มหาวิทยาลัยไทย VS มหาวิทยาลัยมาเลเซีย กับเกณฑ์ QS 2009

ถ้าเทียบเฉพาะในกลุ่ม TOP-500 แล้ว มหาวิทยาลัยไทยโดยรวม ยังคงสู้มหาวิทยาลัยมาเลเซียไม่ได้
ในปี 2009 มหาวิทยาลัยมหิดลดีขึ้นกว่าปี 2008 เพราะสามารถขึ้นมาอยู่ในอันดับที่สูงกว่า Universiti Kebangsaan Malaysia (UKM) ได้ .. แต่ก็ยังคงต่ำกว่า Universiti Malaya (UM) อยู่ดี

มหาวิทยาลัยของไทย ได้แก่

  1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับที่ 138
  2. มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 220
  3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับ 401-500
  4. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับ 401-500
  5. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับ 401-500
  6. มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับ 501-600
  7. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับ 501-600

มหาวิทยาลัยของมาเลเซีย ได้แก่

  1. Universiti Malaya (UM) อันดับที่ 180
  2. Universiti Kebangsaan Malaysia (UKM) อันดับที่ 291
  3. Universiti Sains Malaysia (USM) อันดับที่ 314
  4. Universiti Teknologi Malaysia (UTM) อันดับที่ 320
  5. Universiti Putra Malaysia (UPM) อันดับที่ 345
Advertisements

เกณฑ์ Academic Peer Review ของ QS

ถ้าประเทศไทยใช้เกณฑ์ QS เป็นหลักในการตัดสินความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ หรือจัดอันดับมหาวิทยาลัย จะพบว่า ปัญหาใหญ่คือเกณฑ์ที่มีคะแนนแพงที่สุดของ QS : Academic Peer Review 40% วิธีการก็ดูง่ายๆ ยังไงชอบกล ให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วโลก จำนวน 6,534 คน Vote ให้ว่ามหาวิทยาลัยใดมีความเป็นเลิศด้านการวิจัย (Best Research) ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ ผ่านทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://research.qsnetwork.com/qs_surveysystem โดยแบ่งกลุ่มตามสาขาวิชาออกเป็น 5 subject areas ดังนี้

  1. Arts & Humanities
  2. Engineering & IT
  3. Life Sciences & Biomedicine
  4. Natural Sciences
  5. Social Sciences

คงต้องมาพิจารณาว่า ผู้ทรงคุณวุฒิที่ QS ไปเลือกมา คนพวกนี้จะรู้จักมหาวิทยาลัยของเราได้อย่างไร … QS ใช้แหล่งข้อมูลบางอย่างในการสรรหา email addresses ของ peer reviewer ได้แก่ ฐานข้อมูลของ World Scientific ของสิงคโปร์ และ International Book Information Service (IBIS) ของ Mardev ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของ Reed Business Information Limited หรือบริษัท Elsevier นั่นเอง ….

การจำแนก 5 subject areas ของ QS แบ่งย่อยได้ดังนี้

  • Arts & Humanities

    (American Studies; Archaeology; Art & Design; Asian Studies; Celtic Studies; Classics, Ancient History, Byzantine & Modern Greek Studies; Drama, Dance & Performing Arts; English Language & Literature; European Studies; French; German, Dutch & Scandinavian Languages; History; History of Art, Architecture & Design; Iberian & Latin American Languages; Italian; Linguistics; Middle Eastern & African Studies; Music; Philosophy; Russian, Slavonic & East European Languages; Theology, Divinity & Religious Studies)

  • Engineering & IT

    (Chemical Engineering; Civil Engineering; Computer Science; Electrical & Electronic Engineering; General Engineering; Mechanical, Aeronautical & Manufacturing Engineering; Metallurgy & Materials; Mineral & Mining Engineering)

  • Life Sciences & BioMedicine

    (Biological Sciences; Clinical & Hospital Laboratory Sciences – Neuroscience, Cardiovascular Medicine, Cancer Studies, Infection & Immunology; Community-based Clinical Subjects – Epidemiology, Public Health Research and Health Sciences Research, Primary Care, Psychiatry; Clinical Dentistry; Pre-clinical Studies; Anatomy; Physiology; Pharmacology; Pharmacy; Nursing; Other Studies & Professions Allied to Medicine; Psychology; Veterinary Science)

  • Natural Sciences

    (Agriculture; Applied Mathematics; Chemistry; Earth Sciences; Environmental Sciences; Food Science & Technology; Physics; Pure Mathematics)

  • Social Sciences

    (Accounting & Finance; Anthropology; Built Environment; Business & Management Studies; Communication, Cultural & Media Studies; Economics & Econometrics; Education; Geography; Law; Library & Information Management; Politics & International Studies; Sociology; Social Policy & Administration; Social Work; Sports-related Subjects; Statistics & Operational Research; Town & Country Planning)

คณะสถาบันใด ประสงค์จะช่วยมหาวิทยาลัยของท่าน ในการเพิ่ม Visibility ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ก็เลือกสาขาเอาเองตามอัธยาศัยก็แล้วกันนะ (ส่วนคณะวิทย์ มหิดลเลือกแล้ว ที่เน้น Bold นั่นแหละ ++)

ปี 2008 มหาวิทยาลัยไทย สู้มาเลเซียไม่ได้ ถ้าใช้เกณฑ์ QS

มหาวิทยาลัยไทย สู้มาเลเซียไม่ได้ ในปี 2008 ถ้าใช้เกณฑ์ QS เรื่องนี้อธิบายด้วยผลการจัดอันดับเลยก็แล้วกัน มหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอยู่ใน 500 อันดับแรก มี 5 มหาวิทยาลัย ส่วนของมาเลเซียก็มี 5 มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยของไทย ได้แก่

  1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับที่ 166
  2. มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 251
  3. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับที่ 400
  4. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับ > 400
  5. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับ > 400

มหาวิทยาลัยของมาเลเซีย ได้แก่

  1. Universiti Malaya (UM) อันดับที่ 230
  2. Universiti Kebangsaan Malaysia (UKM) อันดับที่ 250
  3. Universiti Sains Malaysia (USM) อันดับที่ 313
  4. Universiti Teknologi Malaysia (UTM) อันดับที่ 320
  5. Universiti Putra Malaysia (UPM) อันดับที่ 345

เมื่อ Times Higher Education (THE) แยกทางกับ QS

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 นิตยสาร Times Higher Education (THE) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ได้ประกาศแยกทางกับบริษัท QS ซึ่งข่าวนี้สร้างความโกลาหลให้แก่วงการมหาวิทยาลัยพอสมควร เนื่องจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้วยระบบ THE-QS ต่อนี้ไปไม่มีอีกแล้ว … คงต้องเลือกว่าจะไปทางไหนระหว่าง THE (ซึ่งหันมาคบกับบริษัท Thomson Reuters เจ้าของฐานข้อมูล ISI Web of Science แทน) หรือจะไปทางบริษัท QS Quacquarelli Symonds Ltd. ซึ่่งยังเป็นเจ้าของเว็บไซต์ http://www.topuniversities.com

มหาวิทยาลัยมหิดลคงไม่มีทางเลือก เพราะปี 2010 เราจะต้องเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงาน QS-APPLE (QS Asia Pacific Professional Leaders in Education Conference) ในวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2553 ที่โรงแรม Centrara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld อย่างแน่นอน

เวลาเลิกกัน ต่างคนต่างมีเหตุผล … THE ได้อธิบายเหตุผลของตนไว้ที่ Twitter @THEworldunirank และ Facebook ซึ่งนัยว่า เป็นเพราะมีเสียงวิจารณ์ถึงความไม่แม่นยำในการจัดอันดับ โดยเฉพาะในเรื่องของเกณฑ์ Research Quality ซึ่งประกอบด้วยคะแนน Peer Review 40% จากการสัมภาษณ์นักวิชาการทั่วโลก 5 สาขาวิชา จำนวน 6,000 กว่าคน และคะแนน Citations per Faculty 20% ซึ่งอ้างอิงฐานข้อมูล Scopus ของ Elsevier โดย THE เห็นว่าการสำรวจความคิดเห็นของ peer review ที่ QS ทำให้นั้นน้อยเกินไป และเป็นการส่งแบบสอบถามไปโดยไม่ได้มีการสัมภาษณ์ และเห็นว่าการคำนวณ Citations โดยใช้ฐานข้อมูล Scopus ไม่ยุติธรรมสำหรับมหาวิทยาลัยที่ไม่มีคณะแพทย์ ดังนั้นจึงหันมาใช้บริการของบริษัท Thomson Reuters ซึ่งมีบริษัทสำรวจโพล ชื่อ Ipsos MORI โดยคาดว่าในปี 2010 นี้ จะทำการสำรวจความคิดเห็นให้ได้ไม่น้อยกว่า 25,000 ราย และเปลี่ยนมาใช้ฐานข้อมูล ISI Web of Knowledge/Web of Science ในการวัด Citations แทน และแถมยังเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถส่ง comment มาแสดงความคิดเห็นในการร่างเกณฑ์ใหม่ด้วย

ส่วน QS ก็ไม่สะทกสะท้าน ทั้งคู่เป็นบริษัทในประเทศสหราชอาณาจักร แต่ทั้งสองบริษัทก็จะหันมาคบค้ากับบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ข่าวว่า QS อาจคบกับ US News & World Report …ยังไม่แน่ ช่วงนี้เป็นเทศกาลคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่ วันหยุดยาว … คงยังไม่มีความคืบหน้าอะไร แต่ต้นเดือนมกราคมคงจะวิ่งกันฝุ่นตลบแน่

อยากไรก็ตาม มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ก็ต้องทำตัวเองเป็นชั้นนำก่อน ไม่ใช่วิ่งตามเกณฑ์ร่ำไป เกณฑ์ต่างหากที่ต้องปรับตัวเข้าหาเรา (อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวค่ะ ไม่เกี่ยวกับใคร) … ส่วนผู้ที่สนใจติดตามการ debate เรื่อง World University Rankings ต้องมาที่นี่เลย ขอแนะนำ http://rankingwatch.blogspot.com

การสร้างมหาวิทยาลัยระดับ World Class : กรณีศึกษามหาวิทยาลัย UNSW

23 พฤศจิกายน 2552
Plenary Lecture ของงาน 5thQS-APPLE : Building World Class Universities : The UNSW Story บรรยายโดย Professor Fred Hilmer อธิการบดีมหาวิทยาลัย UNSW ประเทศออสเตรเลีย

มหาวิทยาลัย University of New South Wales เป็นมหาวิทยาลัย Top-50 จากการจัดอันดับของ Times Higher Education QS World University Rangkings โดยอยู่ในอันดับที่ 47 ประจำปี 2009 อย่างไรก็ตาม การที่จะเป็น World Class University ไม่ได้เป็นเพราะได้รับการจัดอันดับ หรืออันดับที่ได้รับนั้น ไม่ได้เป็นตัวบอกเราว่าคือมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่เป็นเพราะองค์ประกอบอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย ที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 60 ปีของการก่อตั้ง ดังนี้

1. ระยะเริ่มก่อตั้ง (Genesis)
เริ่มในปี ค.ศ. 1946 ในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยนั้น เน้นการสอน Science, Technology, Industry เป็น Special focus การฟื้นฟูประเทศหลังสงครามต้องการพัฒนาคนที่มีทักษะเฉพาะทาง และในขณะนั้นมหาวิทยาลัย UNSW มี Essential value คือ Accessibilty เปิดโอกาสทางการศึกษาสำหรับทุกคน ให้สามารถเรียน part time ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็น full time (ตัวท่านเองหลังจากจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยซีดนีย์ มีความสนใจจะเรียนต่อด้าน Company Law, Tax แต่ในสมัยนั้นไม่มีมหาวิทยาลัยใดในออสเตรเลียที่สอนทางด้านนี้ จึงจำเป็นต้องเดินทางไปเรียนที่อเมริกา)

2. ระยะ 60 ปีที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัย UNSW
– ปี 1950 เน้นทางด้าน Science, Technology, Engineering, Built Environment and Creative Arts
– ปี 1954 เน้นทางด้าน Humanities, Social Science
– ปี 1957 เน้นทางด้าน Commerce
– ปี 1960 เน้นทางด้าน Medicine
– ปี 1964 เน้นทางด้าน Law
– ปี 1971 เน้นทางด้าน ADFA (Australian Defence Force Academy)
– ปี 1990 เน้นทางด้าน COFA (College of Fine Arts)
จะเห็นว่ามหาวิทยาลัย UNSW ใช้วิธี focus ทำให้แม้จะมีจำนวน staff เพียงครึ่งเดียวของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่ม Group of Eight ของประเทศออสเตรเลีย แต่สามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ทางด้าน Engineering, Built Environment and Creative Arts อันดับ 2 ทางด้าน Medicine, Business, Law และอันดับ 5 ทางด้าน Science, Arts, Social Science ของกลุ่ม Group of Eight ได้

ค่านิยมหลัก (Key Values) ของมหาวิทยาลัย คือ
1. Highest standards of rigour and relevance ต้องมีมาตรฐานสูง โดยเฉพาะอาจารย์และนักศึกษา
2. Accessibility : attraction of highest potential เข้าถึงได้ มีทุนดึงคนเก่ง
3. Progressive / Innovative
4. Engaged university

3. มหาวิทยาลัยUNSW ในอีก 60 ปีข้างหน้า มีทางเลือก 3 ทางคือ
1. Go for Growth
2. Fundamental New Model – Research Institute Model
3. Evolve in Line with Vision and Values

นับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยนี้ที่เราจะต้อง focus เพราะทุก area โดยเฉพาะ science ใช้เงินมหาศาล งบประมาณไม่พอ ดังนั้นเราจึงต้อง focus และ more focus ไม่ต้องทำทุกเรื่อง นอกจากนั้นยังเพิ่มการข้ามศาสตร์ (cross disciplinary) ด้วย

ค่านิยม (Values) มีดังนี้
– Performance based meritocracy
– Students Centred
– Innovation / Engagement
– Resourcefulness

เคล็ดลับของความสำเร็จ คือเราต้องรู้ว่ากำลังจะเดินทางไปที่ไหน วิสัยทัศน์และค่านิยมองค์กรไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องทำ แต่เป็นจุดหมายปลายทาง วิสัยทัศน์และค่านิยมองค์กรจะไม่เปลี่ยนบ่อยๆ เรื่องนี้เปรียบเสมือนการล่องเรือ กระแสลมที่พัดมักจะเปลี่ยนทิศตลอดเวลา แต่ถึงแม้ว่าลมเปลี่ยนทิศ แต่เราก็จะไม่เปลี่ยนจุดหมายของการเดินทาง เพราะเราทุกคนทราบดีว่าจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ไหน สิ่งที่จะต้องทำคือเราต้องเปลี่ยนวิธีการล่องเรือ เพื่อนำพาเราไปสู่จุดหมายจนได้ในที่สุด

มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ประเทศมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 ได้มีโอกาสฟังบรรยาย 2 เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ประเทศมาเลเซีย
เรื่องที่ 1 คือ Implementation of Malaysian Research University Programme – The Experience of University of Malaya โดยอธิการบดีและรองอธิการบดี Prof. Modh Jamil Maah และ Prof. Muhamad Rasat Muhamad

เรื่องที่ 2 คือ Malaysian National Higher Education Strategic Plan โดย Prof. Dato Ir’ Dr. Radin Umar Radin Sohadi ซึ่งเป็น Director General ของ Ministry of Higher Education … เล่าว่า Ranking System แม้จะมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ก็มีประโยชน์ในเรื่องการสร้าง Brand การ Promote มหาวิทยาลัย และสร้างการยอมรับในชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยได้ มาเลเซียได้เริ่มแผน National Higher Eduation Strategic Plan (NHESP) ตั้งแต่ปี 2007 ประกอบด้วย 7 Strategic Trusts และ 21 Critical Agenda Programmes (CAPs) โดยเป็นแผนที่จะต้องทำให้สำเร็จในปี 2010 ให้ได้อย่างน้อย 50%
Strategic Trusts ทั้ง 7 ได้แก่

  1. Widening access and increase inquity
  2. Improving the quality of teaching
  3. Enhancing research and innovation
  4. Strengthening of higher education institutions (HEIs)
  5. Intensifying internationalisation
  6. Enculturation of lifelong learning
  7. Reinforcing delivery systems of MoHE

ส่วน Critical Agenda Programmes (CAPs) ทั้ง 21 initiatives ได้แก่

  • Internationalisation, R&D, Industry & Academic Relationship, PTPTN (Edu Funding)
  • Student development, Human Capital Development Fund, Student Employability
  • Academia, Teaching & Learning
  • APEX Univ, Autonomy Governance, Polytechs & Comm. Clgs., Private HEIs, MoE Transformation, Audit
  • e-Learning, Centres of Excellence, MY BRAIN 15, Leadership, Lifelong Learning, TopBusiness Schools

ไม่ให้ความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยเอกชน เพราะปลายทางเหมือนกัน

ถ่ายวีดิโอเอาไว้ ด้วยกล้องมือถือ Flip คุณภาพแย่ตามเคย แต่เนื้อหาดีมีประโยชน์มาก ความยาวเรื่องละเกือบ 30 นาที ดูแล้วจะเห็นว่าประเทศมาเลเซียไปไกลกว่าเราหลายก้าว … อยากให้ผู้บริหาร สกอ. และผู้บริหารมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติทั้ง 9 แห่งของประเทศไทย ได้ฟังบ้างจังเลย

Social Media กับการประยุกต์ใช้ในมหาวิทยาลัย

สรุปจากการประชุม 5th QS-APPLE ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Social Media

เรื่องแรก คือ “Integrating the social web into your marketing strategy” โดย Brad J Ward @bradjward หนุ่มหล่ออายุ 26 ปี Co-founder บริษัท BlueFuego.com ซึ่งรับจ้างทำ web 2.0 ให้มหาวิทยาลัย เป็น higher education marketing โดยเฉพาะ พ่อหนุ่มนี้เก่งมาก พูด present เร็วจนน่าเวียนหัว … ตามไปอ่าน blog พบว่าเขียนได้น่าสนใจมาก http://squaredpeg.com

Brad พูดถึง Viral Marketing (การตลาดแบบไวรัส หรือ Word-of-Mouth Marketing), Google Apps for Education, iTunes University, Zinch.com, YouTube.com/EDU, tinychat.com พูดถึง The Big 6 คือ Facebook, Flickr, LinkedIn, MySpace, Twitter, YouTube และสาธิตตัวอย่างลูกค้า คือ Abilene Christian University (ACU) รวมทั้ง ACU Admission บน Facebook, Bentley University และ Indiana University East ซึ่งจะมีตัวอย่างของการใช้ Twitter สำหรับ Campus Buzz, Flickr สำหรับ Student Pics, YouTube และ Student Blogger

Brad อ้างคำคมของ John M. Richardson JR ที่กล่าวไว้ว่า “When it comes to the future, there are three kinds of people: those who let it happen, those who make it happen, and those who wonder what happened.” และบอกว่า เขาอยากเป็นคนที่สองมากกว่า

ในอนาคต Social Media is like “Air” คือมีอยู่ทั่วไปเป็นเรื่องปกติ พูดถึง QR Code (quick response หรือ two-dimensional bar code) กับ Mobile Marketing โดยยกตัวอย่าง UTS: Undergraduate Guide 2010 และจากคำกล่าวที่ว่า “We no longer search for the news, the news finds us.” ต่อไปอีกหน่อยก็คงจะเป็น “We no longer search for the school, the school finds us.”

การบรรยายเรื่องที่สองคือ “Promoting education in a 21st century world: communicating with a new generation of digitally empowered young minds” โดย Jayles Yeoh รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย Limkokwing University of Creative Technology ซึ่งเป็นสปอนเซอร์และผู้ตัดสินรางวัล Creative Awards ในงาน QS-APPLE ครั้งนี้ด้วย เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ Arts สุดๆ ตั้งอยู่ที่ Cyberjaya เมืองไอทีของมาเลเซีย

เรื่องที่สาม International marketing – a private sector perspective เป็นเรื่องของ MIBT / Deakin University ซึ่งใช้บริการด้านการตลาดจากบริษัทเอกชนระดับโลกอย่าง NAVITAS ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าสินค้าส่งออกของออสเตรเลียที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับที่ 3 คือ Education Services

เรื่องที่สี่ “Here, there and everywhere: Facebook and Twitter – social networking for universities” แต่ปรากฎว่าคุณ @AnneBB ผู้บรรยายไม่เดินทางมา แต่เล่นใช้วิธี webinar ด้วยโปรแกรม CISCO WebEx ทางไกลมาจาก Sydney แต่ความเร็วก็ O.K. นะ … Anne เป็น Managing Director ของบริษัทที่ปรึกษาทางด้าน Social Business headshift.com

ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นงานวิจัยของ Nicolas Gromik อาจารย์สอนภาษาอังกฤษระดับปริญญาตรีที่ญี่ป่น “Cell phone technology and second language acquisition in Japan” ให้นักศึกษาใช้โทรศัพท์มือถือถ่าย clip video การพูดภาษาอังกฤษของตัวเองมาให้ตรวจ เน้น Ubiquitous Learning คือการเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา … Advisor ของ Nicolas มาด้วย แนะนำให้เรารู้จัก โครงการ Horizon Project และให้ไปอ่านหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่ง ชื่อ Horizon Report 2009 Australia-New Zealand Edition ที่มีการพูดถึง 6 emerging technologies คือ 1. Mobile internet devides 2. Open content 3. Virtual, augmented and alternatives realities 4. Location-based learning 6. Smart objects and devices