังคับพัสดุ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 โดดเรียน เพราะมีงานด่วนต้องทำในตอนเย็น แต่ก็ได้เอกสารการบรรยาย เรื่อง “ข้อบังคับพัสดุ” มา ก็เลยนำมาฝากกันค่ะ … สอนโดยคุณฉวีวรรณ ลิ้มวัฒนพันธ์ชัย หัวหน้างานพัสดุ กองคลัง มหาวิทยาลัยมหิดล

เนื่องจากมหาวิทยาลัยมหิดล ออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐแล้ว กฎระเบียบต่างๆ ในการปฏิบัติงานต้องรื้อใหม่หมด และทยอยประกาศ ข้อบังคับออกมาเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องที่บุคลากรของมหาวิทยาลัยต้องติดตาม มิฉะนั้นจะทำงานลำบากค่ะ (ขอบอก)

[ … อ่านเรื่อง ข้อบังคับพัสดุ ได้ที่นี่ค่ะ … ]