เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนจบ)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา เป็นมหากาพย์ 10 ตอนจบ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว !!

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ] [ ตอน 6 ] [ ตอน 7 ] [ ตอน 8 ] [ ตอน 9 ] และสมัครเป็น Fan Facebook ของงานสัมนนานี้ได้ที่ “Social Media Club”

ตอนจบนี้ จะว่าด้วยเอกสารต่างๆ ที่อยู่ในกระเป๋า ซึ่งได้รับแจกจากงานสัมมนา … รีบอ่านเสียก่อนที่จะเอาไปซุกเก็บ (ตามประสาของคนที่ชอบเข้าร่วมงานสัมมนา แต่พอกลับมาถึงที่ทำงานแล้ว มักจำอะไรไม่ค่อยได้ ประยุกต์ใช้ก็ไม่ค่อยเป็น)

  1. sheet แรกเป็นเอกสารเรื่อง “บันได 10 ขั้นในการเสริมสร้างธุรกิจของคุณด้วยสื่อสังคม” แปลจาก Grow your business using social media – a step by step guide ของ @PhilipVanZyl, July 2009. มีเว็บไซต์อยู่ที่ http://Getsocialmedia.net
  2. sheet ที่สองเป็นเรื่อง in trends มาก social web workshop : การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์เมื่อเกิดวิกฤต แปลจาก SocialForum.org / LaurelPapworth.com
  3. sheet ที่สามเป็นเรื่อง “แนวทางปฏิบัติในการใช้คอมพิวเตอร์ในแบบสังคมของ Intel” แปลและเรียบเรียงมาจาก Intel Social Media Guidelines
  4. sheet ที่สี่เป็นเรื่อง “แนวทางปฏิบัติในการใช้คอมพิวเตอร์ในแบบสังคมของ IBM” แปลและเรียบเรียงมาจาก IBM social computing guidelines: blogs, wikis, social networks, virtual worlds and social media
  5. sheet สุดท้ายเป็นเรื่อง “การสร้างเครือข่ายสังคมในหน่วยงานภาครัฐ : โอกาสและความท้าทาย” แปลจาก Executive Summary Social Networking in Government : Opportunities & Challenges
Advertisements

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 9)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ] [ ตอน 6 ] [ ตอน 7 ] [ ตอน 8 ] และสมัครเป็น Fan Facebook ของงานสัมนนานี้ได้ที่ “Social Media Club”

วิทยากรคนสุดท้ายของงานสัมมนานี้ คือคุณ @iPattt เจ้าของบริษัทไทเกอร์ไอเดีย TiGERiDEA ที่รับออกแบบเว็บไซต์ให้สำนักนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเป็นมือ keyboard เจ้าของวงดนตรี iHear Band ซึ่งจะมาเล่นให้ฟังหลังจบงานสัมมนาด้วย .. ทำ slide บรรยายได้น่ารักดี เป็นรูป Mr. Bean ล้อเลียนผู้บริหาร (ประเทศ) [ slide ประกอบการบรรยาย อ่านได้ที่นี่ค่ะ ]

@iPattt ออกแนวโต้แย้งความคิดเห็นของ พ.ต.อ. ญาณพล (เขียนเอาไว้ใน ตอนที่ 8) ในเรื่องของพฤติกรรมการใช้ social media ของคนรุ่นใหม่ โดย @iPattt กล่าวว่า คนดังแล้วจะไม่ค่อยอยากให้คนตาม ดังนั้นจึงไม่เล่น location-based จำพวก Foursquare เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าขณะนี้อยู่ไหน แต่คนไม่ดัง จะอยาก share ซึงจะทำให้เรามี perspective มีมุมมองที่กว้างไกล / old mindset เปรียบเหมือนก้อนหินในป่าใหญ่ ทำอะไรต้องระวังตัว เพราะคนเห็น แต่ Open mindset เปรียบเหมือนเม็ดทรายบนชายหาด ต้องเปิดเผยตัวเอง ต้อง share ความคิดออกมาสู่โลก มิฉะนั้นเราจะตายโดยไม่มีใครเห็น .. online asset คือหมุดเล็กๆ ที่ส่งออกมา เราต้องส่งออกมาบ่อยๆ และมากๆ ถ้า “โดน” ก็จะกลายเป็นจุดสนใจ

อืมมม … ฟังดูแล้วเห็นได้ชัดถึงวิธีคิดที่แตกต่าง ระหว่างผู้ใหญ่ผ่านโลกมามาก และเด็กที่กำลังโตต่อไปในโลกอนาคต … อ่านแล้วใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเอาเองนะคะ โดยส่วนตัวเราชอบ @iPattt นะ เป็นคนรุ่นใหม่ ทำอะไรได้หลายอย่าง … เวลาไปเดินเล่นที่ The Emporium ตอนเย็นๆ เจอวง iHear Band มารับ job เล่นดนตรีให้ลูกค้าฟังที่ลานชั้น 1 บ่อยเลย !

@Ipatt พูดถึง 3 ขั้นตอนของการใช้ Social Media ในองค์กร ในฐานะผู้มีประสบการณ์ (สำนักนายกรัฐมนตรี ได้จ้างบริษัท OpenDream ทำเว็บ และจ้างบริษัท TiGERiDEA เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ) 3 ขั้นตอนที่ว่านั้น คือ 1. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนขององค์กร ว่าจะใช้ social media ไปทำไม 2. ใครคือผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสีย 3. แผนการใช้ Social Media ขององค์กร .. แต่ที่สำคัญคือ เวลาวางแผนทำเว็บ อย่าเรียกประชุมใหญ่หลายหน่วยงาน เพราะจะหลงทาง คนที่ไม่รู้เรื่องจะพยายามเสนอความคิดเห็น ต้องดู user view เท่านั้น ถ้าภายใน 8 วินาทีดูแล้วไม่ชอบ ก็จบ ! .. กรณีเว็บของนายกรัฐมนตรี จะใช้วิธีเขียน blog แบบสบายๆ และใส่รูปสวยๆ ใน flickr ของสำนักนายกฯ จากนั้นยิง link กลับไปเว็บหลักของนายกฯ … ในเว็บมีระบบ vote ทีคล้าย digg.com มีคำถามเข้ามามาก วันละ 7,000 นายกฯ ตอบไม่ไหว แต่จะแล้วเลือกตอบ 3 คำถามต่อสัปดาห์ เอาไปออกรายการ นอกจากนั้น ก็มี twitter และ Facebook ด้วย ..ส่วนเว็บของคุณกรณ์ มีคนเข้าน้อย แต่ Twitter, Facebook จะฮิตกว่า ดังนั้น อาจไม่จำเป็นต้องเน้นทำเว็บ ส่วนคุณทักษิณจะใช้ twitter และ USTREAM TV channel เป็นหลัก

ได้ยกตัวอย่างองค์กร กรณี EGAT การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นองค์กรใหญ่ที่คิดว่าไม่มีวันล้ม ก็จะทำเว็บอย่างเดียวก่อน แต่ถ้าไม่แน่ใจ อยากใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น ควรเริ่มทำ social media เช่น การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แต่ถึงจะไม่ทำก็ควรรีบไปจดทะเบียนชื่อใน social media เสียก่อน เพราะอาจถูกคนอื่นแย่งชื่อไปใช้ได้ !! ส่วนโรงแรมที่ชื่อไม่ดัง คนไม่รู้จัก ถ้าอยากให้คน search คำว่า “hotel bangkok” แล้วเจอเรา ควรทำการตลาดบน google map ด้วย โดยส่วนตัวคุณ @iPattt ใช้ twitter ในการ track งานและส่งงานผ่านมือถือ ให้ทุกคนในบริษัทและนอกบริษัทได้เห็น ยกเว้นข้อความส่วนตัวจะส่งแบบ DM (direct message) มีการทำ KM in action ผ่าน YouTube (แต่บางเรื่องอาจจะ set private ก็ได้) มีการให้ลูกน้อง update งานผ่านทาง e-mail … สรุปว่า ถ้าต้องการทำให้องค์กรของคุณดูโปร่งใส ให้ทุกคนเข้าใจกัน ไม่เกิดปัญหาการเมืองในบริษัท ใช้ social media จะช่วยแก้ไขได้

สุดท้าย ได้แนะนำให้ใช้ social media สำหรับองค์กร 3 ตัว คือ elgg.com (Open source social network platform) เปรียบเสมือนเป็น facebook ภายในองค์กร อีกตัวคือ Sharepoint ของ Microsoft และอีกตัวคือ Buddypress.org เป็น wordpress social network software ซึ่งใช้ง่ายดี

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 8)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ] [ ตอน 6 ] [ ตอน 7 ] และสมัครเป็น Fan Facebook ของงานสัมนนานี้ได้ที่ “Social Media Club”

ฟังวิทยากรมาตั้งหลายคน ส่วนใหญ่จะมาจากภาคเอกชน และเป็นคนรุ่นใหม่ นักการตลาด ช่วงต่อไปจะเป็นเรื่องของการใช้ Social Media ในภาครัฐ วิทยากรคือ @skumpol ผอ. ฝ่าย ICT จาก ก.ต.ล. (SEC) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย … ก็เลยค่อนข้างซีเรียส เต็มไปด้วยกฎระเบียบ เพราะเป็นห่วงข้อมูลจะรั่วไหล พนักงานหมกมุ่น ข้อมูลไม่ถูกต้อง และทำผิดกฎหมาย ดังนั้น พนักงานทุกคนต้องเช็นจรรยาบรรณ ในการใช้ Social Media ห้ามเล่นเกม ต้องรับผิดชอบข้อความที่เขียน และไม่แสดงข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป … การจัดระเบียบใช้ Guideline จาก UK Goverment Guideline, US SEC Practice, และระเบียบการใช้ twitter ของ US Gov

ก.ต.ล. มี twitter อยู่ 2 account คือ @ThaiSEC_News และ @ThaliSEC_InvesEd เพื่อการประชาสัมพันธ์ จะไม่ตอบมีการกลับโดยตรง แต่จะตอบผ่านเว็บ มีการเก็บ log ว่าพนักงานคนใด log in เข้า social media ใด post ข้อความเมื่อใด ด้วย user account อะไร แต่จะไม่เก็บ content ที่ post

สรุปว่า เอกชนให้ความสำคัญของ social media มากกว่าภาครัฐ อาจเป็นเพราะ เอกชนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด … มากกว่ามั๊ง

รายการต่อไป ก็เป็นภาครัฐเช่นเดิม … เป็นการเสวนาพูดคุยกับ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองเลขาธิการ ปปท. และนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ท่านเป็นตำรวจและใกล้เกษียณแล้ว จึงมีประสบการณ์มาก (และฮามากด้วย) ท่านบอกว่า ท่านเป็นบิดาแห่งการบล็อคเว็บโป๊ .. มี case study เกิดขึ้นมากมาย เล่าไม่หมด แต่สรุปสั้นๆว่า คนคิดจะโกง จะแบ็คเมล มันมีโดยตลอด ดังนั้น ต้องเลือกเสพ ต้องมีวินัย เอามาใช้พอดีพองาม ใช้ให้เหมาะสมและสร้างสรรค์เท่านั้นก็พอ ควรเปลี่ยน password บ่อยๆ โดยเฉพาะถ้าทำงานเกี่ยวกับเรื่องเงินหรือข้อมูลลูกค้า ต้องระวังถูกขโมยข้อมูล จงมีสติแล้วจะปลอดภัย … Hi Tech มากไปจะ Hi ทุกข์ อย่า IT ล้น งานการไม่ทำ ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น (ผู้ฟังโดนว่า ไม่ค่อยฟังคนบรรยาย เอาแต่ tweet และใช้มือถือกันตลอดเวลาด้วย) ต้องใช้วิจารณญาณ และใช้ศีล 5 กับไอที โดยเฉพาะไม่หลอกลวงคนอื่น ไม่ส่งรูปโป๊ ไม่โชว์ป่วน และไม่ชวนกันกินเหล้าทางเน็ต … โอ้โฮ! สมกับเป็นตำรวจเก่าจริงๆ

ส่วนวิทยากรอีกท่านที่ร่วมเสวนาด้วย คือ คุณสุรางคณา วายุภาพ ผอ. ฝ่าย ELSI ของ NECTEC (ดำเนินรายการโดยคุณ @pornprom) ได้พูดถึง Threat ของการใช้ social media ว่า จะคุกคามความเป็นส่วนตัว พนักงานใช้เวลาไปกับ social media ในเวลาทำงาน แหกกฎองค์กร มีภัยแฝงทำให้เกิดความเสียหายด้านการเงิน เผลอปล่อยข้อมูลความลับขององค์กร เสียชื่อเสียงขององค์กร (เช่นเผลอไปนินทาว่าร้ายลูกค้า) ละเมิดสิทธิ์คนอื่น จะโดนฟ้องได้ … เคยสำรวจแล้วพบว่า คนไทยไม่ค่อยหวงแหนความเป็นส่วนตัว อยากแชร์อยากเปิดเผย ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หลายฉบับ ได้แก่ กฎหมายอาญา พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา … และเตือนว่า การ tweet ข้อความไม่ดี ดัดแปลงข้อความ พูดจาบจ้วงคนอื่น พูดให้ส่อเปรียบเปรยให้เดาได้ว่าหมายถึงใคร อย่างนี้ก็เข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ ต้องระวัง

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 7)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา (ยาวมาก หลายตอนจบ จวนจะเป็นมหากาพย์อยู่แล้ว … )

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ] [ ตอน 6 ] และสมัครเป็น Fan Facebook ของงานสัมนนานี้ได้ที่ “Social Media Club”

วิทยากรคนต่อไปคือ @iannnnn (ของแท้ต้องมี n 5 ตัว) แนะนำตัวเองว่าเป็นคน “ไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย” งานหลักคือ RS Online Business และทำเว็บไซต์การศึกษา skoolbuz.com ส่วนงานที่ทำเล่นสนุกๆ คือ ออกแบบ font (สวยๆ แจก) ที่ www.font.com และเขียนบล็อกฮาๆ ที่ชื่อ fail.in.th @iannnnn พูดถึงการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว สังเกตเห็นเวลาขึ้นรถไฟฟ้าก็จะเห็นแต่คนก้มหน้าก้มตา กดโทรศัพท์มือถือเล่น Social Media โดยไม่สนใจใคร (แต่ตัวเองยังใช้โทรศัพท์มือถือ Nokia รุ่นฉันทนาอยู่เลย) … ตลอดการบรรยาย slide เต็มไปด้วยตัวการ์ตูนน่ารักน่าชัง ซึ่งวาดเองทั้งหมด วิธีการ present ก็ดูบ้านๆ เดินไปเดินมา ตอนหลังก็นั่งขัดสมาธิบนเวที (tweet ไปถามแล้ว อธิบายว่ายืนแล้วขาสั่น เพราะตื่นเวที)

แนะนำให้รู้จักคำว่า meme (อ่านว่า มีม) หมายถึง การแพร่กระจายแบบไวรัส จากคนธรรมดา เช่นพวก blogger แล้วเกิดดังขึ้นมา เช่น เว็บไซต์ Know Your Meme ซึ่งคนที่ทำเป็นคนธรรมดา แต่เอาของไปปล่อยบนอินเทอร์เน็ต และแพร่ระบาดหรือ viral ได้อย่างน่ากลัว .. สนใจดู slide ฮาๆ ของคุณ @iannnnn ดูได้ที่ slideshare ที่นี่ค่ะ [พลังไพร่ใน Social Network #SMCON (by iannnnn) ]

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 6)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ]

วิทยากรคนต่อไปคือ @macroart แนะนำให้ใช้ digg.com และแนะนำให้รู้จักกับคำว่า Ripple Effect เหมือนกับการโยนหินลงไปให้น้ำกระเพื่อม ขึ้นกับว่าจะโยนหินก้อนโตๆ ลงไปก้อนเดียว หรือก้อนเล็กหลายๆ ก้อน ลงไปพร้อมๆ กัน

พูดถึง Wow! Content เขียนอะไรก็ได้ เอาให้ดังระเบิดไปเลย แล้วนำไปเผยแพร่ผ่าน Skype, twitter, เว็บบอร์ด pantip เช่น “Central ลาดพร้าวลดกระหน่ำหมดห้าง ไม่มีการขนสินค้ากลับ” … The Best Job in the World ประกาศรับสมัครงาน ให้อยู่บนเกาะหรูๆ ไม่ต้องทำอะไร ถ่ายรูปและเขียน Blog โฆษณาให้ก็พอ … พูดอะไรแบบนี้ ผู้คนพากันสนใจ เรียกว่าเป็น Wow! content

คำศัพท์ที่ขาดไม่ได้ วิทยากรทุกคนต้องพูดถึง คือคำว่า Digital Influencer .. Microsoft เคยเอาโปรแกรม Windows ไปให้พวก blogger ทดลองใช้ ปรากฎโดนวิจารณ์ว่าว่าห่วยมาก แถมบอกด้วยว่าห่วยยังไง … Microsoft ก็เลยเอา comment ไปปรับปรุงแก้ไข กลายเป็น Windows 7 ซึ่งเห็นว่าเป็น Windows รุ่นที่ดีที่สุด แถมมีการจัดงานเลี้ยง Blogger Day ให้ … สรุปว่า ของห่วย อย่าให้ influencer ใช้ จะถูกด่า ของดี อย่าขี้เหนียว ให้ใช้ไปเลย ถ้าพวกนี้จะช่วยกันเชียร์ใน social media (เอ ชักยังไง ฟังแล้ว ดูเหมือนพวก microcelebrity หรือพวก digital influencer นี้ ดูเป็นพวกชอบกินฟรีแฮะ ..)

Incentive-based Campaign เป็นกลไกการบอกต่อ ทำให้เกิด Ripple Effect โดยใช้แรงจูงใจ ตัวอย่างเช่น “KBank Millionaire” ชวนเล่นเกมเศรษฐีบน Facebook ของธนาคารกสิกรไทย เล่นแล้วได้รางวัลเป็นแรงจูงใจ ใครจะเล่นต้องสมัครเป็น Fan ก่อน และให้ไปชวนเพื่อนมาเล่นด้วยเยอะๆ … เรื่องของร้านขายเฟอร์นิเจอร์ IKEA Facebook Showroom บน Facebook มีการ upload ภาพสินค้าขึ้นไป ถ้าใคร tag เฟอร์นิเจอร์ใดในรูปเป็นคนแรก .. add ชื่อตัวเองเข้าไป ก็รับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นฟรีไปเลย !

สรุปว่า ไม่ต้องใช้ agency ไม่ต้องซื้อสื่อหลัก (main stream media) ไม่ต้องใช้ programmer … นักการตลาดทำเองได้หมด ต้องการแค่ idea เจ๋งๆ เท่านั้น !!

[ เรียกดู slide presentation ของ @macroart ได้ที่นี่ค่ะ ]

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 4)

เสาร์-อาทิตย์มาถึงแล้ว .. แต่ไม่น่าจะไปเที่ยวไหนได้ เพราะกลุ่มชุมนุมเสื้อแดง เอาวันเสาร์ของเราไป … เขียน Blog ต่อดีกว่า เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ]

@pawoot บรรยายเรื่องที่ตัวเองถนัดมาก ในฐานะเจ้าของ tarad.com และ thaisecondhand.com คือ เรื่อง e-commerce โดยพูดเป็น 3 ประเด็นคือ 1. Social media e-commerce 2. Location-based 3. Augmented Reality … นิตยสาร Fortune เคยสำรวจบริษัท 100 แห่ง พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ใช้ Twitter (82%) Facebook (59%) YouTube (68%) และ Blog (36%) ในการทำ social media แต่ที่สำคัญคือ ต้องสร้าง awareness เพื่อดึงมาปิดการขายที่ e-commerce ให้ได้ (มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าเอาแต่ใช้ social media แต่ไม่ทำกำไร) … ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน (positioning) ลองคิดดูสิว่าคนอื่น follow คุณแล้วได้อะไร ? จุดยืนของคุณคืออะไร ? ต้องสร้างจุดยืน เช่น เน้นสื่อสารพูดคุย ห่วงใยใส่ใจ ให้ความรู้ดูแลสุขภาพ หรือพูดแต่เรื่องสินค้าลดราคา ให้ข้อมูลสินค้าและบริการ ฯลฯ ถ้าคู่แข่งเราเกิดเล่น social media ด้วย เราจะต้องสร้างเครือข่ายให้กว้างขวางกว่า เข้าถึงให้ตรงเป้าหมายกว่า และมีการสร้างสรรค์ พูดในสิ่งที่ลูกค้าอยากฟังและคนฟังได้ประโยชน์ … คุณ @pawoot นี่เป็นนักการตลาดจริงๆ แนะเทคนิค เพิ่มคน follow – retweet เราเยอะๆ โดยการเขียนข้อความโดนใจ ตลก ลดแหลกแจกแถมรางวัล ยกตัวอย่าง “เจ๊กเม้ง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อต้นตำรับเพชรบุรี” ว่าเป็นสุดยอดการขาย แถมยังสอนเราว่าต้องแอบเลวนิดๆ ในโลกออนไลน์ ใช้ “Dark Ocean” ซะบ้าง อย่าไป “White Ocean” เกินไป … (อ้าว! เหน็บคุณดนัย @dc_danai เข้าให้ซะแล้ว !!

สำหรับการวัดผล คุณ @pawoot ใช้เครื่องมือหลายชนิดมาก เช่น TweetDeck, TwitterCounter, bit.ly, Google analytics, Tweetstats, trendrr, และ Twitanalyzer ตัวสุดท้ายนี้ใช้วัดความมีอิทธิพล … แนะนำให้มองหา influencer หรือคนที่มีอิทธิพลกับลูกค้าของคุณ ซึ่งหมายถึงคนที่มี follower เยอะๆ ทั้งใน Facebook และ Twitter เป็นพวกผู้รู้ที่อยู่ตาม webboard Pantip คนเหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่ม awareness ให้แก่สินค้าของเราได้

นอกจากเรื่อง Social media e-commerce แล้ว @pawoot ยังพูดถึง Location-based ด้วย เช่น Google Latitude, Foursquare และ Gowalla ซึ่งสามารถใช้ในการค้นหาสินค้าที่อยู่ใกล้ที่สุดได้โดยใช้แผนที่ และสุดท้ายได้แนะนำ Augmented Reality โดยฉายวิดีโอโฆษณารองเท้า Addidas (ใครอยากดูบ้างก็ได้ค่ะ คลิกที่นี่ Addidas Originals – Augmented Reality Sneaker Experience)

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 3)

23-24 มี.ค. 53 ไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ

[ ความเดิม ตอนที่ 1 ] .. [ ความเดิม ตอนที่ 2 ]

วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการสัมมนา ช่วงแรกเป็นการบรรยายของ 2 เทพแห่งวงการ Social Media บ้านเรา คือ @iWhale และ @pawoot

.. เล่าวิทยากรคนแรกก่อนนะ … @iWhale (เจ้าของ kapook.com, thaifollow.com และเป็นผู้ร่วมจัดงานสัมมนา SMCON ในครั้งนี้) แนะนำ Social Media tools ต่างๆ ได้แก่ Twitter, Facebook, YouTube, Flickr, LinkedIn, Slideshare, WordPress, Scribd, docstoc, GoogleDocs แม้เราจะรู้จักและเคยใช้หมดแล้ว แต่มีเกร็ดความรู้ที่ลุ่มลึกกว่าเรามาก (เมพขิงขิง – เทพจริงๆ) มีตัวเดียวที่เราไม่เคยได้ยิน คือ Deviantart (คล้าย YouTube แต่เป็นพวกงานศิลปะ .. Art สุดๆ)

Twitter : สื่อรัก”นักการเมือง” เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้ทำ CRM ลูกค้า แล้วค่อยยิง link ต่อมาเข้าเว็บไซต์หลักอีกทีหนึ่ง ควร tweet ให้สั้นๆ จะได้มีพื้นที่ว่างให้ retweet ได้ .. No one read your stupid tweets ดังนั้นต้องรักษา timeline ของเราให้ดูน่าสนใจด้วย … เทคนิคการทำ มี 3 steps คือ 1. ฟังคนอื่นก่อน (listen) 2. เข้าร่วมกิจกรรม (engage) 3. สร้างอิทธิพลต่อคนอื่น (Influencer) – ไม่ใช่ดึงความสนใจของคนอื่นเข้ามา แต่ให้ความสนใจและเห็นค่าของคนอื่น เป็นผู้กว้างขวาง เห็นอะไรดีๆ ก็แนะนำบอกต่อ ถ้าต้องการรู้ว่าเขา tweet เรื่องอะไรกัน ให้ใช้ http://search.twitter.com ค้นได้คล้ายๆ Google โดยจะแสดงคำฮิต (trending topics) จากทั่วโลก (แต่อีกไม่นานจะมีการแสดง trending topics แยกตามประเทศ ตามเมืองหรือแม้กระทั่งแบ่งตามโรงเรียน ได้ด้วย !)

@iWhale แนะนำเทคนิคอย่างหนึ่งใน Hootsuite คือการสั่ง add column ใหม่แล้วทำ keyword tracking คอยดูว่าใคร tweet อะไรที่เกี่ยวกับเราบ้าง (เป็นเทคนิคใหม่ ไม่ยักรู้มาก่อนแฮะ) และหากอยากหาเพื่อนใหม่ ให้ไปสมัครเป็นสมาชิกที่ thaifollow.com ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นนกทวิตตุ้ย (นกอ้วน) ที่นั่นจะมีการจัดอันดับคนที่มีจำนวน follower มากที่สุด ภาพและวิดีโอยอดฮิตที่มีคน post และมีการจัดกิจกรรม off line ส่งเสริม เพื่อเพิ่มจำนวน follower เช่นงาน FAILparty และงาน CodeFAIL (โคตรเฟล) Party … เป็นการล้อเลียน twitter ซึ่งระบบมักจะล่มบ่อย และหน้าจอจะขึ้นเป็นรูปปลาวาฬตัวอ้วนๆ ที่ชื่อ FAILwhale ออกมาขอโทษขอโพย (ซึ่งในที่สุดกลายเป็นที่มาของชื่อผู้บรรยาย @iWhale นั่นเอง)

Facebook : ได้พูดถึง Mark Zuckerberg (CEO ที่ชอบใส่รองเท้าแตะมาทำงาน) กับบทความ “How facebook is taking over our lives” ในนิตยสาร Fortune … หากเรา upload รูปเก่าๆ สมัยเป็นนักเรียนขึ้นไปบน FB แล้วมีการ Tag รูป จะทำให้พบเพื่อนเก่า (ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมมาก เป็นการสร้างเครือข่ายชั้นเยี่ยม) … หลังจากที่ฟัง @iWhale แล้วเพิ่งรู้ว่า การเข้าเว็บไซต์ FB สามารถพิมพ์ URL แบบสั้นๆ http://fb.me ได้ด้วยแฮะ !

YouTube : ตอนนี้โดน Google ซื้อไปแล้ว เจ้าของเดิมเป็นพนักงานเก่าของ PayPal เทคนิคการ run video ใช้ flash เพื่อให้สามารถ upload วิดีโอที่เป็น file type อะไรก็ได้ แต่ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนมาใช้ HTML5 ซึ่งจะทำวิดีโอเบาขึ้น load ง่าย และไม่ต้องใช้ flash อีกต่อไป … ถ้าอยากรู้ว่าวิดีโอเรื่องใดฮิตสุดใน YouTube ให้คลิกที่ Video -> Most View -> All time จะพบว่า “Charlie bit my finger” ยังครองเแชมป์อยู่เลย ถูก load ดูไปแล้ว 171 ล้านครั้ง … เราสามารถสร้าง Channel ส่วนตัวของเราเองก็ได้ ให้คนอื่นมาบอกรับติดตามเป็นสมาชิก (เหมือนรายการโทรทัศน์เสรีเลย) ถ้าคลิก Channel -> Most subscribed -> All time จะพบว่า Channel ของนาย Nigahiga จากญี่ปุ่น ยังคงมีคนติดตามสูงสุด จำนวนกว่า 2 ล้านคนเลยทีเดียว … ไม่รู้ว่าแก post วิดีโออะไรกันนักกันหนา ??

@iWhale แนะนำลูกเล่นต่างๆบน YouTube เช่น “Automatic Caption” กดปุ่มสีแดงที่เขียนว่า CC จะเป็นระบบ voice process มี subtitle เป็นภาษาอังกฤษ และแปลเป็นภาษาอื่นๆ ก็ได้ รวมทั้งภาษาไทย มี “AutoTiming / Translate” สามารถ load เป็น text file เข้าไปก็ได้ ซึ่ง YouTube จะทำการ sync ให้ และถ้าต้องการให้ search เจอง่ายๆ หรือ top hit ติดอันดับ ต้องทำ YouTube Ranking Optimization (คล้ายๆ กับการทำ Search Engine Optimization -SEO นั่นแหละ) คือ ต้องตั้งชื่อ title, description และ tags ให้ดีๆ พยายามทำให้เป็น featured video, most viewed และใช้ smart thumbnail คือใช้รูปที่ดึงดูดใจ (ชวนให้คลิก)

Flickr เป็น photo sharing ขนาดใหญ่ ตอนนี้ถูก Yahoo ซื้อไปแล้ว ภาพใน Flickr เป็น creative commons (cc) เอาไปใช้ต่อได้ ไม่ผิดลิขสิทธิ์ ทดลองค้นคำว่า “Thailand” แล้วสั่ง sort หรือเรียงตาม “Interesting” จะได้รูปสวยๆ ดีๆ ไปใช้เยอะแยะ

LinkedIn เป็น Professional social network มีไว้ใช้หางาน ที่อินเดียฮิตมาก บ้านเราไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญ ขนาด Bill Gates ยังเล่นเลย

Slideshare เป็นการ share slide presentation ต่างๆที่มีประโยชน์ สามารถทำเป็น slidecast ใส่เสียงลงไปใน slide ได้ด้วย หากว่างๆ ไม่มีอะไรทำควรเรียกศึกษาหาความรู้จาก slide ดีๆ โดยใช้บนมือถือ ที่ http://m.slideshare.net (แทนการฟังเพลง!) … เขามีการประกวด slide ยอดเยี่ยมเป็นประจำทุกปี ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้เลย “Shifthappens” จะได้เรียนรู้เทคนิคการทำ slide ให้น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ (มิน่าล่ะ สังเกตดู slide ของวิทยากรในงาน SMCON 2010 แต่ละคน ทำ slide บรรยายในสไตล์ slideshare ทั้งนั้นเลย คือ สื่อสารด้วยภาพสวยเด่น มีข้อความน้อยๆ แถมเวลานำเสนอยังไม่นั่ง ใช้วิธีเดินไปมา มี spotlight ตามส่อง ทำท่าเหมือน Steve Jobs ไม่มีผิด !)

Scribd ใช้ share เอกสารพวก PDF ( คล้ายๆ กันกับ Docstoc ) เราสามารถ upload เอกสารไปแจกฟรีก็ได้ หรือฝากขายเอกสารได้ โดยจ่ายค่าขายให้ scribd 20% เจ้าของได้ 80% ลองเรียกดู Most subscribers, Most read หาเอกสารดีๆ มาอ่านฟรี … นอกจากนั้น ยังสามารถสร้าง Branded Scribd Reader ใส่ logo หน่วยงานที่มุมซ้ายของจอภาพ โฆษณาให้หน่วยงานได้ฟรีอีกต่างหาก เยี่ยมจริงๆ !

WordPress แน่นอน ตัวนี้เป็นเครื่องมือสร้าง Blog ฟรี ที่ยอดนิยมที่สุดในปัจจุบัน ส่วน Google Docs ก็เหมาะสำหรับ upload และ share files ประเภทต่างๆ ได้ แม้แต่ไฟล์ slide powerpoint ขนาดยักษ์ๆ ก็สามารถเอาไปฝากได้ …

ก่อนจบ @iWhale สรุปว่า ในโลกอนาคต คุณต้องมี 3 อย่างคือ 1. Media Literacy ใช้สื่อเป็น 2. Knowledge มีความรู้ และ 3. Social Network สร้างเครือข่ายกับคนอื่นได้

[ เรียกดู slide presentation ของคุณ @iWhale ได้ที่นี่ค่ะ ]