ได้ MOOC Certificate ใบที่ 6 มาแล้ว

วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ในที่สุดก็เรียนสำเร็จ และสอบผ่าน ได้ประกาศนียบัตรวิชา Business Model Canvas: A Tool for Entrepreneurs and Innovators (Project-Centered Course) ของมหาวิทยาลัย University System of Georgia (ครูผู้สอน: Dan Stotz & David Kirkland, M.S.)

สอบผ่านด้วยคะแนน Grade Achieved: 97.1%

กว่าจะได้มาจะต้องใช้เวลาฟังบรรยาย 4 ชั่วโมง และทำงานกลุ่ม active project work อีก 10 ชั่วโมง

Screen Shot 2560-07-11 at 8.29.50 PM.png

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

ได้ MOOC Certificates มา 5 ใบแล้ว

Advertisements

ได้ MOOC Certificates มา 5 ใบแล้ว

วันที่ 22 ตุลาคม 2559 : กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้งหลังจากห่างเหินไปนาน 6 เดือน เพราะย้ายที่ทำงาน วันนี้ฤกษ์ดี มีความภาคภูมิใจในความเพียรพยายามของตนเอง ที่อดทนเรียน MOOC วิชาที่ไม่คุ้นเคย ไม่เคยเรียนมาก่อน นั่นคือ วิชาการเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการ  (Entrepreneurship) ไม่คิดว่าจะสอบผ่าน แต่ในที่สุดก็ผ่าน คะแนนออกมาไม่ดีนัก คงต้องพยายามต่อไปค่ะ

ช่วงนี้ เป็นช่วงที่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศพากันโศกเศร้า แสดงความไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13  ตุลาคม 2559) จึงขอตั้งจิตอธิษฐานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลว่า จะปฏิบัติตามรอยพระบาทของพระองค์ท่าน ในเรื่องของวิริยะ หรือความเพียร (Perseverance)  ขอบันทึกไว้ว่า เมื่อวานนี้ ได้รับประกาศนียบัตร การเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผ่านระะบบ MOOC วิชา Entrepreneurial Opportunities: making ideas fly เป็น MOOC ใบที่ 5   โดยหาเวลาว่างจากการทำงาน (ที่หาไม่ค่อยจะได้) ลงทะเบียนเรียนไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องมานานถึง 5 ปี และคิดว่าจะเรียนต่อไป

นี่เป็นภาพประกาศนียบัตรทั้ง 5 ใบที่ได้รับค่ะ เผื่อจะสร้างแรงบันดาลใจ เรื่อง Life-long Learning ให้ใครได้บ้าง

 

screen-shot-2559-10-21-at-11-40-37-pmscreen-shot-2559-10-22-at-9-28-08-am

 

screen-shot-2559-10-22-at-9-38-14-amscreen-shot-2559-10-22-at-9-29-19-amscreen-shot-2559-10-22-at-9-29-01-am

Google MOOC – Advanced Power Searching

Advanced Power Searching เป็น Google MOOC ตอนที่ 2 เมื่อผ่านหลักสูตรแรก คือ Power Searching มาแล้ว ตอนที่ 2 นี้ โจทย์จะยากและซับซ้อนมากขึ้น เทคนิคการสืบค้นมีรายละเอียดมากขึ้น สามารถดูสรุปเทคนิคต่างๆ ได้ตามตารางนี้เลยค่ะ

Screen Shot 2559-03-12 at 5.57.37 PM.png

Operators

  • Wildcard operator   ตัวอย่างเช่น ต้องการทราบว่าประเทศต่างๆ มีการเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ อย่างไร  ให้ค้นว่า [“how * is celebrated in *”] เช่น how Christmas is celebrated in China, how halloween is celebrated in Poland เป็นต้น
  • Number range operator  ระบุให้ค้นเฉพาะช่วงเวลา [1900..2000] หรือตัวเลข เช่น  [1075..1700 paser printer]
  • AROUND operator ให้ค้นหาคำทั้งสองที่อยู่ห่างกันโดยมีคำอื่นคั่นไม่เกิน 3 คำ [Daniel Russell AROUND(3) Google]
  • Finding related pages ค้นหาเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน  [related:census.gov]
  • Operator combinations การค้นโดยใช้ตัวเชื่อมหลายๆ ชนิด รวมกัน เช่น  filetype, minus operator, wildcard, OR เป็นต้น
    • [filetype:pdf -site:nasa.gov apollo 1990..1991]
    • [filetype:doc OR filetype:pdf]
  • Using site structure (การระบุให้ค้นเฉพาะภายในเว็บไซต์ ด้วยคำสั่ง inurl:  ค้นหาคำนั้นในชื่อ URL intext: ค้นหาคำนั้นในเว็บเพจ และ intitle: ค้นหาคำนั้นในชื่อเรื่อง)
    • [site:google.com/insidesearch/searcheducation inurl:map]
    • [google intext:“search literacy”]
    • [site:nasa.gov filetype:pdf intitle:ultralight]

Additional Google Properties

  • Google มีบริการต่างๆ สำหรับค้นสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ ข้อกฎหมาย สิทธิบัตร หนังสือ ข่าว ได้แก่ Google Scholar, Legal Scholar (Case Law), Google Patents, Google News, Google Books

Advanced Search Tools

  • Gaining an international perspectives 
    • คำที่ค้นอาจต้องใช้ภาษาของประเทศนั้นๆ เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ
    • ใช้บริการ Google domain ของประเทศต่างๆ ซึ่งบางประเทศอาจมีบริการหลายภาษา เช่น  [goole India] [google Hong Kong]
    • คลิกที่ icon รูปฟันเฟือง (gear icon) ที่อยุ่ด้านขวาของจอภาพ เลือกภาษาที่ใช้ในเมนูต่างๆ ของ google ด้วยคำสั่งเปลี่ยนภาษา language
    • เลือกคำสั่ง  advanced search และจำกัดผลการค้นด้วย
      • language  (ภาษาที่เขียนภายในเพจ)
      • region (ประเทศหรือภูมิภาคที่ตีพิมพ์)
    • ใช้บริการแปลภาษา ด้วย [Google Translate]
  • Filtering content by creative commons licenses
    • การค้นหาข้อมูลหรือภาพที่ไม่มีลิขสิทธิ์ ให้คลิกที่ icon รูปฟันเฟือง (gear icon) ที่อยุ่ด้านขวาของจอภาพ เลือกคำสั่ง  advanced search และจำกัดผลการค้นด้วย usage rights
  • Search Settings
    • การปรับหรือกำหนดค่าพิเศษต่างๆ ให้คลิกที่ icon รูปฟันเฟือง (gear icon) ที่อยุ่ด้านขวาของจอภาพ เลือกคำสั่ง Search settings เพื่อกำหนดค่าต่างๆ เช่น เปิด SafeSearch เพื่อกรองภาพที่ไม่เหมาะสม เปิดให้มีเสียงพูดโต้ตอบขณะใช้คำสั่ง Search by voiceเปิดให้แสดงประวัติการค้นหรือ search history กำหนดจำนวนผลการค้นที่แสดงต่อหนึ่งหน้า  เป็นต้น
  • Verbatim and double quote
    • การค้นหาวลีที่เฉพาะเจาะจง ให้ใส่เครื่องหมาย “…” คร่อมคำ หรือเลือกใช้คำสั่ง Search tools และเปลี่ยนจาก all results มาเป็น Verbatim mode ซึ่งหมายถึง สั่งค้นคำต่อคำ ตามตัวอักษร
  • Searching your own web history
    • คลิกที่ icon รูปฟันเฟือง (gear icon) ที่อยุ่ด้านขวาของจอภาพ เลือกคำสั่ง History ซึ่งจะเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ประวัติการใช้งาน google ของเรา เป็นข้อมูลส่วนตัว
  • Filtering images (advanced)
    • ค้นหาภาพด้วยคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง จาก Google Images
    • คลิกคำสั่ง Search tools และจำกัดผลการค้นภาพที่ได้ ด้วยคำสั่ง Size (ขนาด), Color (สี), Type (ชนิดของภาพ), Time (ช่วงเวลา), Usage rights (ลิขสิทธิ์และสัญญาอนุญาต)
  • Custom search engine
    • การจัดทำระบบสืบค้นข้อมูลเฉพาะภายในเว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นด้วย Custom search engine (CSE)  เราสามารถสร้างกล่องสืบค้นสำหรับเว็บไซต์ของเราได้เอง โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://cse.google.com/cse/
  • Google Alerts
    • การสร้างระบบการแจ้งเตือนข่าวใหม่จากเว็บไซต์ที่เราสนใจติดตาม ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ [Google alerts]

Refining Searches

  • Context terms
    • การใช้ context term เสริมในชุดคำค้น จะช่วยขยายบริบทหรืออธิบายชนิดของแหล่งข้อมูลที่เรากำลังมองหา อาจเป็นคำที่ปรากฎอยู่ในบริเวณ title, caption, tags หรือเป็นข้อความในเว็บเพจ
    • ตัวอย่างเช่น ค้นภาพใน google images  [solar panels figure OR graph OR chart]
    • ค้นภาพที่เป็นแผนภูมิ [ship sail diagram]
    • ระบุ filetype: หรือ site: ในคำค้น
    • ค้นในฐานข้อมูล หรือจดหมายเหตุ (archives) [accidents in the home database OR “data base”]
  • Reverse dictionary
    • ในกรณีที่ไม่แน่ใจในคำศัพท์ที่จะค้น ให้ใช้พจนานุกรมประเภท [reverse dictionary] พิมพ์อธิบาย concept เพื่อค้นหาคำ เป็นการค้นย้อนจากความหมายของข้อความไปหาคำศัพท์ จากนั้น ใช้คำสั่ง [define … ] เพื่อตรวจสอบ definition ของคำศัพท์นั้นจาก google ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
  • Using contextually appropriate language
    • การเลือกคำศัพท์ที่จะค้น ควรคำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละบริบทด้วย เนื่องจากการใช้ภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อาจต้องใช้ encyclopedia ดูคำศัพท์เก่าๆ ที่เป็น historical name หรือใช้ reverse dictionary เข้าช่วย รวมทั้งคำนึงถึงมุมมองด้านวัฒนธรรมการใช้ภาษาของแต่ละประเทศ
    • ตรวจสอบคำค้นด้วย Google Books Ngram Viewer https://books.google.com/ngrams ซึ่งจะแสดงกราฟแนวโน้มของความนิยมใช้คำหรือวลีนั้นและปรากฎในหนังสือในแต่ละช่วงปีที่ผ่านมา
  • Identifying common language
    • การตั้งคำถามในการค้น ควรคำนึงถึงสไตล์การเขียนที่มักปรากฏบ่อยๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าว นิตยสาร ที่เรียกว่าเป็น common language  แล้วนำมาประยุกต์เป็นคำค้น ตัวอย่างเช่น
      • <business> was founded in <year>
      • <number> percent of children are <condition>
      • <term 1> called <term 2> เช่น ถามว่า [white radish japanese cuisine called] คำตอบคือ daikon
  • Google trends
    • ดูแนวโน้มของการค้น google ในแต่ละปี ว่า คนทั่วโลกหรือในแต่ละประเทศนิยมค้นคำว่าอะไรกันบ้าง รวมทั้งการสะกดคำ โดยใช้ [google trends] ตัวอย่างเช่น ค้นแนวเพลง hiphop, rap จาก [google trends] จะพบว่า นิยมเขียนคำว่า hip hop มากกว่า hiphop

 Search Strategies

  • Matching resources to searches
    • การค้นโดยระบุแหล่งข้อมูลหรือ colletions สำคัญและเหมาะสม ตัวอย่างเช่น ต้องการค้นวิธีการปะชุนถุงเท้า ควรหาในวิดีโอ [How to darn sock site:youtube.com] หรือระบุแหล่งข้อมูลให้ค้นจาก map collections, image collections, databases, library special collections เป็นต้น
  • Using your social networks
    • ถามคำถามเข้าไปในเครือข่ายของเรา เช่น ใน google+ หรือใน gmail group หรือ post คำถามเข้าไปใน forum ต่างๆ ให้คนอื่นช่วยแนะนำคำตอบ
  • Specialization and Generalization
    • การค้นเพื่อตอบโจทย์ที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องคิดนอกกรอบ โดยคำนึงถึงคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและมีความหมายกว้างกว่า (broader term) หรือแคบกว่า  (narrower term) ด้วย นอกเหนือจากการนึกถึงคำพ้อง (synonyms) ซึ่ง google จะหาให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว รวมทั้งการค้นหาคำอื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน (related terms) ซึ่งผู้เขียนเว็บเพจอาจจะใช้
  • Comparing multiple sources
    • ใช้หลักการค้นแบบสามเส้า Triangulating เพื่อหาหลักฐานจากแหล่งข้อมูลอย่างน้อย 3 แห่ง มาช่วยยืนยัน ว่าข้อค้นพบเป็น “common knowledge”
    • หาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่ให้ข้อมูลเหมือนกัน สำหรับการค้นหัวข้อเดียวกัน  (the same information on the same topic)
    •  และอย่าลืมค้นหาความคิดเห็นในมุมมองที่แตกต่าง ที่มีต่อหัวข้อเรื่องนั้นๆ ด้วย

PowerSearchingWithGoogle MOOC

เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่จดเอาไว้กันลืม หลังจากผ่านการเรียนหลักสูตร PowerSearchingWithGoogle MOOC และได้ใบประกาศนียบัตรมาแล้ว

Screen Shot 2559-03-12 at 10.15.58 AM.png

สิ่งที่ได้เรียนรู้ ได้แก่

  1. เราสามารถค้น URL เว็บไซต์ Google ของแต่ละประเทศได้โดยการพิมพ์  [Google Thailand],  [Google Singapore],  [Google Australia]
  2. Filtering เราสามารถคลิกที่  Search tools เพื่อ filter ผลการค้น โดยเลือก ขนาด (size) สี (color) ชนิดของภาพ (type) ระบุช่วงเวลา (time) และสิทธิในการใช้ (usage rights)
  3. Filtering by Color : การค้นหาภาพด้วย Google Image จากนั้น คลิกที่  Search tools เพื่อ filter ผลการค้น โดยเลือกสี (color)
  4. การค้นภาพจาก [Google Images] นอกจากพิมพ์คำค้นแล้ว เรายังสามารถค้นด้วยภาพ (search by image) โดยการ Drag and drop ภาพลงใน search box โดยตรง หรือคลิกที่  Camera icon แล้ว Upload an image หรือ Paste image URL ก็ได้
  5. การค้นแผนภาพ สามารถทำได้โดยใช้คำว่า diagram เช่น [SPOC diagram]
  6. การค้นหาสถานที่ต่างๆ ด้วยแผนที่ Google maps  หรือเปลี่ยนจากแผนที่มาดูในลักษณะภาพถ่ายดาวเทียม Satellite View ด้วย Google Earth  นอกจากนั้น ยังสามารถลากตัว Peg Man เข้าไปในแผนที่ เพื่อเดินดูพื้นที่ในบริเวณนั้นโดยละเอียดด้วยเทคโนโลยีกูเกิลสตรีตวิว Google Street View ก็ได้
  7. Google ใช้โปรแกรม Spider ในการสืบค้น Google ไม่ได้สืบค้นเว็บ แต่สืบค้น index ของเว็บที่มีคำนั้น และดูว่ามีคำนั้นปรากฎในชื่อเพจหรือ URL หรือไม่ มีคำนั้นปรากฎในเนื้อหาเพจบ่อยครั้งแค่ไหน และใช้หลัก Google’s PageRank ซึ่งให้ความสำคัญต่อปริมาณและคุณภาพของ links ต่าง ๆ ที่ชี้มายังเพจนั้นด้วย ผลการค้นที่ปรากฏขึ้นมาจะแยกเพจโฆษณาไว้ด้านบนและด้านขวาของจอภาพเสมอ โดยไม่นำมาปะปนกับเพจอื่นๆ
  8. ศิลปะของการเลือกคำค้น (The Art of keyword Choices) คือ ต้องใช้คำที่สำคัญมากที่สุด หาคำพ้องที่เหมาะสม จำไว้ว่าคำค้นที่เราพิมพ์เข้าไปนั้นจำเป็นต้องปรากฏอยู่ในเว็บเพจเสมอ และควรคิดสมมุติว่าถ้าเราเป็นผู้เขียนเพจนั้น เราจะใช้คำว่าอะไร อย่าลืมว่าผู้เขียนแต่ละคนอยู่ในสภาพแวดล้อม วงการอาชีพ ไม่เหมือนกัน อาจใช้คำหรือสำนวนการเขียนที่แตกต่างกันได้ และการใช้คำที่ต่างกัน จะทำให้ผลการค้นออกมาไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจไม่ใช่เพจที่เราต้องการ ตัวอย่างเช่น โจทย์ถามว่า “I heard there was some old city in San Francisco Bay. What was it called?” เราอาจค้นว่า [What was the old city in San Francisco Bay called?] หรือค้นว่า [Old city San Francisco Bay] แต่ที่ถูกต้อง ควรค้นว่า [ghost town San Francisco Bay] และคำตอบคือ Drawbridge, California
  9. ผลการค้นบางคำ เช่น บุคคลสำคัญ สถานที่สำคัญ ภาพยนตร์ดัง ฯลฯ ที่มุมบนด้านขวาบนหน้าจอจะแสดงข้อมูลรายละเอียดของสิ่งนั้น ในลักษณะที่เรียกว่า “Information Panel
  10. Find text on a page เราสามารถสั่งค้นหาคำที่ต้องการในหน้าเว็บเพจนั้น โดยกด CTRL-F หรือ command-F
  11. การระบุ web address ด้วยคำสั่ง site:  ตัวอย่างเช่น  [site:mahidol.ac.th] หรือ [business workplace site:gov]
  12. การเลือกชนิดของไฟล์ด้วยคำสั่ง filetype: ตัวอย่างเช่น[site:stanford.edu filetype:pdf] หรือ  [filetype:csv tax rate site:nj.gov]
  13. การกำจัดบางเพจออกไปโดยใช้ minus sign หรือเครื่องหมายลบ (-) ตัวอย่างเช่น [michelangelo -artist]
  14. เครื่องหมาย plus (+) ไม่ใช่ operator และไม่ได้มีความหมายว่า  AND แต่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของคำค้นได้ เช่น [C++] [Google+]
  15. ลำดับของคำมีความหมาย เช่น [blue sky] และ [sky blue] ไม่เหมือนกัน a the ก็สำคัญ ทำให้ผลการค้นแตกต่างได้ เช่น ค้นคำว่า [who] [a who] [the who] แต่จะพิมพ์ตัวอักษรใหญ่หรือเล็กไม่สำคั
  16. เครื่องหมายวรรคตอน บางตัวก็สำคัญ เช่น $, #, and + [C++] [Google+] แต่บางตัวก็ไม่สำคัญ เนื่องจาก google ไม่ใช้ในการค้น เช่น ¶, £, €, ©, ®, ÷, §, %, (), @, ?, !
  17. ใช้คำสั่ง define สำหรับค้นพจนานุกรมหาความหมายของคำนั้น เช่น  [define yarnbombing]
  18. การใช้ double quotes คร่อมคำให้กลายเป็นวลี ในกรณีที่ต้องการค้นวลีเฉพาะ ตัวอย่างเช่น [“when venus the goddess of beauty and love”] หรือ  [“Daniel M. Russell”]
  19. การใช้ OR operator สำหรับคำพ้อง ตัวอย่างเช่น [“fish pedicure” OR “fish spa” OR “doctor fish”]
  20. การใช้คำสั่ง intext: เพื่อให้แน่ใจว่า จะต้องมีคำนั้นอยู่ภายในเพจ (in the text of the page) ตัวอย่างเช่น [coral bleaching site:stanford.edu intext:geophysics]
  21. การค้นโดยใช้เมนู Advanced Search จะสามารถสั่งจำกัดผลการค้นให้แคบเข้า โดยระบุ site or domain (site:) terms appearing แบบ in the text of the page (intext:) in the title of the page (allintitle:) หรือชนิดของไฟล์ (filetype:) ได้
  22. ชุดคำค้นอาจซับซ้อน ผสมผสานคำสั่งและ operator ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น [filetype:kmz shipwrecks OR “ship wrecks” florida -site:floridamarine.org -site:the-jacobs.org]
  23. .KMZ เป็นไฟล์ของ Google Earth
  24. Google มีเครื่องอำนวยความสะดวก เพื่อให้เราค้นหาได้อย่างรวดเร็ว โดยการใช้ Shortcuts หรือ Search features ต่างๆ เช่น สภาพอากาศ (weather), เวลา (time), เที่ยวบิน (flight numbers), แผ่นดินไหว (earthquakes), เมืองหลวงประเทศต่างๆ (world capitals), เวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตก (sunrise/sunset times), ภาพยนตร์ (movies), ราคาหุ้น (stock quotes), ผลคะแนนกีฬา (sports scores), ยารักษาโรค (medications) เป็นต้น ตัวอย่างการค้น เช่น [weather Bangkok]  [time in Singapore] [Thai AirAsia 354] หรือ [FD 354]  
  25. ค้นด้วยเสียงพูด (Google search by voice) หรือ OK Google
  26. การเปลี่ยนหน่วยวัด (Conversion) ตัวอย่างเช่น [212f in c] [400 km in miles] [1 Euro in USD]
  27. การคำนวณ (Calculation) พิมพ์สูตรทางคณิตศาสตร์ หรือเรียกใช้เครื่องคิดเลข ตัวอย่างเช่น [1+2] [12% of 124] หรือถามค่า เช่น จำนวนประชากร [population of Thailand]
  28. แปลภาษาด้วย [google translate

ต้องระวังความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของผลการค้นที่ได้รับ ควรค้นหลายๆ ครั้ง  “Just do one more search” หรือใช้การค้นหลายๆวิธี คานกันแบบสามเส้า ให้สังเกตชื่อ URL ของแหล่งที่มา อาจลองระบุช่วงเวลาใน search tools เพื่อตรวจสอบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นจริงหรือไม่ หรือบางครั้ง คำพูดที่ Quote มา และอ้างว่าพูดโดยบุคคลสำคัญ ถ้าไม่แน่ใจ ให้ลองค้นหาในหนังสือด้วย [Google Books]

รวมทั้งใช้ฐานข้อมูล Whois (https://www.internic.net/whois.html) ในการตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของเว็บไซต์หรือ domain (owner of the site)