เราจะสร้างอนาคตห้องสมุดด้วยกัน — IFLA Global Vision

IFLA (International Federation of Library Associations and Institutions) เป็นองค์กรสหพันธ์ระหว่างประเทศทางด้านห้องสมุด ที่มีความเก่าแก่ยาวนาน ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1927 ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกกว่า 1,350 คน จาก 140 ประเทศ ใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ ยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย (กลุ่มประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก)

IFLA มีวิสัยทัศน์ในการเป็น the Trusted Global Voice สำหรับสังคมชุมชนและวงการวิชาชีพทางด้านห้องสมุดและสารสนเทศ สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานพัฒนาห้องสมุดเพื่อให้ประชาคมทั้งโลกสามารถเข้าถึงสารสนเทศทุกรูปแบบและมีทักษะการรู้สารสนเทศกันอย่างทั่วถึง (Universal Literacy) โดยมุ่งตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030

IFLA กำหนดคำขวัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่บรรดาห้องสมุดที่เป็นสมาชิก อาทิ

  • “Together we create the future”,
  • “Libraries are the motors for change”,
  • “Libraries as key assets for communities”

และมีความพยายามในการสร้างวิสัยทัศน์ของห้องสมุดร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก Gerald Leitner เลขาธิการ IFLA ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมว่า เรามีความเชื่อมั่นในเรื่องของ Global Vision – Local Impact การที่ห้องสมุดทุกแห่งมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน แต่นำไปประยุกต์ปฏิบัติให้เหมาะสมตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงให้ห้องสมุดเป็นหนึ่งเดียว (A United Library Field) เกิดเป็นพลังพลักดันศักยภาพของห้องสมุดทั้งโลก ให้ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง

Screen Shot 2560-09-04 at 9.36.33 PM.png

IFLA จัดทำโครงการรณรงค์ให้บรรณารักษ์ทั่วโลกช่วยกันโหวตแสดงความคิดเห็นในการเลือกวิสัยทัศน์ร่วม (IFLA Global Vision) เพื่อสร้างทิศทางที่ชัดเจนให้แก่ห้องสมุดในอนาคต จัดกิจกรรมระดมสมองตามกลุ่มภูมิภาคต่างๆ และเชิญชวนให้ตอบแบบสอบถามทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://globalvision.ifla.org เพื่อแสดงความคิดเห็นใน 6 ประเด็นใหญ่ คือ

  1. อะไรคือค่านิยมองค์กร หรือวัฒนธรรมองค์กรของห้องสมุด
  2. ห้องสมุดมีความเก่งและความถนัดเป็นพิเศษในเรื่องใดบ้าง
  3. ห้องสมุดควรจะทำภารกิจอะไรให้มากขึ้น
  4. ห้องสมุดควรทำอะไรให้น้อยลงหรือยกเลิกการกระทำนั้น
  5. อะไรคืออุปสรรคและความท้าทายที่สำคัญของห้องสมุด
  6. อะไรคือคุณลักษณะของห้องสมุด ที่ควรมีร่วมกันเพื่อการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว

 

ผลสรุปรายงาน Global Vision Report ดังกล่าว คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนมกราคม 2561 – โปรดช่วยกันเข้าไปตอบแบบสอบถามออนไลน์ และติดตามผลสรุปต้นปีหน้าค่ะ

Advertisements

กฎหมายสำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย

18209909_10211590464611226_597576285_o

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2560 ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัย และฟังการบรรยายเรื่อง “กฎหมายสำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย” ซึ่งจัดโดยกองกฎหมาย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาบรรยายให้ความรู้ คือ คุณราชัย อัศเวศน์ ประธานกลุ่มนิติกรมหาวิทยาลัยและสถาบัน / อดีตหัวหน้าส่วนสารบรรณและนิติการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นการบรรยายตลอดทั้งวันและมีเนื้อหาค่อนข้างมาก ผู้บรรยายนำคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐ มาเล่าสู่กันฟังได้อย่างน่าสนใจมาก ทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี ขอสรุปประเด็นที่ได้รับจากการบรรยายบางหัวข้อมาบันทึกไว้เพื่อเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ค่ะ

  • ความยุติธรรมที่ล่าช้า .. ก็คือความอยุติธรรม : Justice delayed is justice denied — William Ewart Gladstone 
  • อำนาจของผู้บริหาร มาจาก “หลักนิติรัฐ” คือ ดำเนินการไปตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และต้องเป็นไปตามหลักแห่งความยุติธรรม “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) คือหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ ไม่ใช่คนเป็นใหญ่ และต้องตอบสนองต่อประโยชน์มหาชน (Public Interest)
  • พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ตามมาตรา 28 และมีอำนาจตามมาตรา 34 คณะและส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น มีคณบดีหรือผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชา มีอำนาจตามมาตรา 37
    • การนำกฎหมายอื่นมาใช้บังคับโดย อนุโลม” ต้องไม่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมายนั้น
    • อำนาจในการควบคุม และประเภทของอำนาจ  ได้แก่ 1) อำนาจตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล 2) อำนาจบังคับบัญชา 3) อำนาจกำกับดูแล 4) อำนาจดุลพินิจ 5) อำนาจผูกพัน
    • หลักในการใช้ดุลพินิจโดยชอบ ได้แก่ 1) หลักแห่งความเหมาะสม 2) หลักแห่งความจำเป็น 3) หลักแห่งความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ (ประโยชน์มาก-เสียหายน้อย)
    • อำนาจผูกพัน หมายถึง อำนาจที่กฎหมายบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการ หากไม่ดำเนินการถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่
    • การรักษาการแทน (ตามมาตรา 41 พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล) ให้ผู้รักษาการแทนมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในกรณีที่ผู้ดำเรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ให้ผู้รักษาการแทนมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในระหว่าที่รักษาการแทนด้วย
  • พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2535
    • การกระทำทางปกครอง หมายถึง การกระทำที่กฎหมายกำหนดอำนาจให้ไว้ให้แก่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง เป็นการกระทำฝ่ายเดียว
    • กฎ หมายถึง พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรง ระเบียบ ข้อบังคับ ที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป ไม่ใช่บังคับเฉพาะกรณีหรือเฉพาะบุคคล
    • เจ้าหน้าที่ (มาตรา 5) หมายถึง บุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล ซึ่งในอำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย
    • เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง กรณีผู้ออกคำสั่งเป็นคณะกรรมการ ต้องแต่งตั้งให้ครบองค์ประกอบของคณะกรรมการ ต้องครบองค์ประชุม ต้องมีการประชุมจริง (เพื่อให้มีการปรึกษาหารือแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกัน) และต้องเป็นกลางในเรื่องที่จะพิจารณาทางปกครอง
    • การแต่งตั้งเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ หากในคำสั่งมิได้ระบุให้เป็นกรรมการ ย่อมทำให้ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการไม่มีอำนาจหน้าที่ของการเป็นกรรมการด้วย
    • มติเวียน : การที่ไม่มีการประชุมจริง แต่กลับให้มีการเวียนหนังสือถามว่าเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ แล้วมีรายงานการประชุมหรือรายงานอื่นๆ อ้างว่าเป็นมติของคณะกรรมการ โดยไม่ปรากฎว่าได้มีการปรึกษาหารือ แสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันในที่ประชุม แม้จะมีหนังสือเวียน ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    • วัตถุประสงค์ของคณะกรรมการตรวจรับงานพัสดุฯ เพื่อให้คณะบุคคลตรวจสอบงานที่ส่งมอบร่วมกัน โดยการปรึกษาหารือโต้แย้งแสดงความเห็นโดยที่ประชุมคณะกรรมการ หากไม่มีการประชุมเพื่อตรวจรับงาน ถือเป็นรายงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่จำเป็นต้องจัดทำรายงานการประชุม เพราะรายงานการตรวจรับงาน ถือเป็นรายงานที่เกิดจากการประชุม)
    • คำสั่งทางปกครอง การประชุมทางออนไลน์หรือการรับส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
    • หลักการหามติของคณะกรรมการ : โดยการนับคะแนนเสียง แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 1) เสียงข้างมากแบบธรรมดา (Simple Majority) นับจำนวนผู้ออกเสียงเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ (การงดออกเสียงลงคะแนนหรือผู้ไม่อยู่ในที่ประชุม ไม่นับคะแนน) 2) เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด (Absolute Majority) กำหนดให้เกินกึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น เช่น 2 ใน 3  หรือ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกหรือกรรมการทั้งหมด ไม่ว่าจะมาประชุม หรืองดออกเสียงหรือไม่
    • หลักเป็นกลาง  : หน้าที่ต้องมีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณาทางปกครอง  เช่น ไม่ได้เป็นคู่กรณีเอง หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคู่กรณี
    • รูปแบบของคำสั่งทางปกครอง (ม. 34) : คำสั่งทางปกครอง อาจทำเป็นหนังสือ หรือวาจา หรือโดยการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้ เช่น แสง เสียง สัญญาณ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ การออกคำสั่งด้วยวาจา กรณีเร่งด่วน ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันสมควร  หากผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งฯ ร้องขอ
  • พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
    • มาตรา 13 ในการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้มีหน้าที่ดำเนินการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ยื่นเสนอหรือคู่สัญญาในงานนั้น
    • มาตรา 67 ก่อนลงนามในสัญญา หน่วยงานของรัฐอาจประกาศยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้ดำเนินการไปแล้วได้ ในกรณีมีการกระทำที่เข้าข่าย มีส่วนได้ส่วนเสียและผลประโยชน์ร่วมกัน ขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สมยอมกัน หรือส่อว่ากระทำการทุจริต
  • พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
    • แนวคิดคือ รัฐรู้อะไร ประชาชนรู้อย่างนั้น
    • หน่วยงานของรัฐ : เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น
    • ประชาชน : มีสิทธิที่จะรู้ และรู้ที่จะใช้สิทธิ
    • ข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้ ได้แก่ ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของบุคคล
    • อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เป็นอันตรายร้ายแรงบางอย่าง เช่นสามีเป็นโรคเอดส์ แม้เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วย แต่หากเป็นไปเพื่อการคุ้มครองชีวิตของผู้เป็นภรรยา ย่อมถือเป็นประโยชน์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่า (ใช้ดุลพินิจโดยชอบ ตามหลักแห่งความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ)
  • ความรับผิดชอบตามกฎหมายอาญา หรือมีโทษทางอาญา
    • มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิด
    • การกระทำความผิดโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตัวอย่างเช่น เจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ยักยอกทรัพย์  ปลอมลายมือชื่อ แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร (ทั้งพิมพ์ลงกระดาษ ถ่ายภาพ หรือพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์) ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย
  • พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560 — “ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย”
  • ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามหลักกฎหมายแพ่ง
    • แยกความรับผิด อันเกิดจาก การปฏิบัติหน้าที่ และไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่
    • แยกความรับผิดของหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด
    • ไล่เบี้ย เรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระค่าสินไหมทดแทน เฉพาะกรณีเป็นการปฏิบัติหน้าที่และกระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งอาจจ่ายเพียงบางส่วนโดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงและความบกพร่องของหน่วยงานด้วย
    • ไม่นำหลัก “ลูกหนี้ร่วม” มาบังคับใช้ และให้ผ่อนชำระได้
    • ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ฐานกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากไม่ชดใช้ หน่วยงานสามารถใช้ “มาตรการบังคับทางปกครอง” ได้เอง ตามมาตรา 55 และ 57 วิ.ปฏิบัติฯ (หรือพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) ซึ่งนำบทบัญญัติตาม ป วิ.แพ่ง (หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) มาใช้บังคับกับมาตรการบังคับทางปกครองโดยอนุโลม คือ ยึด อายัดทรัพย์ และขายทอดตลาดทรัพย์สิน)
  • พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
    •  เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยผู้เสนอราคาให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญา มีความผิดฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึง 4  แสนบาท
  • ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. 2544
    • ความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง มีอัตราโทษปรับทางปกครอง  4 ขั้น ดังนี้
      • โทษชั้นที่ 1 ปรับไม่เกินเงินเดือน 1 เดือน
      • โทษชั้นที่ 2 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 2-4 เดือน
      • โทษชั้นที่ 3 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 5-8 เดือน
      • โทษชั้นที่ 4 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 9-12 เดือน
    • ความผิดของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการพัสดุ ได้แก่ แบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นเหตุให้เสียหาย จัดซื้อที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบเป็นเหตุเสียหาย กำหนดราคากลาง สเปคในการประกวด/ สอบโดยมิชอบ ไม่ปิด/ส่งประกาศ ไม่ซื้อ/จ้างรายต่ำโดยไม่มีเหตุผล ทำสัญญามิชอบ คุมงาน/ตรวจการจ้างมิชอบ ตรวจรับพัสดุมิชอบ ลงบัญชี/ทะเบียนมิชอบ เบิกจ่ายมิชอบ ตรวจสอบพัสดุมิชอบ (เจ้าหน้าที่ทำสัญญาซื้อขาย ผู้กระทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำผิดเป็นผู้บังคับบัญชา และผู้บริหารการเงินและการคลัง รับโทษชั้น 4)
  • กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) 
    • พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2554) มาตรา 84 กำหนดว่า  “ภายใต้บังคับมาตรา 19 การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้กล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินห้าปี”
    • คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัย ผู้ฟ้องคดีเฉพาะความผิดฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่” หรือ “ร่ำรวยผิดปกติ” เท่านั้น ไม่รวมความผิดฐานอื่น
    • พ.ร.บ. จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 จัดตั้งขึ้นเนื่องจากคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ปัจจุบันได้ทวีความรุนแรง จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดินเป็นจำนวนมาก มีผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางสังคม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
  • ความรับผิดชอบทางด้านวินัย
    • การดำเนินการทางวินัย หรือการสั่งลงโทษทางวินัย มิได้จำกัดแต่เพียงการปฏิบัติในหน้าที่ราชการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการควบคุมความประพฤติหรือพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่มีผลกระทบมาถึงหน้าที่ราชการ ภาพพจน์ชื่อเสียงของหน่วยงานราชการหรือองค์กรด้วย
    • ความผิดทางวินัย เช่น ข้อหากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ข้อหากระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และข้อหาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (ประพฤติชั่ว ได้แก่ เสพสุรา ปลอมแปลงเอกสาร ชู้สาว ยาเสพติด การพนัน ลอกผลงานทางวิชาการ ทุจริต ลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง เรียกเงิน)
  • ข้อควรระมัดระวัง
    • การปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่อาจอ้างความไม่รู้ ให้พ้นผิด
    • อ้างว่าได้ทวงถามเรื่องด้วยวาจา โดยไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาล .. ศาลไม่รับฟัง
    • ม่มา-และไม่ลา : วันปิดภาคเรียน คือวันหยุดพักผ่อนของนักเรียน ซึ่งสถานศึกษาอาจอนุญาตให้ข้าราชการหยุดพักผ่อนด้วยก็ได้ แต่ถ้ามีราชการจำเป็น ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการ เหมือนการมาปฏิบัติราชการตามปกติ หากไม่มาปฏิบัติราชการโดยไม่ยื่นใบลา ถือว่าเป็นการขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน จึงชอบด้วยกฏหมาย พิพากษายกฟ้อง

เครื่องมือวิเคราะห์การตลาด (Marketing)

การตลาด (Marketing) คือ กระบวนการของการสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการไปยังลูกค้า เป็นกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ที่ทำให้ลูกค้าหรือผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ และในขณะเดียวกัน องค์กรสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีความยั่งยืน

การตลาดเป็นกลยุทธ์หรือเครื่องมือในการแข่งขันทางธุรกิจที่สำคัญ เป็นระบบแลกเปลี่ยนความพึงพอใจซึ่งกันและกัน และเป็นระบบที่มีการแข่งขันเพื่อให้ได้รับเลือก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาความต้องการหรือความคาดหวังของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย และกำหนดกลยุทธ์ด้วยเครื่องมือต่างๆ  ดังนี้

เครื่องมือวิเคราะห์ทางการตลาดที่สำคัญ

  1. PESTLE  (PESTEL) Analysis การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก 6 ด้าน ที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจ
    1. P=Political (การเมือง)
    2. E=Economic (เศรษฐกิจ)
    3. S=Social (สังคม)
    4. T=Technological (เทคโนโลยี)
    5. L=Legal (กฎหมาย)
    6. E=Environmental (สิ่งแวดล้อม)
  2. Porter’s Five Forces Analysis การวิเคราะห์พลังกดดัน 5 ด้าน
    1. Bargaining power of Buyers (อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ)
    2. Bargaining power of Suppliers (อำนาจการต่อรองของผู้ส่งมอบปัจจัยการผลิต)
    3. Threat of new entrants (ภัยคุกคามจากผู้ประกอบการรายใหม่)
    4. Threat of substitutes (ภัยคุกคามจากผลิตภัณฑ์ทดแทน)
    5. Competitive Rivalry (การแข่งขัน)
  3. Competitive Position Analysis การวิเคราะห์ตำแหน่งในการแข่งขันและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์  นำปัจจัยต่างๆ มาสร้างเป็นเมทริกซ์ (Competitive Matrix)  เพื่อวิเคราะห์ว่าเราและคู่แข่งของเรา อยู่ตรงตำแหน่งไหนในสนามการแข่งขัน

เครื่องมือทางธุรกิจที่สำคัญ

  1. Value Proposition (VP) คุณค่านำเสนอต่อลูกค้า และคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ  เป็นการส่งมอบคุณค่าของเราให้สอดรับกับความต้องการลูกค้า โดยคำนึงถึงส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix) 4P หรือ 7P ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
    1. ผลิตภัณฑ์ (Product)
    2. ราคา (Price)
    3. ช่องทางการจัดจำหน่ายและส่งมอบ (Place)
    4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion)
    5. บุคคล (People)  หรือ พนักงาน (Employee)
    6. การสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ (Physical evidence and presentation)
    7. กระบวนการ (Process)
  2. SWOT Analysis การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม จุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาสพัฒนา (Opportunity) อุปสรรค/ สิ่งคุกคาม (Threat) และการวิเคราะห์ประเมิน SO-จุดแข็งและโอกาส WO-จุดอ่อนและโอกาส ST-จุดแข็งกับอุปสรรค/สิ่งคุกคาม และ WT-จุดอ่อนกับอุปสรรค/สิ่งคุกคาม เพื่อเลือกแนวทางกลยุทธ์

กลยุทธ์ในการวางแผนการตลาด (Marketing Plan)

  1. Define your brand กำหนดนิยาม ให้คำจำกัดความของ “แบรนด์” ให้ชัดเจนว่า อะไรคือวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร อะไรคือคุณค่าที่นำเสนอต่อลูกค้า (Value Proposition) และให้ตรงกับที่ลูกค้าต้องการ และอะไรคือจุดยืนทางการตลาด (Positioning) ของสินค้าและบริการของเรา
  2. Identify your customer รู้จักลูกค้าคนสำคัญ โดยเฉพาะ 3 รายแรก ในเรื่องของข้อมูลพื้นฐานทางประชากรศาสตร์ (Demographic Profile) ทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรม ความสนใจ ความต้องการ และรูปแบบในการดำเนินชีวิต (Lifestyle) ที่อยู่ของลูกค้า เหตุผลที่ชอบและตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของเรา
  3. Understand your competitors รู้จักคู่แข่งขัน โดยเฉพาะ 3 รายแรก ในด้านต่างๆ โดยละเอียด เช่น ประวัติความเป็นมา สถานที่ตั้ง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จุดแข็ง จุดอ่อน จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ และความแตกต่างที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
  4. Analyse your business วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสพัฒนา ภัยคุกคาม ขององค์กร ด้วย SWOT Analysis
  5. Define your difference อะไรคือ จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์  (Unique Selling Point: USP) ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขัน ซึ่งจะต้องสามารถแสดงให้เห็นได้ด้วยวิธี Elevator Pitch หรือการนำเสนอไอเดียธุรกิจอย่างรวดเร็วภายในเวลา 30 หรือ 60 วินาที
  6. Map your customers’ journey ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า ในประเด็นของความตั้งใจ ความตระหนักรู้ (Attention) ความสนใจ (Interest) ความต้องการ (Desire) การตัดสินใจซื้อ (Action) และความจงรักภักดีต่อสินค้าและการบริการ (Loyalty)
  7. Create your action plan กำหนดผนปฏิบัติการด้านต่างๆ เช่น แผนงบประมาณด้านการตลาด กำหนดทีมการตลาดและผู้รับผิดชอบกิจกรรม/โครงการ กำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ กลยุทธ์ในการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และกลยุทธ์บริการหลังการขาย เป็นต้น
  8. Monitoring, measuring and improving  ติดตามตรวจสอบ ประเมินผลความสำเร็จของแผนปฏิบัติการ การทำกิจกรรมต่างๆ ทางการตลาด และหาทางพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง :  Tools for marketing. Oxford University Innovation Ltd.

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 4)

ถานที่แห่งที่ 4 : NUS Enterprise – มหาวิทยาลัย National University of Singapore

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ วันแรก ได้ไปดูงาน 3 แห่ง คือ 1) NTUitive Pte Ltd.  2) A*STAR ETPL  และ 3) ACSEP, NUS Business School สำหรับวันที่สอง สถานที่แรกที่จะได้ดูงาน คือ NUS Enterprise มหาวิทยาลัย National University of Singapore

Screen Shot 2559-11-12 at 5.05.32 PM.png

Prof. Poh Kham WONG ผู้อำนวยการ NUS Entrepreneurship Centre ให้การต้อนรับ และนำชมสถานที่โดยรอบ เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในลักษณะของ co-working space ที่เรียกว่า “The HANGER”

THE HANGER by NUS Enterprise … Where the entrepreneurial journeys take flight.

ยอมรับว่า เป็นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้จริงๆ ผู้คนที่นี่เป็นนักวิจัยและผู้ประกอบการเข้ามาสนทนาพูดคุยกัน มีร้านกาแฟ มีห้องประชุมสัมมนากลุ่มย่อย สังเกตเห็นได้ชัดว่า คนที่มาทำงานในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่าง NUS ล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถ หลายคนเป็นนักวิจัยที่เดินทางมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้รับการชักชวนให้มาทำงานที่สิงคโปร์ โดยได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนสูง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และที่สำคัญคือเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง

NUS Enterprise มีภารกิจดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 1) Generating Pipelines : เพิ่มมิติด้านความเป็นผู้ประกอบการเข้าไปตลอดเส้นทางการเรียนการสอนและการวิจัย ของอาจารย์ นักศึกษา รวมทั้งศิษย์เก่า  2) Supporting Start-ups : สร้างบรรยากาศที่จะฟูมฟักคนรุ่นใหม่ให้มีกระบวนการทางความคิดแบบผู้ประกอบการ และทำธุรกิจได้ 3) Cultivating Innovation : จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อส่งเสริมการเกิดนวัตกรรมและ entrepreneurship เช่น การจัดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรม  InnovFest UnBound  การจัดงานประกวด  DBS-NUS Social Venture Challenge Asia  การจัดตั้ง Industry Liaison Office เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ การจัดทำพื้นที่  incubation space ทั้งแบบที่เป็น on campus (The HANGER) และ off campus (BLK71) เป็นต้น

BLK71  (Block 71) เป็น coworking, events and community space ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จากเดิมเป็นตึกโรงงานเก่าๆ ได้นำมาแปรสภาพ ทำเป็นพื้นที่ทางธุรกิจ ปัจจุบันมีบริษัท start-up เข้ามาตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก

 

 

 

 

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 3)

ถานที่แห่งที่ 3 : Asia Centre for Social Entrepreneurship & Philanthropy (ACSEP), NUS Business School

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ สถานที่แห่งแรกที่ได้ไปดูงานคือ NTUitive Pte Ltd.  สถานที่แห่งที่ 2 คือ A*STAR ETPL  ส่วนสถานที่แห่งที่ 3 คือ ACSEP, NUS Business School

เมื่อเดินทางไปถึง NUS Business School คณะผู้บริหารของสถาบันพากันมาต้อนรับคณะของเราอย่างอบอุ่นมาก คณาจารย์ของที่นั่นเป็นคนเก่งที่มาจากหลากหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน ยุโรป อเมริกา และมีอาจารย์คนไทยด้วย และหลังจากที่ Vice Dean ได้กล่าวต้อนรับและให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรและงานวิจัยของที่นี่แล้ว Dr. Weina Zhang, Research Director ของโครงการ  ACSEP ได้มาเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของสถาบันให้พวกเราฟัง

Screen Shot 2559-11-12 at 4.41.15 PM.png

วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เป็นกิจการที่ไม่ได้หวังผลกำไรเป็นหลักเหมือนธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการประกอบกิจการเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและเพื่อความยั่งยืนของสังคมชุมชน  โครงการ ACSEP  จัดประชุมวิชาการ  International Symposium on Social Entrepreneurship เป็นประจำทุกปี มีทุนวิจัยให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทออกไปทำวิจัยและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทางด้านวิสาหกิจเพื่อสังคมและองค์กรการกุศลจากทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย

screen-shot-2559-11-12-at-4-14-50-pm

งานวิจัยที่นี่ ทำอย่างจริงจังมาก เมื่อปี 2016 ได้เคยสำรวจความคิดเห็นของชาวสิงคโปร์ทั้งประเทศ ถึงความรับรู้และความเข้าใจ คำว่า Social Enterprise ในลักษณะของ Public Perception Survey ผลปรากฎว่าชาวสิงคโปร์ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของวิสาหกิจเพื่อสังคมว่าคืออะไรสักเท่าไหร่  นอกจากนั้น เมื่อปี 2015 เคยไปจัด workshop ที่กรุงเทพมหานคร เรื่อง Social Impact Assessment ให้กับสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) หรือ Thai Social Enterprise Office (TSEO)  ซึ่งทำงานภายใต้แผนงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เพิ่งทราบข่าวว่า สกส. ได้ปิดสำนักงานไปแล้วเนื่องจากสิ้นสุดงบประมาณ และรอให้พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ประกาศใช้  (ปัจจุบันราชกิจจานุเบกษาว่าด้วยการยกเว้นภาษี “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกาศแล้ว ที่เว็บไซต์ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/A/076/13.PDF)

Information Literacy Framework

กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) มีมากมายหลายทฤษฎี เช่น P21, ALA, SCONUL, CLIP, UNESCO, ACT21S ฯลฯ โลกเปลี่ยนไป  ทำให้ทฤษฎี IL รุ่นใหม่ๆ มีความซับซ้อนตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

บันทึกเรื่องนี้ไว้ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) ตามกรอบแนวคิดของ The Association of College and Research Libraries (ACRL), American Library Association (ALA) รุ่นล่าสุด http://www.ala.org/acrl/standards/ilframework ซึ่งประกอบด้วย 6  ข้อ คือ

1) Authority is Constructed and Contextual

ตระหนักถึงที่มาของข้อมูล ว่ามาจากไหน ใครเป็นผู้เขียนและตีพิมพ์เผยแพร่ มีความรอบรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขียนเพียงใด อะไรคือวัตถุประสงค์ของการเขียน  ข้อมูลน่าเชื่อถือได้แค่ไหน  อย่างไรก็ตาม ความรอบรู้และความเชี่ยวชาญในเนื้อหาของข้อมูลดังกล่าว ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล รวมทั้งวิธีคิด โลกทัศน์ มุมมอง และบริบทที่แตกต่างกันด้วย

2) Information Creation as a Process

การสร้างข้อมูลเป็นกระบวนการ ให้พิจารณาลักษณะของแหล่งข้อมูล ซึ่งจะบ่งชี้ว่าข้อมูลดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาอย่างไรและเพื่อใคร  การรับรู้ข้อมูลที่สร้างขึ้น อาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการนำเสนอและวิธีการสื่อสารข้อมูลนั้นๆ

3) Information Has Value

ข้อมูลมีคุณค่า เจ้าของข้อมูลอาจเปิดโอกาสให้นำไปใช้งานได้ในระดับต่างๆ  ดังนั้นผู้ใช้ข้อมูลจึงควรให้เครดิตแก่ผู้สร้างข้อมูลนั้นๆ โดยการอ้างอิงแหล่งที่มา

4) Research as Inquiry

การวิจัยคือวิธีการสืบสวน สอบสวน และการสำรวจเพื่อแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ  การตั้งคำถาม การสนทนา การโต้เถียงกันเพื่อหาคำตอบ

5) Scholarship as Conversation

กระบวนการทางวิชาการจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สร้างและผู้ใช้ข้อมูลเข้าร่วมวงสนทนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างผู้สร้างข้อมูลและผู้ใช้ข้อมูล และอ้างอิงข้อมูลซึ่งกันและกัน

6) Searching as Strategic Exploration

แหล่งข้อมูลมีความแตกต่างกัน ทั้งเนื้อหา รูปแบบ แปรผันไปตามขอบเขต ความเกี่ยวข้อง และความต้องการข้อมูลในขณะนั้น ดังนั้น วิธีการสืบค้นข้อมูลต้องมีความยืดหยุ่น  ไม่ใช้วิธีการที่ตายตัว การสืบค้นครั้งแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสำรวจ วิธีการสืบค้นข้อมูลเป็นการตั้งคำถามเพื่อแสวงหาข้อมูลอย่างมีกลยุทธ์ โดยแปรเปลี่ยนไปตามความต้องการ เช่น อะไรคือขอบเขตของข้อมูล ชนิดของข้อมูลที่ต้องการเป็นแบบใด ใครเป็นผู้ผลิตข้อมูลนั้น เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะมหาวิทยาลัยมหิดล

ทำงานเป็นคณะกรรมการวิชาการบัณฑิตศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหิดล และบางครั้งมีโอกาสพิจารณาประวัติและผลงานของผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกหลายท่าน ที่มีผู้เสนอให้แต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก หรืออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม เวลาพิจารณา มักจะอ่านจากเอกสารที่ทางบัณฑิตวิทยาลัยส่งมาให้ และจะค้นหาเพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ตด้วย

จึงเห็นว่า ประเทศไทยนี้แสนดีนัก มีคนดีคนเก่ง ในสาขาวิชาต่างๆ อยู่มาก วันนี้ได้มีโอกาสอ่านประวัติไปแล้ว 3 ท่าน ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ในสาขาวิชาอาชญาวิทยา ทัณฑวิทยาและงานราชทัณฑ์ สาขาการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ (Science Communication) สาขาพุทธศาสนา จิตตปัญญาศึกษา และการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ทั้ง 3 ท่านแม้ไม่ได้มีอาชีพเป็นครูบาอาจารย์โดยตรง แต่ก็มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างยิ่ง และหลายท่านเป็นผู้มีคุณธรรมจริงๆ

ดีใจจัง ที่ได้ทำงานแบบนี้ … หายโง่ขึ้นเยอะเลย