self-learning และการใช้เทคโนโลยีช่วยในการสอน

วันที่ 7 สิงหาคม 2557 ได้มีโอกาสฟังบรรยายและฝึกอบรมเรื่อง How to help students learn &  using social media in medical education  จัดโดย งานแพทยศาสตร์และบัณฑิตศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยากรโดย นพ. Rajin Arora รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (สบพช) หรือ CPIRD  http://mededtweet.blogspot.com ได้รับความรู้มากมาย จะขอนำประเด็นสำคัญมาสรุปไว้ดังนี้ค่ะ

  • ควรทำความเข้าใจ Peter Sheahan’s Generation Gap ของคนรุ่น Baby Boomers, Gen X, Gen Y ซึ่งมีประเด็นความสนใจที่แตกต่างกัน
  • ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Kolb’s Experiential learning cycle ซึ่งเป็นวงจรที่เริ่มต้นจาก concrete experience (ไปฟังบรรยาย ก็แค่ได้ฟัง / hear ไม่ใช่ learn) -> reflective observation  -> abstract conceptualization (สรุปเป็นของตัวเอง) -> active experimentation
  • คำพูดเก่าแก่ แต่ยังใช้ได้อยู่จนทุกวันนี้คือ Learning by Doing ของ John Dewey, 1859-1952 (การเรียน จะให้รู้ ต้องมี hand-on)
  • 6 Grasha-Ruechmann Learning Styles สไตล์การเรียนของนักศึกษา ประเภทต่างๆ ได้แก่ 1. Competitive 2. Collaborative 3. Avoidant 5. Dependent 6. Indepedent
  • 5 Grasha Teaching Styles สไตล์การสอนของอาจารย์ประเภทต่างๆ ได้แก่ 1. Expert 2. Formal Authority 3. Personal Model (อาจารย์ที่เป็น role model จะเป็น internal motivation ของนักศึกษา) 4. Facilitator (สนับสนุนส่งเสริม) 5. Delegator (มอบหมายงาน)  ซึ่งเราสามารถเข้าไปทำแบบสอบถามออนไลน์ Teaching Style Survey เพื่อดูว่า เราเป็นอาจารย์แบบไหน ได้ที่เว็บไซต์ http://www.longleaf.net/teachingstyle.html
  • ต้องเข้าใจความหมายของการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning) ว่ามี 4 ประเภท คือ 1. Dependent Directed-self learning (DDSL) 2. Dependent self-directed learning (DSDL) 3. Independent Directed-self learning (IDSL) 4. Independent self-directed learning (ISDL) เป็น continuous professional development ตามลำดับขั้น เช่น DDSL เป็นการสอนระดับปริญญาตรี (อาจารย์แนะนำหัวข้อหรือสิ่งที่ต้องเรียน และเมื่อเรียนแล้วต้องกลับมาปรึกษาอาจารย์) DSDL เป็นการสอนระดับปริญญาโทและเอก หรือ PBL ของนักศึกษาแพทย์ (นักศึกษาหาหัวข้อหรือสิ่งที่ต้องเรียนเอง และเมื่อเรียนแล้วต้องกลับมาปรึกษาอาจารย์) IDSL เป็นการใช้ learning package เช่น e-learning (อาจารย์แนะนำหัวข้อหรือสิ่งที่ต้องเรียน ให้นักศึกษาไปเรียนด้วยตัวเอง) และ ISDL เช่น การทำวิจัย, CPD และการใช้ MOOCs เป็นต้น (นักศึกษาหาหัวข้อหรือสิ่งที่ต้องเรียนเอง และศึกษาด้วยตัวเอง)
  • ความสำเร็จของ self-learning อยู่ที่ “instructional design” 
  • การสอนแบบ lecture เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งต้องมีการผลิตทุกอย่างเป็น mass แต่ที่จริงสมัยก่อนเราเรียนรู้แบบกลุ่มทั้งนั้น เราควรเลือกว่าบางอย่างต้อง lecture แต่บางอย่างอาจต้องใช้ self-learning
  • จากงานวิจัยในปัจจุบัน พบว่าการเรียนแบบ Problem-based learing หรือ PBL นั้นอาจมีข้อเสีย มากกว่าข้อดี และใช้ไม่ได้ผล
  • การใช้เทคโนโลยีช่วยในการสอน เช่น การใช้ M-learning หรือใช้ mobile devices หรือ gadgets ต่างๆ การใช้ e-learning หรือการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท
  • การบริหารจัดการ e-learning มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ network, hardware, software และ content
  • เราใช้ e-learning ไปเพื่ออะไร : Replacement (ทดแทน), Complement (แถมให้), Supplement (สอนเสริม), หรือ Requirement (ส่วนหนึ่ง) — แบบ complement ไม่ค่ยแนะนำ เพราะเสียเวลาทำ
  • การใช้ social media ในการเรียนการสอน จะช่วย improve knowledge, attitudes และ skills
  • ตัวอย่างของ social media เช่น wiki, blog, twiiter, facebook, google app for education (google drive, google form, google calendar, google classroom)
  • ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การเรียนต้องเกิดจาก motivation ของนักศึกษา ทั้ง internal และ external นักศึกษาอยากเรียนเอง / การเลือกกระบวนการเรียนที่จะใช้ ควรคำนึงถึงหลักการของ self-learning 4 ประเภท  ต้องมี reflection, collaboration, feedback ประเมินว่านักศึกษาได้เรียนรู้แล้วจริง เป็น assessment for learning (ประเมินเพื่อการเรียนรู้) ไม่ใช่ assessment of learning (ประเมินแค่เก็บคะแนน) / ให้นักศึกษามี engagement  และสุดท้ายคือ อาจารย์ต้องมี ICT literacy

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนจบ)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา เป็นมหากาพย์ 10 ตอนจบ ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว !!

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ] [ ตอน 6 ] [ ตอน 7 ] [ ตอน 8 ] [ ตอน 9 ] และสมัครเป็น Fan Facebook ของงานสัมนนานี้ได้ที่ “Social Media Club”

ตอนจบนี้ จะว่าด้วยเอกสารต่างๆ ที่อยู่ในกระเป๋า ซึ่งได้รับแจกจากงานสัมมนา … รีบอ่านเสียก่อนที่จะเอาไปซุกเก็บ (ตามประสาของคนที่ชอบเข้าร่วมงานสัมมนา แต่พอกลับมาถึงที่ทำงานแล้ว มักจำอะไรไม่ค่อยได้ ประยุกต์ใช้ก็ไม่ค่อยเป็น)

  1. sheet แรกเป็นเอกสารเรื่อง “บันได 10 ขั้นในการเสริมสร้างธุรกิจของคุณด้วยสื่อสังคม” แปลจาก Grow your business using social media – a step by step guide ของ @PhilipVanZyl, July 2009. มีเว็บไซต์อยู่ที่ http://Getsocialmedia.net
  2. sheet ที่สองเป็นเรื่อง in trends มาก social web workshop : การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์เมื่อเกิดวิกฤต แปลจาก SocialForum.org / LaurelPapworth.com
  3. sheet ที่สามเป็นเรื่อง “แนวทางปฏิบัติในการใช้คอมพิวเตอร์ในแบบสังคมของ Intel” แปลและเรียบเรียงมาจาก Intel Social Media Guidelines
  4. sheet ที่สี่เป็นเรื่อง “แนวทางปฏิบัติในการใช้คอมพิวเตอร์ในแบบสังคมของ IBM” แปลและเรียบเรียงมาจาก IBM social computing guidelines: blogs, wikis, social networks, virtual worlds and social media
  5. sheet สุดท้ายเป็นเรื่อง “การสร้างเครือข่ายสังคมในหน่วยงานภาครัฐ : โอกาสและความท้าทาย” แปลจาก Executive Summary Social Networking in Government : Opportunities & Challenges

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 9)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ] [ ตอน 6 ] [ ตอน 7 ] [ ตอน 8 ] และสมัครเป็น Fan Facebook ของงานสัมนนานี้ได้ที่ “Social Media Club”

วิทยากรคนสุดท้ายของงานสัมมนานี้ คือคุณ @iPattt เจ้าของบริษัทไทเกอร์ไอเดีย TiGERiDEA ที่รับออกแบบเว็บไซต์ให้สำนักนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเป็นมือ keyboard เจ้าของวงดนตรี iHear Band ซึ่งจะมาเล่นให้ฟังหลังจบงานสัมมนาด้วย .. ทำ slide บรรยายได้น่ารักดี เป็นรูป Mr. Bean ล้อเลียนผู้บริหาร (ประเทศ) [ slide ประกอบการบรรยาย อ่านได้ที่นี่ค่ะ ]

@iPattt ออกแนวโต้แย้งความคิดเห็นของ พ.ต.อ. ญาณพล (เขียนเอาไว้ใน ตอนที่ 8) ในเรื่องของพฤติกรรมการใช้ social media ของคนรุ่นใหม่ โดย @iPattt กล่าวว่า คนดังแล้วจะไม่ค่อยอยากให้คนตาม ดังนั้นจึงไม่เล่น location-based จำพวก Foursquare เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าขณะนี้อยู่ไหน แต่คนไม่ดัง จะอยาก share ซึงจะทำให้เรามี perspective มีมุมมองที่กว้างไกล / old mindset เปรียบเหมือนก้อนหินในป่าใหญ่ ทำอะไรต้องระวังตัว เพราะคนเห็น แต่ Open mindset เปรียบเหมือนเม็ดทรายบนชายหาด ต้องเปิดเผยตัวเอง ต้อง share ความคิดออกมาสู่โลก มิฉะนั้นเราจะตายโดยไม่มีใครเห็น .. online asset คือหมุดเล็กๆ ที่ส่งออกมา เราต้องส่งออกมาบ่อยๆ และมากๆ ถ้า “โดน” ก็จะกลายเป็นจุดสนใจ

อืมมม … ฟังดูแล้วเห็นได้ชัดถึงวิธีคิดที่แตกต่าง ระหว่างผู้ใหญ่ผ่านโลกมามาก และเด็กที่กำลังโตต่อไปในโลกอนาคต … อ่านแล้วใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเอาเองนะคะ โดยส่วนตัวเราชอบ @iPattt นะ เป็นคนรุ่นใหม่ ทำอะไรได้หลายอย่าง … เวลาไปเดินเล่นที่ The Emporium ตอนเย็นๆ เจอวง iHear Band มารับ job เล่นดนตรีให้ลูกค้าฟังที่ลานชั้น 1 บ่อยเลย !

@Ipatt พูดถึง 3 ขั้นตอนของการใช้ Social Media ในองค์กร ในฐานะผู้มีประสบการณ์ (สำนักนายกรัฐมนตรี ได้จ้างบริษัท OpenDream ทำเว็บ และจ้างบริษัท TiGERiDEA เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ) 3 ขั้นตอนที่ว่านั้น คือ 1. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนขององค์กร ว่าจะใช้ social media ไปทำไม 2. ใครคือผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสีย 3. แผนการใช้ Social Media ขององค์กร .. แต่ที่สำคัญคือ เวลาวางแผนทำเว็บ อย่าเรียกประชุมใหญ่หลายหน่วยงาน เพราะจะหลงทาง คนที่ไม่รู้เรื่องจะพยายามเสนอความคิดเห็น ต้องดู user view เท่านั้น ถ้าภายใน 8 วินาทีดูแล้วไม่ชอบ ก็จบ ! .. กรณีเว็บของนายกรัฐมนตรี จะใช้วิธีเขียน blog แบบสบายๆ และใส่รูปสวยๆ ใน flickr ของสำนักนายกฯ จากนั้นยิง link กลับไปเว็บหลักของนายกฯ … ในเว็บมีระบบ vote ทีคล้าย digg.com มีคำถามเข้ามามาก วันละ 7,000 นายกฯ ตอบไม่ไหว แต่จะแล้วเลือกตอบ 3 คำถามต่อสัปดาห์ เอาไปออกรายการ นอกจากนั้น ก็มี twitter และ Facebook ด้วย ..ส่วนเว็บของคุณกรณ์ มีคนเข้าน้อย แต่ Twitter, Facebook จะฮิตกว่า ดังนั้น อาจไม่จำเป็นต้องเน้นทำเว็บ ส่วนคุณทักษิณจะใช้ twitter และ USTREAM TV channel เป็นหลัก

ได้ยกตัวอย่างองค์กร กรณี EGAT การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นองค์กรใหญ่ที่คิดว่าไม่มีวันล้ม ก็จะทำเว็บอย่างเดียวก่อน แต่ถ้าไม่แน่ใจ อยากใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น ควรเริ่มทำ social media เช่น การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แต่ถึงจะไม่ทำก็ควรรีบไปจดทะเบียนชื่อใน social media เสียก่อน เพราะอาจถูกคนอื่นแย่งชื่อไปใช้ได้ !! ส่วนโรงแรมที่ชื่อไม่ดัง คนไม่รู้จัก ถ้าอยากให้คน search คำว่า “hotel bangkok” แล้วเจอเรา ควรทำการตลาดบน google map ด้วย โดยส่วนตัวคุณ @iPattt ใช้ twitter ในการ track งานและส่งงานผ่านมือถือ ให้ทุกคนในบริษัทและนอกบริษัทได้เห็น ยกเว้นข้อความส่วนตัวจะส่งแบบ DM (direct message) มีการทำ KM in action ผ่าน YouTube (แต่บางเรื่องอาจจะ set private ก็ได้) มีการให้ลูกน้อง update งานผ่านทาง e-mail … สรุปว่า ถ้าต้องการทำให้องค์กรของคุณดูโปร่งใส ให้ทุกคนเข้าใจกัน ไม่เกิดปัญหาการเมืองในบริษัท ใช้ social media จะช่วยแก้ไขได้

สุดท้าย ได้แนะนำให้ใช้ social media สำหรับองค์กร 3 ตัว คือ elgg.com (Open source social network platform) เปรียบเสมือนเป็น facebook ภายในองค์กร อีกตัวคือ Sharepoint ของ Microsoft และอีกตัวคือ Buddypress.org เป็น wordpress social network software ซึ่งใช้ง่ายดี

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 8)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ] [ ตอน 6 ] [ ตอน 7 ] และสมัครเป็น Fan Facebook ของงานสัมนนานี้ได้ที่ “Social Media Club”

ฟังวิทยากรมาตั้งหลายคน ส่วนใหญ่จะมาจากภาคเอกชน และเป็นคนรุ่นใหม่ นักการตลาด ช่วงต่อไปจะเป็นเรื่องของการใช้ Social Media ในภาครัฐ วิทยากรคือ @skumpol ผอ. ฝ่าย ICT จาก ก.ต.ล. (SEC) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย … ก็เลยค่อนข้างซีเรียส เต็มไปด้วยกฎระเบียบ เพราะเป็นห่วงข้อมูลจะรั่วไหล พนักงานหมกมุ่น ข้อมูลไม่ถูกต้อง และทำผิดกฎหมาย ดังนั้น พนักงานทุกคนต้องเช็นจรรยาบรรณ ในการใช้ Social Media ห้ามเล่นเกม ต้องรับผิดชอบข้อความที่เขียน และไม่แสดงข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป … การจัดระเบียบใช้ Guideline จาก UK Goverment Guideline, US SEC Practice, และระเบียบการใช้ twitter ของ US Gov

ก.ต.ล. มี twitter อยู่ 2 account คือ @ThaiSEC_News และ @ThaliSEC_InvesEd เพื่อการประชาสัมพันธ์ จะไม่ตอบมีการกลับโดยตรง แต่จะตอบผ่านเว็บ มีการเก็บ log ว่าพนักงานคนใด log in เข้า social media ใด post ข้อความเมื่อใด ด้วย user account อะไร แต่จะไม่เก็บ content ที่ post

สรุปว่า เอกชนให้ความสำคัญของ social media มากกว่าภาครัฐ อาจเป็นเพราะ เอกชนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด … มากกว่ามั๊ง

รายการต่อไป ก็เป็นภาครัฐเช่นเดิม … เป็นการเสวนาพูดคุยกับ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองเลขาธิการ ปปท. และนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ท่านเป็นตำรวจและใกล้เกษียณแล้ว จึงมีประสบการณ์มาก (และฮามากด้วย) ท่านบอกว่า ท่านเป็นบิดาแห่งการบล็อคเว็บโป๊ .. มี case study เกิดขึ้นมากมาย เล่าไม่หมด แต่สรุปสั้นๆว่า คนคิดจะโกง จะแบ็คเมล มันมีโดยตลอด ดังนั้น ต้องเลือกเสพ ต้องมีวินัย เอามาใช้พอดีพองาม ใช้ให้เหมาะสมและสร้างสรรค์เท่านั้นก็พอ ควรเปลี่ยน password บ่อยๆ โดยเฉพาะถ้าทำงานเกี่ยวกับเรื่องเงินหรือข้อมูลลูกค้า ต้องระวังถูกขโมยข้อมูล จงมีสติแล้วจะปลอดภัย … Hi Tech มากไปจะ Hi ทุกข์ อย่า IT ล้น งานการไม่ทำ ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น (ผู้ฟังโดนว่า ไม่ค่อยฟังคนบรรยาย เอาแต่ tweet และใช้มือถือกันตลอดเวลาด้วย) ต้องใช้วิจารณญาณ และใช้ศีล 5 กับไอที โดยเฉพาะไม่หลอกลวงคนอื่น ไม่ส่งรูปโป๊ ไม่โชว์ป่วน และไม่ชวนกันกินเหล้าทางเน็ต … โอ้โฮ! สมกับเป็นตำรวจเก่าจริงๆ

ส่วนวิทยากรอีกท่านที่ร่วมเสวนาด้วย คือ คุณสุรางคณา วายุภาพ ผอ. ฝ่าย ELSI ของ NECTEC (ดำเนินรายการโดยคุณ @pornprom) ได้พูดถึง Threat ของการใช้ social media ว่า จะคุกคามความเป็นส่วนตัว พนักงานใช้เวลาไปกับ social media ในเวลาทำงาน แหกกฎองค์กร มีภัยแฝงทำให้เกิดความเสียหายด้านการเงิน เผลอปล่อยข้อมูลความลับขององค์กร เสียชื่อเสียงขององค์กร (เช่นเผลอไปนินทาว่าร้ายลูกค้า) ละเมิดสิทธิ์คนอื่น จะโดนฟ้องได้ … เคยสำรวจแล้วพบว่า คนไทยไม่ค่อยหวงแหนความเป็นส่วนตัว อยากแชร์อยากเปิดเผย ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หลายฉบับ ได้แก่ กฎหมายอาญา พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา … และเตือนว่า การ tweet ข้อความไม่ดี ดัดแปลงข้อความ พูดจาบจ้วงคนอื่น พูดให้ส่อเปรียบเปรยให้เดาได้ว่าหมายถึงใคร อย่างนี้ก็เข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ ต้องระวัง

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 7)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา (ยาวมาก หลายตอนจบ จวนจะเป็นมหากาพย์อยู่แล้ว … )

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ] [ ตอน 6 ] และสมัครเป็น Fan Facebook ของงานสัมนนานี้ได้ที่ “Social Media Club”

วิทยากรคนต่อไปคือ @iannnnn (ของแท้ต้องมี n 5 ตัว) แนะนำตัวเองว่าเป็นคน “ไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย” งานหลักคือ RS Online Business และทำเว็บไซต์การศึกษา skoolbuz.com ส่วนงานที่ทำเล่นสนุกๆ คือ ออกแบบ font (สวยๆ แจก) ที่ www.font.com และเขียนบล็อกฮาๆ ที่ชื่อ fail.in.th @iannnnn พูดถึงการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว สังเกตเห็นเวลาขึ้นรถไฟฟ้าก็จะเห็นแต่คนก้มหน้าก้มตา กดโทรศัพท์มือถือเล่น Social Media โดยไม่สนใจใคร (แต่ตัวเองยังใช้โทรศัพท์มือถือ Nokia รุ่นฉันทนาอยู่เลย) … ตลอดการบรรยาย slide เต็มไปด้วยตัวการ์ตูนน่ารักน่าชัง ซึ่งวาดเองทั้งหมด วิธีการ present ก็ดูบ้านๆ เดินไปเดินมา ตอนหลังก็นั่งขัดสมาธิบนเวที (tweet ไปถามแล้ว อธิบายว่ายืนแล้วขาสั่น เพราะตื่นเวที)

แนะนำให้รู้จักคำว่า meme (อ่านว่า มีม) หมายถึง การแพร่กระจายแบบไวรัส จากคนธรรมดา เช่นพวก blogger แล้วเกิดดังขึ้นมา เช่น เว็บไซต์ Know Your Meme ซึ่งคนที่ทำเป็นคนธรรมดา แต่เอาของไปปล่อยบนอินเทอร์เน็ต และแพร่ระบาดหรือ viral ได้อย่างน่ากลัว .. สนใจดู slide ฮาๆ ของคุณ @iannnnn ดูได้ที่ slideshare ที่นี่ค่ะ [พลังไพร่ใน Social Network #SMCON (by iannnnn) ]

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 6)

เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ] [ ตอน 4 ] [ ตอน 5 ]

วิทยากรคนต่อไปคือ @macroart แนะนำให้ใช้ digg.com และแนะนำให้รู้จักกับคำว่า Ripple Effect เหมือนกับการโยนหินลงไปให้น้ำกระเพื่อม ขึ้นกับว่าจะโยนหินก้อนโตๆ ลงไปก้อนเดียว หรือก้อนเล็กหลายๆ ก้อน ลงไปพร้อมๆ กัน

พูดถึง Wow! Content เขียนอะไรก็ได้ เอาให้ดังระเบิดไปเลย แล้วนำไปเผยแพร่ผ่าน Skype, twitter, เว็บบอร์ด pantip เช่น “Central ลาดพร้าวลดกระหน่ำหมดห้าง ไม่มีการขนสินค้ากลับ” … The Best Job in the World ประกาศรับสมัครงาน ให้อยู่บนเกาะหรูๆ ไม่ต้องทำอะไร ถ่ายรูปและเขียน Blog โฆษณาให้ก็พอ … พูดอะไรแบบนี้ ผู้คนพากันสนใจ เรียกว่าเป็น Wow! content

คำศัพท์ที่ขาดไม่ได้ วิทยากรทุกคนต้องพูดถึง คือคำว่า Digital Influencer .. Microsoft เคยเอาโปรแกรม Windows ไปให้พวก blogger ทดลองใช้ ปรากฎโดนวิจารณ์ว่าว่าห่วยมาก แถมบอกด้วยว่าห่วยยังไง … Microsoft ก็เลยเอา comment ไปปรับปรุงแก้ไข กลายเป็น Windows 7 ซึ่งเห็นว่าเป็น Windows รุ่นที่ดีที่สุด แถมมีการจัดงานเลี้ยง Blogger Day ให้ … สรุปว่า ของห่วย อย่าให้ influencer ใช้ จะถูกด่า ของดี อย่าขี้เหนียว ให้ใช้ไปเลย ถ้าพวกนี้จะช่วยกันเชียร์ใน social media (เอ ชักยังไง ฟังแล้ว ดูเหมือนพวก microcelebrity หรือพวก digital influencer นี้ ดูเป็นพวกชอบกินฟรีแฮะ ..)

Incentive-based Campaign เป็นกลไกการบอกต่อ ทำให้เกิด Ripple Effect โดยใช้แรงจูงใจ ตัวอย่างเช่น “KBank Millionaire” ชวนเล่นเกมเศรษฐีบน Facebook ของธนาคารกสิกรไทย เล่นแล้วได้รางวัลเป็นแรงจูงใจ ใครจะเล่นต้องสมัครเป็น Fan ก่อน และให้ไปชวนเพื่อนมาเล่นด้วยเยอะๆ … เรื่องของร้านขายเฟอร์นิเจอร์ IKEA Facebook Showroom บน Facebook มีการ upload ภาพสินค้าขึ้นไป ถ้าใคร tag เฟอร์นิเจอร์ใดในรูปเป็นคนแรก .. add ชื่อตัวเองเข้าไป ก็รับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นฟรีไปเลย !

สรุปว่า ไม่ต้องใช้ agency ไม่ต้องซื้อสื่อหลัก (main stream media) ไม่ต้องใช้ programmer … นักการตลาดทำเองได้หมด ต้องการแค่ idea เจ๋งๆ เท่านั้น !!

[ เรียกดู slide presentation ของ @macroart ได้ที่นี่ค่ะ ]

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 4)

เสาร์-อาทิตย์มาถึงแล้ว .. แต่ไม่น่าจะไปเที่ยวไหนได้ เพราะกลุ่มชุมนุมเสื้อแดง เอาวันเสาร์ของเราไป … เขียน Blog ต่อดีกว่า เล่าเรื่องไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 53 ที่ผ่านมา

อ่านตอนเก่าๆ ย้อนหลังได้ที่ [ ตอน 1 ] [ ตอน 2 ] [ ตอน 3 ]

@pawoot บรรยายเรื่องที่ตัวเองถนัดมาก ในฐานะเจ้าของ tarad.com และ thaisecondhand.com คือ เรื่อง e-commerce โดยพูดเป็น 3 ประเด็นคือ 1. Social media e-commerce 2. Location-based 3. Augmented Reality … นิตยสาร Fortune เคยสำรวจบริษัท 100 แห่ง พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ใช้ Twitter (82%) Facebook (59%) YouTube (68%) และ Blog (36%) ในการทำ social media แต่ที่สำคัญคือ ต้องสร้าง awareness เพื่อดึงมาปิดการขายที่ e-commerce ให้ได้ (มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าเอาแต่ใช้ social media แต่ไม่ทำกำไร) … ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน (positioning) ลองคิดดูสิว่าคนอื่น follow คุณแล้วได้อะไร ? จุดยืนของคุณคืออะไร ? ต้องสร้างจุดยืน เช่น เน้นสื่อสารพูดคุย ห่วงใยใส่ใจ ให้ความรู้ดูแลสุขภาพ หรือพูดแต่เรื่องสินค้าลดราคา ให้ข้อมูลสินค้าและบริการ ฯลฯ ถ้าคู่แข่งเราเกิดเล่น social media ด้วย เราจะต้องสร้างเครือข่ายให้กว้างขวางกว่า เข้าถึงให้ตรงเป้าหมายกว่า และมีการสร้างสรรค์ พูดในสิ่งที่ลูกค้าอยากฟังและคนฟังได้ประโยชน์ … คุณ @pawoot นี่เป็นนักการตลาดจริงๆ แนะเทคนิค เพิ่มคน follow – retweet เราเยอะๆ โดยการเขียนข้อความโดนใจ ตลก ลดแหลกแจกแถมรางวัล ยกตัวอย่าง “เจ๊กเม้ง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อต้นตำรับเพชรบุรี” ว่าเป็นสุดยอดการขาย แถมยังสอนเราว่าต้องแอบเลวนิดๆ ในโลกออนไลน์ ใช้ “Dark Ocean” ซะบ้าง อย่าไป “White Ocean” เกินไป … (อ้าว! เหน็บคุณดนัย @dc_danai เข้าให้ซะแล้ว !!

สำหรับการวัดผล คุณ @pawoot ใช้เครื่องมือหลายชนิดมาก เช่น TweetDeck, TwitterCounter, bit.ly, Google analytics, Tweetstats, trendrr, และ Twitanalyzer ตัวสุดท้ายนี้ใช้วัดความมีอิทธิพล … แนะนำให้มองหา influencer หรือคนที่มีอิทธิพลกับลูกค้าของคุณ ซึ่งหมายถึงคนที่มี follower เยอะๆ ทั้งใน Facebook และ Twitter เป็นพวกผู้รู้ที่อยู่ตาม webboard Pantip คนเหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่ม awareness ให้แก่สินค้าของเราได้

นอกจากเรื่อง Social media e-commerce แล้ว @pawoot ยังพูดถึง Location-based ด้วย เช่น Google Latitude, Foursquare และ Gowalla ซึ่งสามารถใช้ในการค้นหาสินค้าที่อยู่ใกล้ที่สุดได้โดยใช้แผนที่ และสุดท้ายได้แนะนำ Augmented Reality โดยฉายวิดีโอโฆษณารองเท้า Addidas (ใครอยากดูบ้างก็ได้ค่ะ คลิกที่นี่ Addidas Originals – Augmented Reality Sneaker Experience)

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 3)

23-24 มี.ค. 53 ไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ

[ ความเดิม ตอนที่ 1 ] .. [ ความเดิม ตอนที่ 2 ]

วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการสัมมนา ช่วงแรกเป็นการบรรยายของ 2 เทพแห่งวงการ Social Media บ้านเรา คือ @iWhale และ @pawoot

.. เล่าวิทยากรคนแรกก่อนนะ … @iWhale (เจ้าของ kapook.com, thaifollow.com และเป็นผู้ร่วมจัดงานสัมมนา SMCON ในครั้งนี้) แนะนำ Social Media tools ต่างๆ ได้แก่ Twitter, Facebook, YouTube, Flickr, LinkedIn, Slideshare, WordPress, Scribd, docstoc, GoogleDocs แม้เราจะรู้จักและเคยใช้หมดแล้ว แต่มีเกร็ดความรู้ที่ลุ่มลึกกว่าเรามาก (เมพขิงขิง – เทพจริงๆ) มีตัวเดียวที่เราไม่เคยได้ยิน คือ Deviantart (คล้าย YouTube แต่เป็นพวกงานศิลปะ .. Art สุดๆ)

Twitter : สื่อรัก”นักการเมือง” เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้ทำ CRM ลูกค้า แล้วค่อยยิง link ต่อมาเข้าเว็บไซต์หลักอีกทีหนึ่ง ควร tweet ให้สั้นๆ จะได้มีพื้นที่ว่างให้ retweet ได้ .. No one read your stupid tweets ดังนั้นต้องรักษา timeline ของเราให้ดูน่าสนใจด้วย … เทคนิคการทำ มี 3 steps คือ 1. ฟังคนอื่นก่อน (listen) 2. เข้าร่วมกิจกรรม (engage) 3. สร้างอิทธิพลต่อคนอื่น (Influencer) – ไม่ใช่ดึงความสนใจของคนอื่นเข้ามา แต่ให้ความสนใจและเห็นค่าของคนอื่น เป็นผู้กว้างขวาง เห็นอะไรดีๆ ก็แนะนำบอกต่อ ถ้าต้องการรู้ว่าเขา tweet เรื่องอะไรกัน ให้ใช้ http://search.twitter.com ค้นได้คล้ายๆ Google โดยจะแสดงคำฮิต (trending topics) จากทั่วโลก (แต่อีกไม่นานจะมีการแสดง trending topics แยกตามประเทศ ตามเมืองหรือแม้กระทั่งแบ่งตามโรงเรียน ได้ด้วย !)

@iWhale แนะนำเทคนิคอย่างหนึ่งใน Hootsuite คือการสั่ง add column ใหม่แล้วทำ keyword tracking คอยดูว่าใคร tweet อะไรที่เกี่ยวกับเราบ้าง (เป็นเทคนิคใหม่ ไม่ยักรู้มาก่อนแฮะ) และหากอยากหาเพื่อนใหม่ ให้ไปสมัครเป็นสมาชิกที่ thaifollow.com ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นนกทวิตตุ้ย (นกอ้วน) ที่นั่นจะมีการจัดอันดับคนที่มีจำนวน follower มากที่สุด ภาพและวิดีโอยอดฮิตที่มีคน post และมีการจัดกิจกรรม off line ส่งเสริม เพื่อเพิ่มจำนวน follower เช่นงาน FAILparty และงาน CodeFAIL (โคตรเฟล) Party … เป็นการล้อเลียน twitter ซึ่งระบบมักจะล่มบ่อย และหน้าจอจะขึ้นเป็นรูปปลาวาฬตัวอ้วนๆ ที่ชื่อ FAILwhale ออกมาขอโทษขอโพย (ซึ่งในที่สุดกลายเป็นที่มาของชื่อผู้บรรยาย @iWhale นั่นเอง)

Facebook : ได้พูดถึง Mark Zuckerberg (CEO ที่ชอบใส่รองเท้าแตะมาทำงาน) กับบทความ “How facebook is taking over our lives” ในนิตยสาร Fortune … หากเรา upload รูปเก่าๆ สมัยเป็นนักเรียนขึ้นไปบน FB แล้วมีการ Tag รูป จะทำให้พบเพื่อนเก่า (ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมมาก เป็นการสร้างเครือข่ายชั้นเยี่ยม) … หลังจากที่ฟัง @iWhale แล้วเพิ่งรู้ว่า การเข้าเว็บไซต์ FB สามารถพิมพ์ URL แบบสั้นๆ http://fb.me ได้ด้วยแฮะ !

YouTube : ตอนนี้โดน Google ซื้อไปแล้ว เจ้าของเดิมเป็นพนักงานเก่าของ PayPal เทคนิคการ run video ใช้ flash เพื่อให้สามารถ upload วิดีโอที่เป็น file type อะไรก็ได้ แต่ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนมาใช้ HTML5 ซึ่งจะทำวิดีโอเบาขึ้น load ง่าย และไม่ต้องใช้ flash อีกต่อไป … ถ้าอยากรู้ว่าวิดีโอเรื่องใดฮิตสุดใน YouTube ให้คลิกที่ Video -> Most View -> All time จะพบว่า “Charlie bit my finger” ยังครองเแชมป์อยู่เลย ถูก load ดูไปแล้ว 171 ล้านครั้ง … เราสามารถสร้าง Channel ส่วนตัวของเราเองก็ได้ ให้คนอื่นมาบอกรับติดตามเป็นสมาชิก (เหมือนรายการโทรทัศน์เสรีเลย) ถ้าคลิก Channel -> Most subscribed -> All time จะพบว่า Channel ของนาย Nigahiga จากญี่ปุ่น ยังคงมีคนติดตามสูงสุด จำนวนกว่า 2 ล้านคนเลยทีเดียว … ไม่รู้ว่าแก post วิดีโออะไรกันนักกันหนา ??

@iWhale แนะนำลูกเล่นต่างๆบน YouTube เช่น “Automatic Caption” กดปุ่มสีแดงที่เขียนว่า CC จะเป็นระบบ voice process มี subtitle เป็นภาษาอังกฤษ และแปลเป็นภาษาอื่นๆ ก็ได้ รวมทั้งภาษาไทย มี “AutoTiming / Translate” สามารถ load เป็น text file เข้าไปก็ได้ ซึ่ง YouTube จะทำการ sync ให้ และถ้าต้องการให้ search เจอง่ายๆ หรือ top hit ติดอันดับ ต้องทำ YouTube Ranking Optimization (คล้ายๆ กับการทำ Search Engine Optimization -SEO นั่นแหละ) คือ ต้องตั้งชื่อ title, description และ tags ให้ดีๆ พยายามทำให้เป็น featured video, most viewed และใช้ smart thumbnail คือใช้รูปที่ดึงดูดใจ (ชวนให้คลิก)

Flickr เป็น photo sharing ขนาดใหญ่ ตอนนี้ถูก Yahoo ซื้อไปแล้ว ภาพใน Flickr เป็น creative commons (cc) เอาไปใช้ต่อได้ ไม่ผิดลิขสิทธิ์ ทดลองค้นคำว่า “Thailand” แล้วสั่ง sort หรือเรียงตาม “Interesting” จะได้รูปสวยๆ ดีๆ ไปใช้เยอะแยะ

LinkedIn เป็น Professional social network มีไว้ใช้หางาน ที่อินเดียฮิตมาก บ้านเราไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญ ขนาด Bill Gates ยังเล่นเลย

Slideshare เป็นการ share slide presentation ต่างๆที่มีประโยชน์ สามารถทำเป็น slidecast ใส่เสียงลงไปใน slide ได้ด้วย หากว่างๆ ไม่มีอะไรทำควรเรียกศึกษาหาความรู้จาก slide ดีๆ โดยใช้บนมือถือ ที่ http://m.slideshare.net (แทนการฟังเพลง!) … เขามีการประกวด slide ยอดเยี่ยมเป็นประจำทุกปี ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้เลย “Shifthappens” จะได้เรียนรู้เทคนิคการทำ slide ให้น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ (มิน่าล่ะ สังเกตดู slide ของวิทยากรในงาน SMCON 2010 แต่ละคน ทำ slide บรรยายในสไตล์ slideshare ทั้งนั้นเลย คือ สื่อสารด้วยภาพสวยเด่น มีข้อความน้อยๆ แถมเวลานำเสนอยังไม่นั่ง ใช้วิธีเดินไปมา มี spotlight ตามส่อง ทำท่าเหมือน Steve Jobs ไม่มีผิด !)

Scribd ใช้ share เอกสารพวก PDF ( คล้ายๆ กันกับ Docstoc ) เราสามารถ upload เอกสารไปแจกฟรีก็ได้ หรือฝากขายเอกสารได้ โดยจ่ายค่าขายให้ scribd 20% เจ้าของได้ 80% ลองเรียกดู Most subscribers, Most read หาเอกสารดีๆ มาอ่านฟรี … นอกจากนั้น ยังสามารถสร้าง Branded Scribd Reader ใส่ logo หน่วยงานที่มุมซ้ายของจอภาพ โฆษณาให้หน่วยงานได้ฟรีอีกต่างหาก เยี่ยมจริงๆ !

WordPress แน่นอน ตัวนี้เป็นเครื่องมือสร้าง Blog ฟรี ที่ยอดนิยมที่สุดในปัจจุบัน ส่วน Google Docs ก็เหมาะสำหรับ upload และ share files ประเภทต่างๆ ได้ แม้แต่ไฟล์ slide powerpoint ขนาดยักษ์ๆ ก็สามารถเอาไปฝากได้ …

ก่อนจบ @iWhale สรุปว่า ในโลกอนาคต คุณต้องมี 3 อย่างคือ 1. Media Literacy ใช้สื่อเป็น 2. Knowledge มีความรู้ และ 3. Social Network สร้างเครือข่ายกับคนอื่นได้

[ เรียกดู slide presentation ของคุณ @iWhale ได้ที่นี่ค่ะ ]

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 2)

23-24 มี.ค. 53 ไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ

[ … ความเดิมจากตอนที่แล้ว … ]

วันนี้เป็นสัมมนาวันที่สองแล้ว แต่ขอเล่ามื่อวานต่ออีกหน่อย เพราะยังไม่จบ ในช่วงหลัง coffee break รอบบ่าย พบกับ @charotte2500 ผู้บริหาร media studio ซึ่งทำรายการให้ช่อง 7 สี และ @sresuda นักข่าวและนักจัดรายการวิทยุแห่ง mcotdotnet

คุณชาล็อต @charotte2500 พูดว่า ถึงตัวเองจะเป็น สว. (สูงวัย -> 2500 หมายถึงปีเกิด) แต่ก็ตามเทคโนโลยี เพื่อเอามาใช้งาน และชอบความทันสมัย อะไรก็ต้องเป็นคนแรกเสมอ (ชอบ) ทำอะไรก็ต้อง PR เป็น guest speaker เขียนบทความลง คอลัมน์ใน PostToday ในฐานะ CEO ได้ใช้ twitter ติดตามงานลูกน้องด้วย และกำลังจะออกพ็อคเก็ตบุ๊ตชื่อ “คมคิด Twitter” เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ต่างๆ ที่พบเจอ (และได้ยกตัวอย่าง โดยฉายวิดีโอความประทับใจ เมื่อครั้งไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพของ พล.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา) … เน้นย้ำว่าการสร้างแบรนด์ต้องมี partner ที่ดี ขณะนี้เป็นพันธมิตรกับบริษัท AIS จึงขอเครื่องมาใช้ได้ฟรีแจกลูกน้องในบริษัท media studio ไป 30 เครื่อง ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ทางช่อง 7 สีจะเปิดตัว การใช้ QR Code (Quick Read Code) บนหน้าจอรายการข่าว ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการแจ้งเบาะแส ส่ง clip ข่าวจากทางบ้าน หรือสามารถใช้ขายโฆษณาได้ด้วย นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกในวงการโทรทัศน์เลยทีเดียว … พอบรรยายจบ หลายคนในห้องสัมมนาก็หยิบมือถือขึ้นมา follow twitter คุณชาล็อตกันใหญ่

คนต่อไปคือคุณต่าย @sresuda นักข่าวสาวจาก @mcotdotnet และนักจัดรายการวิทยุ FM100.5 MHz … มีเทคนิคในการ tweet ข่าวคือ จะระบุเวลากำกับไปด้วย คนตามอ่านจะได้รู้ว่าข่าวเก่าหรือใหม่ พูดถึงการประยุกต์ใช้ social media ในสื่อมวลชน คนที่เด่นมากๆ คือคุณ @suthichai ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ และมักจะตาม retweet ข้อความของบรรดาลูกน้องด้วย ปัจจุบันเรื่องการติด QR Code กำลังเป็นที่นิยมมาก บนหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นการเพิ่มมิติของการอ่านข่าว และสามารถขายโฆษณาได้ด้วย Broadcast Media บนอินเทอร์เน็ตที่ติดอันดับสูงสุดในโลก ตอนนี้คือ MSNBC, CNN.com และ Fox News เดี๋ยวนี้เว็บไซต์ของสื่อมักจะมี function ให้ผู้ชมปรับเปลี่ยนหน้าจอเองได้ เช่น เปลี่ยนสีพื้น ฯลฯ หรือที่เรียกว่า Change your style (ยกตัวอย่างเว็บไซต์ http://www.mcot.net/News) หรือแม้กระทั่งเครื่องรับโทรทัศน์ยี่ห้อ Samsung รุ่นใหม่ มีการติดตั้ง twitter ที่มุมของจอภาพ สามารถดูทีวีไปด้วย tweet ไปด้วย … โอโฮ ยังงั้นเลย ! .. เรื่อง Twitter ที่โด่งดังมากในวงการนักข่าว คือ เรื่องสถานการณ์การประท้วงการเลือกตั้งในอิหร่าน และมีการปิดกั้นสื่อ ประชาชนก็เลยพากันใช้ twitter ส่งข่าว และใช้มือถือถ่ายภาพมา post บนเน็ต ฟ้องไปทั่วโลก .. นี่เป็นสาเหตุทำให้รัฐบาลไทย ตัดสินใจสั่งให้ทุกกระทรวงใช้ twitter ในการประชาสัมพันธ์ (อ้อ .. อย่างนี้นี่เอง) นอกจากนั้น นักข่าวยังชอบใช้ skype ในการสัมภาษณ์คนที่อยู่ต่างสถานที่ เริ่มมีการถ่ายทอดโดยใช้เทคโนโลยี 3G กันบ้างแล้ว เช่นรายการ “เช้าข่าวข้น” ของ Nation ร่วมกับ Mcot … บนหน้าจอทีวีปัจจุบันมักจะเห็นว่าเริ่มมีการใช้ twitter แทนการส่ง SMS กันบ้างแล้ว SMS มีข้อเสียคือ ผู้ส่งต้องเสียเงิน ทำให้ผู้จัดรายการรู้สึกเกรงใจเวลาที่จะตัดข้อความที่ post ไม่ดีออกไป

หมายเหตุ : SMS ส่งข้อความได้ครั้งละ160 ตัวอักษร ส่วน twitter ส่งข้อความได้ครั้งละ 140 ตัวอักษร และเหลือที่ไว้สำหรับ RT อีก 20 ตัวอักษร และออกแบบมาเช่นนั้น เพื่อให้ twitter สามารถใช้กับ SMS ได้

สำหรับกฎ กติกา มารยาทของนักข่าวเวลาใช้ social media คุณต่ายแนะนำให้ดู Handbook of Journalism ของสำนักข่าว Reuter เป็นแนวทาง หลักๆ ก็คือ ให้คิดก่อน post, โปร่งใส ไม่อคติ ควรแยก account ของส่วนตัวและขององค์กร และจะให้ดีควรได้รับอนุญาตจาก manager ก่อน post ด้วยค่ะ … อันนี้หลายคนร้องโอ้ยเลย (ทำไม่ได้) สุดท้าย คุณต่ายแนะนำคำศัพท์ใหม่ ที่จะมาแทน New Media นั่นคือคำว่า Future Media

ช่วงท้ายสุด เป็นช่วง Q&A บรรดาวิทยากรในช่วงบ่ายขึ้นเวทีพร้อมกันเพื่อตอบคำถาม @charotte2550, @sresuda, @iWhale, @RongLive, @siwat, @kengdotcom และพิธีกร @nuishow … เทพกันทั้งนั้นเลย สัมมนาวันนี้เลิกเกือบ 6 โมงเย็น (มันส์มาก)

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010

23-24 มี.ค. 53 ไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ … ได้อะไรมาเพียบ วิทยากรขั้นเทพทั้งนั้น ค่าลงทะเบียนก็เทพเหมือนกัน คือ 13,000 กว่าบาท (ภาษาของพวกหนุ่มๆใน twitter เรียกว่า “เมพขิง” แปลว่า เทพจริง) … วันนี้เป็นวันแรกของการสัมมนา มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากจะบันทึกไว้ ดังนี้

  • ทั้งวิทยากรและผู้ฟัง ต่างก็พก BB, iphone ยกขึ้นมา tweet กัน ตลอดการบรรยาย รายงานข่าว / ชื่นชม-ติชมและวิจารณ์วิทยากร / คุยกันเองโดยใช้ Tag #SMCON / นอกจากนั้นยังใช้ถ่ายภาพ รวมทั้งส่งคำถามขึ้นมาบนเวทีด้วย
  • ที่สำคัญกว่านั้น มีการใช้ QR Code กันอย่างแพร่หลาย (บางคนเรียกว่าเป็น “บาร์โค้ดสุดล้ำ”) นับตั้งแต่ติดไว้บน name badge ห้อยคอของผู้ฟัง วิทยากรใช้แนะนำตัวเองโดยติดไว้บน slide presentation เพื่อให้ผู้ฟังใช้โทรศัพท์มือถือ ยกขึ้นยิง (scan) … เข้าใจว่า ต่อไปก็จะใช้ QR Code กันแพร่หลายใน social network อย่างแน่นอน
  • แม้บนเวทีจะออกอาการเสื้อเหลือง-เสื้อแดงบ้าง พอสังเกตได้จากคำพูดและทีท่า แต่ก็ไม่มีปัญหาต่อการสัมมนาแต่อย่างใด
  • การฟังไปด้วย จดไปด้วย tweet และถ่ายภาพไปด้วย เป็นเรื่องยากสำหรับเรา (แต่เห็นพวกเมพขิงทำได้เร็วมาก บางคนทำได้ทั้งๆที่กำลังเป็นวิทยากรอยู่บนเวทีด้วยซ้ำไป)
  • ดร. อัจฉริยา อักษรอินทร์ ผอ. NECTEC กล่าวเปิดงาน พร้อมสรุปสถิติผู้เข้าร่วมงาน ว่าส่วนใหญ่ มาจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ ส่วนใหญ่ทำงานด้าน PR marketing และเป็น IT management executive (ไปดูรายชื่อพบว่าที่มาจากมหาวิทยาลัย มีบางมด 4-5 คน และ 2-3 คนจาก ม. ศรีปทุม)
  • @apirak_bangkok พูดคนแรก พูดเก่งมาก และเร็วมาก ฉายวิดีโอให้ดูเรื่องหนึ่ง “Is social media a fad ?” สังเกตว่ามีการ promote เว็บ http://www.akiedu.org หรือ Asian Knowledge Institute ของคุณอภิรักษ์ ที่มุมของจอภาพด้วยหน่อยๆ การบรรยายเน้นเรื่องการให้คนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรายย่อยใช้ social media ในการส่งเสริมการขาย ดีกว่าเสียเงินซื้อโฆษณา ไม่ต้องเป็นบริษัทใหญ่ก็สามารถทำได้ โดยบอกว่าบ้านเราต้องขาย “อาหารและการท่องเที่ยว” พูดถึง creative economy ซึ่งคนไทยทำอยู่แล้ว เช่น ตลาดน้ำ ฯลฯ ต่อยอดภูมิปัญญาไทยและเอกลักษณ์ต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แถมยังยกตัวอย่าง Twilight และ New Moon ดังได้เพราะแด็กคูล่า แม่นาคพระโขนงยังทำเป็น The Musical จนโด่งดัง เป็นการเอาเรื่องเก่าๆ มาคิดใหม่ทำใหม่ ความสำเร็จใน social media ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลว่าต้องเป็น Celeb มาก่อน แต่อยู่ที่ idea และ content … นอกจากนั้น ยังเสนอคำว่า Netizen ซึ่งหมายถึง cybercitizen หรือ citizen on network … ให้แนวคิดว่า ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กร ต้องทำ 3 อย่าง คือ 1) ต้อง set agenda ให้กับองค์กรให้ได้ ว่าจะเดินไปทางไหน 2) align resources ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า 3) สร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงาน ซึ่งถือว่าเป็น unlimited resources สุดท้าย แนะนำ social media ของตัวเอง คือ http://www.twitter.com/apirak_bangkok / http://www.youtube.com/apirakbangkok / และ http://www.facebook.com/apiraksupporters
  • คนต่อมาคือ ดร. ทวีศักดิ์ @htk999 (… slide ประกอบการบรรยาย …) พูดถึงการหลอมรวมของสื่อ ไมว่าจะเป็น การดูทีวี การเล่นเว็บ โทรศัพท์ ฟังเพลง ส่งข้อความสั้น post ภาพ ฯลฯ เดี๋ยวนี้มันไหลใส่กันหมด “American teenagers spend more time online than watching television” เดี๋ยวนี้นิยมส่งภาพจากกล้องมือถือไปออกรายการโทรทัศน์ หรือ ireports ทำตัวเป็นนักข่าวพลเมืองกันมากขึ้น ชาวเน็ตกว่า 200 ล้านคนยินดีแลกความเป็นส่วนตัวกับการใช้ social networking นอกจากนั้นได้แนะนำ http://www.vopidiscount.com โทรฟรีเข้าเบอร์บ้านได้ แนะนำข้อควรระวัง อย่าคุยเรื่องไม่ดี เช่นการก่อการร้าย ใน free e-mail เพราะรัฐบาลอเมริกันจะ backup ข้อมูลเก็บไว้และตรวจสอบด้วย แนะนำข้อควรปฎิบัติตนของพนักงานในองค์กรในการใช้ Social Media และสุดท้าย เวลาส่ง e-mail ต้องระวังควรตั้งแวลา internet time ในเครื่องให้ตรงด้วย มิฉะนั้น จดหมายใหม่ๆ อาจถูกนำไปกองรวมกับจดหมายเก่าๆ ได้ใน mailbox .. อาจเทียบเวลากับ สวทช. ได้ที่ http://clock.nstda.or.th
  • พัก coffee break (กาแฟโรงแรมนี้อร่อยมาก รสนุ่มดี) ช่วงต่อไป เป็นการเสวนาหมู่ ประกอบด้วย @nuishow พิธีกร, เจ้าของ Pantip.com, คุณอ้อ @TonAwe จาก Google คุณ @kasamart จาก Sanook, คุณ @pawoot จาก Tarad, และ คุณ @iwhale จาก Kapook
  • ข้อคิดในการจัดงาน คือ ถ้าพิธีกรดำเนินรายการพูดเก่ง สนุก และฮา จะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างดี แม้การตอบสนองจากผู้ฟังจะช้า (ตามสไตล์คนไทย) คุณ @nuishow เก่งมาก ท่าทางค่าตัวจะแพง
  • คุณ @pawoot บอกว่าได้แนะนำให้เจ้าของร้านใน tarad.com ใช้ social media ในการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง จะดีกว่าการส่ง e-mail เพราะข้อเสียคือส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำ e-mail marketing เพื่อรักษาลูกค้าเก่า สนใจแต่จะหาลูกค้าใหม่ๆ หรือมักจะเอาแต่ promote web เท่านั้น ไม่สนใจลูกค้าเก่า
  • ได้ข้อมูลตัวเลขมาจากวงเสวนา … ปัจจุบันคนใช้ Hi5 (ของ sanook.com) ลดลงเรื่อยๆ Hi5 ลดลงเรื่อยๆจาก 6 ล้านคน เหลือ 5.4 ล้านคน (ก็ยังเยอะอยู่ดี) แต่มักเป็นเด็กภูธร ในขณะที่ FB เป็นเด็กกรุง คนใช้ Facebook อยู่ที่ 2 ล้านคน ส่วน twitter มี 39,000 คน (แต่ทำไมคุณทักษิณถึงมีคนตามมากถึง 70,000 ก็ไม่รู้) … คนไทยทั้งหมดมีประมาณ 64 ล้านคน ดังนั้นจะว่าไปแล้ว social media ก็ยังมีพลเมืองไม่มากเท่าไหร่
  • คุณอ้อ @TonAwe จาก Google บอกว่า ใช้ google insights ในการตรวจสอบ พบว่าเมื่อปี 2008-2009 คนชอบค้นคำว่า Hi5 ใน Google มากที่สุด ต่อมาในปี 2009 ค่อยๆลดลง กลายเป็นคำว่า Facebook, YouTube และ Twitter ตามมาอย่างห่างๆ หากมีตัวใหม่ที่อาจจะเข้ามาแทน FB, Twitter ต้องตอบโจทย์ผู้ใช้ และขึ้นกับ key influencer หรือผู้มีอิทธิพลในสังคมเป็นหลัก เช่นพวก celeb หรือดารา เชื่อว่าปัจจุบันมีคนใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือมากกว่า Desktop หรือ Laptop ควร Think Big และควรสนใจเรื่อง Open Platform ให้มากๆ … ต่อมามีผู้ฟัง เสนอให้บรรดา influencers บนเวทีช่วยกันคิดหาวิธีสร้าง Open Platform ดีๆ และมีมาตรฐานเดียวกันเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย (สังเกตว่าคำศัพท์ influencer จะถูกพูดบ่อยมาก โดยวิทยากรหลายคน จนตัวเองต้อง tweet แซวไปว่า คงหมายถึง “แกนนำ” แต่โดน tweet กลับว่า น่าจะเป็น “อำมาตย์” มากกว่า)
  • มีคนถามว่า เวลา post อะไรบนอินเทอร์เน็ต สิขสิทธิ์เป็นของใคร … เจ้าของ pantip.com ตอบว่า เนื้อหาข้อมูลที่ post บน pantip ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ post ยกเว้นจะระบุเป็นอย่างอื่น เช่น creative commons (cc)
  • พักรับประทานอาหารกลางวัน … สังเกตว่า บนโต๊ะทานข้าวของเรา เต็มไปด้วยนักข่าว (คงจะเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของโลก social media)
  • ช่วงบ่ายเริ่มด้วยรายการ Success Story ของบรรดาผู้บริหารและนักการตลาด คนแรกคือคุณ @siwat พูดถึงการทำการตลาดบน social media สิ่งที่ผู้บริโภคสนใจ และนำมาตัดสินใจ คือ ความเห็นของผู้บริโภคคนอื่นๆ โดยจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต (นอกเหนือจากการดูเว็บไซต์เจ้าของสินค้า) ดังนั้น การตลาดจะต้องเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ได้ และต้องทำตลอดเวลาบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น low season หรือ high season (ต่างจากงานโฆษณาเพื่อการขาย) และต้องไม่ใช้ social media เพื่อโฆษณา เพราะจะสร้างความรำคาญให้แก่ลูกค้า ต้องใช้เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้าเท่านั้น (และหากจะโฆษณาแฝง ต้องเนียน มิฉะนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับ)
  • ต่อไปคือคุณ @RongLive ใช้หลัก ทำให้เกิดเป็นข่าว และต้องเป็นข่าวที่เชื่อถือได้ และอย่าใช้การโฆษณาขายของ … พูดถึงสินค้าบางตัว ซึ่งเก่าแก่และน่าจะตายไปได้แล้ว แต่กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ นั่นคือ YellowPages ซึ่งใช้ social media ในการทำแคมเปญ “you can get any job done with yellow” เล่าเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จโดยใช้ YellowPages อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Post-It ของ 3M ซึ่งใช้ FB และ Flickr เชิญชวนให้คนช่วยกัน post แปะคติประจำใจ หรือ Thinks we forget โดยไม่ต้องโฆษณาว่า Post-It คืออะไร (ใครไม่รู้ก็แย่แล้ว) .. และที่เจ๋งสุด ก็นี่เลย การทำประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าให้สินค้าที่ยังไม่มีร้านขาย ยังไม่มีสินค้า โดยสร้างแฟนพันธุ์แท้บน FB และ Flickr ของผลิตภัณฑ์ดูแลตนเอง ผลิตจากขึ้ผึ้งธรรมชาติ ของลุง Burt ชาวอเมริกัน ที่มีชื่อว่า Burt’s Bees ปล่อยให้ลูกค้าโฆษณากันเอง แจกผลิตภัณฑ์ให้ไปลองใช้ ถ้าชอบก็บอกต่อบน Blog ไม่จำเป็นต้องจ้าง Celeb หรือดาราเป็น presenter … มีการใช้รูปถ่าย และ Tag คำว่า “Tag me please” ผลปรากฎว่าพอสินค้ามาถึง เปิดร้านแรกที่พารากอน เกินครึ่งของลูกค้าเป็นแฟนจาก FB มาก่อน ! เห็นว่า step ต่อไปจะใช้ social media ประเภท location-based เช่น Foursquare ด้วย คือถ้าใคร check-in ที่ Burt’s Bees@Siam Paragon จะมีรางวัลพิเศษให้กับ Mayor เป็นประจำทุกสัปดาห์ … สรุป โดยส่วนตัวชอบวิทยากรท่านนี้มากที่สุด เพราะเป็นเทพตัวจริง พูดจาสุภาพ ถ่อมตัวมาก พูดไปพูดมา ทำให้เราเคลิบเคลิ้ม ท่าทางจะกลายเป็นลูกค้า Burt’s Bees ไปกะเขาด้วยอีกคน [ … slide presentation ของคุณ @RongLive … ]
  • คนสุดท้ายของช่วงนี้ คือคุณ @kengdotcom เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า social media engagement จึงโชว์วิธีการใช้ social media เชิญมางานแต่งงาน มี FB Group ชื่อ Aom & Keng Wedding Day มีการ DM ทาง Twitter เชิญมางานก่อนจะส่งการ์ดตามไป มีการสร้างเว็บโดยใช้ wordpress ให้เพื่อนๆ ที่ไม่ได้มาในงาน ได้ชมภาพและติดตามเหตุการณ์ นอกจากนั้น สำหรับแขกที่มาในงานจะ tweet ได้ขอให้ช่วยใส่ Tag #AomKeng ให้ด้วย จะได้เก็บข้อความไว้เป็นที่ระลึก (แปลกดี) … คุณ Keng ได้กล่าวว่า 70%ของลูกค้า จะเชื่อลูกค้าด้วยกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลายบริษัทมีการจัดงานที่เชิญ influencers ในระดับหัวกะทิของเมืองไทยมาพบปะกัน เพื่อเอาข่าวไปพูดต่อ เพราะคนเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนอื่นได้มากพอๆกับนักข่าว และแพร่ข่าวได้เร็วกว่าสื่ออื่นๆ ตัวอย่างเช่น งาน Google Maps Launching Party, Intel Blogger Day, Blackberry Blogger Meeting
  • พัก coffee break แบบเร่งรีบ เอามาทานในห้อง .. เพราะเวลาไม่ทันแล้ว ยังเหลืออีกตั้ง 2 session รายการต่อไปพบกับ @charotte2500 ผู้บริหาร media studio ซึ่งทำรายการให้ช่อง 7 สี และ @sresuda นักข่าวและนักจัดรายการวิทยุแห่ง mcotdotnet