ห้องสมุด กับ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

บันทึกนี้ เป็นการสรุปแนวความคิดเรื่อง การพัฒนาห้องสมุดให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) 17 ประการ ขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN 2030 Agenda โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ Libraries, Development and the United Nations 2030 Agenda ซึ่งจัดทำโดยสหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (IFLA) และอ้างอิงข้อมูลจากบทความเรื่อง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการของสหประชาชาติเพื่อโลกอนาคต ของ รศ.ดร. สยาม อรุณศรีมรกต เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของห้องสมุด และให้ห้องสมุดได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโลกใบนี้ ให้เป็นโลกที่น่าอยู่และมีความยั่งยืนตลอดไป

IFLA.JPG        SDG

เป้าหมายที่ 1: NO POVERTY: End poverty in all its forms everywhere (การขจัดความยากจนทุกรูปแบบ) 

Libraries, by providing access to information and skills, help provide opportunities for
people to improve their own lives and support informed decision-making by governments, communities and others to provide services and support that reduce poverty and improve the prosperity of people everywhere.

เป้าหมายที่ 2: ZERO HUNGER: End hunger, achieve food security and improved
nutrition and promote sustainable agriculture (การขจัดความหิวโหย มีความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน)

Libraries including specialist agricultural libraries and extension services
provide access to research and data on crops, market information and
farming methods that supports resilient, productive agriculture.

เป้าหมายที่ 3: GOOD HEATLH AND WELL-BEGING : Ensure healthy lives
and promote well-being for all (การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี)

Medical libraries, hospital libraries and other libraries are essential providers of
access to medical research that supports improved public health outcomes. Public access to health information in all libraries helps people to be better informed about their own
health and to stay healthy

เป้าหมายที่ 4: QUALITY EDUCATION: Ensure inclusive and equitable quality
education and promote lifelong learning opportunities
for all (การศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียม ทั่วถึง และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต)

Libraries are at the heart of schools, universities and colleges in every country around
the world. Libraries support literacy programmes, provide a safe space for learning,
and support researchers to reuse research and data to create new knowledge.

เป้าหมายที่ 5: GENDER EQUALITY: Achieve gender equality and empower
all women and girls (ความเท่าเทียมทางเพศ ให้อำนาจแก่สตรีและเด็กหญิง)

Libraries support gender equality by providing safe meeting spaces, programmes
for women and girls on rights and health, and ICT and literacy programmes support
women to build their entrepreneurial skills.

เป้าหมายที่ 6:  CLEAN WATER AND SANITATION : Ensure access to water
and sanitation for all (การเข้าถึงการใช้น้ำสะอาดและสุขาภิบาลที่ดี)

เป้าหมายที่ 7: AFFORABLE AND CLEAN ENERGY: Ensure access to
affordable, reliable, sustainable and modern energy
for all (การเข้าถึง
พลังงานที่มั่นคงและสะอาด)

Libraries provide public access to information on water, energy usage and sanitation.
Many public and community libraries around the world are the only place where people
can get reliable access to light and electricity to read, study and apply for a job.

เป้าหมายที่ 8: DECENT WORK AND ECONOMIC GROWTH: Promote inclusive and sustainable economic growth, employment and decent work for all (การส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณค่าเพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ)

Public access to ICT and training at libraries enables people to apply for jobs. Skilled library staff can help people with online applications, writing support materials and finding the right job.

เป้าหมายที่ 9: INDUSTRY, INNOVATION, AND INFRASTRUCTURE: Built resilient infrastructure, promote sustainable industrialization and foster innovation (การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืนและมีนวัตกรรม)

Libraries are at the heart of research and academic life. They provide access to high
speed Internet, research infrastructure and skilled professionals. In many countries,
public and educational libraries are the major or only providers of public internet access
at low or no cost, a critical means of increasing connectivity.

เป้าหมายที่ 10: REDUCED INEQUALITIES: Reduce inequality within and among
countries (การลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ)

Equitable access to information, freedom of expression, freedom of association and assembly, and privacy are central to an individual’s independence. Libraries help to reduce inequality by providing safe, civic spaces open to all located in urban and rural areas across the world.

เป้าหมายที่ 11: SUSTAINABLE CITIES AND COMMUNITIES: Make
cities inclusive, safe, resilient and sustainable (การตั้งถิ่นฐานและชุมชนที่มีความยั่งยืน)

Libraries have an essential role in safeguarding and preserving invaluable documentary
heritage, in any form, for future generations. Culture strengthens local communities and
supports inclusive and sustainable development of cities

เป้าหมายที่ 12: RESPONSIBLE CONSUMPTION AND PRODUCTION (การส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม)

เป้าหมายที่ 13: CLIMATE ACTION: Take urgent action to
combat climate change and its impacts (การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสถาพภูมิอากาศ)

เป้าหมายที่ 14:  LIFE BELOW WATER: Conserve and sustainably use the oceans,
seas and marine resources (การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทะเล)

เป้าหมายที่ 15:  LIFE ON LAND: Sustainable manage forests, combat desertification, halt and reverse land degradation, halt biodiversity loss  (การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางบก รักษาระบบนิเวศ ยับยั้งความสูญเสียของความหลากหลายทางชีวภาพ)

Libraries are sustainable institutions; they share resources in the community and
internationally and ensure everyone has access to information. All libraries play
a significant role in providing access to data, research and knowledge that supports
informed research and public access to information about climate change, and a key role
in the preservation of indigenous knowledge – which includes local decision-making about fundamental aspects of life including hunting, fishing, land use, and water management.

เป้าหมายที่ 16:  PEACE AND JUSTICE STRONG INSTITUTIONS: Promote
just, peaceful and inclusive societies (การสร้างสังคมที่มีสันติสุข ยุติธรรม และมีสถาบันทางสังคมที่มีความเข้มแข็ง)

To realise access to information fully, everyone needs both access and skills to use
information effectively as outlined in the Lyon Declaration on Access to Information and
Development. 27 Libraries have the skills and resources to help governments, institutions and individuals communicate, organise, structure and use information effectively for development.

เป้าหมายที่ 17:  PARTNERSHIP FOR THE GOALS: Promote
just, peaceful and inclusive societies ( การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกระดับ ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน)

Libraries provide a global network of community-based institutions ready to support national development plans locally and nationally, and a resource for improved decision-making.

report-cover-4

นอกจากนั้น สหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (IFLA)  ร่วมกับ Technology & Social Change Group (TASCHA), University of Washington Information School ยังได้จัดทำรายงานที่มีชือว่า DA2I (Development and Access to Information) เพื่อแสดงให้เห็นว่า การเข้าถึงสารสนเทศและห้องสมุดอย่างเสรี มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGFs) ได้อย่างไร สำหรับในรายงาน DA2I ปี 2017 จะเน้นการสนับสนุน SDGs 4 เป้าหมาย คือ เป้าหมายที่ 2 (Zero Hunger) เป้าหมายที่ 3 (Good Health and Well-being) เป้าหมายที่ 5 (Gender Equality) และเป้าหมายที่ 9 (Industry, Innovation and Infrastructure)

ห้องสมุดต่าง ๆ จากทั่วโลก สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติทั้ง 17 ประการได้ โดยการส่งเรื่องเล่ากิจกรรมของตนในลักษณะ  SDG Storytelling เข้ามาในเว็บไซต์  IFLA Library Map of the World เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ของตนให้แก่ห้องสมุดอื่น ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของโลก

Capture.JPG

 

โฆษณา

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีห้องสมุด ในปี 2019

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2562 ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมประชุม EBSCO Advisory Board Meeting 2019 ที่โรงแรมเชอราตัน เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีผู้บริหารหอสมุดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จากประเทศในแถบเอเซีย ได้แก่ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เลบานอน อินเดีย บังคลาเทศ และไทย เข้าร่วมหารือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันประมาณ 30 กว่าท่าน ได้เกร็ดความรู้และแนวโน้มใหม่ๆ ของห้องสมุด มาเล่าให้ฟัง ดังนี้ค่ะ

EBSCO.jpg

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของวารสาร จาก Subscription-based มาเป็น Open Access 

ความเคลื่อนไหวในระดับนโยบายที่สำคัญของแหล่งสนับสนุนทุนวิจัยในยุโรปและอเมริกา มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบ Scholarly Communication เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโครงการของ EU science funding ได้แก่  Horizon 2020  (The EU Framework Programme for Research and Innovation) และ Horizon Europe (The next research and innovation framework programme: 2021-2027) รวมทั้งโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยระดับโลก ที่ให้การสนับสนุนแนวคิด open access ได้แก่ โครงการ  OA2020  และโครงการ Plan S ของ Science Europe นอกจากนั้น ในปี 2019 เป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก เมื่อกลุ่มมหาวิทยาลัย University of California (UC)  ทั้ง 10 campuses พร้อมใจกันประกาศยกเลิกการบอกรับวารสาร ScienceDirect ของสำนักพิมพ์ Elsevier ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่และมีผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจาก UC มีผลงานวิจัยตีพิมพ์อยู่ในวารสาร ScienceDirect จำนวนมาก ปีละหลายหมื่นเรื่อง สาเหตุที่การเจรจาล้มเหลว เนื่องจาก UC ต้องการให้ผลงานวิจัยทั้งหมดของมหาวิทยาลัย ที่ตีพิมพ์ใน ScienceDirect เปิดเสรีแบบ Open Access แต่ทาง Elsevier ไม่ยินยอม อย่างไรก็ตาม ทางหอสมุดมหาวิทยาลัย UC ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เป็นอย่างดี โดยมีผู้นำในเรื่องนี้ คือ Jeffrey K. MacKie-Mason (University Librarian, Chief Digital Scholarship Officer, professor in UC Berkeley School of Information, Department of Economics) มีการประกาศนโยบาย Open Access Policies อย่างชัดเจน มีแผนปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานวิจัย และบริหารจัดการข้อมูลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอย่างครบวงจร ตามที่ประกาศไว้บนเว็บไซต์ Office of Scholarly Communication เรียกได้ว่าเป็น New Horizon เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม UC ไม่ใช่สถาบันแห่งเดียวที่ยกเลิกการบอกรับวารสาร ScienceDirect ของสำนักพิมพ์ Elsevier ในปี 2015 ประเทศกรีซและประเทศรัสเซีย ไม่ต่ออายุการบอกรับ เนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณและราคาที่สูงมากเกินไป ปี 2016 ประเทศฟินแลนด์ เริ่มมีการ boycott  เมื่อปี 2018 ประเทศเยอรมนี ประเทศสวีเดน  ประเทศเปรู และประเทศไต้หวัน  ยกเลิกการบอกรับ และล่าสุดปี 2019 ได้แก่ University of California สหรัฐอเมริกา และประเทศนอร์เวย์ ยกเลิกการบอกรับ หลายประเทศประสบปัญหาในการเจรจากับ Elsevier รวมทั้งประเทศไทยซึ่งลดจำนวนการบอกรับลงไป ในปี 2019 ด้วยเช่นกัน

ตอบข้อคำถามว่า แล้วนักวิจัยจะอยู่อย่างไร เป็นที่ทราบกันดีว่า ในยุคนี้ มีแหล่งข้อมูลจำนวนมาก ทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ที่นักวิจัยสามารถไปหาบทความฉบับเต็มได้  ด้วยการใช้เครื่องมือสืบค้นและดาวน์โหลดบทความจาก Online repositories ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต เช่น  Google Scholar, Unpaywall, Open Access Button, Sci-Hub เป็นต้น หรืออาจขอบทความจากผู้แต่งโดยตรงผ่าน ResearchGate, Academia.edu, Mendeley หรือใช้บริการ interlibrary loan ระหว่างห้องสมุด หรือซื้อบทความแบบ pay per view จากสำนักพิมพ์วารสาร

อย่างไรก็ตาม บริษัท Elsevier มีความพยายามจะรุกเข้ามาดำเนินธุรกิจด้านคลังสารสนเทศสถาบัน (Institutional Repositories) ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการเข้าซื้อกิจการของ SSRN (Social Science Research Network) และ Digital Commons ของ Bepress (ริเริ่มก่อตั้งโดย UC Berkeley) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ให้บริการ free, full-text scholarly articles จากคลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลก  และให้บริการ API  (Application programming interface) เพื่อทำการเชื่อมโยงข้อมูลจาก ScienceDirect ไม่ยัง Institutional Repositories ของสถาบัน

ระบบห้องสมุด Integrated library systems (ILS)Library services platforms (LSPs) 

จากรายงาน Library Systems Report 2018 ของ American Library Association (ALA) ซึ่งกล่าวถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ใช้สำหรับระบบบริหารจัดการทรัพยากรและการบริการห้องสมุด พบว่า ระบบห้องสมุดอัตโนมัติหรือ Integrated library systems (ILS) แบบดั้งเดิม ที่มีลักษณะเป็น web-based interface และ client-server technologies มีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปเป็น Library services platforms (LSPs) ที่เป็น Software as a Service (SaaS) ทำงานบน Cloud ด้วย open source software และเปิดโอกาสให้ใช้ API  ในการเชื่อมโยงเพื่อทำงานต่อยอด โดยคำนึงถึง User Inteface (UI) / User Experience (UX) เป็นสำคัญ 

ระบบ ILS / LSPs ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่

  • WorldShare Management Services (WMS) ของ OCLC ซึ่งจะทำงานร่วมกับ WorldCat, WorldShare interlibrary loan (ILL), และ Digby mobile app.  
  • FOLIO (The Future of Libraries is Open) ของ EBSCO
  • Alma ของบริษัท Ex Libris (ProQuest) ซึ่งเป็น cloud-based และใช้ metadata framework แบบใหม่ BIBFRAME แทน MARC, Dublin Core 
  • BLUEcloud LSP ของ SirsiDynix
  • Sierra ILS และ VTLS Open Skies ของ Innovative Interfaces
  • Koha – Open Source ILS ของ LibLime

ระบบเปิดอื่น ๆ ที่เป็น Open API และทำงานร่วมกับ FOLIO ภายใต้ Open Library Foundation ได้แก่  OLE (Open Library Environment), GOKb (The Global Open Knowledgebase),  ReShareVuFindCORAL (Electronic resource management system), EBSCO Knowledge Base Services (EBSCO API) อาทิ HoldingsIQ, LinkIQ, ResourceIQ, UsageIQ เป็นต้น

ระบบบริการ Discovery services แบบ Single Search ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่

  • EBSCO Discovery Service (EDS) 
  • OCLC’s WorldCat Discovery Service (ของ OCLC)
  • Primo Central (ของ Ex Libris / ProQuest)
  • Summon (ของ ProQuest)

ระบบ Resource Access  / Authentication ที่ใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่

  • IP address authentication
  •  EZProxy ของ OCLC
  • OpenAthens
  • OAuth / OpenID / OpenID Connect
  • Single sign-on (SSO) 
  • RA21 : Resource Access for the 21st Century

ระบบ Electronic Resource Management  (ERM) 

  • E-resource access and management services (ERAMS) 
  • CORAL – An Open Source Electronic Resource Management System
  • Telemetry (เทคโนโลยีการตรวจวัดระยะไกลอัตโนมัติ)
  • Data Analytics (for Library impact and student outcomes)
  • DRM-Free eBooks (Digital Rights Management)
  • GOBI  : books & e-books acquisition tool การเลือกซื้อหนังสือใช้นโยบาย evidence based decision making / evidence-based collection development / evidence-based acquisition (EBA) และ Demand-Driven Acquisitions (DDA)

ระบบ Digital Preservation 

Research Workflows from 101 Innovations in Scholarly Communication

workflows-digital-science1

workflows-elsevier

workflows-microsoft2

workflows-open-science

 

หนีฝุ่น pm 2.5 ไประยอง

บ่ายวันพุธที่ 30 มกราคม 2562  ได้มีการประกาศหยุดการเรียนการสอนของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดปริมณฑล เนื่องจากหลายเดือนที่ผ่านมา ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในบรรยากาศทั่วไป เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินมาตรฐาน (50 ไมโครกร้มต่อลูกบาศก์เมตร) อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ  และคาดว่าในอีก 2-3 วันข้างหน้า สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น หากฝนไม่ตก และยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองในบรรยากาศอย่างต่อเนื่องมากเกินไป

มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และบริเวณโดยรอบ ทั้งกรุงเทพฯและนครปฐม มี pm 2.5 เกินมาตรฐานด้วยเช่นกัน  ทำให้สุขภาพของบุคลากรและนักศึกษาเริ่มแย่ มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ  แม้จะพยายามใช้หน้ากากอนามัย N95 ป้องกันฝุ่นละอองแล้วก็ตาม เมื่อใช้ Air4Thai app. ตรวจสอบ ปรากฎวงสีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) และวงสีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) ทั่วทั้งภาคกลาง อย่างไรก็ตาม สังเกตว่า มีจังหวัดเดียวในเขตภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก ที่เป็นวงสีเหลือง (คุณภาพดีปานกลาง) คือ จังหวัดระยอง ดังนั้น ภายหลังจากมีการประกาศหยุดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานเป็นเวลา 2 วัน ผู้เขียนจึงตัดสินใจอพยพออกจากกรุงเทพฯ และศาลายา ขับรถมุ่งหน้าไประยอง เนื่องจากเริ่มมีอาการทางเดินหายใจติดขัด และอาการภูมิแพ้กำเริบบ้างแล้ว

2    3.JPG

การเดินทางจากศาลายา ใช้ทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี และเลี้ยวซ้ายเข้าทางด่วนศรีรัช วงแหวนรอบนอก มุ่งหน้าไปทางถนนพระราม 9 เข้าสู่ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) ไปยังจังหวัดชลบุรี สังเกตว่า ค่าฝุ่นละออง pm 2.5 ก็ยังสูงต่อเนื่องไปจนถึงบางแสน ศรีราชา ชลบุรี ใน Air4Thai app. ยังปรากฏเป็นวงสีส้มเช่นเดิม จากชลบุรี มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดระยอง ด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 36 (บายพาส ถนนเลี่ยงเมืองพัทยา-ระยอง) หรืออาจจะใช้ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (สุขุมวิท บางนา-ตราด) หรือ 318 เดิมก็ได้ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ หาดแม่รำพึง และหินขาว ซึ่งอยู่บนเส้นแบ่งเขตระหว่างตำบลตะพงและตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง  เมื่อตรวจสอบค่า pm 2.5 ใน Air4Thai app. ที่ตำบลตะพง พบว่ามีฝุ่นละอองในอากาศน้อย ปรากฎเป็นวงสีเขียว ( หมายถึงคุณภาพอากาศดี)

3.PNG    4.PNG

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2562 ตรวจสอบอากาศยามเช้าริมชายหาดอีกครั้ง พบว่า ค่า pm 2.5 ใน Air4Thai app. อยู่ในระดับต่ำ เป็นวงสีฟ้า ซึ่งหมายถึงคุณภาพอากาศดีมาก บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้

จากนั้นได้ขับรถไปตามเส้นทางเลียบชายหาด ไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ที่น่าสนใจในบริเวณนี้ ได้แก่ ตลาดโบราณบ้านเพ ตลาดกลางผลไม้ตะพง ตลาด 100 เสา (ตลาดสินค้าครบวงจรเทศบาลบ้านเพ) หาดแม่พิมพ์ หาดสวนสน บ้านก้นอ่าว สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด และขึ้นเรือ Speed Boat ข้ามไปยังหาดทรายแก้ว เกาะเสม็ด นอกจากนั้น ยังขับรถไปตามเส้นทางหมายเลข 3 (สุขุมวิท-เมืองระยอง) เข้าไปสำรวจภายในตัวเมืองด้วย พบว่า จังหวัดระยอง เป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจดี อาคารร้านค้าทันสมัย บ้านเมืองเจริญ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ทั้งอาหารทะเลและผลไม้ และมีอากาศดี ฝุ่นละออง pm 2.5 อยู่ในระดับต่ำ ปลอดภัยต่อสุขภาพ — วันหลังจะหาโอกาสกลับมาเยือนอีกครั้งค่ะ

หินขาว หาดแม่ระพึง6

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง11

หาดทรายแก้ว เกาะเสม็ด12 

บนเรือข้ามฟากจากบ้านเพ ไปเกาะเสม็ด ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร13

หาดแม่พิมพ์ หาดสวนสน15

อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด

สถานการณ์ปัจจุบันของ UniNet (พ.ศ. 2562)

สรุปประเด็นที่น่าสนใจ ที่ได้รับจากการฟังบรรยาย เรื่อง “UniNet พบมหาวิทยาลัย” โดย รศ.ดร. สมศักดิ์ มิตะถา ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา  ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “การดำเนินกิจกรรมบนระบบเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา” WUNCA ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 23-25 มกราคม 2562 ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

UNINET.JPG

เครือข่าย University Network (UniNet) เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2539 เป็นระยะเวลากว่า 20 ปี  และในปี 2562 นี้ ขยายขอบเขตและบูรณาการเป็นระบบเครือข่ายการศึกษาแห่งชาติ National Education Network (NedNet) มีสมาชิกเครือข่าย 10,762 แห่ง จากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. มหาวิทยาลัยในสังกัด สกอ. หน่วยงานวิจัยและสถานศึกษาอื่น ๆ เพื่อรองรับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ด้วยความเร็ว 100 Gbps และเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานของ UniNet ให้เป็นหน่วยงานอยู่ภายใต้กำกับของ สกอ. ในรูปแบบ หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ SDU (Service Delivery Unit) เพื่อรองรับการให้บริการของสถาบันการศึกษาทั้งในและนอกหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการ

การให้บริการของ UniNet/NedNet ในลักษณะ Knowledge Network

  1. โครงการเครือข่ายห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาไทย และโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาฐานข้อมูล (ThaiLis) ประกอบด้วย
    • โครงการฐานข้อมูลสหบรรณานุกรมห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาไทย Union Catalog of Thai Academci Libraries (UCTAL)
    • โครงการฐานข้อมูลจัดเก็บเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ Thai Digital Collection (TDC)
    • โครงการบอกรับสมาชิกฐานข้อมูลจากต่างประเทศ (Reference Databases) จำนวน 11 ฐานข้อมูล อาทิ ACM Digital Library, IEEE/IET  Web of Science, ProQuest Dissertation & Theses Global, SpringerLink,  ScienceDirect, EBSCO เป็นต้น
    • โครงการพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติ (AutoLib) 3 ระบบ ได้แก่ Walai AutoLib ของ ม. วลัยลักษณ์, ALIST ของ ม.สงขลานครินทร์ , KMUTT-LM ของ มจธ.
    • โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการวิทยานิพนธ์ Integrated Thesis & Research Management System  (iThesis)
    • โครงการความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา University Common-Access Dataset System (UniCAD) เพื่อเชื่อมโยงระบบคลังความรู้และการอ้างอิงทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา ตั้งแต่ iThesis -> TDC -> Citation Database -> Analytic Tool
  2. โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย Thai Cyber University ได้แก่ หลักสูตรออนไลน์ E-learning และ Thai MOOC
  3. Video Conference Systems ในการประชุมทางไกล (Tele-meeting / Teleconference) การเรียนการสอน (Tele-education) และการเรียนการสอนทางการแพทย์ (Telemedicine)
  4. International Research Network ได้แก่ กิจกรรมที่ดำเนินงานโดยสมาคมเครือข่ายไทยเพื่อการศึกษาวิจัย (ThaiREN), โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติด้าน e-Science, Tele-medicine Thailand ดำเนินการโดย Telemedicine Network Society of Thailand (TENST), ความร่วมมือกับเครือข่ายงานวิจัยอื่นๆ, Asia@Connect, การใช้งาน IPv6, และการใช้งานระบบ eduroam
  5. การบริการบำรุงรักษาสายเคเบิล อุปกรณ์ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

การบำรุงรักษาเครือข่าย ยังไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควรและดูแลไม่ทั่วถึง บางครั้งวงจรเครือข่าย CAT มีปัญหา ทำให้การใช้งานอินทอร์เน็ตขัดข้องโดยเฉพาะตามโรงเรียนต่าง ๆ  ในสังกัด สพฐ. ทางโรงเรียนขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการระบบเครือข่าย อุปกรณ์ชำรุดหรือติดตั้งไม่ถูกต้อง สายเคเบิลชำรุดจากสัตว์กัดแทะ ระบบไฟฟ้าลัดวงจร แนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ ซ่อมแซมอุปกรณ์และสายเคเบิลอย่างต่อเนื่อง จัดทำคู่มือการใช้อุปกรณ์ router ยี่ห้อต่าง ๆ จัดทำระบบ QR code ให้ข้อมูลแนะนำและวิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแก่ทางโรงเรียน ฝึกอบรมให้ความรู้ทางเทคนิค จัดทำ KM แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม Site Visit แนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงาน มีดังนี้

  1. ประยุกต์ใช้ระบบบัตรดิจิทัล E-Wallet ในโทรศัพท์มือถือ เป็นเครื่องมือในการส่งข้อมูลแจ้งปัญหา เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ ออกใบงาน และปฏิบัติงานลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหา
  2. ปรับปรุงการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายสารสนเทศ (Network Operation Center: NOC) โดยนำมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 มาใช้ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของศูนย์ โดยจัดทำแผนดำเนินงานในระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2561-2564)
  3. ใช้ระบบบริการจัดการการให้บริการทางด้านไอที ITIL Framework ซึ่งเป็นวงจรที่ประกอบด้วย Service Strategy -> Service Design -> Service Transition -> Service Operation -> Continual Service Improvement ในการพัฒนา ระบบบริการ Call Center รับแจ้งปัญหาการใช้งานเครือข่ายให้แก่สมาชิก

เมืองอัจฉริยะ (Smart City)

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การดำเนินกิจกรรมบนระบบเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (Workshop on UniNet Network and Computer Application: WUNCA) ครั้งที่ 38 ซึ่งจัดโดย สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) สกอ. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ระหว่างวันที่ 23-25 มกราคม 2562 ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต รายละเอียดของการประชุม ติดตามได้จากเว็บไซต์ https://wunca.uni.net.th/wunca38

pracha

เกร็ดความรู้และประเด็นที่น่าสนใจบางตอน ที่ได้จากการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เรื่องแรก เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับ การพัฒนาภูเก็ตสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดย คุณประชา อัศวธีระ ผู้จัดการสาขาภาคใต้ตอนบน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เข้าใจความหมายของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ซึ่งตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ระยะ 15 ปี (พ.ศ.2558-2573) เป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ “A smart city is an innovative city that uses information and communication or digital technologies and other means to improve quality of life, efficiency of urban operation and services, and competitiveness, while ensuring that it meets the needs of present and future generations with respect to economic, social and environmental aspects.”

smartcity

Smart City ประกอบด้วยองค์ประกอบหรือตัวชี้วัดที่สำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1) Smart Economy 2) Smart Environment 3) Smart Government 4) Smart Living 5) Smart Mobility 6) Smart People

ดังนั้น การทำให้จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะอย่างยั่งยืนได้ ภายในระยะ 4 ปี (2016-2019) จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Smart Tourism, Smart Environment, Smart Healthcare, Smart Education, Smart Governance, Smart Economy, และ Smart Safety จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Public Free WiFi, LoRaWAN, NB-IoT, Internet of Things (IoT) Environment Sensors, City Applications, ระบบ CCTV เพื่อรักษาความปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยทางทะเล (Marine Monitoring) ระบบจัดการเก็บขยะอัจฉริยะ ฯลฯ

ในเง่ของการศึกษา จะต้องสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ (Smart Education) และมีเป้าหมายที่จะเป็น Smart Learning Community ในปี 2020

อย่างไรก็ตาม โครงการพัฒนาให้จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองอัจฉริยะ มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานพอสมควร ทำให้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเท่าที่ควร หากท่านใดสนใจจะศึกษาในกรณีของต่างประเทศ อาจดูตัวอย่างได้จากกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในโครงการ Amsterdam Smart City ซึ่งชนะเลิศอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับของเว็บไซต์ Bee Smart City  ซึ่งเป็นฐานข้อมูลรวมรายชื่อเมืองอัจฉริยะจากทั่วโลก หรือถ้าต้องการดูใกล้บ้าน ก็น่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์  ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น Smart City of 2018 ในงานประชุม Smart City Expo World Congress ตามโครงการ Smart Nation https://www.smartnation.sg/

ปาฐกถา “กองทุนศาสตราจารย์อุทัย ทุติยะโพธิ” 

เกร็ดความรู้ที่ได้รับจากการฟังบรรยายเล่าประสบการณ์ส่วนตัวในเรื่องการอ่านและการเรียนรู้ ของท่าน ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นปาฐกถาในพิธีมอบเงิน 1 ล้านบาทเพื่อ “กองทุนศาสตราจารย์อุทัย ทุติยะโพธิ” เมื่อวันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2561 ณ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ

สมาคมห้องสมุด

ในสมัยเป็นนักศึกษา เรียนที่เมืองนอก มีความเห็นว่าห้องสมุดที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการจริงๆ คือ ห้องสมุดที่เปิด 24 ชั่วโมง ทำงานเขียน paper ได้ทั้งคืน มีอาหารรับประทาน นอนพักงีบได้ มีห้องน้ำให้ใช้ล้างหน้าแปรงฟัน

จากประสบการณ์ที่มีโอกาสได้สะสมองค์ความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ ไว้ในตัว เวลาจะหยิบมาใช้จะสามารถทำได้รอบด้าน การรู้ทั้ง มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์จะทำให้มีความคิดรอบด้านหลายสาขามาก มี logical thinking คิดในเชิงตรรกะ จากวิชาปรัชญา และวิชาคณิตศาสตร์ มีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ creative thinking จากศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม มีความคิดในเชิงวิพากย์ critical thinking จากสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และมีความคิดเป็นระบบ คิดนอกกรอบ lateral thinking จากวิทยาศาสตร์ ความรู้เหล่านี้ที่สะสมไว้ตั้งแต่เด็ก เมื่อถึงจุดหนึ่งจะนำมาใช้ได้

ชัยวัฒน์

ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันอายุ 72 ปี ในสมัยเป็นนักเรียนโรงเรียนเทพศรินทร์ อายุเพียง 15 ปี ท่านเคยเขียนเรียงความชนะการประกวดเรียงความของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วนานถึง 57 ปี แต่ข้อความเหล่านี้ยังคงเป็นอมตะตลอดกาล — “ห้องสมุดที่ดีนั้น จะต้องมี 1) หนังสือดี 2) สถานที่ สิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดี 3) บรรณารักษ์ที่ดี คอยให้บริการ 4) กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ดี

ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เป็นเจ้าของนามปากกา “วินนี่ เดอะ ปุ๊ ” มีผลงานเขียนหนังสือปีละเล่ม ออกตีพิมพ์ต่อเนื่องนานถึง 12 ปี เป็นนักกิจกรรมกระตุ้นคนให้รักการอ่านหนังสือ จัดกิจกรรม “ค่ายนักเขียน” กิจกรรม “อ่านหนังสือดีกับวินนี่ เดอะ ปุ๊” คัดเลือกหนังสือดีสำหรับเยาวชน ที่อ่านสนุก เขียนดี มีคุณค่า จำนวน 124 เล่ม (https://www.slideshare.net/MarueyLibrary/ss-58843541) การสอนการรักหนังสือ การสอนภาษาไทย ไม่ใช่หน้าที่ของบรรณารักษ์ หรือครูสอนภาษาไทย แต่เป็นหน้าที่ของครูทุกสาขาวิชาที่ต้องสอดแทรกเรื่องนี้เข้าไป ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เป็นผู้ที่ชื่นชอบพิพิธภัณฑ์ งานศิลปะ ดนตรี และบทกลอน-บทกวีอีกด้วย ท่านเชื่อว่าศิลปะทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ภายในงานท่านได้กล่าวคำกวี “ความรัก” ของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับฟัง ซึ่งมีความไพเราะมาก มีใจความดังนี้

ความรัก

ความรักไม่ต้องการแค่วันเดียว ความรักไม่ต้องเกี่ยวกับวันไหน
ความรักไม่ต้องมีเวลาใด ความรักไม่ต้องใช้ให้ใครชี้
ความรักไม่ต้องมีข้อวิจารณ์ ความรักไม่ต้องการการกดขี่
ความรักไม่ต้องให้ใครตราตี ความรักไม่ต้องมีเส้นพรมแดน
ความรักไม่ต้องรอข้อพิสูจน์ ความรักไม่ต้องพูดตามแบบแผน
ความรักไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ความรักไม่ต้องแค่นหัวใจคน
ความรักไม่ต้องการการเป็นต่อ ความรักไม่ต้องรอขอเหตุผล
ความรักไม่ต้องย้ำความมีจน ความรักไม่ต้องทนที่จะรัก
ความรักคือหัวใจให้แก่กัน ความรักคือนิรันดร์มั่นสมัคร
ความรักคือศรัทธาสามิภักดิ์ ความรักคือประจักษ์ในใจเรา
ความรักคือนิยายไร้นิยาม ความรักคือความงามใช่ความเหงา
ความรักคือหมอกควันอันบางเบา ความรักคือการเฝ้าเข้าใจกัน
ความรักคือสำเนียงเสียงปลอบปลุก ความรักคือความทุกข์และสุขสันต์
ความรักคือเสน่หาสารพัน ความรักความฝันอันตราตรู
ความรักคือศิลปะของหัวใจ ความรักคือสายใยโยงใจอยู่
ความรักคือการให้ไม่หมายรู้ ความรักคือใจผู้รู้ค่ารักฯ

OKRs (Objective & Key Results)

เคยรู้จักแต่ KPIs — แต่ในยุคนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงเครื่องมือบริหารจัดการและตั้งค่าเป้าหมายตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า “OKRs”  (Objective & Key Results) ซึ่งเป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะ Google, Facebook, Twtter, LinkedIn, Intel, Oracle, ฯลฯ

OKRs เป็นวิธีการกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective) ของงานที่ทำเป็นรายบุคคล จากนั้น วัดผลลัพธ์ที่สำคัญ (Key Results) บุคลากรทุกคนจะต้องมี OKRs เป็นของตัวเอง ทำให้ทุกงานมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และทำงานแบบมุ่งเป้าเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้แก่องค์กร

ทุกระดับ ทั้งองค์กร  หน่วยงาน และบุคคล จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่สำคัญที่สอดคล้องกัน เป็นรายไตรมาส (ตุลาคม-ธันวาคม / มกราคม-มีนาคม / เมษายน-มิถุนายน / กรกฎาคม-กันยายน)  และเป็นการกำหนดที่เปิดเผย เพื่อให้ทุกคนทราบโดยทั่วกัน ซึ่งวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ

  1. Measurable : วัดความสำเร็จได้
    • วัตถุประสงค์ :  กำหนดในเชิงคุณภาพ และมีความท้าทาย วัตถุประสงค์ไม่ควรเกิน 3-5 ข้อต่อองค์กร ต่อหน่วยงาน หรือต่อบุคคล และควรเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ควรจะทำให้สำเร็จในไตรมาสนั้น ๆ
    • ผลลัพธ์ : วัดเป็นตัวเลข วัตถุประสงค์ 1 ข้อ มีผู้ที่เกี่ยวข้องกำหนดผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันและมุ่งเป้าตามวัตถุประสงค์ ประมาณ 3-5 ประเด็น
  2. Achievable :  ไม่สูงเกินเอื้อม อยู่ในวิสัยที่สามารถทำให้สำเร็จได้ ตั้งไม่สูงหรือต่ำเกินไป สามารถทำได้ 60-70% ก็เพียงพอแล้ว
  3. Relevant : มีความสอดคล้องกันทั้งองค์กร ทุกคนทำงานเป็นทีม มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นไปตามวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) ขององค์กร
  4. Time-bound : กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ภายใน 3 เดือน

OKRs VS KPIs

ข้อสังเกตคือ OKRs ให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะบรรลุ ก่อนกำหนดผลลัพธ์ซึ่งเป็นตัวชี้วัด หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในรูปแบบของ KPIs

OKRs จะกำหนดวัตถุประสงค์ไว้เพียงแค่ 3-5 ตัว เพื่อให้สามารถบรรลุได้ ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น เพื่อให้องค์กรสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว