การสร้างมหาวิทยาลัยระดับ World Class : กรณีศึกษามหาวิทยาลัย UNSW

23 พฤศจิกายน 2552
Plenary Lecture ของงาน 5thQS-APPLE : Building World Class Universities : The UNSW Story บรรยายโดย Professor Fred Hilmer อธิการบดีมหาวิทยาลัย UNSW ประเทศออสเตรเลีย

มหาวิทยาลัย University of New South Wales เป็นมหาวิทยาลัย Top-50 จากการจัดอันดับของ Times Higher Education QS World University Rangkings โดยอยู่ในอันดับที่ 47 ประจำปี 2009 อย่างไรก็ตาม การที่จะเป็น World Class University ไม่ได้เป็นเพราะได้รับการจัดอันดับ หรืออันดับที่ได้รับนั้น ไม่ได้เป็นตัวบอกเราว่าคือมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่เป็นเพราะองค์ประกอบอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย ที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 60 ปีของการก่อตั้ง ดังนี้

1. ระยะเริ่มก่อตั้ง (Genesis)
เริ่มในปี ค.ศ. 1946 ในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยนั้น เน้นการสอน Science, Technology, Industry เป็น Special focus การฟื้นฟูประเทศหลังสงครามต้องการพัฒนาคนที่มีทักษะเฉพาะทาง และในขณะนั้นมหาวิทยาลัย UNSW มี Essential value คือ Accessibilty เปิดโอกาสทางการศึกษาสำหรับทุกคน ให้สามารถเรียน part time ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็น full time (ตัวท่านเองหลังจากจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยซีดนีย์ มีความสนใจจะเรียนต่อด้าน Company Law, Tax แต่ในสมัยนั้นไม่มีมหาวิทยาลัยใดในออสเตรเลียที่สอนทางด้านนี้ จึงจำเป็นต้องเดินทางไปเรียนที่อเมริกา)

2. ระยะ 60 ปีที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัย UNSW
– ปี 1950 เน้นทางด้าน Science, Technology, Engineering, Built Environment and Creative Arts
– ปี 1954 เน้นทางด้าน Humanities, Social Science
– ปี 1957 เน้นทางด้าน Commerce
– ปี 1960 เน้นทางด้าน Medicine
– ปี 1964 เน้นทางด้าน Law
– ปี 1971 เน้นทางด้าน ADFA (Australian Defence Force Academy)
– ปี 1990 เน้นทางด้าน COFA (College of Fine Arts)
จะเห็นว่ามหาวิทยาลัย UNSW ใช้วิธี focus ทำให้แม้จะมีจำนวน staff เพียงครึ่งเดียวของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่ม Group of Eight ของประเทศออสเตรเลีย แต่สามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ทางด้าน Engineering, Built Environment and Creative Arts อันดับ 2 ทางด้าน Medicine, Business, Law และอันดับ 5 ทางด้าน Science, Arts, Social Science ของกลุ่ม Group of Eight ได้

ค่านิยมหลัก (Key Values) ของมหาวิทยาลัย คือ
1. Highest standards of rigour and relevance ต้องมีมาตรฐานสูง โดยเฉพาะอาจารย์และนักศึกษา
2. Accessibility : attraction of highest potential เข้าถึงได้ มีทุนดึงคนเก่ง
3. Progressive / Innovative
4. Engaged university

3. มหาวิทยาลัยUNSW ในอีก 60 ปีข้างหน้า มีทางเลือก 3 ทางคือ
1. Go for Growth
2. Fundamental New Model – Research Institute Model
3. Evolve in Line with Vision and Values

นับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยนี้ที่เราจะต้อง focus เพราะทุก area โดยเฉพาะ science ใช้เงินมหาศาล งบประมาณไม่พอ ดังนั้นเราจึงต้อง focus และ more focus ไม่ต้องทำทุกเรื่อง นอกจากนั้นยังเพิ่มการข้ามศาสตร์ (cross disciplinary) ด้วย

ค่านิยม (Values) มีดังนี้
– Performance based meritocracy
– Students Centred
– Innovation / Engagement
– Resourcefulness

เคล็ดลับของความสำเร็จ คือเราต้องรู้ว่ากำลังจะเดินทางไปที่ไหน วิสัยทัศน์และค่านิยมองค์กรไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องทำ แต่เป็นจุดหมายปลายทาง วิสัยทัศน์และค่านิยมองค์กรจะไม่เปลี่ยนบ่อยๆ เรื่องนี้เปรียบเสมือนการล่องเรือ กระแสลมที่พัดมักจะเปลี่ยนทิศตลอดเวลา แต่ถึงแม้ว่าลมเปลี่ยนทิศ แต่เราก็จะไม่เปลี่ยนจุดหมายของการเดินทาง เพราะเราทุกคนทราบดีว่าจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ไหน สิ่งที่จะต้องทำคือเราต้องเปลี่ยนวิธีการล่องเรือ เพื่อนำพาเราไปสู่จุดหมายจนได้ในที่สุด

Advertisements

สังคมไทยได้อะไร กับการเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก

เอกสารประกอบการบรรยาย ของท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเสวนาหัวข้อ “สังคมไทยได้อะไร กับการเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก” ในที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552

ลองมาดูสิว่า ท่านอธิการบดีของเรา คิดอย่างไรกับคำถามนี้
[ … DOWNLOAD slide จากเว็บไซต์สภาอาจารย์ฯ … ]

ชอบใจประโยคที่ว่า “Universities as truth tellers”
เพราะอยากให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ

QS-APPLE ครั้งที่#5 ที่มาเลเซีย

QS-APPLE

QS-APPLE มีชื่อเต็มว่า QS Asia Pacific Professional Leaders in Education Conference เป็นการประชุมที่จัดขึ้นโดย THES-QS (บริษัทจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในขณะนี้นั่นแหละ) มีการเวียนให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นเจ้าภาพ

  • QS-APPLE ครั้งที่ 4 : มหาวิทยาลัย Yonsei เป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี เมื่อปี 2009 เว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหิดล (ของเรา) คว้ารางวัล Creative Award ด้าน International Webpages มาได้ (แบบฟลุกๆ)
  • QS-APPLE ครั้งที่ 5 : จะจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มหาวิทยาลัย Malaya เป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 24-26 พฤศจิกายน ปี 2009 มีผู้บริหารและอาจารย์มหิดลเป็น speaker หลายคน … ครั้งนี้ตัวเองจะไปเข้าประชุมและสังเกตการณ์ด้วย มหาวิทยาลัยของมาเลเซียกำลังแข่งวิ่งผลัด 4×100 เมตร กับมหาวิทยาลัยของประเทศไทยอยู่ ต้องไปช่วยเชียร์กันหน่อย ไม่รู้จะป้องกันแชมป์เว็บไซต์ให้มหิดลได้หรือเปล่า .. กลับมาแล้ว จะเล่าให้ฟังนะ
  • QS-APPLE ครั้งที่ 6 : ฮ่า ! ปี 2010 นี่แหละ ที่พี่ไทย (โดยมหาวิทยาลัยมหิดล) จะเป็นเจ้าภาพ … ถึงตอนนั้น หวังว่าเราคงจะติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก 1 ใน 100 ไปแล้ว … หรือได้ 1 ใน 200 ก็ยังดี

เอ้า ! ช่วยกันหน่อยนะ ชาวมหิดล … คนละไม้ คนละมือ

มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก World Class University

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าสู่กันฟัง จากหนังสือ “The Challenge of Establishing World-class Universities” ของ Jamil Salmi

ตกลงถ้าอยากให้มหาวิทยาลัยของเรา ก้าวไปสู่ World Class University นั้น จะต้องทำอย่างไรกันดี

เขาว่า เอาไว้ว่า มี 3 ประการ ที่เป็นลักษณะของมหาวิทยาลัยพันธุ์พิเศษเช่นนั้น กล่าวคือ

  • สะสมคนเก่งและมีความสามารถพิเศษเอาไว้เยอะๆ ทั้งอาจารย์ที่สอน และนักศึกษาที่เรียน และพยายามดึงดูดคัดคนเก่งให้เข้ามาอีกเรื่อยๆ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันมากขึ้นๆ จนเกิดจุดพลิกผัน ที่เรียกว่า Critical mass (ภาษาไทยแปลว่า มวลวิกฤต) ในที่สุด พวกเด็กหัวกะทิทั้งหลายก็จะมากองรวมกันอยู่ที่นี่หมด … ในข้อนี้ ตัวอย่างพวกที่ทำสำเร็จไปแล้ว ก็คือมหาวิทยาลัยกลุ่ม IVY League ทั้ง 8 แห่งของอเมริกา Oxford-Cambridge ของอังกฤษ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง รายหลังนี้ ใช้วิธีคัดเด็กเก่งสุดๆ มาจากทั่วประเทศ จังหวัดละประมาณ 50 คน เป็นประจำทุกปี … แต่วิธีนี้ มีเคล็ดลับคือ ห้ามรับเยอะ เป็นแสนๆ แบบนี้ไม่เอา เพราะควบคุมคุณภาพไม่ไหว ต้องประมาณ 20,000-30,000 คน กำลังดี และนอกจากนั้น คนเก่งๆ ที่พูดถึง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในประเทศเดียวกัน เพราะถ้าเปิดกว้าง จะได้แนวคิดใหม่ๆ สร้างเป็น International Knowledge Networks ดังนั้น มหาวิทยาลัยระดับ World-Class จะต้องมีสัดส่วนของนักศึกษาและอาจารย์ต่างชาติให้มากๆ ประมาณสัก 20-30% ขึ้นไปถึงจะดี … งานนี้มหาวิทยาลัยในประเทศฝรั่งเศสแย่หน่อย มีเพียง 7% … หากไปดูผลการจัดอันดับ ทั้ง QS-THES และ ARWU (ของเซี่ยงไฮ้) จะพบว่าฝรั่งเศสไม่ค่อยจะได้ติดอันดับต้นๆ เลย (ใครสนใจเรื่อง Ranking ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ)
  • มีทรัพย์มากพอ แปลว่าต้องหาเงินเก่ง … ทรัพย์ของมหาวิทยาลัย มาได้ 4 ทาง คือ
    1. เงินสนับสนุนจากรัฐบาล
    2. เงินทุนวิจัย รับจ้างวิจัย หรือบริการวิชาการ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน
    3. เงินบริจาค (พูดเป็นเล่นไป พวกที่มีศิษย์เก่ารวยๆ สปอนเซอร์ดังๆ มีรายได้จากส่วนนี้เยอะมาก เช่น Harvard, Yale, Stanford, Oxford, Cambridge และ อะแฮ่ม … มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์)
    4. ค่าธรรมเนียมการศึกษา (อันนี้ไม่ได้ทำให้มหาวิทยาลัยรวยขึ้นสักเท่าไหร่หรอก)

    พอมีทรัพย์มาก ก็จะมีเงินจ้างอาจารย์แพงๆ ได้ ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยระดับ World-Class ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน และจ่ายค่าตัวให้ professor สูงกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐประมาณ 30% (เอิ๊ก …)

  • มีธรรมาภิบาล หรือหลักในการบริหารงานที่ดีและเหมาะสม สำหรับเรื่องนี้ เยอรมันกับฝรั่งเศส ถูกตำหนิ (อีกแล้ว) อยู่แถวๆ อันดับที่ 40-50 ไม่นับว่าเป็นพวก “อีลีท (Elite)” สักเท่าไหร่ สาเหตุเป็นเพราะกระบวนการคัดเลือกเด็กเข้าศึกษาต่อ ไม่ค่อยได้คัดสักเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายต่อหัวนักศึกษาค่อนข้างต่ำ มหาวิทยาลัยขาดการแข่งขัน เพราะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเท่าๆ กันไปหมด อาจารย์ทำวิจัยมาก-วิจัยน้อย ก็มีค่าเท่ากัน (หมายถึงเงินเดือนต่ำเท่าๆ กัน) … แหม ว่าซะเสียเลย … และที่สำคัญ นักศึกษาปริญญาเอกที่ได้มาไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกเด็กที่มีคุณภาพทางวิชาการมาตั้งแต่ต้น ไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยแถวอเมริกา อังกฤษ หรือญี่ปุ่น … สรุปคือนโยบายของรัฐบาลผิดพลาดว่างั้นเถอะ

แต่ช้าก่อน ! ถึงแม้จะเป็นเศรษฐีมีสตางค์ แถมยังมีระบบคัดเลือกนักศึกษาที่ดี ใครๆ ก็แย่งกันสอบเข้า มีนักศึกษาปริญญาเอกจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าสามารถอยู่ในอันดับ TOP100 ได้ง่ายๆ … ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Sao Paulo ของบราซิล (โดนว่าอีกแล้ว) เนื่องจากมหาวิทยาลัยนี้ มีระบบบริหารจัดการที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบของรัฐบาลมากเกินไป ไม่เป็นอิสระ มีนักศึกษาต่างชาติเพียง 3% นักศึกษาก็เป็นคนท้องถิ่น บ้านอยู่แถวนั้น และอาจารย์ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นนักศึกษาของที่นี่มาก่อนทั้งนั้นแหละ เขาเรียกว่า “Inbreed” รับอาจารย์ต่างชาติมาสอนก็ไม่ได้ ผิดระเบียบ แถมวิทยานิพนธ์ก็ห้ามเขียนเป็นภาษาอื่นนอกจากภาษาโปรตุรกีส …

(แต่หากมองต่างมุม อาจเป็นข้อดีก็ได้นะ เพราะเป็นการสร้างชาติเข้มแข็ง ไม่เชื่อลองอ่านเรื่องแปล เกี่ยวกับ open access indicator และ Information Society ของประเทศบราซิล ที่เขียนไว้ใน Blog ตอนที่แล้วดูสิ [ … คลิกที่นี่ค่ะ … ])

อย่างไรก็ตาม การทำตัวให้เป็นมหาวิทยาลัย World-class มันต้องลงทุนสูง ประเทศหนึ่งๆ ไม่ต้องเป็นกันทั้งหมดหรอก เป็นบางมหาวิทยาลัยก็พอ … เขามีวิธีการ 3 วิธีคือ

  1. Upgrade มหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น NUS ของสิงคโปร์เคยเป็นวิทยาเขตของ U. of Malaya มาก่อน … พอแยกตัวออกไป เผลอแพลบเดียว แซงหน้ามหาวิทยาลัยแม่ ไปเกือบ 200 อันดับ ไม่เห็นฝุ่นเลย
  2. ยุบรวมมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน ทำยังกะควบกิจการบริษัท แต่ต้องระวังพลาด ตัวอย่างเช่น U. Manchester ที่อังกฤษ ควบกิจการ และตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็น TOP25 ให้ได้ก่อนปี 2015 (เหมือนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยไหนหว่า … คุ้นๆ) แต่ท่าทางจะเกิดปัญหาภายในนิดหน่อย
  3. สร้างมหาวิทยาลัยใหม่ซะเลย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากๆ คือกลุ่มมหาวิทยาลัย IIT ของอินเดีย ที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก UNESCO รัสเซีย เยอรมัน อังกฤษ อเมริกา ให้สร้าง Institute of Technology เลียนแบบ MIT ของอเมริกา ตอนนี้ติดอันดับ World-class ไปแล้ว วิศวกรจบจากที่นี่ เป็นรองก็แต่ MIT และ UC Berkeley

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่โดนตำหนิว่า วิ่งเร็วเกินไป และมีความพยายามจะเป็น World-class มากเกินไป ทุ่มทุนสร้างจนทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอันดับ เอ๊ย! รักษาคุณภาพค่อนข้างสูง … นั่นคือ ประเทศจีน แถบยังโดนเหน็บแนมว่า “The vision is largely imitative rather than creative” มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่แท้จริง ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และมีความเชื่อมั่นในตัวเองนะจ้ะ ไม่ใช่กางตำราแล้ววิ่งตามคนอื่น

ให้กำลังใจ “Gang of Nine” พี่ไทยทั้ง 9 มหาวิทยาลัยกันหน่อยนะคะ ขอให้นึกถึงคำคมของ Jim Collins เอาไว้ด้วยว่า “Good is the Enemy of Great” … สู้ๆ ค่ะ