เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 3)

23-24 มี.ค. 53 ไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ

[ ความเดิม ตอนที่ 1 ] .. [ ความเดิม ตอนที่ 2 ]

วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการสัมมนา ช่วงแรกเป็นการบรรยายของ 2 เทพแห่งวงการ Social Media บ้านเรา คือ @iWhale และ @pawoot

.. เล่าวิทยากรคนแรกก่อนนะ … @iWhale (เจ้าของ kapook.com, thaifollow.com และเป็นผู้ร่วมจัดงานสัมมนา SMCON ในครั้งนี้) แนะนำ Social Media tools ต่างๆ ได้แก่ Twitter, Facebook, YouTube, Flickr, LinkedIn, Slideshare, WordPress, Scribd, docstoc, GoogleDocs แม้เราจะรู้จักและเคยใช้หมดแล้ว แต่มีเกร็ดความรู้ที่ลุ่มลึกกว่าเรามาก (เมพขิงขิง – เทพจริงๆ) มีตัวเดียวที่เราไม่เคยได้ยิน คือ Deviantart (คล้าย YouTube แต่เป็นพวกงานศิลปะ .. Art สุดๆ)

Twitter : สื่อรัก”นักการเมือง” เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้ทำ CRM ลูกค้า แล้วค่อยยิง link ต่อมาเข้าเว็บไซต์หลักอีกทีหนึ่ง ควร tweet ให้สั้นๆ จะได้มีพื้นที่ว่างให้ retweet ได้ .. No one read your stupid tweets ดังนั้นต้องรักษา timeline ของเราให้ดูน่าสนใจด้วย … เทคนิคการทำ มี 3 steps คือ 1. ฟังคนอื่นก่อน (listen) 2. เข้าร่วมกิจกรรม (engage) 3. สร้างอิทธิพลต่อคนอื่น (Influencer) – ไม่ใช่ดึงความสนใจของคนอื่นเข้ามา แต่ให้ความสนใจและเห็นค่าของคนอื่น เป็นผู้กว้างขวาง เห็นอะไรดีๆ ก็แนะนำบอกต่อ ถ้าต้องการรู้ว่าเขา tweet เรื่องอะไรกัน ให้ใช้ http://search.twitter.com ค้นได้คล้ายๆ Google โดยจะแสดงคำฮิต (trending topics) จากทั่วโลก (แต่อีกไม่นานจะมีการแสดง trending topics แยกตามประเทศ ตามเมืองหรือแม้กระทั่งแบ่งตามโรงเรียน ได้ด้วย !)

@iWhale แนะนำเทคนิคอย่างหนึ่งใน Hootsuite คือการสั่ง add column ใหม่แล้วทำ keyword tracking คอยดูว่าใคร tweet อะไรที่เกี่ยวกับเราบ้าง (เป็นเทคนิคใหม่ ไม่ยักรู้มาก่อนแฮะ) และหากอยากหาเพื่อนใหม่ ให้ไปสมัครเป็นสมาชิกที่ thaifollow.com ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นนกทวิตตุ้ย (นกอ้วน) ที่นั่นจะมีการจัดอันดับคนที่มีจำนวน follower มากที่สุด ภาพและวิดีโอยอดฮิตที่มีคน post และมีการจัดกิจกรรม off line ส่งเสริม เพื่อเพิ่มจำนวน follower เช่นงาน FAILparty และงาน CodeFAIL (โคตรเฟล) Party … เป็นการล้อเลียน twitter ซึ่งระบบมักจะล่มบ่อย และหน้าจอจะขึ้นเป็นรูปปลาวาฬตัวอ้วนๆ ที่ชื่อ FAILwhale ออกมาขอโทษขอโพย (ซึ่งในที่สุดกลายเป็นที่มาของชื่อผู้บรรยาย @iWhale นั่นเอง)

Facebook : ได้พูดถึง Mark Zuckerberg (CEO ที่ชอบใส่รองเท้าแตะมาทำงาน) กับบทความ “How facebook is taking over our lives” ในนิตยสาร Fortune … หากเรา upload รูปเก่าๆ สมัยเป็นนักเรียนขึ้นไปบน FB แล้วมีการ Tag รูป จะทำให้พบเพื่อนเก่า (ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมมาก เป็นการสร้างเครือข่ายชั้นเยี่ยม) … หลังจากที่ฟัง @iWhale แล้วเพิ่งรู้ว่า การเข้าเว็บไซต์ FB สามารถพิมพ์ URL แบบสั้นๆ http://fb.me ได้ด้วยแฮะ !

YouTube : ตอนนี้โดน Google ซื้อไปแล้ว เจ้าของเดิมเป็นพนักงานเก่าของ PayPal เทคนิคการ run video ใช้ flash เพื่อให้สามารถ upload วิดีโอที่เป็น file type อะไรก็ได้ แต่ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนมาใช้ HTML5 ซึ่งจะทำวิดีโอเบาขึ้น load ง่าย และไม่ต้องใช้ flash อีกต่อไป … ถ้าอยากรู้ว่าวิดีโอเรื่องใดฮิตสุดใน YouTube ให้คลิกที่ Video -> Most View -> All time จะพบว่า “Charlie bit my finger” ยังครองเแชมป์อยู่เลย ถูก load ดูไปแล้ว 171 ล้านครั้ง … เราสามารถสร้าง Channel ส่วนตัวของเราเองก็ได้ ให้คนอื่นมาบอกรับติดตามเป็นสมาชิก (เหมือนรายการโทรทัศน์เสรีเลย) ถ้าคลิก Channel -> Most subscribed -> All time จะพบว่า Channel ของนาย Nigahiga จากญี่ปุ่น ยังคงมีคนติดตามสูงสุด จำนวนกว่า 2 ล้านคนเลยทีเดียว … ไม่รู้ว่าแก post วิดีโออะไรกันนักกันหนา ??

@iWhale แนะนำลูกเล่นต่างๆบน YouTube เช่น “Automatic Caption” กดปุ่มสีแดงที่เขียนว่า CC จะเป็นระบบ voice process มี subtitle เป็นภาษาอังกฤษ และแปลเป็นภาษาอื่นๆ ก็ได้ รวมทั้งภาษาไทย มี “AutoTiming / Translate” สามารถ load เป็น text file เข้าไปก็ได้ ซึ่ง YouTube จะทำการ sync ให้ และถ้าต้องการให้ search เจอง่ายๆ หรือ top hit ติดอันดับ ต้องทำ YouTube Ranking Optimization (คล้ายๆ กับการทำ Search Engine Optimization -SEO นั่นแหละ) คือ ต้องตั้งชื่อ title, description และ tags ให้ดีๆ พยายามทำให้เป็น featured video, most viewed และใช้ smart thumbnail คือใช้รูปที่ดึงดูดใจ (ชวนให้คลิก)

Flickr เป็น photo sharing ขนาดใหญ่ ตอนนี้ถูก Yahoo ซื้อไปแล้ว ภาพใน Flickr เป็น creative commons (cc) เอาไปใช้ต่อได้ ไม่ผิดลิขสิทธิ์ ทดลองค้นคำว่า “Thailand” แล้วสั่ง sort หรือเรียงตาม “Interesting” จะได้รูปสวยๆ ดีๆ ไปใช้เยอะแยะ

LinkedIn เป็น Professional social network มีไว้ใช้หางาน ที่อินเดียฮิตมาก บ้านเราไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญ ขนาด Bill Gates ยังเล่นเลย

Slideshare เป็นการ share slide presentation ต่างๆที่มีประโยชน์ สามารถทำเป็น slidecast ใส่เสียงลงไปใน slide ได้ด้วย หากว่างๆ ไม่มีอะไรทำควรเรียกศึกษาหาความรู้จาก slide ดีๆ โดยใช้บนมือถือ ที่ http://m.slideshare.net (แทนการฟังเพลง!) … เขามีการประกวด slide ยอดเยี่ยมเป็นประจำทุกปี ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้เลย “Shifthappens” จะได้เรียนรู้เทคนิคการทำ slide ให้น่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ (มิน่าล่ะ สังเกตดู slide ของวิทยากรในงาน SMCON 2010 แต่ละคน ทำ slide บรรยายในสไตล์ slideshare ทั้งนั้นเลย คือ สื่อสารด้วยภาพสวยเด่น มีข้อความน้อยๆ แถมเวลานำเสนอยังไม่นั่ง ใช้วิธีเดินไปมา มี spotlight ตามส่อง ทำท่าเหมือน Steve Jobs ไม่มีผิด !)

Scribd ใช้ share เอกสารพวก PDF ( คล้ายๆ กันกับ Docstoc ) เราสามารถ upload เอกสารไปแจกฟรีก็ได้ หรือฝากขายเอกสารได้ โดยจ่ายค่าขายให้ scribd 20% เจ้าของได้ 80% ลองเรียกดู Most subscribers, Most read หาเอกสารดีๆ มาอ่านฟรี … นอกจากนั้น ยังสามารถสร้าง Branded Scribd Reader ใส่ logo หน่วยงานที่มุมซ้ายของจอภาพ โฆษณาให้หน่วยงานได้ฟรีอีกต่างหาก เยี่ยมจริงๆ !

WordPress แน่นอน ตัวนี้เป็นเครื่องมือสร้าง Blog ฟรี ที่ยอดนิยมที่สุดในปัจจุบัน ส่วน Google Docs ก็เหมาะสำหรับ upload และ share files ประเภทต่างๆ ได้ แม้แต่ไฟล์ slide powerpoint ขนาดยักษ์ๆ ก็สามารถเอาไปฝากได้ …

ก่อนจบ @iWhale สรุปว่า ในโลกอนาคต คุณต้องมี 3 อย่างคือ 1. Media Literacy ใช้สื่อเป็น 2. Knowledge มีความรู้ และ 3. Social Network สร้างเครือข่ายกับคนอื่นได้

[ เรียกดู slide presentation ของคุณ @iWhale ได้ที่นี่ค่ะ ]

โฆษณา

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010 (ตอนที่ 2)

23-24 มี.ค. 53 ไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ

[ … ความเดิมจากตอนที่แล้ว … ]

วันนี้เป็นสัมมนาวันที่สองแล้ว แต่ขอเล่ามื่อวานต่ออีกหน่อย เพราะยังไม่จบ ในช่วงหลัง coffee break รอบบ่าย พบกับ @charotte2500 ผู้บริหาร media studio ซึ่งทำรายการให้ช่อง 7 สี และ @sresuda นักข่าวและนักจัดรายการวิทยุแห่ง mcotdotnet

คุณชาล็อต @charotte2500 พูดว่า ถึงตัวเองจะเป็น สว. (สูงวัย -> 2500 หมายถึงปีเกิด) แต่ก็ตามเทคโนโลยี เพื่อเอามาใช้งาน และชอบความทันสมัย อะไรก็ต้องเป็นคนแรกเสมอ (ชอบ) ทำอะไรก็ต้อง PR เป็น guest speaker เขียนบทความลง คอลัมน์ใน PostToday ในฐานะ CEO ได้ใช้ twitter ติดตามงานลูกน้องด้วย และกำลังจะออกพ็อคเก็ตบุ๊ตชื่อ “คมคิด Twitter” เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ต่างๆ ที่พบเจอ (และได้ยกตัวอย่าง โดยฉายวิดีโอความประทับใจ เมื่อครั้งไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพของ พล.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา) … เน้นย้ำว่าการสร้างแบรนด์ต้องมี partner ที่ดี ขณะนี้เป็นพันธมิตรกับบริษัท AIS จึงขอเครื่องมาใช้ได้ฟรีแจกลูกน้องในบริษัท media studio ไป 30 เครื่อง ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ทางช่อง 7 สีจะเปิดตัว การใช้ QR Code (Quick Read Code) บนหน้าจอรายการข่าว ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการแจ้งเบาะแส ส่ง clip ข่าวจากทางบ้าน หรือสามารถใช้ขายโฆษณาได้ด้วย นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกในวงการโทรทัศน์เลยทีเดียว … พอบรรยายจบ หลายคนในห้องสัมมนาก็หยิบมือถือขึ้นมา follow twitter คุณชาล็อตกันใหญ่

คนต่อไปคือคุณต่าย @sresuda นักข่าวสาวจาก @mcotdotnet และนักจัดรายการวิทยุ FM100.5 MHz … มีเทคนิคในการ tweet ข่าวคือ จะระบุเวลากำกับไปด้วย คนตามอ่านจะได้รู้ว่าข่าวเก่าหรือใหม่ พูดถึงการประยุกต์ใช้ social media ในสื่อมวลชน คนที่เด่นมากๆ คือคุณ @suthichai ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ และมักจะตาม retweet ข้อความของบรรดาลูกน้องด้วย ปัจจุบันเรื่องการติด QR Code กำลังเป็นที่นิยมมาก บนหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นการเพิ่มมิติของการอ่านข่าว และสามารถขายโฆษณาได้ด้วย Broadcast Media บนอินเทอร์เน็ตที่ติดอันดับสูงสุดในโลก ตอนนี้คือ MSNBC, CNN.com และ Fox News เดี๋ยวนี้เว็บไซต์ของสื่อมักจะมี function ให้ผู้ชมปรับเปลี่ยนหน้าจอเองได้ เช่น เปลี่ยนสีพื้น ฯลฯ หรือที่เรียกว่า Change your style (ยกตัวอย่างเว็บไซต์ http://www.mcot.net/News) หรือแม้กระทั่งเครื่องรับโทรทัศน์ยี่ห้อ Samsung รุ่นใหม่ มีการติดตั้ง twitter ที่มุมของจอภาพ สามารถดูทีวีไปด้วย tweet ไปด้วย … โอโฮ ยังงั้นเลย ! .. เรื่อง Twitter ที่โด่งดังมากในวงการนักข่าว คือ เรื่องสถานการณ์การประท้วงการเลือกตั้งในอิหร่าน และมีการปิดกั้นสื่อ ประชาชนก็เลยพากันใช้ twitter ส่งข่าว และใช้มือถือถ่ายภาพมา post บนเน็ต ฟ้องไปทั่วโลก .. นี่เป็นสาเหตุทำให้รัฐบาลไทย ตัดสินใจสั่งให้ทุกกระทรวงใช้ twitter ในการประชาสัมพันธ์ (อ้อ .. อย่างนี้นี่เอง) นอกจากนั้น นักข่าวยังชอบใช้ skype ในการสัมภาษณ์คนที่อยู่ต่างสถานที่ เริ่มมีการถ่ายทอดโดยใช้เทคโนโลยี 3G กันบ้างแล้ว เช่นรายการ “เช้าข่าวข้น” ของ Nation ร่วมกับ Mcot … บนหน้าจอทีวีปัจจุบันมักจะเห็นว่าเริ่มมีการใช้ twitter แทนการส่ง SMS กันบ้างแล้ว SMS มีข้อเสียคือ ผู้ส่งต้องเสียเงิน ทำให้ผู้จัดรายการรู้สึกเกรงใจเวลาที่จะตัดข้อความที่ post ไม่ดีออกไป

หมายเหตุ : SMS ส่งข้อความได้ครั้งละ160 ตัวอักษร ส่วน twitter ส่งข้อความได้ครั้งละ 140 ตัวอักษร และเหลือที่ไว้สำหรับ RT อีก 20 ตัวอักษร และออกแบบมาเช่นนั้น เพื่อให้ twitter สามารถใช้กับ SMS ได้

สำหรับกฎ กติกา มารยาทของนักข่าวเวลาใช้ social media คุณต่ายแนะนำให้ดู Handbook of Journalism ของสำนักข่าว Reuter เป็นแนวทาง หลักๆ ก็คือ ให้คิดก่อน post, โปร่งใส ไม่อคติ ควรแยก account ของส่วนตัวและขององค์กร และจะให้ดีควรได้รับอนุญาตจาก manager ก่อน post ด้วยค่ะ … อันนี้หลายคนร้องโอ้ยเลย (ทำไม่ได้) สุดท้าย คุณต่ายแนะนำคำศัพท์ใหม่ ที่จะมาแทน New Media นั่นคือคำว่า Future Media

ช่วงท้ายสุด เป็นช่วง Q&A บรรดาวิทยากรในช่วงบ่ายขึ้นเวทีพร้อมกันเพื่อตอบคำถาม @charotte2550, @sresuda, @iWhale, @RongLive, @siwat, @kengdotcom และพิธีกร @nuishow … เทพกันทั้งนั้นเลย สัมมนาวันนี้เลิกเกือบ 6 โมงเย็น (มันส์มาก)

เก็บตก งานสัมมนา Social Media Conference 2010

23-24 มี.ค. 53 ไปฟังสัมมนา Social Media Conference 2010 ที่สถาบันฝึกอบรมเนคเทค (NECTEC Academy) จัดขึ้นที่โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท กรุงเทพฯ … ได้อะไรมาเพียบ วิทยากรขั้นเทพทั้งนั้น ค่าลงทะเบียนก็เทพเหมือนกัน คือ 13,000 กว่าบาท (ภาษาของพวกหนุ่มๆใน twitter เรียกว่า “เมพขิง” แปลว่า เทพจริง) … วันนี้เป็นวันแรกของการสัมมนา มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากจะบันทึกไว้ ดังนี้

  • ทั้งวิทยากรและผู้ฟัง ต่างก็พก BB, iphone ยกขึ้นมา tweet กัน ตลอดการบรรยาย รายงานข่าว / ชื่นชม-ติชมและวิจารณ์วิทยากร / คุยกันเองโดยใช้ Tag #SMCON / นอกจากนั้นยังใช้ถ่ายภาพ รวมทั้งส่งคำถามขึ้นมาบนเวทีด้วย
  • ที่สำคัญกว่านั้น มีการใช้ QR Code กันอย่างแพร่หลาย (บางคนเรียกว่าเป็น “บาร์โค้ดสุดล้ำ”) นับตั้งแต่ติดไว้บน name badge ห้อยคอของผู้ฟัง วิทยากรใช้แนะนำตัวเองโดยติดไว้บน slide presentation เพื่อให้ผู้ฟังใช้โทรศัพท์มือถือ ยกขึ้นยิง (scan) … เข้าใจว่า ต่อไปก็จะใช้ QR Code กันแพร่หลายใน social network อย่างแน่นอน
  • แม้บนเวทีจะออกอาการเสื้อเหลือง-เสื้อแดงบ้าง พอสังเกตได้จากคำพูดและทีท่า แต่ก็ไม่มีปัญหาต่อการสัมมนาแต่อย่างใด
  • การฟังไปด้วย จดไปด้วย tweet และถ่ายภาพไปด้วย เป็นเรื่องยากสำหรับเรา (แต่เห็นพวกเมพขิงทำได้เร็วมาก บางคนทำได้ทั้งๆที่กำลังเป็นวิทยากรอยู่บนเวทีด้วยซ้ำไป)
  • ดร. อัจฉริยา อักษรอินทร์ ผอ. NECTEC กล่าวเปิดงาน พร้อมสรุปสถิติผู้เข้าร่วมงาน ว่าส่วนใหญ่ มาจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ ส่วนใหญ่ทำงานด้าน PR marketing และเป็น IT management executive (ไปดูรายชื่อพบว่าที่มาจากมหาวิทยาลัย มีบางมด 4-5 คน และ 2-3 คนจาก ม. ศรีปทุม)
  • @apirak_bangkok พูดคนแรก พูดเก่งมาก และเร็วมาก ฉายวิดีโอให้ดูเรื่องหนึ่ง “Is social media a fad ?” สังเกตว่ามีการ promote เว็บ http://www.akiedu.org หรือ Asian Knowledge Institute ของคุณอภิรักษ์ ที่มุมของจอภาพด้วยหน่อยๆ การบรรยายเน้นเรื่องการให้คนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรายย่อยใช้ social media ในการส่งเสริมการขาย ดีกว่าเสียเงินซื้อโฆษณา ไม่ต้องเป็นบริษัทใหญ่ก็สามารถทำได้ โดยบอกว่าบ้านเราต้องขาย “อาหารและการท่องเที่ยว” พูดถึง creative economy ซึ่งคนไทยทำอยู่แล้ว เช่น ตลาดน้ำ ฯลฯ ต่อยอดภูมิปัญญาไทยและเอกลักษณ์ต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แถมยังยกตัวอย่าง Twilight และ New Moon ดังได้เพราะแด็กคูล่า แม่นาคพระโขนงยังทำเป็น The Musical จนโด่งดัง เป็นการเอาเรื่องเก่าๆ มาคิดใหม่ทำใหม่ ความสำเร็จใน social media ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลว่าต้องเป็น Celeb มาก่อน แต่อยู่ที่ idea และ content … นอกจากนั้น ยังเสนอคำว่า Netizen ซึ่งหมายถึง cybercitizen หรือ citizen on network … ให้แนวคิดว่า ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กร ต้องทำ 3 อย่าง คือ 1) ต้อง set agenda ให้กับองค์กรให้ได้ ว่าจะเดินไปทางไหน 2) align resources ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า 3) สร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงาน ซึ่งถือว่าเป็น unlimited resources สุดท้าย แนะนำ social media ของตัวเอง คือ http://www.twitter.com/apirak_bangkok / http://www.youtube.com/apirakbangkok / และ http://www.facebook.com/apiraksupporters
  • คนต่อมาคือ ดร. ทวีศักดิ์ @htk999 (… slide ประกอบการบรรยาย …) พูดถึงการหลอมรวมของสื่อ ไมว่าจะเป็น การดูทีวี การเล่นเว็บ โทรศัพท์ ฟังเพลง ส่งข้อความสั้น post ภาพ ฯลฯ เดี๋ยวนี้มันไหลใส่กันหมด “American teenagers spend more time online than watching television” เดี๋ยวนี้นิยมส่งภาพจากกล้องมือถือไปออกรายการโทรทัศน์ หรือ ireports ทำตัวเป็นนักข่าวพลเมืองกันมากขึ้น ชาวเน็ตกว่า 200 ล้านคนยินดีแลกความเป็นส่วนตัวกับการใช้ social networking นอกจากนั้นได้แนะนำ http://www.vopidiscount.com โทรฟรีเข้าเบอร์บ้านได้ แนะนำข้อควรระวัง อย่าคุยเรื่องไม่ดี เช่นการก่อการร้าย ใน free e-mail เพราะรัฐบาลอเมริกันจะ backup ข้อมูลเก็บไว้และตรวจสอบด้วย แนะนำข้อควรปฎิบัติตนของพนักงานในองค์กรในการใช้ Social Media และสุดท้าย เวลาส่ง e-mail ต้องระวังควรตั้งแวลา internet time ในเครื่องให้ตรงด้วย มิฉะนั้น จดหมายใหม่ๆ อาจถูกนำไปกองรวมกับจดหมายเก่าๆ ได้ใน mailbox .. อาจเทียบเวลากับ สวทช. ได้ที่ http://clock.nstda.or.th
  • พัก coffee break (กาแฟโรงแรมนี้อร่อยมาก รสนุ่มดี) ช่วงต่อไป เป็นการเสวนาหมู่ ประกอบด้วย @nuishow พิธีกร, เจ้าของ Pantip.com, คุณอ้อ @TonAwe จาก Google คุณ @kasamart จาก Sanook, คุณ @pawoot จาก Tarad, และ คุณ @iwhale จาก Kapook
  • ข้อคิดในการจัดงาน คือ ถ้าพิธีกรดำเนินรายการพูดเก่ง สนุก และฮา จะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างดี แม้การตอบสนองจากผู้ฟังจะช้า (ตามสไตล์คนไทย) คุณ @nuishow เก่งมาก ท่าทางค่าตัวจะแพง
  • คุณ @pawoot บอกว่าได้แนะนำให้เจ้าของร้านใน tarad.com ใช้ social media ในการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง จะดีกว่าการส่ง e-mail เพราะข้อเสียคือส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำ e-mail marketing เพื่อรักษาลูกค้าเก่า สนใจแต่จะหาลูกค้าใหม่ๆ หรือมักจะเอาแต่ promote web เท่านั้น ไม่สนใจลูกค้าเก่า
  • ได้ข้อมูลตัวเลขมาจากวงเสวนา … ปัจจุบันคนใช้ Hi5 (ของ sanook.com) ลดลงเรื่อยๆ Hi5 ลดลงเรื่อยๆจาก 6 ล้านคน เหลือ 5.4 ล้านคน (ก็ยังเยอะอยู่ดี) แต่มักเป็นเด็กภูธร ในขณะที่ FB เป็นเด็กกรุง คนใช้ Facebook อยู่ที่ 2 ล้านคน ส่วน twitter มี 39,000 คน (แต่ทำไมคุณทักษิณถึงมีคนตามมากถึง 70,000 ก็ไม่รู้) … คนไทยทั้งหมดมีประมาณ 64 ล้านคน ดังนั้นจะว่าไปแล้ว social media ก็ยังมีพลเมืองไม่มากเท่าไหร่
  • คุณอ้อ @TonAwe จาก Google บอกว่า ใช้ google insights ในการตรวจสอบ พบว่าเมื่อปี 2008-2009 คนชอบค้นคำว่า Hi5 ใน Google มากที่สุด ต่อมาในปี 2009 ค่อยๆลดลง กลายเป็นคำว่า Facebook, YouTube และ Twitter ตามมาอย่างห่างๆ หากมีตัวใหม่ที่อาจจะเข้ามาแทน FB, Twitter ต้องตอบโจทย์ผู้ใช้ และขึ้นกับ key influencer หรือผู้มีอิทธิพลในสังคมเป็นหลัก เช่นพวก celeb หรือดารา เชื่อว่าปัจจุบันมีคนใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือมากกว่า Desktop หรือ Laptop ควร Think Big และควรสนใจเรื่อง Open Platform ให้มากๆ … ต่อมามีผู้ฟัง เสนอให้บรรดา influencers บนเวทีช่วยกันคิดหาวิธีสร้าง Open Platform ดีๆ และมีมาตรฐานเดียวกันเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย (สังเกตว่าคำศัพท์ influencer จะถูกพูดบ่อยมาก โดยวิทยากรหลายคน จนตัวเองต้อง tweet แซวไปว่า คงหมายถึง “แกนนำ” แต่โดน tweet กลับว่า น่าจะเป็น “อำมาตย์” มากกว่า)
  • มีคนถามว่า เวลา post อะไรบนอินเทอร์เน็ต สิขสิทธิ์เป็นของใคร … เจ้าของ pantip.com ตอบว่า เนื้อหาข้อมูลที่ post บน pantip ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ post ยกเว้นจะระบุเป็นอย่างอื่น เช่น creative commons (cc)
  • พักรับประทานอาหารกลางวัน … สังเกตว่า บนโต๊ะทานข้าวของเรา เต็มไปด้วยนักข่าว (คงจะเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของโลก social media)
  • ช่วงบ่ายเริ่มด้วยรายการ Success Story ของบรรดาผู้บริหารและนักการตลาด คนแรกคือคุณ @siwat พูดถึงการทำการตลาดบน social media สิ่งที่ผู้บริโภคสนใจ และนำมาตัดสินใจ คือ ความเห็นของผู้บริโภคคนอื่นๆ โดยจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต (นอกเหนือจากการดูเว็บไซต์เจ้าของสินค้า) ดังนั้น การตลาดจะต้องเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ได้ และต้องทำตลอดเวลาบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น low season หรือ high season (ต่างจากงานโฆษณาเพื่อการขาย) และต้องไม่ใช้ social media เพื่อโฆษณา เพราะจะสร้างความรำคาญให้แก่ลูกค้า ต้องใช้เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้าเท่านั้น (และหากจะโฆษณาแฝง ต้องเนียน มิฉะนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับ)
  • ต่อไปคือคุณ @RongLive ใช้หลัก ทำให้เกิดเป็นข่าว และต้องเป็นข่าวที่เชื่อถือได้ และอย่าใช้การโฆษณาขายของ … พูดถึงสินค้าบางตัว ซึ่งเก่าแก่และน่าจะตายไปได้แล้ว แต่กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ นั่นคือ YellowPages ซึ่งใช้ social media ในการทำแคมเปญ “you can get any job done with yellow” เล่าเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จโดยใช้ YellowPages อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Post-It ของ 3M ซึ่งใช้ FB และ Flickr เชิญชวนให้คนช่วยกัน post แปะคติประจำใจ หรือ Thinks we forget โดยไม่ต้องโฆษณาว่า Post-It คืออะไร (ใครไม่รู้ก็แย่แล้ว) .. และที่เจ๋งสุด ก็นี่เลย การทำประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าให้สินค้าที่ยังไม่มีร้านขาย ยังไม่มีสินค้า โดยสร้างแฟนพันธุ์แท้บน FB และ Flickr ของผลิตภัณฑ์ดูแลตนเอง ผลิตจากขึ้ผึ้งธรรมชาติ ของลุง Burt ชาวอเมริกัน ที่มีชื่อว่า Burt’s Bees ปล่อยให้ลูกค้าโฆษณากันเอง แจกผลิตภัณฑ์ให้ไปลองใช้ ถ้าชอบก็บอกต่อบน Blog ไม่จำเป็นต้องจ้าง Celeb หรือดาราเป็น presenter … มีการใช้รูปถ่าย และ Tag คำว่า “Tag me please” ผลปรากฎว่าพอสินค้ามาถึง เปิดร้านแรกที่พารากอน เกินครึ่งของลูกค้าเป็นแฟนจาก FB มาก่อน ! เห็นว่า step ต่อไปจะใช้ social media ประเภท location-based เช่น Foursquare ด้วย คือถ้าใคร check-in ที่ Burt’s Bees@Siam Paragon จะมีรางวัลพิเศษให้กับ Mayor เป็นประจำทุกสัปดาห์ … สรุป โดยส่วนตัวชอบวิทยากรท่านนี้มากที่สุด เพราะเป็นเทพตัวจริง พูดจาสุภาพ ถ่อมตัวมาก พูดไปพูดมา ทำให้เราเคลิบเคลิ้ม ท่าทางจะกลายเป็นลูกค้า Burt’s Bees ไปกะเขาด้วยอีกคน [ … slide presentation ของคุณ @RongLive … ]
  • คนสุดท้ายของช่วงนี้ คือคุณ @kengdotcom เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า social media engagement จึงโชว์วิธีการใช้ social media เชิญมางานแต่งงาน มี FB Group ชื่อ Aom & Keng Wedding Day มีการ DM ทาง Twitter เชิญมางานก่อนจะส่งการ์ดตามไป มีการสร้างเว็บโดยใช้ wordpress ให้เพื่อนๆ ที่ไม่ได้มาในงาน ได้ชมภาพและติดตามเหตุการณ์ นอกจากนั้น สำหรับแขกที่มาในงานจะ tweet ได้ขอให้ช่วยใส่ Tag #AomKeng ให้ด้วย จะได้เก็บข้อความไว้เป็นที่ระลึก (แปลกดี) … คุณ Keng ได้กล่าวว่า 70%ของลูกค้า จะเชื่อลูกค้าด้วยกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลายบริษัทมีการจัดงานที่เชิญ influencers ในระดับหัวกะทิของเมืองไทยมาพบปะกัน เพื่อเอาข่าวไปพูดต่อ เพราะคนเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนอื่นได้มากพอๆกับนักข่าว และแพร่ข่าวได้เร็วกว่าสื่ออื่นๆ ตัวอย่างเช่น งาน Google Maps Launching Party, Intel Blogger Day, Blackberry Blogger Meeting
  • พัก coffee break แบบเร่งรีบ เอามาทานในห้อง .. เพราะเวลาไม่ทันแล้ว ยังเหลืออีกตั้ง 2 session รายการต่อไปพบกับ @charotte2500 ผู้บริหาร media studio ซึ่งทำรายการให้ช่อง 7 สี และ @sresuda นักข่าวและนักจัดรายการวิทยุแห่ง mcotdotnet

มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับ TOP-100 กับ Social Media

มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับ TOP-100 ของโลก (THE-QS 2009) กับการใช้ Social Media เป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ (สำรวจ ณ วันที่ 17 มกราคม 2553) ข้อสังเกตคือ มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ใช้ social media ได้อย่างน่าทึ่งมาก แข่งกับบริษัทธุรกิจได้อย่างสบายๆ และมีผู้หญิงสวยๆ ดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีหลายคน

  1. Hardvard University *
  2. หนังสือพิมพ์ประจำมหาวิทยาลัย Harvard Gazette RSS Feed, Harvard on Foursquare, Find Harvard on Facebook, Twitter, YouTube

  3. University of Cambridge *
  4. iTunes U, YouTube EDU, Facebook, Twitter, Flickr

  5. YALE University
  6. Yale University News from Office of Public Affairs : RSS News Feed, Netcasts (iTunes U), YouTube, Yale photo collections

  7. UCL (University College London)
  8. UCL News : Twitter, iTunes U, YouTube

  9. IMPERIAL College London
  10. News : Twitter, RSS News Feed, Lecture Podcasts on iTunes U

  11. University of OXFORD
  12. Science Blog, Twitter, BBC Oxford Video

  13. University of CHICAGO
  14. University Blog, iTunes U, RSS News Feed
    University of Chicago Press : Facebook, Twitter, YouTube

  15. PRINCETON University
  16. Faculty Blogs, Researcher Blogs, Academic Blogs, YouTube, Facebook, Twitter, RSS Feeds, iTunes U

  17. Massachusetts Institute of Technology *
  18. Video on MITWorld, YouTube, iTunes U, MIT News Blog, MIT News Twitter, RSS Feeds, Meet the Bloggers

  19. California Institute of Technology
  20. Caltech Media Relations : Twitter

  21. COLUMBIA University
  22. Columbia News on Facebook, RSS

  23. University of PENNSYLVANIA *
  24. Penn – Office of University Comminications : Facebook, Twitter, YouTube, Flickr, News feed

  25. JOHNS HOPKINS University *
  26. JHU on Social Media – Facebook, Twitter, YouTube, iTunes U

  27. DUKE University *
  28. Office of News & Communications : Facebook, YouTube, iTunes U, Mobile Web at m.duke.edu

  29. Cornell University
  30. CornellCast : iTunes, Youtube, Cornell Press Relations Office : RSS feed

  31. Stanford University
  32. Facebook, Twitter, YouTube, iTunes U, Futurity

  33. AUSTRALIAN National University
  34. ANU News on iTunes U

  35. University of MICHIGAN
  36. Facebook, iTunes U, YouTube

  37. University of EDINBURGH
  38. YouTube, iTunes U

  39. University of TOKYO
  40. UTOpenCourseWare

  41. KING’S College London
  42. News Feed

  43. University of HONG KONG
  44. ไม่มี

  45. KYOTO University
  46. RSS Feed, Kyoto U OCW

  47. University of MANCHESTER
  48. RSS Feed

  49. CARNEGIE MELLON University *
  50. Facebook, Twitter, YouTube, iTunes U, flickr, LinkedIn (Social Media Directory)

  51. University of TORONTO
  52. RSS Feed, UofTMagazine – RSS, Twitter

  53. National University of Singapore * (NUS)
  54. NUS What’s New Twitter, NUS on YouTube, NUS SecondLife

  55. University of California, Los Angeles *
  56. UCLA Magazine, UCLA Newsroom : Facebook, Twitter, YouTube, RSS, News Blog, iTunes U

  57. Hong Kong University of Science & Technology
  58. HKUST Facebook

  59. University of MELBOURNE *
  60. The Melbourne Newsroom : Blogs, RSS Feeds, Live@Melbourne : iTunes U

  61. University of SYDNEY
  62. Blogs dot USYD, USYD Podcasts, USYD Video, YouTube, RSS News Feeds

  63. University of California, BERKELEY
  64. The Berkeley Blog, webcasts, Podcasts, iTunes U, YouTube

  65. University of QUEENSLAND
  66. Twitter, YouTube, Flickr, UQ News Feed, Podcasts

  67. OSAKA University
  68. RSS News Feed

  69. MONASH University
  70. RSS News Feed

  71. The Chinese University of HONG KONG
  72. RSS News Feed

  73. SEOUL National University
  74. ไม่มี

  75. University of NEW SOUTH WALES
  76. Twitter, RSS News Feeds, UNSW TV

  77. TSINGHUA University
  78. ไม่มี

  79. PEKING University
  80. ไม่มี

  81. BOSTON University
  82. BU News Feeds, BU Now Blog, BU Today – Twitter, Facebook, RSS, audio, video

  83. Kaist – Korea Advanced Institute of Science and Technology
  84. ไม่มี

  85. Nanyang Technological University (NTU)
  86. RSS News Feed, university photos, videos, NTU on YouTube

* หมายถึงมหาวิทยาลัยที่ใช้ Social Media ได้อย่างน่าสนใจ ! ข้อสังเกตคือ ส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ที่ทำได้ดีมาก คือ MIT และ Harvard ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับที่ 1 และ 2 ของ Webometrics Rankings 2009 ด้วย

ความสำเร็จของ Social Media วัดได้อย่างไร

14 ธันวาคม 2552

จะขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่า บรรยากาศ Social Network ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล กำลังคึกคักมาก มากจนกระทั่งหลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ ว่าเราจะมีกฎ-กติกา-มารยาท และข้อควรปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติอย่างไรหรือไม่ ก่อนที่จะเลยเถิดไปมากกว่านี้ … และยังคิดเลยไปอีกว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าทำแล้วจะประสบผลสำเร็จ หรือพูดภาษาประกันคุณภาพก็ต้องบอกว่า มี KPI วัดหรือเปล่า มี Return of Investment (ROI) หรือไม่อย่างไร

slide presentation เรื่อง Social Media ROI อธิบายไว้ว่า

Ignore meaningless metrics like “number of followers”.
A successful campaign is about more than just getting attention”

KPI น่าจะเป็นอย่างอื่น เช่น จำนวนคนที่ tweet เกี่ยวกับเรา จำนวนลูกค้าที่พูดถึงเราในแง่ดี จำนวน blog ที่ link มายังเรา หรือทำให้ PageRank เราดีขึ้น จำนวนสิ่งที่ผู้ใช้บริการแนะนำแล้วเรานำมาปฎิบัติ จำนวนนาทีต่อวันที่เราปฏิบัติดี ทำตัวน่ารัก (nice) กับลูกค้า จำนวนลูกค้า ยอดขาย การบริการที่เพิ่มมากขึ้น หรือจำนวนต้นทุนที่เราสามารถลดลงได้ เป็นต้น

ส่วนอีก slide หนึ่ง Social Media Measurement บอกว่า ตัววัดที่สำคัญมี 2 อย่างคือ Influence และ Engagement

เรื่องพวกนี้ หาอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ

Social Media กับการประยุกต์ใช้ในมหาวิทยาลัย

สรุปจากการประชุม 5th QS-APPLE ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการใช้ Social Media

เรื่องแรก คือ “Integrating the social web into your marketing strategy” โดย Brad J Ward @bradjward หนุ่มหล่ออายุ 26 ปี Co-founder บริษัท BlueFuego.com ซึ่งรับจ้างทำ web 2.0 ให้มหาวิทยาลัย เป็น higher education marketing โดยเฉพาะ พ่อหนุ่มนี้เก่งมาก พูด present เร็วจนน่าเวียนหัว … ตามไปอ่าน blog พบว่าเขียนได้น่าสนใจมาก http://squaredpeg.com

Brad พูดถึง Viral Marketing (การตลาดแบบไวรัส หรือ Word-of-Mouth Marketing), Google Apps for Education, iTunes University, Zinch.com, YouTube.com/EDU, tinychat.com พูดถึง The Big 6 คือ Facebook, Flickr, LinkedIn, MySpace, Twitter, YouTube และสาธิตตัวอย่างลูกค้า คือ Abilene Christian University (ACU) รวมทั้ง ACU Admission บน Facebook, Bentley University และ Indiana University East ซึ่งจะมีตัวอย่างของการใช้ Twitter สำหรับ Campus Buzz, Flickr สำหรับ Student Pics, YouTube และ Student Blogger

Brad อ้างคำคมของ John M. Richardson JR ที่กล่าวไว้ว่า “When it comes to the future, there are three kinds of people: those who let it happen, those who make it happen, and those who wonder what happened.” และบอกว่า เขาอยากเป็นคนที่สองมากกว่า

ในอนาคต Social Media is like “Air” คือมีอยู่ทั่วไปเป็นเรื่องปกติ พูดถึง QR Code (quick response หรือ two-dimensional bar code) กับ Mobile Marketing โดยยกตัวอย่าง UTS: Undergraduate Guide 2010 และจากคำกล่าวที่ว่า “We no longer search for the news, the news finds us.” ต่อไปอีกหน่อยก็คงจะเป็น “We no longer search for the school, the school finds us.”

การบรรยายเรื่องที่สองคือ “Promoting education in a 21st century world: communicating with a new generation of digitally empowered young minds” โดย Jayles Yeoh รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย Limkokwing University of Creative Technology ซึ่งเป็นสปอนเซอร์และผู้ตัดสินรางวัล Creative Awards ในงาน QS-APPLE ครั้งนี้ด้วย เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ Arts สุดๆ ตั้งอยู่ที่ Cyberjaya เมืองไอทีของมาเลเซีย

เรื่องที่สาม International marketing – a private sector perspective เป็นเรื่องของ MIBT / Deakin University ซึ่งใช้บริการด้านการตลาดจากบริษัทเอกชนระดับโลกอย่าง NAVITAS ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าสินค้าส่งออกของออสเตรเลียที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับที่ 3 คือ Education Services

เรื่องที่สี่ “Here, there and everywhere: Facebook and Twitter – social networking for universities” แต่ปรากฎว่าคุณ @AnneBB ผู้บรรยายไม่เดินทางมา แต่เล่นใช้วิธี webinar ด้วยโปรแกรม CISCO WebEx ทางไกลมาจาก Sydney แต่ความเร็วก็ O.K. นะ … Anne เป็น Managing Director ของบริษัทที่ปรึกษาทางด้าน Social Business headshift.com

ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นงานวิจัยของ Nicolas Gromik อาจารย์สอนภาษาอังกฤษระดับปริญญาตรีที่ญี่ป่น “Cell phone technology and second language acquisition in Japan” ให้นักศึกษาใช้โทรศัพท์มือถือถ่าย clip video การพูดภาษาอังกฤษของตัวเองมาให้ตรวจ เน้น Ubiquitous Learning คือการเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา … Advisor ของ Nicolas มาด้วย แนะนำให้เรารู้จัก โครงการ Horizon Project และให้ไปอ่านหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่ง ชื่อ Horizon Report 2009 Australia-New Zealand Edition ที่มีการพูดถึง 6 emerging technologies คือ 1. Mobile internet devides 2. Open content 3. Virtual, augmented and alternatives realities 4. Location-based learning 6. Smart objects and devices