การพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศเพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ต่อ)

สรุปรายงานการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศเพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน วันที่ 27 สิงหาคม 2556 ณ ห้องประชุม 5209 อาคารสัมมนา 1 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดโดยแขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การอภิปรายเรื่อง ทิศทางความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และ e-publishing เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในเชิงนโยบาย โดย คุณวรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการบริษัท สถาพรบุ๊ค จำกัด ดร. พลภัทร์ อุดมผล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท อุ๊คบี จำกัด ดำเนินรายการโดย รศ. สำรวย กมลายุตต์

คุณวรพันธ์ได้รายงานสถานการณ์หนังสือ การอ่าน และการศึกษาในประเทศต่างๆ ในอาเซียน ซึ่งพบว่ายังไม่พัฒนานักและมีปัญหาร่วมบางอย่างที่คล้ายกัน เช่น ขาดงบประมาณส่งเสริมการอ่าน ขาดแคลนทรัพยากรหนังสือและสื่อการเรียนรู้ ไม่ให้ความสำคัญแก่การอ่าน ระบบการศึกษามุ่งแตให้อ่านหนังสือสำหรับเรียนเท่านั้นทำให้โลกทัศน์แคบ เด็กขาดนิสัยรักการอ่าน ประเทศที่มีปัญหาค่อนข้างมากคือกัมพูชาและลาว ส่วนอินโดนีเซียชอบพูดมากกว่าอ่านและมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นงบประมาณด้านการศึกษา ในขณะที่เวียดนามส่งเสริมการศึกษาอย่างเต็มที่ เมียนมาร์พยายามส่งเสริมการอ่านโดยพัฒนาห้องสมุดประชาชน

ส่วนประเทศไทยมีสำนักพิมพ์ประมาณ 500 แห่ง ร้านหนังสือกว่า 3,000 แห่ง คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีคนไทย 19 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดที่ไม่เคยใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือเลย ผู้บรรยายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนกลยุทธ์เพื่อแก้ปัญหา คือ รัฐบาลควรจัดตั้งองค์กรยุทธศาสตร์การพัฒนาการอ่านและหนังสือที่ถาวรและมีกฎหมายรองรับ อาจเรียกว่า สถาบันหนังสือและส่งเสริมการอ่านแห่งชาติ ก็ได้ ควรมีแผนงานการผลิตหนังสือของประเทศและส่งสัญญาณผ่านนโยบาย/มาตรการของรัฐ มีการควบคุมการแข่งขันด้านราคา กำหนดทิศทางของการค้า ebook และที่สำคัญคือการผลักดันให้ ebook ไม่ต้องเสีย VAT หรือเข้าสู่ระบบ VAT 0% เช่นเดียวกับหนังสือที่เป็นตัวเล่ม

การเชื่อมโยงระหว่างนโยบายด้านการศึกษา ภาครัฐต้องส่งเสริมการรักการอ่าน (ทั้งหนังสือและ e-books) อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงวัฒนธรรม ต้องมีนโยบายและมีกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ ไม่ใช่เฉพาะหนังสือเรียนหรือหนังสือที่ต้องอ่านแต่ต้องรอบรู้ในเรื่องรอบตัวด้วย การแจก tablet ตามนโยบายของรัฐบาลเป็นการแจกอุปกรณ์ แต่ไม่ได้เตรียมเรื่องเนื้อหา (content) และการอบรมครูให้ดีพอ เรามีปัญหาเรื่องความไม่พร้อม แตกต่างจากเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเตรียมเรื่องเนื้อหาให้พร้อมก่อน
ปัจจุบันเป็นสงครามช่วงชิงเวลาของการใช้เวลาว่าง อุปกรณ์ต่างๆมีขนาดเบาและเล็กลง มีการใช้สื่อออนไลน์ตลอดเวลาแต่กลับไม่สนใจในการอ่านหนังสือ การซื้ออุปกรณ์ tablet ไม่ได้เป็นเพื่อการอ่านหนังสือ คนไทยยังมีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือ ทำให้ขนาดตลาดหนังสือเล็กลง

เรื่องของการสร้าง e-books มีประเด็นที่น่าสนใจคือ ร้านหนังสือโดยทั่วไปมักขับเคลื่อนด้วยหนังสือใหม่ คนมักสนใจหนังสือใหม่ที่ขายดีเป็นหลัก ถ้าร้านหนังสือมัวไป digitize หนังสือเก่าอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ถึงแม้จะต้องการเอาหนังสือที่เป็นตัวเล่มมาแปลงเป็นดิจิทัลทั้งหมด แต่ขั้นตอนดัวกล่าวจะใช้เวลานานหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาอุปสรรคเรื่องลิขสิทธิ์ การขอลิขสิทธิ์จากผู้แต่งจะครอบคลุมเฉพาะหนังสือเป็นเล่ม หากต้องการ digitize จะต้องไปไล่ตามขอลิขสิทธิ์ใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาและต้องลงทุนมาก และต้องยอมรับว่า e-books จะทำให้ส่วนแบ่งรายได้ของนักเขียนลดลง ที่ประเทศจีนนักเขียนจะเขียนบนอินเทอร์เน็ตหรือบนบล็อกมาก่อน เมื่อได้รับความนิยมมากจึงจะพิมพ์หนังสือโดยโฆษณาว่าประสบความสำเร็จบนออนไลน์มาก่อนแล้ว สำหรับค่าตอบแทนนักเขียนสำหรับ e-books จะจ่ายตามยอดการ download ส่วนใหญ่ราคา e-books จะถูกกว่าตัวเล่มเล็กน้อย

วิธีการทำ ebook มี 2 รูปแบบคือ PDF และ EPUB ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป PDF เหมาะสำหรับหนังสือที่มีภาพประกอบมาก และจะไม่สูญเสียการจัดวางเมื่อขยาย font ให้ใหญ่ขึ้นเวลาอ่าน ส่วน EPUB เหมาะสำหรับหนังสือที่มีข้อความมาก ใช้กับอุปกรณ์ smart phone และ tablet เพราะสามารถปรับหน้าจอตามอุปกรณ์ได้

การอภิปรายเรื่อง ทิศทางความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และ e-publishing เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในมุมมองธุรกิจ โดย คุณระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และ คุณทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด ดำเนินรายการโดย รศ.ดร. น้ำทิพย์ วิภาวิน

คุณระริน ได้แนะนำบริษัทอมรินทร์ว่า ในปัจจุบันผลิตสิ่งพิมพ์และสื่ออื่นๆ อย่างครบวงจร ทั้งในรูปแบบ e-books, e-magazines, broacasting ทีวี สื่อออนไลน์ เฟสบุ๊ค การจัดกิจกรรมและงานแฟร์ต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางนำสาระความรู้ไปสู่ผู้คนด้วยรูปแบบหลากหลาย แล้วแต่ความสะดวกของผู้อ่าน ทำให้คนไทยในต่างประเทศและชาวต่างชาติจากทั่วโลกสามารถอ่านหนังสือและนิตยสารของบริษัทได้ มีการขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่ในความสนใจของตลาดอาเซียน ได้แก่ เรื่องสุขภาพ อาหาร ธรรมะ และนิยาย และขณะนี้มาเลเซียได้ซื้อลิขสิทธิ์นิตยสารบ้านและสวน ไปผลิตเป็นนิตยสารของมาเลเซีย (มีชื่อว่า BAAN) เป็นการใช้นโยบายที่เรียกว่า brand engagement

แนวคิดการทำธุรกิจ คืออยากให้คนไทยมีความรู้ ทำงานเพื่อความสุขและประโยชน์ของผู้อ่านและความรุ่งโรจน์ของสังคม ทางบริษัทมีการตั้งรางวัลให้แก่ผู้ที่ทำผลงานซึ่งมีผลกระทบในเชิงบวกกับสังคมด้วย เรื่องคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ลูกค้าซึ่งมีทั้งผู้อ่านและ sponsor ผู้ลงโฆษณาเกิดความเชื่อมั่น มีบริษัทในเครือที่ครบวงจร ได้แก่ บริษัทจัดจำหน่ายหนังสืออมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือนายอินทร์ ร้านออนไลน์ naiin.com และมี App ชื่อ Naiin Pan สำหรับให้บริการบน mobile devices

คุณทนง ได้แนะนำบริษัท Se-Ed ว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่เริ่มต้นด้วยการผลิตหนังสือประเภท How to ต่อมากลายเป็นร้านหนังสือที่มีสาขาทั่วประเทศกว่า 400 สาขา ต่อมาเมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยนไป จะจับเรื่องออนไลน์ มีร้านขายหนังสืออนไลน์ se-ed.com มี e-books จำหน่ายมากกว่าแสนปก มีร้านหนังสือบน App ที่ชื่อว่า Se-Ed ให้บริการบน IOS และ Android และมีเว็บ m.se-ed.com ที่ใช้บริการได้ทุก platform
อย่างไรก็ตาม ผู้บรรยายทั้งสองเห็นพ้องต้องกันว่า ธรรมะเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตประจำวัน และทางบริษัทมีการจัดกิจกรรมสนับสนุน เช่น บริษัมอมรินทร์ ทำโครงการนำพนักงานฝึกปฏิบัติธรรม ออกนิตยสารแนวธรรมะที่ชื่อว่า Secret ส่วนบริษัท Se-Ed มีการแจก CD ธรรมะฟรีที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ และเนื่องจาก การศึกษาในบ้านเราไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น บริษัท Se-Ed จึงสร้างโรงเรียนทางเลือกระดับอนุบาล ถึงมัธยมปลาย ชื่อว่าโรงเรียนเพลินพัฒนา เปิดมา 10 กว่าปีแล้ว ใช้งบมากถึง 300 ล้านบาท สร้างให้เด็กมีแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้ คิดค้นนวัตกรรม แสวงหาความรู้ได้เอง สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ เอาโจทย์ในชีวิตจริงมาเรียนรู้ มีกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ได้ด้วยตัวเอง และก่อตั้งมูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น รับบริจาคเงินเพื่อสร้างเด็กไทยในอนาคต

คุณทนง ให้แนวคิดว่า ยอดขายของตลาด e-books เคยมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น แต่ในปีนี้ที่อเมริกา e-books กำลังเจอปัญหา ยอดขาย e-books และ e-book readers เริ่มชะลอตัวลง และอาจ zero growth หรือติดลบได้ นั่นหมายความว่า คนไม่อ่านทั้งตัวเล่มและ e-books แต่เสพสื่อสังคมออนไลน์ประเภทอื่นแทน พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป เวลาในการอ่านน้อยลง สมาธิในการอ่านสั้นขึ้น ไม่อ่านแต่ดูภาพและวิดีแทน ดังนั้น บริษัทไม่ควรแข่งกันเองระหว่างตัวเล่มและ e-books แต่ต้องหาทางให้คนเปิดอ่านหนังสือหาความรู้ ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามให้มากขึ้น ปัจจุบันผู้ผลิต content อิสระมีจำนวนมากขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งเขียนบล็อกหรือบันทึกวิดีโอ แล้วเผยแพร่ได้ทันที ทุกคนมีส่วนร่วมในการให้ content ด้วยตนเองโดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์อีกต่อไป เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากซึ่งอาจทำให้บริษัทขาดทุนได้

การสอนนักเรียนไทยยุคใหม่ ต้องสอนให้รู้จักคิดวิเคราะห์และรู้เท่าทัน เพื่อให้แข่งขันได้เมื่อเข้าสู่อาเซียน มิฉะนั้นคนไทยอาจเสียเปรียบในการทำงานเมื่อเปิดเสรี ปัจจุบันคนต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในประเทศไทย สามารถเรียนภาษาไทยและพูดภาษาไทยได้แล้ว ในขณะที่เรายังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คุณภาพคนรุ่นใหม่เป็นสิ่งสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยน่าเป็นห่วงมาก ต่อไป content ทั้งหลายจะถูกผลิตโดยคนต่างชาติ เพราะระบบและเทคโนโลยีของเขาพร้อมกว่า

คุณระริน ให้ความเห็นว่า อเมริกามี market share e-books ที่สูง แต่ญี่ปุ่นไม่สูงมากนักเพราะคนยังชอบตัวเล่มอยู่ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรม คนอ่านหนังสือจาก smart phone มากกว่า tablet เพราะสะดวกในการพกพา และคนที่ชอบอ่าน e-books มีแนวโน้มจะซื้อหนังสือเพิ่มมากขึ้น ภาวะตลาดบ้านเรายังอยู่ในช่วงเรียนรู้และเติบโต ในฐานะสำนักพิมพ์ เราตั้งโจทย์เริ่มต้นที่ content ต้องดีพอที่จะยอมเสียเงินซื้อ ส่วนรูปแบบไม่สำคัญ เพราะจะเปลี่ยนแปลงไปตามไลฟ์สไตล์ของคนอ่านสมัยใหม่ เช่น ที่เกาหลีนิยมจ่ายค่าอ่านนิยายเป็นตอนๆ หรือบอกรับเป็นรายปี เป็นต้น

ปัจจุบันมี blogger เกิดขึ้นเยอะมาก แม้ปล่อยให้อ่านฟรีบนอินเทอร์เน็ต แต่นักเขียนส่วนใหญ่มักมีความฝันที่จะเห็นหนังสือของตนพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มจับต้องได้ ธุรกิจทุกอย่างมีทั้งภัยคุกคามและโอกาสเสมอ ความรู้ในอดีตไม่สามารถพยากรณ์อนาคตได้อีกต่อไปแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ เราต้องมีจินตนาการ ทำอย่างไรให้นักเรียนไทยคิดเป็น และประยุกต์ใช้เป็น ต้องช่วยกันสร้างเด็กให้มีคุณภาพให้ได้ เราต้องเริ่มต้นจากตัวเอง ต้องมี commitment กับตัวเอง ไม่ต้องไปรอคนอื่นหรือโทษคนอื่น ต้องช่วยกันสร้างคนเก่ง คนดี และมีความรู้เพื่ออนาคตของสังคมไทย

คุณทนง ให้แนวคิดว่า หนังสือตัวเล่มยังไปได้อีกสักระยะหนึ่ง แต่พอเปลี่ยน generation ไปเป็นคนอีกยุคหนึ่ง อาจหายวับไปเหมือนเทป กล้องถ่ายรูป หรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็ได้ ต่อไปคนไม่อ่านหนังสือแต่ใช้การ load และแบ่งปันกันใช้ฟรี มีการเอาหนังสือทั้งเล่มไป scan และ share กัน หรืออาจช่วยแปลภาษาให้ด้วย หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นกำลังเจอปัญหานี้ (ที่ญี่ปุ่นนิยมขายหนังสือการ์ตูนโดย load ผ่าน smart phone) เรื่อง share และ free เป็นแนวโน้มที่กำลังแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย MIT เอาหลักสูตรมาทำ online course ให้ download ได้ฟรีและ share ไปทั่วโลก สำนักพิมพ์วารสารวิชาการ เกิดการ flip business model อย่างรุนแรง กลายเป็น open access งานแสดงหนังสือประจำปีของเกาหลีเริ่มซบเซา แม้แต่การขาย e-books เพราะถูกคุกคามโดย e-library ของเกาหลี ซึ่งทำได้ดีมากจนมีผลกระทบทั้งประเทศ แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่คนอ่านหนังสือมาก ปัจจุบันพบว่าไม่มีสำนักพิมพ์ใดเลยที่ทำกำไรได้มาก ขณะนี้ประเทศไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่เราเริ่มมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบการศึกษา ทำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งประเทศ ทำแบบโครงการ CyberHome ของประเทศเกาหลี ให้คนสร้าง content เองและ share กัน ทำ micro content ออกมามากๆ ให้คนไทยเรียนรู้ได้ฟรี มหาวิทยาลัยอาจต้องทบทวนวิธีการสอนใหม่ ให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองจาก micro content ที่มีอยู่

การอภิปรายเรื่อง ทิศทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมบริการสารสนเทศและห้องสมุด โดย คุณรุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายเศรษฐกิจจุลภาค 3 บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รศ.ดร. สมพร พุทธาพิทักษ์ผล สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี หัวหน้าศูนย์ข้อมูล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร. ทัศนา หาญพล

คุณรุจิพันธ์ ได้กล่าวถึงเทรนด์ของสารสนเทศและห้องสมุดในยุคดิจิทัล ได้แก่ 1) Digitization เช่น โครงการแปลงและเผยแพร่หนังสือหายาก โครงการหนังสือเก่าชาวสยาม 2) Crowdsourcing การมีส่วนร่วมสร้างสรรค์เนื้อหาโดยมวลชน ตรวจความถูกต้องกันเอง เช่น Wikipedia 3) E-library ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ และ 4) M-library ห้องสมุดที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งยุคดิจิทัล

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อปี 2556 พบว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อรับส่งอีเมล (54.4%) ค้นหาข้อมูล (52.5%) การใช้งานเครือข่ายสังคม (33.2%) อ่านข่าวและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (31.7%) และดูโทรทัศน์/ฟังวิทยุออนไลน์ (21.0%)

รศ.ดร. สมพร ได้กล่าวถึงบทบาทของห้องสมุดว่าเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญระหว่างผู้ใช้และทรัพยากรสารสนเทศ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากมีระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ห้องสมุดจึงต้องปรับตัว ผลการสำรวจทัศนคติของผู้ใช้บริการห้องสมุดโดย OCLC พบว่าผู้ใช้ค้นข้อมูลจาก google search engine มากที่สุด ตามมาด้วย wikipedia ส่วนเว็บไซต์ห้องสมุดใช้น้อยมาก ข้อมูลสำรวจของ Pew Internet http://www.pewinternet.org พบว่าในปี 2012 มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก อุปกรณ์ mobile devices เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้มากขึ้น สารสนเทศในสื่อออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา ข้อมูลจาก ACRL ปี 2012 พบว่าเทรนด์ใหม่ๆสูงสุด 10 อันดับแรกที่จะส่งผลกระทบต่อห้องสมุดมหาวิทยาลัยคือ 1) Communicating value 2) Data curation 3) Digital preservation 4) Higher education 5) Information technology 6) Mobile environments 7) Patron driven e-book acquisition 8_) Scholarly communication 9) Staffing 10) User behaviors and expectations (http://crln.acrl.org/content/73/6/311.full)

การเตรียมตัว AEC ห้องสมุดต่างๆ นิยมตั้งมุมอาเซียนในห้องสมุด แต่ไม่ได้สะท้อนอะไร ไม่ได้ตอบโจทย์ ห้องสมุดมีภารกิจสนับสนุนการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย จึงควรดูว่ามหาวิทยาลัยมีการเปิดหลักสูตรหรืองานวิจัยอะไรบ้างเพื่อรองรับอาเซียน ซึ่งอาจจะเหมาะกับบางประเทศในอาเซียนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด 10 ประเทศ ในศตวรรษที่ 21 การบริการมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ ต้องมีแผนและการเตรียมการเพื่ออนาคตอย่างมีทิศทาง บทบาทบรรณารักษ์ คือ พยายามช่วยผู้ใช้ให้เข้าถึงสารสนเทศที่มีคุณภาพดีได้อย่างไร และทำให้ผู้ใช้สามารถนำสารสนเทศไปใช้ประโยชน์ได้

คุณชวรงค์ ได้แนะนำศูนย์ข้อมูลหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งขณะนี้ไทยรัฐกำลังเปลี่ยนผ่านจากหนังสือพิมพ์ไปออนไลน์ และใช้ออนไลน์เป็นสะพานเชื่อมไปเป็นทีวี ดังนั้นต่อไปต้องคิดถึงศูนย์ข้อมูลทีวี ต้องจัดเก็บภาพเคลื่อนไหวและใช้ metadata ในการจัดการข้อมูล เดิมศูนย์ข้อมูลให้บริการนักข่าวเกือบ 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทันวางแผง แต่ปัจจุบันปิดบริการเร็วขึ้น มีผู้ใช้บริการน้อยลงเพราะหันไปใช้ google อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการใช้น้อยลงแต่ศูนย์ข้อมูลยังจำเป็น เพราะประวัติภาพบุคคลสำคัญในอดีต กฤตภาคข่าวเก่า ข้อมูลนาม-ตำแหน่งจะแม่นยำ ครบครันและละเอียดกว่า ไม่สามารถค้นได้จาก Google นอกจากนั้นการที่นักข่าวไปเอาภาพจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ อาจเจอปัญหาลิขสิทธิ์และถูกฟ้องได้ โดยเฉพาะการเสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ซึ่งจะแพร่กระจายต่อๆกันได้รวดเร็วมาก ต้องระวัง การใช้บริการศูนย์ข้อมูลจะทำให้ข้อมูลนั้นเชื่อถือได้

สำหรับประเด็นอาเซียน เห็นว่าอุตสาหกรรมสื่อที่เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ไทยยังไม่มีผลกระทบ แต่โจทย์ใหญ่คือ เราต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องประชาคมอาเซียน เพราะส่วนใหญ่ยังมีความรู้ไม่ถูกต้อง ยังมีความเข้าใจผิดอยู่มาก ตัวอย่างเช่น มีคนจำนวนมากที่ไม่ทราบว่า AEC เป็นแค่ 1 ใน 3 ขององค์ประกอบของประชาคมอาเซียน (AEC เป็นเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ยังมีประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนด้วย) ในฐานะศูนย์ข้อมูลของสื่อ เราต้องพยายามให้ความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องเหล่านี้ นอกจากนั้น นักข่าวประเทศไทยมีความตื่นตัวในเรื่องประชาคมอาเซียนมากกว่าประเทศอื่น และปัจจุบันมีการตั้งชมรมนักข่าวอาเซียนขึ้นมาด้วย

Advertisements

การพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศ เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

สรุปจากการไปฟังสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศเพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน เมื่อวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2556 ณ ห้องประชุม 5209 อาคารสัมมนา 1 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดโดยแขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การบรรยายพิเศษเรื่อง การศึกษากับการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟแวร์ โดย ดร. มนู อรดีดลเชษฐ กรรมการบริหารมูลนิธิ C&C เพื่อการศึกษา

ผู้บรรยายกล่าวถึงความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมซอฟแวร์และบริการไอซีทีของประเทศ โดยยึดหลัก Diamond Model ของ Michael Proter เพื่อช่วยให้เข้าใจศักยภาพการแข่งขัน จาก 4 มุมมอง คือ 1) ปัจจัยการผลิตในประเทศ ซึ่งเน้นทรัพยากรมนุษย์หรือคุณภาพของบุคลากรด้านซอฟแวร์ 2) อุปสงค์ (demand) ภายในประเทศ ซึ่งมีปัญหาเพราะองค์กรมักซื้อซอฟแวร์ขนาดใหญ่มาจากต่างประเทศ 3) อุตสาหกรรมสนับสนุนและเกี่ยวเนื่องภายในประเทศ ซึ่งยังคงมีจุดอ่อนมากและขาดการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมข้างเคียง 4) กลยุทธ์ โครงสร้าง และสภาพการแข่งขันในประเทศของกลุ่มบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีเงินทุนน้อย ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟแวร์ และหามาตรการต่างๆ ในการแก้ไขจุดอ่อนทั้ง 4 ด้าน

นอกจากนั้น ผู้บรรยายยังได้กล่าวถึงปัญหาช่องว่างระหว่าง demand และ supply ด้านพัฒนาทักษะไอซีที ที่หลักสูตรการผลิตบัณฑิตด้านไอซีทีในมหาวิทยาลัยประเทศไทย ยังไม่ปรับตัวตามความต้องการของตลาดอุตสาหกรรม และเห็นว่าประเทศไทยควรสนับสนุนการฝึกทักษะทันสมัยและส่งเสริมการสร้างงานที่ทันสมัย โดยเน้นเรื่อง service-oriented computing เป็นหลัก มีการออกแบบระบบซอฟแวร์ที่รองรับ service driven business ให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตนักไอซีทีไปทำงานด้าน back office เท่านั้น แต่ต้องสนใจที่จะพูดคุยกับนักธุรกิจเพื่อเอาทักษะไอซีทีที่ทันสมัยไปสร้างผลกำไรและ value added ให้อุตสาหกรรม ต้องเปลี่ยนแนวคิดจาก mass production คือผลิตสินค้าจำนวนมากโดยทำให้ต้นทุนต่ำ ซึ่งมีผลเสียตามมาคือการบริโภคเกินความจำเป็น ควรหันมาใช้แนวความคิดของ value creation หรือการสร้างคุณค่า เป็นการซื้อขายข้อเสนอตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช้เฉพาะแค่ตัวสินค้าเท่านั้น และต้องคำนึงถึงการสร้างเครือข่าย customer driven service value network ด้วย แนวโน้มของระบบซอฟแวร์จะเป็น service-oriented design และ cloud computing service model ภาษาที่ใช้พัฒนาซอฟแวร์ต้องเป็นภาษาภาพ business process ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ เช่น BPMN 2.0 เป็นต้น

การบรรยายพิเศษเรื่อง อุตสาหกรรมสารสนเทศในโลกยุคดิจิทัล โดย ดร. กษิติธร ภูภราดัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยนโยบาย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ผู้บรรยายได้นำเสนอไว้ 4 ประเด็น คือ 1) บทบาทของไอซีทีกับสารสนเทศและความรู้ 2) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านไอซีที 3) การเปลี่ยนแปลงของสารสนเทศ และการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสารสนเทศ 4) นโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

แผนพัฒนาฯฉบับที่ 9 และกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศ IT2010 ได้กล่าวถึงความสำคัญของการผลิต การแพร่กระจาย และการใช้สารสนเทศและความรู้ แต่ไม่ได้กำหนดบทบาทของไอซีทีในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้บรรยายได้แสดงข้อมูลและสถิติจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญระดับโลกบนอินเทอร์เน็ต  เพื่อชี้ให้เห็นว่าไอซีทีมีบทบาทในการเข้าถึงสารสนเทศ การแพร่กระจายของคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสารสนเทศ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เปลี่ยนจาก PC มาเป็น smart phone หรือ tablet มากขึ้น ผู้ประกอบการผลิตโทรศัพท์มือถือ ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนการรับส่งสารสนเทศจาก text มาเป็น moving image เปลี่ยนจาก voice มาเป็น data communications ปริมาณสารสนเทศมีจำนวนมากขึ้น มีการสร้างและใช้สารสนเทศอยู่ตลอดเวลาทุกนาที เป็น fast production / fast consumption

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ให้บริการเริ่มมี package ที่ผสมผสานระหว่าง voice และ data มากขึ้นแต่ที่ควรคำนึงคือ ในโลกนี้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจำนวนมากยังใช้เพียงแค่ฟังก์ชั่นธรรมดา บางประเทศเช่นอินเดียยังคงใช้ simple function ค่อนข้างมาก เพราะราคาของ smart phone ยังค่อนข้างแพงสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ แม้อัตราการเติบโตของ smart phone เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่บางประเทศใช้ smart phone มาก เช่น ญี่ปุ่น พฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนไป ไม่ได้พูดโทรศัพท์ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ เพราะหันมาใช้ messaging เช่น WhatsApp, LINE แทนสะดวกขึ้น แต่ก็อันตรายมากขึ้น เพราะข้อมูลส่วนตัวอยู่ในโทรศัพท์มือถือทั้งสิ้น ปัจจุบันข่าวที่เกิดขึ้นสามารถแพร่ได้รวดเร็วทันที แต่บางครั้งอาจเร็วเกินไป ขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข่าวขัดแย้งกันเอง รวมทั้งอาจมีการใช้เทคโนโลยีในการตกแต่งปลอมแปลงข่าวและภาพได้

เทคโนโลยีที่สำคัญในอุตสาหกรรมสารสนเทศในปัจจุบันคือ cloud computing องค์กรต่างๆไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่อง server แต่หันมาใช้ cloud computing และ public cloud ต่างๆ แทน เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน การที่สารสนเทศไหลเวียนมากและมีการบริโภคสารสนเทศมาก จึงทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมด้าน storage of data มีการเจริญเติบโตมาก รวมทั้งธุรกิจการขายโฆษณาสินค้าและทำ SEO บน search engines ต่างๆ โดยเฉพาะ google ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในปัจจุบัน

สำหรับนโยบายภาครัฐ ประเทศไทยมีกรอบนโยบาย ICT 2020 ซึ่งเน้น Smart Thailand / Smart government มีเป้าหมาย ตัวชี้วัด กลยุทธ์และมาตรการต่างๆ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีที โดยเน้นไปที่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโทรคมนาคม แต่ไม่ค่อยพูดถึงสารสนเทศ มีแต่การพูดถึง digital content รูปแบบใหม่ เช่น DTV, IPTV, e-learning เท่านั้น

กรอบแนวคิดนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ของ สวทน. ได้จำแนก strategic sectors ออกเป็นด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันสนับสนุนให้เกิดเศรษฐกิจและสังคมแบบ sustainable economy และหนึ่งใน sector เหล่านั้นคือ Creative and digital contents

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา digital content industry มีความหมายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมซอฟแวร์ SIPA ประเทศไทยเน้น digital content เฉพาะเรื่องของ animation, games, e-learning แต่ OECD เห็นว่า digital content เป็นส่วนขยายของอุตสาหกรรม content แบบดั้งเดิม นั่นคือ อะไรก็ตามที่สามารถถูก digitize ได้ จะถูก digitize หมด นอกจากนั้น ประเด็นที่ต้องขบคิดเพิ่มเติมสำหรับนโยบายไอซีทีของประเทศไทยคือ อุตสาหกรรมสารสนเทศควรคำนึงถึงการแพร่ภาพกระจายเสียง (broadcasting)  เช่น ดิจิทัลทีวี เนื่องจากต่อไปจะมีช่องและรายการทีวีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น content จะมากขึ้นตามไปด้วย

การอภิปรายเรื่อง ผู้ประกอบการกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศของไทย

โดย อาจารย์ ดร. อดิศักดิ์ สุกุล อาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และที่ปรึกษาบริษัท Best Book Online จำกัด คุณกิตติพงษ์ ทรัพย์คงดี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บุ๊ค โปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด — ดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์ชำนาญ เชาวกีรติพงศ์

ดร. อดิศักดิ์ สุกุล แนะนำหน่วยงานที่มีชื่อว่า EIFL  (Electronic Information for Libraries) ซึ่งทำงานร่วมกับห้องสมุดต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 60 ประเทศ มีเว็บไซต์อยู่ที่ http://www.eifl.net สำหรับประเทศไทย มีห้องสมุดที่เป็นสมาชิกของ EIFL–Thailand จำนวน 98 แห่ง เช่นกลุ่ม PULINET

โครงการของ EIFL มี 5 กลุ่ม ได้แก่

  1. EIFL-Licensing (Free and discounted resources) รวมตัวเพื่อเจรจาต่อรองเรื่องค่าบอกรับวารสารและฐานข้อมูล ขอส่วนลดหรือให้บริการฟรีสำหรับประเทศด้อยพัฒนา
  2. EIFL-FOSS (free and open source software) ผลิตซอฟแวร์เสรี
  3. EIFL-PLIP (public library innovation program) ช่วยเหลือพัฒนาโปรแกรมสำหรับห้องสมุดประชาชน
  4. EIFL-IP (intellectual property / copyright) เจรจาต่อรองเรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากับงานห้องสมุด
  5. EIFL-OA (open access) ส่งเสริมการจัดทำวารสารวิชาการแบบเสรี

ดร. อดิศักดิ์ แนะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ชื่อว่า 2ebook Digital Libraryhttp://www.2ebook.com และยกตัวอย่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ห้องสมุด TK Park ซึ่งในยุคเริ่มแรกใช้ DRM solutions ของบริษัท Adobe ต่อมาบริษัท Best Book ได้พัฒนา DRM solutions ขึ้นมาเอง โดยอ้างอิงซอฟแวร์จากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ราคาถูกลงและตรงความต้องการของลูกค้าในประเทศมากกว่า

การใช้ระบบ 2eBook จะเป็นรูปแบบทางธุรกิจแบบ win-win คือได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย สำนักพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือจะสามารถแปลงตัวเล่มทั้งหมดให้กลายเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้รวดเร็วและลดต้นทุนในการจัดเก็บสินค้า รวมทั้งสามารถติดตามสถิติต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตได้ดีกว่า

ผู้บรรยายได้กล่าวถึงการเข้าไปช่วยพัฒนา Digital Library ของห้องสมุดรัฐสภาซึ่งมีการ digitize เอกสารต่างๆ ของรัฐสภาจำนวนมาก อีกทั้งเป็นเอกสารที่มีโครงสร้าง metadata ไม่เหมือนเอกสารวิชาการอื่นๆ การพัฒนาระบบไม่จำเป็นต้องสร้างโปรแกรมเองทั้งหมด แต่อาจประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น ใช้โปรแกรม Dspace ซึ่งเป็น open source  ในการสร้างระบบห้องสมุดดิจิทัล ส่วนการสืบค้นสามารถใช้ Google search engine ห้องสมุดมารวยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดิมใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ VTLS ของบริษัท Book Promotion แต่ต้องการเสริมเรื่องห้องสมุดดิจิทัลเข้าไป นอกจากนั้นทางบริษัทยังช่วยพัฒนาโครงการระบบ ผลิตเอกสารคำสอน STOU Publisher Management System ของ มสธ ด้วย

ผู้บรรยายได้แนะนำ Apps ของ 2eBook สำหรับให้บริการผ่าน mobile ชนิดต่างๆ เช่น iPad, iPhone, Android ตามความนิยมของผู้ใช้บริการ และแนะนำระบบ http://library.pressdisplay.com ของบริษัท NewspaperDirect ซึ่งใช้ซอฟแวร์จัดทำหนังสือพิมพ์ดิจิทัลจำนวนมากกว่า 2,200 ชื่อ สามารถสืบค้นข่าวต่างๆ จากทั่วโลกได้

ผู้บรรยายได้แสดงความคิดเห็นต่อการทำธุรกิจสารสนเทศในยุคของ AEC ว่ามีประเด็นสำคัญคือ การใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ความพร้อมของ infrastructure ทางด้านไอซีทีของประเทศ การสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้นมาใช้เองภายในหน่วยงานโดยไม่ต้องซื้อ การใช้บริการ cloud services ของบริษัทต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มี data center อยู่ที่สิงคโปร์ (ทำให้หน่วยงานภาครัฐบางหน่วยงานอาจไม่ไว้วางใจในการนำข้อมูลของภาครัฐ ไปไว้ใน data center ต่างประเทศ) และควรใช้ประโยชน์จากหน่วยส่งเสริมการลงทุน BOI ซึ่งจะช่วยสนับสนุนธุรกิจอุตสาหกรรมสารสนเทศได้ เช่น การยกเว้นภาษีนำเข้า เป็นต้น

คุณกิตติพงษ์ ทรัพย์คงดี พูดถึงแนวโน้มของการพัฒนา eBooks ของทางบริษัท บุ๊ค โปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งใช้ซอฟแวร์ในการทำระบบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าสมัยก่อน และมีทีมงานที่ตรวจสอบความถูกต้อง (human proof)  ปัจจุบันผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆเริ่มมีความต้องการสารสนเทศในเรื่องอื่นๆ ด้วย นอกเหนือจากงานห้องสมุดและผู้ใช้บริการ เช่น เรื่องของการผลิตวารสารวิชาการของสถาบันให้มีมาตรฐานสากล การพัฒนามหาวิทยาลัยในการแข่งขันระดับนานาชาติ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก Times Higher Education (THE) โดยบรรณารักษ์และนักเอกสารสนเทศสามารถมีส่วนช่วยได้ การพัฒนาสารสนเทศจะวางแผนในระยะยาว ต้องวางแผนเรื่องการ outsources เพื่อให้ทีมงานสามารถทำงานได้ทันตามกำหนดเวลา งบประมาณเป็นสิ่งสำคัญแต่ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ที่สุด สามารถทำได้ ถ้าวางแผนเป็นระบบ แต่ต้องครบวงจรทั้งมหาวิทยาลัย คือ ผู้ใช้ เทคโนโลยี การบริหารจัดการ นโยบายและงบประมาณของมหาวิทยาลัย และทรัพยากรสารสนเทศ IR ต่างๆ เช่น ผลงานวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือ วารสาร และเอกสาร จากทั้งห้องสมุดและบัณฑิตวิทยาลัย

การให้บริการข้อมูลในอนาคต จะมีการใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันมากขึ้น มีการใช้ mobile deviceมากขึ้น ธุรกิจสารสนเทศจึงมุ่งเน้นการจัดกลุ่มข้อมูลที่มีอยู่มากมายบนอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้น การจัดอบรมและจัดสอบให้ได้ใบรับรองมาตรฐาน (cerificate) ทางด้านไอซีที ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อวิชาชีพการทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าสอบให้ต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง ธุรกิจการสร้าง online courses การทำ KM และการสร้างคลังข้อมูล IR ซึ่งเป็นองค์ความรู้ของสถาบัน เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

การบรรยายพิเศษเรื่อง การพัฒนานวัตกรรมทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตร โดย นางสิริกร โคตรนนท์ นักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตร ชำนาญการพิเศษ กรมทรัพย์สินทางปัญญา

 ผู้บรรยายได้ให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาชนิดต่างๆ ได้แก่ สิทธิบัตร  ลิขสิทธิ์  (ซึ่งมี 9 ประเภท) การคุ้มครองพันธุ์พืช  เครื่องหมายการค้า (เช่น สัญลักษณ์รูปดอกจำปีของสายการบินไทย)  ความลับทางการค้า  (เช่น สูตรน้ำมัน)  สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์  (เช่น ส้มโอนครชัยศรี  ไข่เค็มไชยา ข้าวสังข์หยด)  แบบผังภูมิวงจรรวม  และภูมิปัญญาท้องถิ่น  (เช่น  สูตรน้ำพริกเผาของกลุ่มแม่บ้าน)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เป็นสิทธิบัตร ซอฟแวร์เป็นลิขสิทธิ์ ส่วนโลโก้บริษัทเป็นเครื่องหมายการค้า

ประเทศไทย มีผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามากกว่าสิทธิบัตร และผู้ยื่นสิทธิบัตรที่เป็นคนไทยมีแค่ 15% ส่วนใหญ่มีแต่คนต่างชาติ 85% ส่วนอนุสิทธิบัตร (petty patent) หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ มีคนไทยยื่น 90% เนื่องจากเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก หรือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อย จึงรับจดทะเบียนด้วยขั้นตอนที่เร็วกว่า แบบผังภูมิวงจรรวม มีผู้ขอจดทะเบียนเพียง 10 คำขอเท่านั้น (ส่วนใหญ่เป็นของ สวทช.) ส่วนการจดแจ้งข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น สูตรอาหาร สูตรทำขนม กลุ่มแม่บ้านสามารถนำใบรับรองไปขอกู้ยืมเงินลงทุนจากธนาคารได้

นวัตกรรมคือสิ่งที่ทำขึ้นใหม่หรือแปลกไปจากเดิม ดังนั้นนวัตกรรมจึงสนับสนุนให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าคิดอะไรได้ควรมายื่นจดก่อนไปทำขาย มิฉะนั้นจะถูกลอกเลียนแบบ ไม่ควรเผยแพร่หรือทำขายก่อนมายื่น เพราะจะถูกคัดค้าน (บางครั้งเป็นปัญหาขัดแย้งผลประโยชน์กันในครอบครัวหรือบริษัทเดียวกัน ตกลงกันไม่ได้ มีการฟ้องร้องกัน หรือปล่อยให้ขายไปแล้วฟ้องทีหลัง) – ควรไกล่เกลี่ยและแบ่งผลประโยชน์กัน ซึ่งสามารถขอให้เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาช่วยเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยก็ได้

สิทธิบัตรจากทั่วโลกสามารถสืบค้นได้จาก EPO–Espacenet ที่ http://www.epo.org ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลสิทธิบัตรจำนวนประมาณ 80 ล้านฉบับ สิทธิบัตรของไทยมักเป็นเรื่องของซอฟแวร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และยา คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าจดสิทธิบัตรแล้วช้า ความจริงเมื่อยื่นแล้วสามารถผลิตขายได้เลยไม่ต้องรอเพราะขั้นตอนใช้เวลานาน ผู้อยู่ต่างจังหวัดสามารถยื่นเรื่องผ่านพาณิชย์จังหวัดซึ่งได้รับการฝึกอบรมจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในอนาคตจะสามารถยื่นเรื่องผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้

ความร่วมมือด้านสิทธิบัตรในอาเซียน (ASPEC) สามารถใช้ผลการตรวจสอบจากประเทศหนึ่งไปใช้ประกอบการพิจารณาในอีกประเภทหนึ่ง สามารถยื่นคำขอในประเทศที่ต้องการขอรับความคุ้มครองโดยตรง หรือยื่นผ่านระบบ PCT (Patent Coorperation Treaty) ระหว่างประเทศก็ได้ รายละเอียดดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา http://www.ipthailand.go.th