สรุปความรู้ที่ได้จากการไปอบรมคู่มือมนุษย์ รุ่น 7 (Day 3)

สรุปความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง (สอนโดยคุณขจรศักดิ์ และคุณสุรชัย) ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แต่ที่จริงไม่ได้ไปเข้าเรียน อาศํยยืม sheet ของเพื่อนที่ไป มาสรุปให้ฟังค่ะ

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

  • ผัสสะ คือ มุมมองในการรับรู้โลกของแต่ละคน ซึ่งมีโลกทัศน์ที่แตกต่างกันออกไป
  • การให้คุณค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆ ของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ของสิ่งเดียวกัน บางคนรู้สึกพอใจ แต่บางคนรู้สึกไม่พอใจ เกิดโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน
  • ถ้าต้องการจะควบคุมการให้คุณค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆในโลก ท่านต้องรู้จักกำพืดของมัน นั่นคือ ต้องรู้จักกลไกการเกิด การทำงาน และการดับของมัน กล่าวคือ ทุกครั้งที่เกิดผัสสะ ท่านต้องเฝ้าดูความรู้สึกต่างๆที่เกิดภายในจิต และดูกลไกการทำงานของจิต จนเรียนรู้ว่า การให้คุณค่าความหมายนั้น มันฝังลงในจิตเราได้อย่างไร และตั้งแต่เมื่อไหร่
  • สัญญา มี 2 ชนิดคือ 1. สัญญาจำหมาย (สักแต่ว่าจดจำ ว่าคืออะไร มีชื่อว่าอะไร) และ 2. สัญญามั่นหมาย  หรือ ปปัญจสัญญา (ให้คุณค่าว่าดี/ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้)
  • สัญญาชนิดที่ 2 นี้เป็นฝ่ายเกิดทุกข์ ฝังลงในจิตกลายเป็นอนุสัยประจำตน เป็นอวิชชาฝังแน่นลงในจิต และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำงานทันทีเมื่อเกิดผัสสะใหม่ในอนาคต
  • เมื่อมีการกระทบอายตนะ (ภายในและภายนอก) 1 ครั้ง จะเกิดผัสสะซ้อนกันขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นปฏิฆะสัมผัส (เป็นสัมผัสบริสุทธิ์ ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย) เกิดนามรูป พร้อมกับเกิดผัสสะที่ 2 ตามมาติดๆ คือ อธิวจนะสัมผัส จากความเคยชินของปุถุชนที่ชำนาญในการให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆที่ตนกำลังรับรู้
  • ถ้าเป็นอธิวจนะสัมผัสบริสุทธิ์จะไม่เกิดทุกข์ แต่ถ้าเผลอสติ เกิดอวิชชาเข้าแทรก จะกลายเป็นอธิวจนะสัมผัสโง่ ทำให้เกิดทุกข์
  • เมื่ออวิชชาและสังขารมาปรากฎ จะทำให้วงจรปฏิจจสมุบปบาท เริ่มขยับหมุน ดังนี้ อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาณ -> นามรูป -> สฬายตนะ -> ผัสสะ  และถ้าเผลอสติจะแปลงจากผัสสะบริสุทธิ์ กลายเป็นผัสสะโง่เต็มที่ 100% -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ -> ชาติ -> ชรา มรณะ โสกะฯ
  • อวิชชา คือ ความเคยชินของจิต มีสันดานความคุ้นเคย ถนัดในการให้คุณให้ความหมายแก่สิ่งต่างๆไปตามสัญญามั่นหมายที่เคยถูกสั่งสม
  • สังขาร คือ การให้คุณค่าความหมายแก่สิ่งต่างๆในทางที่ผิด ในทางที่จะเป็นไปเพื่อความเกิดทุกข์
  • ปฏิฆะสัมผัส ทำให้รูป มาปรากฎแก่จิต (เกิดวิญญาณมารู้รูป) / อธิวจนะสัมผัส ทำให้นาม มาปรากฎแก่จิต (เกิดวิญญาณมารู้นาม)
  • เมื่อความหมายของทั้งนามและรูป มาปรากฎแก่จิตชัดเจน (วิญญาณเกิดสมบูรณ์) เรียกว่า นามรูป เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว จะตามมาด้วยการเกิดผัสสะโง่สมบูรณ์ พร้อมจะเป็นไปเพื่อการเกิดทุกข์
  • ระวังให้ดี สัมผัสที่ 1 ยังไม่มีอันตราย เป็นเพียงกระทบอายตนะล้วนๆ เรียกว่า ปฏิฆะสัมผัส พอถึงสัมผัสที่ 2 เป็นอธิวจนะสัมผัส นี่ต้องระวัง อวิชชาจะผสม แล้วก็เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน แล้วก็เกิดตัวกู-ของกู
  • ดังนั้น ต้องมีสติ เมื่อมีอารมณ์มากระทบ อย่างเผลอสติ อย่าให้เกิดอวิชชาปรุงแต่ง มันจะทำให้เกิดสังขาร (ให้คุณค่าความหมายที่ผิด) เกิดวิญญาณ (รับรู้ความหมายที่ผิด ไปตามที่สังขารให้ค่าไว้) เกิดนามรูป เกิดสฬายตนะ และเกิดผัสสะโง่ที่สมบูรณ์
  • วิธีแก้คือ ต้องฝึกการเพ่งโทษของเวทนา คือหมั่นพิจารณาลงไปที่เวทนา ในทุกๆครั้งที่เวทนามาปรากฎที่จิต
  • เพ่งคุณ -> ทุกข์เกิด / เพ่งโทษ -> ทุกข์ดับ

อ่านสรุปของวันอื่นๆ ได้ที่นี่ค่ะ

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556

Advertisements

สรุปความรู้ที่ได้จากการไปอบรมคู่มือมนุษย์ รุ่น 7 (Day 4)

สรุปความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556

  • ปกติจิตจะเป็นประภัสสร ว่างจากกิเลส เป็นพื้นฐานโดยธรรมชาติ  ไม่ใช่ไม่คิด คิดได้แต่ว่างจากกิเลส อาจไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเพ่งอยู่
  • หรือจิตอาจมีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่องโดยการทำอานาปานสติ สังเกตความรู้สึกนึกคิดของตนตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กำหนดรู้แล้ววาง ให้จิตอยู่ในวิหารธรรม (มรรคมีองค์ 8)
  • การรับรู้ของเรา โดยมากจะเป็นปกติสัมผัส หรือธรรมชาติสัมผัส ไม่ว่าจะมีสติ หรือไม่มีสติ แต่ไม่มีอวิชชา จิตปกติ ไม่มีกิเลส ไม่ให้ค่า จิตว่างจากการยึดมั่นถือมั่น
  • อย่างไรก็ตาม ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลาทุกวินาที และเมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าผัสสะกระทบแล้ว เราเรียนรู้ความหมายของสิ่งต่างๆมากไป เผลอไปให้ค่า เสพเวทนา หลงยินดียินร้าย สัญญากระตุ้นให้ทำงาน เกิดหลงใหลหรือเสพติด (เหมือนกาว) อวิชชาจะลุกขึ้นทำงาน กลายเป็นอวิชชาสัมผัส ทันที
  • ปัญหาคือ จิตใจของเรามักจะเคยชินกับการให้คุณค่า ให้ความหมายของสิ่งที่จิตเข้าไปกระทบรับรู้อย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว อันเป็นสาเหตุนำไปสู่การเกิดวงจร “ปฏิจจสมุปบาท
  • เมื่อเกิดการกระทบเข้ากับรูปที่มีค่ามีความหมาย ความเคยชินที่ฝังอยู่ในสันดาน จะถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ (เกิออวิชชาเข้าแทรก) เกิดเป็นนามรูป จากนั้นผัสสะโง่จะตามมาทันที
  • เมื่ออายตนะภายใน+ภายนอกถูกกระทบ เกิดการรับรู้ วิญญาณหรือธาตุรู้ปรากฎ ผัสสะจึงเกิด
  • ผัสสะแต่ละครั้งทำให้ขันธ์ 5 เกิด (ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
  • เมื่อผัสสะเกิด เวทนาก็ตามมา อาจเกิดสัญญาแบบ “จำหมาย”จำได้หมายรู้ว่าคืออะไร แต่ถ้าเข้าใจกระแสอิทัปปัจจยตา (เหตุ-ปัจจัย) เห็นเครื่องกั้น เห็นตามที่เป็นจริง ดับอวิชชาได้ก็จบ แต่ถ้าดับไม่ได้ ก็จะไปต่อ เกิดสัญญาแบบ “มั่นหมาย” ให้ค่าให้ความหมายของสิ่งนั้น สังขารปรุงต่อคิดตาม เข้าวงจรปฏิจจสมุปบาททันที
  • เมื่อผัสสะกระทบปุ๊บ ถ้าเรามีสติรู้เท่าทัน หยุดให้ความหมาย จะสามารถกั้นอวิชชา ตัดวงจร ดับทุกข์ได้
  • ในกรณีที่ใจเริ่มลังเล ว่าจะให้คุณค่าดีหรือไม่ จิตยังไม่รักหรือไม่เกลียด แต่กำลังวนๆดูอย่างสนใจว่าจะเอายังไงดี  ถูกดูดให้มาติด หลงเพลิน ออกมาไม่ได้จากสิ่งนั้น แบบนี้เรียกว่า “นันทิ” คืออุปาทาน เหมือนกัน
  • เมื่อผัสสะกระทบ ถ้าเป็นผัสสะบริสุทธิ์ เป็นปกติสัมผัส แต่ถ้าเผลอสติไปให้ค่า เกิดสัญญามั่นหมาย จะเข้าไปสู่วงจรการเกิดทุกข์ คือ อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาน -> นามรูป -> สฬายตนะ (สฬา แปลว่า 6) -> เกิด ผัสสะโง่
  • จากนั้น ผัสสะโง่ -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ ชาติ ชรามรณะ ฯลฯ ทุกข์
  • วิธีแก้คือ ต้องสร้างสัญญาใหม่ อย่าสร้าง สัญญาฝ่ายเกิดทุกข์  (เป็นสัญญาของกิเลส ของอวิชชา) แต่ให้สร้าง สัญญาฝ่ายดับทุกข์ (เป็นสัญญาของปัญญา ของวิชชา) เห็นโดยอาการที่เป็นโทษ
  • อะไรที่ทำให้รักมาก จะทำให้เจ็บมาก จิตมีอำนาจแห่งความคุ้มครอง เวลาเสพ ต้องเพ่งว่ามันร้อนๆ ไม่หลงใหล จนกระทั่งเกิดสัญญาใหม่ ฝังในใจ ต่อมาเมื่อกระทบสิ่งนั้นอีก จะจำได้ว่าเป็นทุกข์ จิตจะหยุด
  • สัญญาฝ่ายดับทุกข์ ที่ควรเจริญให้มาก กระทำให้มาก เพราะมีอานิสงส์ใหญ่ ทำให้จิตหยั่งลงสู่อมตะ มี 7 ประการ คือ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (ไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น) อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา ทุกเขอนัตตสัญญา
  • ปฏิจจสมุบปบาท คือ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) อย่างละเอียดพิสดาร
  • มรรค 8 คือ ข้อปฏิบัติ ที่ต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกันทั้ง 8 ข้อ เพื่อนำไปสู่ภาวะพ้นทุกข์ (สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมนันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
  • ให้ละสังโยชน์ หรือเครื่องผูกมัดให้ติดจมอยู่กับความทุกข์ 10 ประการ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
  • วิธีการปฏิบัติเพื่อให้ความทุกข์ดับลง ต้องฝึกอานาปานสติ ซึ่งเป็นทั้ง สมถะและวิปัสสนา ช่วยขุดรากถอนโคน
  • สมถะ คือ การเพ่งดู “สิ่งที่นิ่ง” ผลลัพธ์ที่ได้คือความนิ่งสงบของสมาธิ ส่วน วิปัสสนา คือ การเพ่งดู “การเปลี่ยนแปลง” ของสิ่งที่เราสนใจ ผลลัพธ์คือความรู้แจ้งเห็นแจ้งในสิ่งนั้น เห็นความจริงของธรรมชาติว่า ทุกอย่างล้วนตกอยู่ในสภาพแห่งอิทัปปัจจยตา อันมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ เกิดเป็นความรู้แจ้งแห่งจิตว่า สิ่งที่ตนเฝ้าสังเกตนั้น มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ไม่อาจควบคุมได้ดังใจปรารถนา ไม่ควรไปยึดเอาถือเอามาเป็นของๆเรา เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด คลายความยึดถือลงไป เกิดญาณดับทุกข์ รู้ว่าไม่ควรหลงไปเอามันมาเป็นเรา เป็นของของเรา เพราะจะทำมาซึ่งทุกข์
  • อานาปานสติ คือ การนำสติไปกำหนดรู้ความจริงของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ โดยให้กำหนดรู้ต่อความจริงนั้นทุกลมหายใจเข้าออก
  • สิ่งหรือฐาน 4 อย่าง นั้นคือ กาย (หรือลม) เวทนา จิต ธรรม (สติปัฏฐาน 4)
  • การฝึกอานาปานสติ ต้องใช้ธรรมะสี่เกลอ ทำงานประสานกัน คือ สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ (สติ ภาษาบาลีแปลว่า ลูกศร)
  • ปัญญา คือ ดาบและความคมของดาบ สติ คือ การดึงดาบออกมาใช้งาน ได้รวดเร็วทันเวลา  สัมปชัญญะ คือ การเลือกดาบเล่มที่ถูกต้องเหมาะสมในการทำลายกิเลสแต่ละตัว รวมทั้งท่วงท่าในการฟัน ส่วน สมาธิ คือ  พละกำลังในการฟาดฟันลงไปที่ตัวกิเลส เป็นกำลังสมาธิที่ได้จากการฝึกสมถะ
  • ผู้ใดฝึกฝนอานาปานสติจนสมบูรณ์ จะทำให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ -> โพชฌงค์ 7 สมบูรณ์ -> วิชชาและวิมุตติสมบูรณ์

สรุปความรู้ที่ได้จากการไปอบรมคู่มือมนุษย์ รุ่น 7 (Day 2)

สรุปความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง

dhamma

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

  • องค์ประกอบของโลกและชีวิต คือ ขันธ์ 5
  • ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  • รูปขันธ์ เกิดจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ ก่อเป็นรูป และรู้จักแตกสลาย
  • กริยาอาการของจิต ได้แก่ เวทนา (ความรู้สึก ทำให้เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ) สัญญา (จดจำได้) สังขาร (คิดปรุงแต่ง) วิญญาณ (ความรู้แจ้งต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น รู้แจ้งใน 4 สิ่งคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร)
  • ในภาวะปกติ จิตรับรู้ได้ทีละทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ไม่ยอมหยุด วิญญาณหรือธาตุรู้เกิดแล้วดับ สลับกันทีละทวารตลอดเวลา วนเวียนเช่นนี้ไม่ยอมหยุด จนทำให้เราหลงเข้าใจผิดคิดว่า วิญญาณเป็นตัวเป็นตน ฝังอยู่ในร่างกายของเรา
  • หากหลงเข้าใจผิด ยึดถือว่ากายเป็นตน (ก็ยังพอเห็นใจและเข้าใจได้) ดีกว่าจะหลงเข้าใจผิด ยึดเอาวิญญาณเป็นตน เพราะกายนี้ตั้งอยู่ 60-80 ปี ก็ดับไป แต่วิญญาณนี้เกิดดับ เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ควรหลงเห็นมันเป็นตัวตน
  • ขันธ์ 5 จะเกิดที่ “ผัสสะ” — ให้มองลงไปในจิต ในขณะที่เกิดผัสสะ แล้วจะพบการเกิดและดับของขันธ์ 5 ที่นั่น (ผัสสะ เกิด ขันธ์ 5 เกิด – ผัสสะ ดับ ขันธ์ 5 ดับ)
  • ผัสสะคือการรับรู้ เมื่อมีการกระทบอายตนะ
  • อายตนะภายใน หมายถึงสื่อเชื่อมต่อที่อยู่ในตัวคน (อินทรีย์ 6) คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่เชื่อมต่อกับอายตนะภายนอก
  • อายตนะภายนอก หมายถึงสื่อเชื่อมต่อที่อยู่นอกตัวคน (อารมณ์ 6) คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมรมณ์
  • เมื่ออายตนะภายในคือ “ตา” กระทบอายตนะภายนอกคือ “รูป” เป็นเหตุให้เกิด “วิญญาณ” (การรู้) ทางตา –> พอครบองค์สาม จะทำให้เกิด “ผัสสะทางตา” แต่ถ้าเรากำลังคิดอะไรเพลินๆ กำลังเกิดวิญญาณทางใจ (มโนวิญญาณ) ใครมาเรียกไม่ได้ยิน ไม่เกิดวิญญาณทางหู ในกรณีนี้ จะไม่เกิดผัสสะทางหู เพราะไม่ครบองค์สาม
  • ต้องมีสติ เพื่อให้เห็นสภาวะที่จับต้องได้ของขันธ์ 5 กำหนดรู้ว่า เป็นขันธ์ 5 บริสุทธิ์ หรือขันธ์ 5 ที่มีอุปาทานเข้าไปยึดครองแล้ว
  • ความรู้สึกเป็นทุกข์หรือไม่ทุกข์ เกิดจากการมีหรือไม่มี “ราคะ”
  • ตัวราคะ หรือความหลงรัก ความยินดีพอใจ ไม่อยากพลัดพราก (หลงจิตติดใจในรสชาติ ที่ได้รับจากสิ่งของเหล่านั้น) ก็คือ ตัวอุปาทาน (ความหลงติด หลงยึดถือ พัวพัน ออกมาไม่ได้จากสิ่งนั้น)
  • สิ่งทั้งปวง มีลักษณะของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเสมอ) ทุกขัง (เป็นทุกข์ ดูแล้วสังเวชใจ) อนัตตา (ไร้ตัวตนอันแท้จริง) ไม่อาจตั้งอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ต้องเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา
  • สรรพสิ่งเป็นอนัตตา คือว่างจากการมีตัวตนที่แท้จริง (สุญญตา) — อนัตตา ไม่ได้แปลว่า ไม่มีตัวตน แต่แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน (มีตัวตนชนิดเปลี่ยนไปทุกเสี้ยววินาที)
  • อิทัปปัจจยตา คือ กฎแห่งความจริงของธรรมชาติ ที่ควบคุมสรรพสิ่ง ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย — เพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆจึงมี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ๆ สิ่งนี้ๆ จึงดับไป
  • สรรพสิ่งเป็นเพียงแต่ กระแสแห่งเหตุปัจจัย ที่ไหลต่อเนื่อง หาใช่เป็นตัวเรา เป็นของเราไม่
  • ตัวเราที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงผลลัพธ์ของกระแสอิทัปปัจจยตาเท่านั้น
  • ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ทุกสิ่งย่อมไม่เป็นไปตามความชอบความต้องการของเรา — ผู้ที่เข้าใจ จะสามารถป้องกันและทำลายความโลภ โกรธ หลง ทุกข์ลงได้
  • ก่อให้เกิดการมองเห็นตามเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) — ไม่เห็นเป็น ตัวกู-ของกู-กูได้-กูเสีย-กูถูก-มึงผิด
  • การตั้งจิตไว้ผิด คือ ตั้งจิตฝืนกฎไตรลักษณ์ จะทำให้เกิดทุกข์
  • จะเห็นอิทัปปัจจยตาเกิดขึ้นทุกขณะจิต ได้โดยการฝึกอานาปานสติ เอาสติลงไปดูที่ สติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม)
  • จิตในขณะที่เกิดผัสสะ จะเกิดเป็นวงจรปฏิจจสมุปบาท
  • ปฏิจจสมุปบาท คือกลไกการทำงานของจิต ที่เกิดขึ้นและดับไปของความยึดถือและความทุกข์ ที่รวดเร็วดุจสายฟ้า ประกอบด้วย 12 ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ
  • อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาณ -> นามรูป -> สฬายตนะ -> ผัสสะ -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ -> ชาติ -> ชรา มรณะ
  • เราต้องฝึกทำสติและสมาธิ ให้ทำหน้าที่คอยกั้นผัสสะ
  • เราจะดับทุกข์ที่เกิดในขณะผัสสะได้นั้น จะต้องทำให้สติวิ่งมาตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทให้หยุดลง กั้น ณ จุดใดก็ได้ แต่ต้องก่อนการเกิดขึ้นของอุปาทาน
  • อุปาทาน คือการหลงติดในสิ่งนั้น จิตไม่อาจหลุดออกมาได้
  • อุปทาน จะเกิดได้นั้น จิตจะต้องกระทบเข้ากับสิ่งที่มีค่า มีความหมายแก่จิต
  • กลไกของการเกิดอุปาทาน ประกอบด้วย 1. สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ 2. จิตไปหลงให้คุณค่าให้ความหมายแก่สิ่งนั้น (เกิดจากสัญญา-จำได้) และสร้างสายใยเข้าไปยึดเกาะได้สำเร็จ
  • หากจะทำลายอุปาทาน ต้องทำลายสายใยนั้นให้ได้

อ่านสรุปของวันอื่นๆ ได้ที่นี่ค่ะ

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556

สรุปความรู้ที่ได้จากการไปอบรมคู่มือมนุษย์ รุ่น 7 (Day 1)

ได้มีโอกาสไปอบรมหลักสูตร คู่มือมนุษย์ รุ่นที่ 7 ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ ซึ่งอบรมช่วงเช้าวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง (โดยมีวิทยากร 2 ท่านคือ คุณขจรและคุณสุรชัย มีพี่เลี้ยงกลุ่มของเราคือ คุณภิง) จะขอสรุปความรู้ที่ได้จากการอบรม ตามความเข้าใจของตัวเอง ดังนี้

dhamma_Nov56

DAY 1 : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556

  • ความรู้สึกว่า มีตัวเรา มีของของเรา เรามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นที่มาของความทุกข์
  • พื้นเดิมของจิตโดยธรรมชาตินั้น ไม่มีความรู้สึกเป็น “ตัวเรา”
  • ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรานั้น จะเกิดเมื่อมีอะไรมากระทบ (ผัสสะ) ทำให้เกิดเป็นความชอบ หรือไม่ชอบ (เวทนา) ถ้าเรารู้สึกชอบ จะทำให้เกิดความอยาก (ตัณหา) จะดึงเข้าหาตัว หรือหากไม่ชอบ ก็อยากจะผลักไสออกจากตัว
  • ซึ่งนั่นเป็นที่มาของความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน เป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ตัวตนของเรามีอยู่ในโลกนี้
  • ทุกครั้งที่มีความรู้สึก “ตัวกู ของกู” ปรากฎขึ้นมาในใจ จะเกิดความรู้สึกต่างๆ เช่น ดีใจ เสียใจ ตื่นเต้น เศร้าใจ อิจฉา ริษยา ฯลฯเป็นอาการที่จิตถูกรบกวน ไม่ให้ตั้งอยู่ในความปกติสุข อันเป็นความสุขสงบตามธรรมชาติเดิมของจิต ที่เป็นประภัสสร
  • ถ้าไม่มีตัวเรา ของเราอยู่ในโลกนี้แล้ว เราจะทำงานได้อย่างไร ?
  • ให้เราทำงานไปด้วยอาการที่ว่าง จากความเห็นแก่ตัว อยากได้นั่นได้นี่ (ทำงานด้วยจิตว่าง) ให้ทำงานโดยมุ่งหวังจะทำประโยชน์สุขให้แก่ผู้อื่น
  • การฝึกจิต ควรทำให้มาก เจริญให้มาก ในความสุข 3 ประการ คือ 1. ไม่เบียดเบียนทั้งผู้อื่นและตนเอง (สุขจากการมีศีล) 2. ไม่ย้อมจิตติดใจในรสชาติ (ทำสมาธิ กระทบปุ๊บจะวางปั๊บ เอาชนะใจตนเอง ไม่ไหลตามสิ่งนั้น ไม่หลงคอยตะครุบเหยื่อ ไม่ตกเป็นทาสความฟุ้งซ่าน จิตไม่เหวี่ยง (สุขจากการมีสมาธิ) 3. ไม่ยึดถือตัวตน หมั่นพิจารณาให้เห็นอนิจจัง จนจิตแลเห็นความไม่น่าเป็น ไม่น่าเอาของสิ่งทั้งปวง (สุขจากการเกิดปัญญา)
  • ปิติปราโมทย์ (ความชุ่มชื่นใจ ความอิ่มใจ) -> ปัสสัทธิ (ความสงบรำงับลง) -> กัมมนีโย (จิตเกิดเป็นสมาธิ พร้อมถูกใช้งาน) -> ยถาภูตญาณทัสสนะ (รู้เห็นตามที่เป็นจริง = รู้อริยสัจ)
  • สภาวะ “นิพพาน” คือ การดับเย็นของสิ่งที่ร้อน การดับลงของสิ่งที่เสียดแทงให้ทุรนทุราย นิพพานมีอยู่ในทุกแห่งหน ความรุ่มร้อนทางจิตดับลง ณ ที่ใด นิพพานก็ปรากฎ ณ ที่นั้น  — นิพพานไม่ใช่การไป การมา ไม่มีกว้าง ยาว ลึก ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกหน้า ไม่ใช่การเกิด ไม่ใช่การตาย ฯลฯ
  • ความสุขชนิดที่ต้องเสพเหยื่อนั้น เป็นความสุขชนิดสุกร้อน เป็นความทุกข์ เพราะเป็นการกระเพื่อมของจิต ทำให้เกิดความกระวนกระวาย ยิ่งเสพ -> ยิ่งติด -> ยิ่งหิว -> ยิ่งตกเป็นทาส
  • ควรมีความเพียรในการปฏิบัติ เพื่อเพิ่มความเร็วสติในการสกัดกั้นกิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ มีปัญญาสามารถแยกแยะได้ว่า สภาวะใดเป็นสภาวะทุกข์ สภาวะใดเป็นสภาวะของความสุขที่แท้ เป็นอิสระ (เพราะสภาวะทุกข์นั้นได้ดับลงไป)
  • การถือศีล ทำบุญ ใส่บาตร นั่งสมาธิ ทำไปเพื่อฝึกฝนให้เกิดการละ ลด เลิกความอยาก ความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่เพื่ออยากได้โน่นได้นี่ อยากได้บุญ ได้สวรรค์วิมาน
  • โสดาบัน ไม่เกี่ยวกับการเข้าฌานได้ แต่อยู่ที่การเห็นแจ้งในอริยสัจ รู้ว่าอะไรเป็นทางพ้นทุกข์ อะไรไม่ใช่ — ความรู้นี้ชัดเจนมาก จนทำให้เบนเข็มชีวิตมุ่งไปยังเส้นทางการประพฤติปฏิบัติ เพื่อการดับทุกข์เท่านั้น

อ่านสรุปของวันอื่นๆ ได้ที่นี่ค่ะ

DAY 2 : วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556

DAY 3 : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2556

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556

คู่มือมนุษย์ ฉบับสมบูรณ์

อ่านหนังสือ “คู่มือมนุษย์ ฉบับสมบูรณ์” โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) จบแล้ว จึงขอบันทึกบางประโยคจากหนังสือเล่มนี้ ประเด็นที่ตนเองสนใจ เก็บไว้กันลืมค่ะ
buddha

  • พุทธศาสนา คือวิชาหรือระเบียบปฏิบัติ ที่ให้รู้ว่า “อะไรเป็นอะไร
  • “ศาสนา” มีความหมายกว้างและลึกกว่า “ศีลธรรม” … มีศีลธรรมดีแล้ว ปัญหาคือ ยังไม่พ้นทุกข์
  • พุทธศาสนา มุ่งหมายที่จะกำจัดกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นเชิง ดับความทุกข์ทั้งหลายให้สูญสิ้นไป
  • การปฏิบัติพุทธศาสนา เป็นการปฏิบัติเพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ถ้าเราปฏิบัติจนถึงกับรู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไรเสียแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติอะไรอีกต่อไป ความรู้นั้น เป็นตัวทำลายกิเลสไปในตัว
  • การรู้ตามวิธีของพุทธศาสนา คือ มองเห็นชัดเจนว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีอะไรน่าผูกพัน จนเกิดความหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้น
  • หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งพระไตรปิฎก ล้วนแต่เป็นการบ่งให้รู้ว่า “อะไรเป็นอะไร”
  • อริยสัจจ์ข้อที่ 1 : ทุกข์ สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
  • อริยสัจจ์ข้อที่ 2 : สมุทัย ความอยากนั้นๆ เป็นเหตุแห่งทุกข์
  • อริยสัจจ์ข้อที่ 3 : นิโรธ หรือ พระนิพพาน คือ การดับตัณหาเสียให้สิ้น เป็นความไม่มีทุกข์
  • อริยสัจจ์ข้อที่ 4 : มรรค วิธีดับความอยากนั้นๆ
  • ในบรรดาวิชาความรู้ของมนุษย์เราในโลกนี้ หรือโลกอื่นๆ รวมทั้งเทวโลกอะไรๆด้วยกันก็ได้ ถ้าหากจะมี; ไม่มีความรู้อันใดที่จะสูงสุดยิ่งไปกว่าหลักธรรม ที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘
  • เหตุ (ปัจจัย) หมายถึง สิ่งที่มีอำนาจปรุงแต่ง สิ่งที่ปรากฎอยู่ในบัดนี้ หรือปรากฏการณ์ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นผลิตผลของสิ่งที่เป็น “เหตุ” เป็นความเลื่อนไหลไป ในฐานะเป็น “ผล” ของสิ่งที่เป็นเหตุ ที่ปรุงทะยอยกันมาไม่หยุด
  • สิ่งทั้งปวง เป็นเรื่องของมายา คือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้นมาเท่านั้น อย่าไปหลงยึดถือ จนชอบหรือชังมัน การออกมาเสียได้จากอำนาจแห่งเหตุ เป็นการดับเหตุเสียได้ ไม่ทำให้ความทุกข์เกิดได้เพราะความชอบหรือความชังอีกต่อไป
  • กุศล หมายถึง ความรู้ที่ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นความฉลาด
  • ไตรลักษณ์ คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” สิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้น “ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเสมอ” / สิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่ง “เป็นทุกข์ ดูแล้วสังเวชใจ” / สิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่งนั้น “เป็นอนัตตา ไร้ตัวตนอันแท้จริง”
  • ทุกๆอย่าง ทุกๆสิ่ง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; นั่นแหละ คือ ความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง
  • โอวาทปาติโมกข์ : การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำความดีให้เต็มที่ให้ครบถ้วน และการทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง
  • การทำจิตให้เป็นอิสระจากอำนาจครอบงำของสิ่งทั้งปวง ต้องมาจากความรู้ว่า อะไรเป็นอะไร ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็จะต้องไปหลงรักหลงชัง แล้วจะมีความเป็นอิสระได้อย่างไรกัน
  • พุทธศาสนา ไม่ยอมผูกตัวกับสิ่งใดเลย การที่ผูกพันตัวอยู่ใต้ผลของความดี ยังไม่ใช่ความพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง คนดีก็ต้องมีความทุกข์ไปตามประสาของคนดี ความดีหรือความชั่ว เป็นเรื่องของสมมติ จะไม่มีความทุกข์เลย ก็ต่อเมื่อกระโดดขึ้นไปให้พ้นให้สูง ขึ้นไปอยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าความดี กลายเป็น โลกุตตระ คือเหนือโลกแล้วเท่านั้น
  • คนตัดฟืนขายที่ไม่รู้หนังสือ คนที่ไม่เคยเห็นเคยฟังพระไตรปิฎกเลย ก็เข้าถึงตัวพุทธศาสนาได้ ถ้าตั้งสติคอยเฝ้ากำหนด พิจารณาความทุกข์ที่เกิดขึ้นแผดเผาในใจของตน
  • การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ต้องเป็นการเห็นจนรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่น่าอยากน่าปรารถนา ในทางที่จะเอา จะได้ จะมี จะเป็น — คนที่ท่องบ่นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ทั้งเช้าเย็นกลางวันกลางคืน หลายร้อยหลายพันครั้ง ก็ไม่อาจเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ เพราะไม่ได้เป็นวิสัยที่จะเห็นได้ด้วยการฟัง ท่อง หรือแม้ด้วยการคำนวณตามหลักเหตุผล
  • การเห็นธรรม ไม่อาจเห็นได้ด้วยการคำนวณตามเหตุผล แต่ต้องเห็นแจ้งด้วยความรู้สึกในใจแท้จริง
  • ความรู้สึกไม่อยากเอา ไม่อยากเป็นนี่แหละ มีอำนาจเพียงพอที่จะคุ้มครองคนเราไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส หรือของอารมณ์ทุกชนิดและทุกประการ บุคคลชนิดนี้จึงไม่สามารถที่จะทำความชั่วอะไรได้
  • โดยความจริงขั้นปรมัตถ์ คนเราจะเอาอะไรไม่ได้เลย เป็นอะไรไม่ได้เลย เพราะทั้งคนที่จะเอา และสิ่งที่จะถูกเอานั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยกันทั้งนั้น
  • วัฏฏสงสาร แท้จริงเป็นเรื่องของการเวียนวนของ ของ 3 สิ่ง คือ ของความอยาก ของการกระทำตามความอยาก และของการได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาจากการกระทำนั้นแล้ว ไม่สามารถจะหยุดความอยากต่อไปอีกได้ เป็นวงกลมที่วนเวียนไม่มีสิ้นสุด
  • ความอยาก 3 อย่าง คือ กามตัณหา (อยากได้) ภวตัณหา (อยากเป็น) วิภวตัณหา (อยากไม่ให้เป็น)
  • เมื่อเราหวังว่าจะเป็นผู้พ้นทุกข์ เราก็ควรฝึกฝนตัว ในการจะทำอะไรลงไป ด้วยอำนาจของสติปัญญา อย่าทำไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหา
  • ผู้ที่พ้นทุกข์ถึงที่สุด คือพระอรหันต์ เป็นผู้ที่หมดจากการกระทำด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา มีใจเป็นอิสระอยู่เหนือความครอบงำของความชั่วและความดี จึงไม่มีความทุกข์เลย
  • หากเราต้องการจะถอนตัวออกมาเสียจากสังขาร หรือสิ่งทั้งหลายที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหล่านั้น เราต้องรู้ลึกซึ้งถึงสิ่งที่เป็นต้นเหตุให้เราเข้าไปหลงยึดถือ แล้วเราอาจจะตัดการยึดถือเสียได้
  • กิเลสซึ่งเป็นเครื่องยึดถือ เรียกว่า อุปาทาน มี 4 ประการ คือ 1. ยึดถือในของรัก ยึดมั่นในกามารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์หรือสิ่งที่ผุดขึ้นในความรู้สึกในใจ) 2. ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ ความคิดเห็นตามที่ตนมีอยู่ 3. ยึดถือมั่นในการประพฤติกระทำต่างๆ ที่เคยปฏิบัติสืบมาอย่างงมงายไร้เหตุผล 4. ยึดถือด้วยวาทะว่าตน ความยึดถือว่าตัวว่าตน (เป็นสัญชาตญาณมูลฐานของสิ่งมีชีวิต เพื่อความอยู่รอด)
  • ไตรสิกขา คือข้อประพฤติปฏิบัติ 3 ชั้น ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อดับความทุกข์อันเกิดมาจากอุปาทานทั้ง 4 ประการ
  • ศีล คือ การประพฤติดี ประพฤติถูกตามหลักทั่วๆไป เพื่อความปกติ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ทำให้ตนให้เดือดร้อน
  • สมาธิ คือ การทำจิตให้เหมาะสมแก่การทำงานในทางจิต ฝึกฝนจิต
  • ปัญญา คือ การรู้แจ้งเห็นจริง ด้วยการผ่านสิ่งนั้นๆ ไปแล้วด้วยวิธีใดวิธ๊หนึ่ง (experience) อาศัยความรู้สึกในใจจริงๆ ที่เคยมี เคยเป็น เคยผ่านมาแต่หนหลังเป็นสำคัญ กิริยาอาการที่จิตเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งที่ตนเคยหลงรักนั่นแหละคือตัวความเห็นแจ้งในที่นี้ เราไม่อาจพ้นทุกข์ด้วยลำพังความเข้าใจ จะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องด้วยความเห็นแจ้ง
  • (วิมุตติ คือ หลุดจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง)
  • สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของอุปาทาน คือ โลก หรือ เบญขันธ์ หรือ ขันธ์ห้า ซึ่งมี 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายวัตถุ (รูปธรรม) และฝ่ายที่ไม่ใช่วัตถุ (จิตใจ นามธรรม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
  • สิ่งทั้งปวงในโลก สรุปรวมอยู่ใน เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละส่วนเป็นมายา ไร้ตัวตน แต่มีเหยื่อล่อให้เกิดอุปาทานการยึดถือ จนเป็นที่ตั้งของความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากไม่ให้มีไม่ให้เป็น ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดทุกข์
  • จะต้องอาศัยข้อปฏิบัติที่เรียกว่า ไตรสิกขา ทำการถอนอุปาทานในเบญจขันธ์อย่างสิ้นเชิง จึงจะไม่ตกเป็นทาสของเบญจขันธ์ และไม่มีความทุกข์อีกต่อไป โลกหรือสิ่งต่างๆ จะอยู่ในลักษณะที่อำนวยความผาสุกสะดวกสบายให้แก่ผู้นั้น ไม่มีเรื่องต้องร้อนใจเพราะสิ่งใดๆ
  • นิพพาน คือ ภาวะอันปราศจากความทิ่มแทงร้อยรัดแผดเผาของกิเลสและความทุกข์ เพราะการได้เห็นโลก เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง จนดับกิเลสตัณหาและอุปาทานเสียได้
  • แนวทางของพระพุทธศาสนาของเรา มีอยู่อย่างนี้ ท่านทั้งหลายจะทำได้หรือไม่ได้ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม แนวของพุทธศาสนาก็ยังคงมีอยู่ดังนี้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้