SDG’s in Southeast Asia & its Impact to Research

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2564 ได้รับเชิญจากสำนักพิมพ์ Springer Nature ให้เข้าร่วมเป็น Panelist ในการประชุม Roundtable Discussion ประจำปี 2564 ซึ่งปีนี้พิเศษ เนื่องจากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ไม่สามารถจัดงานที่โรงแรม Sheraton Grande Sukhumvit Hotel เหมือนที่เคยจัดเป็นประจำทุกปี แต่เปลี่ยนมาเป็นการประชุมออนไลน์แบบ Virtual ผ่าน Zoom และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจ (Attendee) เข้าฟังได้ พร้อมมีล่ามแปลเป็นภาษาไทยให้ด้วย โดยใช้ function Intepretation ของโปรแกรม Zoom

หัวข้อปีนี้ น่าสนใจมาก เรื่อง “SDG’s in Southeast Asia & its Impact to Research” ได้มีโอกาสฟัง Sir Philip Campbell (Editor in Chief วารสาร Nature) บรรยายเกี่ยวกับบทบาทของสำนักพิมพ์ Springer Nature กับการวิจัยที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ในภูมิภาคอาเซียน และทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเสวนาในครั้งนี้ด้วย

รายละเอียดของโครงการ Springer Nature Sustainable Development (SDG) Programme อ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ https://www.springernature.com/gp/researchers/sdg-programme

มีข้อมูลเชิงวิเคราะห์หลายอย่างที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับ SDGs ที่ได้รับจากการฟังบรรยายของ Sir Philip Campbell พอสรุปได้ดังนี้ค่ะ

แนะนำให้รู้จักกับเว็บไซต์สำคัญ อาทิ 1) Food Systems Dashboard 2) Climate Action Tracker (CAT) 3) CABI Agriculture and Bioscience และ AgriRxiv 4) Dimensions (ระบบสืบค้นที่สามารถสืบค้นข้อมูลผลงานวิจัยของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจำแนกตาม 17 SDG Categories ได้) 5) Ceres2030 (Sustainable Solutions to End Hunger) และพูดถึงบทความวิจัยเรื่อง Healthy food traditions of Asia: Exploratory Case Studies from Indonesia, Thailand, Malaysia, and Nepal. ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Ehnic Foods ในเครือ BMC แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นของภูมิภาคนี้ 6) แนะนำระบบสืบค้นที่สามารถรวบรวมผลงานวิจัยที่เป็น grey literatures และติดตามวัดผลกระทบเชิงนโยบาย Policy Impact / Societal Impact ได้ เช่น Overton, Policy Commons และ Dimensions และแน่นอนว่า ฐานข้อมูลต่าง ๆ พวกนี้ มักใช้ AI และ Machine Learning ในการทำระบบสืบค้นเพราะมีประสิทธิภาพมาก

นอกจากนั้น นักวิจัยของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลตามกรอบนโยบาย UK’s Research Excellence Framework 2014 จะต้องรายงานผลกระทบทางสังคม (Societal Impact) ของงานวิจัยด้วย (Summary of Impact และอื่น ๆ ความยาว 4 หน้า) มหาวิทยาลัย นักวิจัย และแหล่งเงินทุน จะต้องเผยแพร่ข้อมูลที่แสดง Societal Impact ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพต่อสาธารณะ ข้อมูลดังกล่าวนำมารวบรวม วิเคราะห์ และสามารถสืบค้นได้จากเว็บไซต์ REF 2014 Case Studies

การประชุม Virtual Roundtable Discussion ของ Springer Nature ในปีนี้ ได้เชิญตัวแทนจาก Time Higher Education (THE) Mr. Phil Baty, Chief Knowledge Officer มาพูดถึงเกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่ใช้ SDG เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ หรือที่เรียกว่า THE Impact ranking ด้วย รายละเอียดศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ https://www.timeshighereducation.com/impactrankings

ทาง Time Higher Education (THE) นำ SDGs มาใช้เป็นพื้นฐานเพื่อกำหนดเกณฑ์ตัวชี้วัดในการจัดอันดับมหาวิทยาลัย โดยคำนึงถึงความสมดุล 4 ด้านในเรื่องของ 1) Research 2) Stewardship 3) Outreach และ 4) Teaching

  • Research – Searching for new solutions and knowledge related to the SDGs
  • Stewardship – Being responsible for their own consumption and sustainability
  • Outreach – Working directly with their communities, regions and nations
  • Teaching – Inculcating a sustainable mindset in their students and alumni

มหาวิทยาลัยที่เข้ารับการประเมิน จะเลือก SDG ที่ 17 และ SDG ข้ออื่นที่ตนสนใจมาอย่างน้อย 3 areas ที่สำคัญจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีเพื่อวัดการทำงานรับใช้สังคม เกณฑ์การประเมินสำหรับแต่ละ SDGs มีความแตกต่างกัน และใช้ระบบ THE SDG Impact Dashboard / Impact Tracker ที่พัฒนาโดยบริษัท Elsevier ร่วมกับบริษัท Vertigo Ventures สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์ได้ที่ https://www.timeshighereducation.com/impact-rankings-2020-methodology

ในปี 2020 มหาวิทยาลัยที่ได้อันดับ 1 จากมหาวิทยาลัย 768 แห่ง 85 ประเทศทั่วโลก คือ The University of Auckland ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่ง Vice-Chancellor ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดอันดับ Impact Ranking เปรียบเสมือนการจัดอันดับชื่อเสียง (Reputation ranking) ของมหาวิทยาลัย และ SDGs มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

สำหรับในภูมิภาคอาเซียน มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมในปี 2020 จากอินโดนีเชีย 9 แห่ง มาเลเซีย 14 แห่ง และไทย 19 แห่ง ที่โดดเด่นคือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของประเทศอินโดนีเซียได้อันดับที่ดีทางด้าน SDG1 (No Poverty) โดยเฉพาะ University of Indonesia คะแนนรวมอยู่ในอันดับ 7 ของโลก และ SDG1 (No Poverty) อยู่ในอันดับ 9 ของโลก มหาวิทยาลัยในประเทศมาเลเซีย โดดเด่นและได้อันดับที่ดีทางด้าน SDG4 (Quality Education) ส่วนมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ยังไม่ได้คะแนนที่ดีนัก และคะแนนดูแปลกๆ เมื่อเทียบกับที่อื่น อาจเป็นเพราะยังไม่เข้าใจในเรื่องของหลักเกณฑ์และวิธีการจัดอันดับมากพอ มหาวิทยาลัยไทยที่ได้อันดับ 27 ใน SDG 2 (Zero Hunger) และอันดับที่ 26 ใน SDG 12 (Responsible Consumption and Production) คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)


SDG publications for Mahidol University (Analysis from Dimensions by SpringerNature)

สำหรับการจัดอันดับในปี 2021 มีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมจากประเทศอินโดนีเซีย 19 แห่ง ประเทศมาเลเซีย 8 แห่ง (ลดลงจากปี 2020) และประเทศไทย 26 แห่ง Mr. Phil Baty ได้เชิญชวนให้เข้าร่วมงานประชุม Summit – Impact Rankings Launch 2021 วันที่ 19-21 เมษายน 2564 ในหัวข้อ “Cultivating Resilience, Changing the World” ลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ https://events.bizzabo.com/innovation-impact-summit-2021 (ค่าลงทะเบียน £358.80 หรือประมาณ 15,354 บาท) มี Speakers จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลก และเจ้าภาพร่วมในการประชุมครั้งนี้ ก็คือ The University of Auckland ที่ได้อันดับ 1 นั่นเอง

การประชุมสุดยอด (SUMMIT) ครั้งนี้ มีหัวข้อน่าสนใจมากมาย อาทิ

  • What are the key drivers of global innovation in the 21st century?
  • Who steers the direction of innovation?
  • Innovation vs impact: The changing role of universities in communities
  • Creating and sustaining impact: What are the future partnerships that will influence innovation?
  • Are universities really a progressive force for all?
  • etc.
SDG 4 “inclusive and equitable quality education” and “life-long learning opportunities for all”.

สำหรับ Speakers ท่านอื่น ๆ ในงานเสวนา Springer Nature Virtual Roundtbale Discussion จากฝั่งไทย มี 4 ท่าน คือ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงนโยบาย Bio-Circular-Green (BCG) Economy : Thailand’s Agenda for Inclusive and Sustainable Growth และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) ที่มีความสอดคล้องกับ SDGs ซึ่ง BCG Model ของประเทศไทย จะเน้น Food & Agriculture, Material & Energy, Health & Medicine และ Tourism ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ

ศ.ดร. ศันสนีย์ ไชยโรจน์ จาก สกสว Thailand Science and Research Innovation (TSRI) พูดถึงโครงสร้างระบบบริหารงานวิจัยและแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยของประเทศ หน่วยบริหารจัดการโปรแกรม  (Program Management Units) 7 PMUs โดยเฉพาะหน่วยบริหารและจัดการทุนในระบบ ววน. ที่เรียกว่า PMU A (Area-based) PMU B (Brain Power, manpower) และ PMU (Competitiveness)

อาจารย์ ดร. ไพรัช พิบูลย์รุ่งโรจน์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผศ. ดร.ชล บุญนาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้อำนวยการ โครงการประสานงานการวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG MOVE ผู้ที่สนใจโครงการวิจัยต่าง ๆ ของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับ SDG สามารถเข้าไปค้นหารายงานการวิจัยอ่านได้

ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา คือ การวัดผลตอบแทนจากการลงทุน Return on Investment (ROI) ในเชิงเศรษฐศาสตร์ หากนำมาใช้กับ SDGs โดยตรง บางเรื่องจะทำไม่ได้ จำเป็นต้องใช้วิธีการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social ROI) ซึ่งอาจไม่ได้เป็นตัวเงินเหมือนในเชิงธุรกิจทั่วไป ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ SDGs ในประเทศไทย อีกแหล่งที่น่าสนใจ คือ สถาบัน Social Value Thailand ซึ่งกำลังมีการจัดตั้งเครือข่าย Social Value Accelerator (SVA) เพื่อสร้างทักษะผู้ประกอบการทางสังคม ผลักดันวิสาหกิจเพื่อสังคมให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก

การมองเรื่อง SDGs ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง สุดท้าย ต้องขอบคุณทางสำนักพิมพ์ Springer Nature ที่จัดงานดี ๆ ที่ได้รับความรู้มากมายเช่นนี้ และมอบ Certificate of Attendance ให้ด้วยค่ะ