เล่าประสบการณ์การจัดรายการใน PodCast

เริ่มทำ PodCast Episode แรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2563 ในชื่อตอนว่า “สมัยก่อนฟังวิทยุ สมัยนี้ต้องฟัง Podcast”  ความยาว  3.55 นาที ใช้อุปกรณ์คือโปรแกรม Voice Memo บนเครื่อง iPad Pro 2020 ที่เพิ่งสั่งซื้อมาทางออนไลน์ จากร้าน Apple Store ปรากฏว่า เสียงพอใช้ได้ แต่ถ้าจะให้ดี ไม่มีเสียงแทรกรบกวน อาจต้องมีไมโครโฟนชนิด USB

วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 ค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เพื่อหาร้านจำหน่ายไมโครโฟน พบว่ามีร้านอยู่แถว  RCA เพชรบุรีตัดใหม่ ไม่ไกลจากบ้าน จึงไปเลือกซื้อ ได้ RODE NT-USB Mini มา 1 ตัว ต่อเข้ากับ Mac Book Air และใช้โปรแกรม Quick Time Player ในการอัดเสียง พบว่าดีขึ้น จัดรายการ Episode ที่ 2 มีชื่อว่า “ฝึกสมาธิ เป็นสิ่งที่ควรทำ เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย” ความยาว 3.26 นาที

จากนั้น ตั้งใจจะพยายามจัดให้ได้ทุกวัน วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 เป็น Episode ที่ 3 ชื่อตอนว่า “ภาวะผู้นำ ทำอย่างไร ?” ปรากฎว่า ตอนนี้ได้รับความนิยมมาก เสียงดีขึ้น มีผู้เข้าฟังจำนวนมาก และมีหลายคนมาแจ้งให้ทราบด้วยว่า ติดตามรับฟังเป็นประจำ

13 พฤษภาคม 2563  Episode ที่ 4 “3 คำนี้ เกี่ยวข้องกันอย่างไร 1) SDGs 2) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) พันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” ตอนนี้ ผู้ฟังมีความเห็นว่าพูดเสียงเบาไปหน่อย ยังไม่คุ้นชินกับการตั้งระยะห่างของไมโครโฟน

15 พฤษภาคม 2563  Episode ที่ 5 “Business Model Canvas (BMC) โมเดลยอดนิยมที่ใช้ได้ดีกับทุกองค์กร” ความยาว 9.59 นาที (วันที่ 14 พฤษภาคม ไม่ได้จัด เนื่องจากลืมเครื่อง Mac Book Air ไว้ที่ทำงาน) เปลี่ยนมาใช้ โปรแกรม Voice Recorder บนเครื่อง Windows ASUS แทน ต่อไมโครโฟน RODE NT-USB Mini ได้ ไม่มีปัญหา

16 พฤษภาคม 2563  Episode ที่ 6 “Content Marketing ไม่ใช่เรื่องใหม่ ใช้มานานกว่า 100 ปีแล้ว” ความยาว 7.27 นาที และ Post ซ้ำอีกครั้ง โดยเพิ่มเพลงดนตรีแจ๊สเข้าไปเป็น Jingle เปิดและปิดท้ายรายการด้วย ได้รับความอนุเคราะห์จากน้องแมก กฤตวิทย์ ภูมิถาวร หัวหน้าห้องสมุดดนตรีสมเด็จพระเทพรัตน์ ช่วยจัดหามาให้ และแนะนำให้ใช้ GarageBand บนเครื่อง Mac ในการตัดต่อ

17 พฤษภาคม 2563  Episode ที่ 7 “บุญ กุศล วาสนา บารมี คืออะไร ?” ความยาว 10.59 นาที

18 พฤษภาคม 2563  Episode ที่ 8 “Learning How to Learn – เทคนิควิธีเรียนรู้เรื่องยากๆ”  ความยาว 15.16 นาที

podcast

รับฟัง Ruchareka’s PODCAST ได้ 6 ช่องทาง

  1. Soundcloud  https://soundcloud.com/ruchareka
  2. Podbean https://ruchareka.podbean.com/
  3. Blockdit https://www.blockdit.com/ruchareka
  4. Spotify https://open.spotify.com/show/1lT9CFAzcJk89XdoxGjIby (ใช้วิธี  feed RSS จาก Soundcloud เข้าไปโดยอัตโนมัติ)
  5. Google Podcast https://podcasts.google.com/?q=ruchareka  (ใช้วิธี  feed RSS จาก Soundcloud เข้าไปโดยอัตโนมัติ)
  6. Apple Podcast App. (ใช้วิธี  feed RSS จาก Podbean เข้าไปโดยอัตโนมัติ)

เนื้อหาที่ใช้ในการจัดรายการใน PODCAST

เอามาจากที่เขียนบันทึกไว้ใน Ruchareka Blog นี่แหละค่ะ สะดวกดี

Learning How to Learn – เทคนิควิธีเรียนรู้เรื่องยากๆ

Screen Shot 2563-05-19 at 06.27.09

What is Learning ?

การเรียนรู้คืออะไร? เมื่อเราไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง เราจะทำอย่างไร? สมองมีความสามารถในการเรียนรู้ที่น่าทึ่ง ถ้าเราเข้าใจวิธีการทำงานของสมอง เราจะสามารถเรียนรู้ได้ลึกซึ้ง เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น และท้อแท้น้อยลง คนเรามีการคิดอยู่ 2 รูปแบบ การคิดโหมดจดจ่อ (Focused Mode) และ การคิดโหมดกระจัดกระจาย (Diffuse Mode) เราไม่สามารถใช้สองโหมดในเวลาเดียวกันได้ เวลาที่คิดจดจ่อใช้สมาธิมากๆ อาจคิดไม่ออก ให้ใช้เทคนิคที่ โทมัส อันวา เอดิสัน นักประดิษฐ์คนสำคัญของโลก ก็ใช้เช่นกัน คือการนั่งผ่อนคลาย ปล่อยความคิดเป็นอิสระ คิดถึงสิ่งที่กำลังจดจ่อเพียงลางๆ ในมืออาจถือของบางอย่างเอาไว้ เช่น ลูกกุญแจ พอเคลิ้มหลับ กุญแจร่วงตกลงพื้น จะทำให้ตื่น สมองจะรวบรวมความคิด (Idea) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจาก Diffuse Mode กลับเข้าสู่ Focused Mode และเชื่อมโยงเอาความคิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาใช้ต่อยอดได้ด้วย

สรุปคือ เวลาที่เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่เคยทำมาก่อน หรือทำอะไรที่ค่อนข้างยาก ต้องมีโอกาสสลับสมองไปมาระหว่างทั้งสองโหมด จะช่วยให้เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Procrastination and  Memory

ทุกคนล้วนมีปัญหากับการผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination)

ตัวอาจารย์ผู้สอนเอง คือ ดร.บาบาร่า โอ็คเล่ย์  (Barbara Oakley) ตอนเด็กๆ เกลียดวิชาคณิตศาสตร์มาก แต่ตอนนี้กลายเป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมไปได้ ในอดีตเคยทำงานเป็นทหาร เป็นนักแปลภาษารัสเซีย และเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมวิทยุที่สถานีวิทยุแอนตาร์กติกาที่ขั้วโลกใต้ที่หนาวเย็นมาก

การนอนหลับ หรือการงีบหลับ เป็นเทคนิคที่สำคัญของการเรียนรู้ การนอนหลับจะทำให้สมองได้รับการอัพเกรด แม้

Chunking

การเรียนรู้เกิดขึ้นในสองทิศทาง คือ

  • Bottom up learning การสร้างกลุ่มก้อนความคิด (Chunking) จากล่างขึ้นบน ด้วยการฝึกฝนและทบทวน ซึ่งช่วยสร้างและทำให้แต่ละกลุ่มก้อนแข็งแรง ง่ายต่อการเข้าถึง
  • อีกทิศทางคือ Top down learning การมองภาพรวม (Big picture) จากบนลงล่าง ซึ่งทำให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังเรียนรู้ควรอยู่ตรงไหน 

ส่วนตรงที่การเรียนแบบบนลงล่าง และล่างขึ้นบนมาบรรจบกัน นั้นคือ บริบท (Context) การสร้างกลุ่มก้อนความคิด เกี่ยวกับการเรียนรู้เทคนิคการแก้ปัญหาบางอย่าง การเพิ่มบริบท คือ การเรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะใช้เทคนิคนั้น ไม่ใช่เทคนิคอื่น

Screen Shot 2563-05-19 at 09.43.38

การทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน  เช่น เปิดทีวีค้างไว้ คอยเช็คมือถือ รับโทรศัพท์ และเช็คอีเมล์ อยู่เรื่อยๆ จะทำให้การสร้างกลุ่มก้อนความคิดได้ยากขึ้น เพราะสมองไม่ได้จดจ่อกับเนื้อหาใหม่ๆ อย่างแท้จริง ถ้าพูดเปรียบเทียบ อาจกล่าวได้ว่า หนวดปลาหมึกของเราไม่สามารถเอื้อมไปได้ดีนัก ถ้าบางหนวดต้องถูกเอาไปใช้ทำงานอย่างอื่น ทั้งๆที่เรามีความจำส่วนปฏิบัติการ (Working Memory) อยู่จำกัด 

รูปแบบประสาทที่เป็นพื้นฐานของความชำนาญที่แท้จริง

Renaissance Learning and Unlocking Your Potential

เคล็ดลับที่จะช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น  คือ 1) การออกกำลังกาย (Physical Exercise) ในบางส่วนของสมอง มีเซลล์ประสาทเกิดใหม่ทุกวัน

เราไม่จำเป็นต้องอิจฉาคนที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษ (Genious)

นี่เป็นเพียงบางส่วนของวิชา Learning How to Learn: Powerful mental tools to help you master tough subjects หากสนใจเทคนิควิธีการเรียนรู้เรื่องที่ยาก โดยไม่ท้อถอย สามารถไปลงทะเบียนเรียนเองได้ที่เว็บไซต์ของ Coursera ค่ะ

https://www.coursera.org/learn/learning-how-to-learn/home/welcome

บุญ กุศล วาสนา บารมี คืออะไร ?

แม้ว่าเราจะเป็นชาวพุทธ แต่บางครั้ง ก็ดูเหมือนว่า จะไม่ค่อยเข้าใจ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า บุญ กุศล  วาสนา บารมี ว่าคืออะไรกันแน่ ? และหลายเรื่องก็อาจเข้าใจผิด แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะ ให้ความรู้ความเข้าใจได้ดีที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา หนังสือเล่มเล็กๆ ที่มืชื่อว่า “วิธีสร้างบุญวาสนาบารมี” พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  พิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 2557 โดย มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เนื้อหาสรุปตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ได้ดังนี้ค่ะ

Boon

บุญ

แปลตามศัพท์ว่า ชำระ ฟอก ล้าง กระทำความดีต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องชำระฟอกล้างจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความชั่ว ความชั่วที่ว่า นั้นก็คือ อกุศลมูล หรือ รากเหง้าของอกุศล มี  3 อย่าง ได้แก่  1) โลภะ อยากได้ 2) โทสะ คิดประทุษร้ายเขา และ 3) โมหะ หลงไม่รู้จริง

บุญเกิดจากการกระทำ (ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่ทำ ก็ไม่เกิดเป็นบุญ) การกระทำบุญ  จำเป็นต้องมีวัตถุ เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ได้แก่ 1) การบริจาคทาน 2) การรักษาศีล และ 3) การเจริญภาวนา

ผลของบุญ คือ ความสุข ซึ่งก็เป็นบุญเหมือนกัน เมื่อมีจิตใจเป็นบุญ ชำระโลภะ โทสะ โมหะ ไปได้ ก็เป็นเหตุให้เกิดกุศล กุศลแปลว่า กิจของความฉลาด หมายถึง ความดี การทำบุญ คือ การทำดี

การทำบุญด้วยการบริจาคทาน ไม่ใช่เฉพาะการแบ่งปันให้คนที่ขาดแคลน การให้พระหรือให้วัด ที่เราเรียกว่าทำบุญ ก็ถือเป็นการให้ทานทั้งนั้น ถ้าเป็นการสละ บริจาค สิ่งใดๆ ให้แก่ผู้อื่น เพื่อช่วยเหลือด้วยการให้เปล่า ทั้งกำลังกาย กำลังวาจา กำลังใจ ที่เรียกว่า อามิสทาน หรือแม้กระทั่งกำลังความคิดความรู้ ที่เรียกว่า เป็น ธรรมทาน

การทำบุญ “จะต้องเลือกให้” หมายถึง ควรให้วัตถุที่สมควรให้ แก่บุคคลที่สมควรได้รับการสงเคราะห์  เมื่อได้รับแล้วจะทำให้เขามีความสุข สิ้นความขาดแคลน

“ต้องให้ตามสมควร” ไม่ใช่เกินกำลัง และทำให้ตนเองเดือดร้อน ไม่ใช่ให้ไปแล้ว ทำให้ตนเองต้องอดอยาก เป็นทุกข์ การกระทำเช่นนั้น เป็นการไม่เอื้อเฟื้อตนเอง ไม่เมตตาตนเอง

ต้องเลือกเจตนาที่ให้ คือ ตั้งเจตนาให้เป็นบุญ ว่า เพื่อชำระความโลภ มีเจตนาบริสุทธิ์ทั้งในเวลาก่อนให้ ในเวลาขณะที่กำลังให้ และในเวลาที่ให้ไปแล้ว

การทำทานที่เป็นบุญญกิริยาวัตถุ จึงเรียกว่าเป็น กุศลทาน คือ ทานที่เป็นกุศล เป็นทานที่ให้ด้วยความฉลาด และเรียกว่า สัปปุริสทาน คือ ทานของสัตบุรุษ คือ คนดี คนฉลาด ทานเป็นหลักใหญ่ของโลก เป็นหลักธรรมชาติที่ช่วยเหลือเกื้อกูล เกื้อหนุนจุนเจือซึ่งกันและกัน เป็นเครื่องเลี้ยงโลก บำรุงโลก

การทำบุญด้วยการรักษาศีล เป็นความดีที่สูงขึ้นมาจากทานอีกขั้นหนึ่ง เป็นความประพฤติงดเว้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันให้เดือดร้อน เรียกว่า อภัยทาน แปลว่า ให้อภัย เป็นบุญเพราะเป็นเครื่องชำระล้างโทสะ คือ ความคิดประทุษร้าย เมื่อรักษาศีลไว้ได้ ก็จะสามารถชำระใจได้ในข้อนี้ อันที่จริง ศีล คือ ความเป็นปกติของคน แต่คนโดยมากมักควบคุมตัวเองไว้ไม่ได้ ยับยั้งชั่งใจไว้ไม่อยู่ จึงรักษาความเป็นปกติไว้ไม่ค่อยได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติศีลเป็นขอบเขตของความประพฤติไว้ เพื่อช่วยให้คนรักษาปกติภาพของตนไว้ให้ได้ การรับศีลจากพระ ก็เป็นวิธีชักนำอย่างหนึ่ง

นอกจากนั้น ทรงประทานหลักธรรมสำหรับคุ้มครองใจไม่ให้ต่ำทราม คือ หิริ – ความละอายใจต่อความประพฤติชั่ว รังเกียจความชั่วโอตตัปปะ – ความเกรงกลัวต่อความประพฤติชั่ว ของตนเอง

การทำบุญด้วยการเจริญภาวนา ไม่ใช่หมายถึง การท่องบ่นอะไรเบาๆ แต่ตามศัพท์ ภาวนา หมายถึง การทำให้มีขึ้น ให้เป็นขึ้น จึงมีความหมายถึงการปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างจริงจัง เป็นการอบรมจิตใจให้ตั้งมั่น อบรมความรู้ความเห็นที่ถูกต้องให้มีขึ้น อบรมใจให้บริสุทธิ์สะอาด สว่างไสว เป็นภาคปฏิบัติโดยตรง โดยการภาวนาในศีล ภาวนาในสมาธิ และภาวนาในปัญญา จนกระทั่งเห็นสัจจะความเป็นจริงของนามรูป เห็นความเกิด ดับ เห็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (เป็นทุกข์) และอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน)

คำว่า บุญ และ กุศล ต่างกันอย่างไร

ทำบุญ เป็นเรื่องของกาย ทำกุศล เป็นเรื่องของใจ เป็นของคู่กัน ไม่ควรแยกจากกัน เมื่อทำบุญให้ทาน หรืออภัยทานแล้ว ควรต้องทำกุศลด้วย คือ อบรมใจของตนเองให้เป็นกุศล ให้มีความฉลาด ให้ใจสว่าง มีปัญญา สามาถพาตนให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนทางใจให้ได้ การอบรมใจให้ฉลาด นี่แหละ คือ การทำกุศล ระหว่างบุญกับกุศล กุศลสำคัญกว่า กุศลเป็นสิ่งที่ทำได้เสมอ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทุกคน ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น ตัวเองเท่านั้น ที่จะทำให้ตัวเองไม่ได้กุศล จึงควรพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นอุปสรรค

วาสนา หมายถึงอะไร

วาสนา แปลว่า อยู่ตัว มีลักษณะเช่นเดียวกันกับสันดานและนิสัย เป็นแล้วแก้ยาก แต่ไม่ใช่จะแก้ไม่ได้ การอยู่ตัวนั้น เกิดจากการกระทำบ่อยๆ ขอให้เรามีความดีเป็นวาสนา มีธรรมะเป็นวาสนา โดยการหมั่นปฏิบัติความดี ให้ความดีอยู่ตัว ไม่ย้อนกลับไปทำความชั่วอีก วาสนาดีหรือชั่วไม่เกี่ยวกับชาติกำเนิดหรือทรัพย์สมบัติอะไรทั้งหมด แต่สำคัญที่ความดีความชั่วนี่แหละ ดังนั้น เมื่อมีความดีเป็นวาสนา เมื่อมีธรรมะเป็นสรณะ  เป็นครื่องดึงจิตใจ มีตนเป็นนาถะ คือเป็นที่พึ่งของตน ในที่สุดก็จะเป็นคนวาสนาดี ในการปฏิบัติความดีทุกอย่าง ทั้งทางกายและทางใจ จะต้องเริ่มหัดทำ ถ้ายังไม่สะดวก ยังไม่คล่อง เรียกว่า ยังไม่มีวาสนา คือ ยังไม่อยู่ตัว ยังทำไม่เพียงพอ จึงต้องทำบ่อยๆ

อัธยาศัย นิสสัย อุปนิสสัย  สันดาน

อัธยาศัย คือ ภาวะที่อาศัยอยู่กับจิตใจ ดึงหรือน้อมจิตใจไปให้เกิดเจตนากรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทั้งอัธยาศัยดี และอัธยาศัยเลว เหตุอุดหนุนที่ทำให้เกิดอัธยาศัย คือ นิสสัย และ อุปนิสสัย

นิสสัย แปลว่า ที่อาศัย จิตต้องเป็นนิสสิต คือ ผู้อาศัยอยู่ในนิสสัยซึ่งเป็นที่อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตอาจอาศัยอยู่กับกิเลส หรืออาศัยอยู่กับคุณธรรม ดังนั้น คนจะทำอะไร จึงสุดแต่นิสสัย ถ้านิสสัยเป็นส่วนชั่ว ก็จะทำชั่ว ถ้านิสสัยเป็นส่วนดี ก็จะทำดี

อุปนิสสัย อาจหมายถึงนิสสัยที่แรงกว่าปกติ  หรือ นิสสัยที่อบรมเพิ่มเติมเข้ามาใหม่

สันดาน แปลว่า สืบต่อ  สันดานทางจิต คือ อัธยาศัย นิสสัย อุปนิสสัย สืบต่อกันไป ผู้ใดมีอัธยาศัย นิสสัย อุปนิสสัย อย่างใด ผู้นั้นก็คงเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าสันดานนั้นจะขาด เปลี่ยนอัธยาศัย นิสสัย อุปนิสสัยใหม่ เกิดเป็นสันดานใหม่ได้โดยการอบรมให้เพิ่มเติมบ่อยๆ จนอยู่ตัว เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยการส้องเสพบ่อยๆ จนอยู่ตัว หรือกลายเป็นวาสนา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมงคลสูตรว่า ไม่ส้องเสพคบหาคนพาล ให้ส้องเสพคบหาบัณฑิต คบคนใด ย่อมเป็นคนเช่นนั้น

พระพุทธเจ้า ทรงละได้ทั้งกิเลส และวาสนา แต่พระอรหันตสาวกนั้น ละกิเลสได้ แต่ละวาสนาไม่ได้ โดยเฉพาะวาสนาทางกาย เช่น บางองค์ชอบกระโดดโลดเต้น เพราะในอดีตชาติเคยเป็นวานร บางองค์ปากร้าย ชอบพูดจาใช้คำร้าย ๆ แรงๆ แต่ใจไม่ได้ร้ายอะไร ยังติดมาอยู่ เป็นวาสนาที่เคยทำมาบ่อยๆ มันอยู่ตัวเลยละยาก

บารมี หมายถึง เก็บดี เก็บถูก ไว้ในจิตใจ 

บารมี แปลว่า อย่างยิ่ง เลิศ ประเสริฐ หมายถึง คุณธรรมที่สั่งสมอบรมให้เป็นอย่างยิ่ง คือ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นของเลิศ ของประเสริฐ ของดีที่สุด คุณธรรมที่นำผู้ปฏิบัติให้ออกจากฝั่งนี้ (โลก) จนพ้นไปให้ถึงฝั่งโน้น (โลกุตตระ) บารมีนี้มาจาก กรรม คือ การงานที่บุคคลกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ เมื่อกรรมให้ผลแล้ว ก็เป็น อโหสิกรรม คือ กรรมที่ได้ให้ผลเสร็จไปแล้ว กรรมเป็นตัวเหตุ ผลของกรรมเป็นตัวผล จึงมีเวลาที่เสร็จสิ้น

เมื่อทำกรรมดีไว้บ่อยๆ ก็ย่อมคุ้นเคยกับความดี มีความดียังติดอยู่ เป็นนิสสัย เป็นอุปนิสสัย เป็นวาสนา ไม่หมดสิ่นไปได้เหมือนอย่างกรรม นี่แหละที่เรียกว่า บารมี เป็นสิ่งที่สั่งสมเพิ่มเติมได้อยู่เสมอ

อาสวะ หมายถึง เก็บชั่ว เก็บผิด ไว้ในจิตใจ

อาสวะ ตรงข้ามกับ บารมี  กรรมชั่วเป็นส่วนเหตุ ผลของกรรมชั่วเป็นส่วนผล แม้มีเวลาที่แล้วกันไป จนเสร็จสิ่นกันไป แต่ว่ากรรมชั่วที่กระทำนั้น ก็ทำให้เกิดความคุ้นเคย เก็บสะสมอยู่ เรียกว่า อาสวะ แปลว่า ดองสันดาน หรือ หมักหมมอยู่ในสันดาน อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า อนุสัย แปลว่า นอนเนื่อง นอนจมอยู่ในจิต หรือในจิตสันดาน

สรุปว่า พื้นฐานของจิตใจ (อัธยาศัย นิสสัย อุปนิสสัย สันดาน อาสวะ อนุสัย วาสนา บารมี) มาจากการส้องเสพ

เหตุเบื้องต้นของทั้งหมด จึงอยู่ที่การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ เรียกว่าการเสวนา คือ การส้องเสพ ทำกรรมดี ก็ส้องเสพกรรมดี ทำกรรมชั่ว ก็ส้องเสพกรรมชั่ว ที่เหลือก็เก็บสะสมไว้

ถ้าเก็บดี เก็บถูก ก็เป็นบารมี ถ้าเก็บชั่ว เก็บผิด ก็เป็นอาสวะ เราเป็นมนุษย์ต้องมีปัญญา เลือกเอาเอง

Content Marketing ไม่ใช่เรื่องใหม่ ใช้มานานกว่า 100 ปีแล้ว

ในยุคสมัยที่องค์กรต้องเผชิญกับ Digital Disruption กลยุทธ์ที่สำคัญในการทำการตลาดในยุคดิจิทัล ขาดไม่ได้คือ การทำเนื้อหา หรือที่เรียกว่า Content Marketing  ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นคำศัพท์ใหม่ แต่แท้ที่จริง เรื่องนี้มีมานานกว่า 100 ปีแล้ว

ในช่วงปีที่แล้ว ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีชื่อว่า MU-AMP รุ่นที่ 4 และเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2562 ได้มีโอกาสฟังบรรยายเรื่อง Content Marketing โดยวิทยากรที่เชี่ยวชาญ คือ คุณปฐมภพ สุวรรณศิริ Chief Commerical Officer (CCO) หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการค้า บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น จึงขอนำเกร็ดความรู้มาถ่ายทอดแบ่งปันสำหรับผู้สนใจค่ะ

การตลาดสมัยก่อน ใช้วิธี Outbound Marketing คือการทำโฆษณาสินค้า โดย “PUSH” ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ตรงไปยังลูกค้าโดยผ่านสื่อสาธารณะต่าง ๆ คล้าย ๆ กับเป็นการกระจายเสียง แต่สมัยนี้ เราใช้วิธี Inbound Marketing เป็นการ “PULL” ให้ลูกค้าสนใจและเข้ามาใกล้ชิด สร้างแบรนด์ (Brand) ให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ และเผยแพร่เนื้อหา (Content) ที่มีคุณค่าไปยังลูกค้า วิธีนี้ก็คือการใช้การตลาดแบบ Indirect Marketing หรือ Content Marketing นั่นเอง

ประวัติความเป็นมาของ Content Marketing เกิดมานานกว่า 120 ปีแล้ว อ่านได้จากบทความเรื่อง Content marketing – the fundamental tool of digital marketing เขียนโดย Loredana PATRUTIU BALTES ตีพิมพ์ในวารสาร Bulletin of the Transilvania University of Braşov Series V: Economic Sciences. (2015), Vol. 8 (57) No. 2 pp. 111-118.

ในบทความนี้ ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่ใช้เทคนิคของ Content Markering มาก่อนที่จะมีคำศัพท์นี้เกิดขึ้นด้วยซ้ำไป  เช่น ในปี ค.ศ. 1891 ดร.ออกัส เอิร์ทก้าร์ Dr. August Oetker ผู้ก่อตั้งบริษัทจำหน่ายผงฟู (Baking Powder) ยี่ห้อ Backin ได้พิมพ์ตำราทำขนมต่าง ๆ ติดไว้ที่ด้านหลังกล่องผงฟู เวลาผ่านไป 20 ปี สามารถนำมารวมเล่มเป็นตำราอาหาร (Cookbook) พิมพ์จำหน่ายไปทั่วโลกกว่า 19 ล้านชุด และมีการปรับปรุงเนื้อหาต่อเนื่องเป็นเวลานานนับ 100 ปี

Screen Shot 2563-05-16 at 08.12.26

ตัวอย่างที่ 2 เป็นเรื่องของบริษัทจำหน่ายคันไถ รถแทรกเตอร์ เครื่องตัดหญ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ทำเกษตรกรรม อายุกว่า 175 ปี ที่มีชื่อว่า จอห์น เดียร์ (John Deere) เมื่อปี ค.ศ. 1895 John Deere ได้จัดทำนิตยสารชื่อ The Furrow Magazine  “A Journal for the American Farmer” แจกจ่ายให้ความรู้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นการทำ  Content Marketing รุ่นบุกเบิกของโลกเลยทีเดียว

Screen Shot 2563-05-16 at 08.25.06

ตัวอย่างที่ 3 เป็นเรื่องของบริษัทยางรถยนต์ Michelin ของฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1900  สองพี่น้องตระกูลมิชลิน (Michelin) อังเดร (André)  และ เอดเวิร์ด (Édouard) ได้พิมพ์หนังสือคู่มือท่องเที่ยว มิชลิน ไกด์ (Michelin Guide) แจกจ่ายฟรีแก่ลูกค้า เพื่อเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมปะยางรถยนต์ด้วยตนเอง ปั๊มน้ำมัน โรงแรม แผนที่เดินทาง และภัตตาคารตามเส้นทางการเดินทางในประเทศต่าง ๆ  และปัจจุบันเข้าใจว่า ไม่น่ามีใคร ที่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของการจัดอันดับร้านอาหารด้วย Michelin Star ระดับ 1 ดาว 2 ดาว และ 3 ดาว

Screen Shot 2563-05-16 at 08.40.51

ตัวอย่างที่  4 เป็นเรื่องของบริษัทอเมริกัน ผลิตเจลลี่กึ่งสำเร็จรูปสำหรับทำขนมและอาหาร ทำจากเจลาติน (Gelatin) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีชื่อว่า Jell-O ตอนแรกเกือบเจ๊งแล้ว เพราะไม่มีใครซื้อ แต่พอเมื่อปี 1904 ได้ทำการตลาดโดยผลิตตำราอาหาร Jell-O Recipe Book มีทั้งเนื้อหาและภาพวาดประกอบที่สวยงามและดึงดูดสายตา ให้เซลล์แมนเดินเคาะประตูตามบ้าน แจกฟรีให้แก่ลูกค้า จนกระทั่งขายดิบขายดีในที่สุด นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการตลาดแบบ Content Marketing ในยุคบุกเบิก ที่ใช้การเล่าเรื่องราวของแบรนด์ (Brand Stories) ในการทำ Indirect Marketing ใช้วิธีสร้างสิ่งดึงดูดใจทางอารมณ์ (Emotional Appeal) แทนการจงใจขายสินค้าโดยตรง

Screen Shot 2563-05-16 at 09.04.43

ตัวอย่างที่ 5 เป็นเรื่องของฮาสโบร (Hasbro) และมาร์เวล (Marvel) ที่ใช้ G.I. Joe  ตุ๊กตาของเด็กเล่น รูปทหารอเมริกัน สี่เหล่าทัพ (ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และนาวิกโยธิน) ยี่ห้อ Hasbro มาทำสื่อการตลาดหลายรูปแบบ ทั้งเป็นหนังสือการ์ตูน G.I. Joe (A Real American Hero) ตีพิมพ์โดย Marvel Comics และกลายมาเป็นรายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์ที่โด่งดังในเวลาต่อมา

GIJOE

คำศัพท์ คำว่า “Content Marketing”  ใช้ครั้งแรกเมื่อประมาณต้นปี 1996 โดย John F. Oppedahl ในการประชุมโต๊ะกลมของสมาคม American Society for Newspaper Editors และนิยมใช้มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคของ Digital Markerting ที่จะต้องพัฒนาเนื้อหา (Content) ในการทำการตลาด สร้างการรับรู้ ความมั่นใจ และความศรัทธาในแบรนด์ และเผยแพร่ออกไปในช่องทางที่สะดวกรวดเร็วกว่าในอดีต และสามารถติดตามวัดผลด้วย Impact Metrics ต่าง ๆ ได้ง่าย นั่นคือ สื่อสังคมออนไลน์  (Social Networks)

ขอจบบทความนี้ ด้วยโฆษณาที่สร้างอารมณ์ความรู้สึก “Taste the Feeling” ของบริษัทเครื่องดื่ม โคคา-โคล่า บริษัทที่มีอายุเก่าแก่นานกว่า 100 ปี และยังคงสามารถเติบโตขึ้นไปได้เรื่อยๆ ด้วยการใช้เทคนิคการตลาดที่มีชื่อว่า Content Marketing นั่นเอง

 

สมัยก่อนฟังวิทยุ สมัยนี้ต้องฟัง Poscast

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2563 :

ในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 ผู้คนส่วนใหญ่ต้องกักตัวอยู่ในบ้าน เพื่อรักษาระยะห่างกับผู้อื่น ที่เรียกว่า Social Distancing หรือ Physical Distancing ถ้าจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส นี่อาจเรื่องที่ดีเพราะทำให้เรามีเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อพัฒนาตนเอง มีพฤติกรรมหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป และกลายเป็น New Normal ไปในที่สุด ตัวอย่างเช่น การซื้อของทางออนไลน์ จาก Social Media และ Online Marketplace Platform ต่าง ๆ การประชุมสัมมนาผ่าน Virtual Meeting / Video Conferencing เช่น Webex, Zoom, MS Teams, Google Meet การเรียนการสอนผ่าน MOOC และการเรียนรู้สิ่งใหม่ตามอัธยาศัย โดยอาศัยสื่อทางเทคโนโลยี Facebook Live, Youtube channel, LINE  และ Podcast เป็นต้น

โดยส่วนตัว สมัยก่อนชอบฟังวิทยุ สมัยนี้จึงชอบฟัง Podcast ไปโดยปริยาย  App. ที่ใช้ก็มีหลายตัว เดิมใช้ Soundcloud, Podbean, Spotify แต่เดี๋ยวนี้ หันมาชื่นชอบ Google Podcast และ Apple Podcast มีรายการโปรดที่ติดตามเป็นประจำ ด้วยเหตุผลคือ เนื้อหา (Content) ดี ฟังแล้วได้แนวคิดและความรู้ใหม่ๆ ช่วยให้ติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆ ได้รวดเร็ว และที่สำคัญคือ น้ำเสียงของผู้จัดรายการ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ฟังแล้วรู้สึก Alert ชัดถ้อยชัดคำ ไม่ง่วงนอน ซึ่งต้องยกนิ้วให้ คุณเคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ และ คุณแท็บ รวิศ หาญอุตสาหะ ค่ะ

podcast

  1. The Standard (เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์)
  2. The Secret Sauce (เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์)
  3. Mission to the Moon (รวิศ หาญอุตสาหะ)
  4. Superproductive – The Standard (รวิศ หาญอุตสาหะ)
  5. Roundfinger Channel (นิ้วกลม ศราวุธ เฮ้งสวัสดิ์)
  6. Nopadol’s Story (ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์)
  7. BoyCit
  8. boy’s thought podcast (บอย วิสูตร)
  9. แปดบรรทัดครึ่ง (ต้อง กวีวุฒิ)
  10. Gettalks (เอ็ม – ขจร เจียรนัยพานิชย์ Khajochi’s Blog)
  11. ลงทุนศาสตร์ PODCAST (กิตติศักดิ์ คงคา)
  12. Money Buffalo Podcast (พี่ทุย “มิว-ยศธร ทับทิมอ่อน” และ “เคน-จักรกฤษณ์ กิจการรัฐบุตร”)
  13. Finnomena
  14. Suthichai Podcast (สุทธิชัย หยุ่น)
  15. SONDHI TALK ของ สนธิ ลิ้มทองกุล
  16. Good Monday (ทักษิณ ชินวัตร)
  17. เล่าเรื่องรอบโลก by กรุณา บัวคำศรี
  18. The 101.world (ริษัท ดิ วันโอวัน เปอร์เซนต์ จำกัด)
  19. SIMPLE SCIENCE (คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)
  20. หน้าต่างโลก โดยทีมข่าวต่างประเทศ ThaiPBS
  21. ข่าวสดสายตรงจากวีโอเอ ภาคภาษาไทย
  22. TED Talks Daily
  23. Secrets of the Most Productive People (Fast Company)

ฮาวทูง่ายๆ สำหรับคนอยากเริ่มต้น ทำพอดแคสต์ ของตัวเอง https://thestandard.co/podcast/newyearnewyou22/

ทดลองจัดรายการ Ruchareka Podcast Episode ที่ 1  และตั้งใจว่าจะพูดทุกวันค่ะ  https://soundcloud.com/ruchareka/podcast

Screen Shot 2563-05-10 at 13.50.15

ได้ MOOC ใบที่ 10,11,12 มาแล้ว วิชา ​Financial Literacy

ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ในระหว่างเกิดวิกฤติโรคระบาด COVID-19 เชื้อไวรัสแพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้ต้องหยุดอยู่กับบ้านและ Work from Home กันเป็นส่วนใหญ่  เราควรใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการพัฒนาตนเองด้วยการเรียนออนไลน์ และในยุคที่เศรษฐกิจก็ตกต่ำ ไม่มีอะไรดีไปกว่า เรียนวิชาการเงิน การออม และการลงทุน

MU MOOC มีวิชา Financial Literacy ที่สอนโดยธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) หรือ SCB  อยู่  3 รายวิชา มีชื่อว่า 1) สร้างอนาคตที่มั่นคง (Beginner) 2) สานต่อความฝัน (Intermediate) และ 3) สร้างเป้าหมายทางการเงิน (Advance) ผู้สนใจสามารถเข้าไปเรียนได้ที่เว็บไซต์ https://mux.mahidol.ac.th/dashboard  หรือ MU MOOOC สำหรับบุคคลทั่วไป ที่เว็บไซต์ https://mooc.mahidol.ac.th/

SCB

Screen Shot 2563-05-07 at 20.28.17

Screen Shot 2563-05-07 at 20.27.56

Screen Shot 2563-05-07 at 20.27.14

 

องค์กรของเราทำอะไรบ้าง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

องค์การสหประชาชาติ ประกาศ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs)  จำนวน 17 เป้าหมาย 5 กลุ่มหลัก และ 169 เป้าประสงค์ เพื่อเป็นทิศทางการพัฒนาของประเทศสมาชิก UN จำนวน 193 ประเทศ เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน กำหนดกรอบเวลาดำเนินการ 15 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2558 – 2573 (ค.ศ. 2015-2030)

ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งที่เข้าร่วม SDGs โดยได้นำ “ศาสตร์พระราชา” หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า SEP4SDG  (Sufficient Economy Philosophy  for Sustainable Development Goals)

การจะทำให้เป้าหมายดังกล่าวประสบความสำเร็จ ทุกคนในประเทศจะต้องเข้าใจความหมายอย่างลึกซึ้งและเชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยกอบกู้โลกได้ เพื่อให้โลกใบนี้กลับมาน่าอยู่และมีความยั่งยืนตลอดไป

Screen Shot 2563-05-07 at 14.38.26

เป้าหมาย 17 ประการ ของ SDGs มีอะไรบ้าง ?

  1. No Poverty ขจัดความยากจนทุกรูปแบบ ในทุกพื้นที่
  2. Zero Hunger ขจัดความหิวโหย มีความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับโภชนาการ และส่งเสริมการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
  3. Good Health and Well-being สร้างหลักประกันการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
  4. Quality Education สร้างหลักประกันให้ทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียมกัน และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  5. Gender Equality บรรลุความเสมอภาค ความเท่าเทียมทางเพศ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน
  6.  Clean Water and Sanitation บริหารจัดการให้มีน้ำสะอาดใช้ และมีการสุขาภิบาลที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน
  7. Affordable and Clean Energy สร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด พลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน
  8. Decent Work and Economic Growth ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ทุกคนได้รับการจ้างงานอย่างหมาะสมและมีคุณค่า
  9. Industry, Innovation, and Infrastructure สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมอุตสาหกรรมและการสร้างนวัตกรรม
  10. Reduced Inequalities ลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค ทั้งภายในและระหว่างประเทศ
  11. Sustainable Cities and Communities ทำให้การสร้างเมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ มีความทั่วถึง ปลอดภัย ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และมีความยั่งยืน
  12. Responsible Consumption and Production สร้างหลักประกันให้มีการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
  13. Climate Action เร่งดำเนินการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  14. Life Below Water อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเล อย่างยั่งยืน
  15. Life on Land ปกป้อง ฟื้นฟู และส่งเสริมการใช้ระบบนิเวศบนบก บริหารจัดการป่าไม้ ต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย หยุดยั้งการเสื่อมโทรมของดิน และหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
  16. Peace, Justice, and Strong Institutions ส่งเสริมสังคมที่สงบสุข ไม่แบ่งแยก ทุกคนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ และสร้างสถาบันที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกระดับ
  17.  Partnerships for the Goals เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการดำเนินงาน มีความร่วมมือกันในระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เป้าหมาย 17 เป้าหมาย จำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม (5P) ดังนี้

  1. กลุ่ม PEOPLE คุณภาพชีวิตของผู้คน (เป้าหมายที่ 1, 2, 3, 4, 5)
  2. กลุ่ม PROSPERITY  ความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (เป้าหมายที่ 7, 8, 9, 10, 11)
  3. กลุ่ม PLANET ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เป้าหมาย 6, 12, 13, 14, 15)
  4. กลุ่ม PEACE สันติภาพ สถาบันที่เข้มแข็ง และความยุติธรรม (เป้าหมาย 16)
  5. กลุ่ม PARTNERSHIP การเป็นหุ้นส่วนเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (เป้าหมาย 17)

กรอบแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (3 หลักการ 2 เงื่อนไข 4 มิติ) ที่จะสามารถนำไปสู่ความยั่งยืน 

การตัดสินใจทำการสิ่งใด จะคำนึงถึงหลักการ 3 ประการ (หรือ 3 ห่วงของทางสายกลาง)  ประกอบด้วย Moderation (พอประมาณ) + Reasonableness (มีเหตุผล)  + Prudence (มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี)

การตัดสินใจอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไขพื้นฐาน คือ Knowledge (ความรู้) และ Virtues (คุณธรรม)

ด้วยหลักการและเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้การตัดสินใจนำมาซึ่งผลลัพธ์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เกิดความสมดุลของชีวิต ครบทั้ง 4 มิติ อันได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ หรือ วัตถุ (Economic) มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Enviromental) มิติด้านสังคม (Social) และมิติด้านวัฒนธรรม (Cultural)

โมเดลกรอบความคิด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy Philosophy : SEP)  ตามภาพ อ้างอิงมาจากแผ่นพับ SEP at a Glance ของกระทรวงการต่างประเทศ http://www.mfa.go.th/sep4sdgs/contents/filemanager/images/sep/EDM_Final.pdf

Screen Shot 2563-05-07 at 16.30.16

ส่วนภาพล่าง เป็นกรอบความคิด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ภาษาไทย) ที่อ้างอิงมาจากสไลด์บรรยายเรื่อง “การเงินพอเพียง การจัดการการเงินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ของ ดร. อัจฉรา โยมสินธุ์ http://www.sufficiencyeconomy.org/elctfl/media/file-2950.pdf?day=636561139567599049

Screen Shot 2563-05-07 at 22.13.48

สนใจศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ SEP for SDGs สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่

KMUTT

KMUTT2

 

Work from Home, Learn@Home

บันทึกไว้ว่า กลางเดือนมีนาคม 2563 ท่ามกลางวิกฤติสถานการณ์  COVID-19 ระบาดหนัก ทั้งในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก … บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตการเรียนและการทำงาน จาก Face-to-face มาเป็นระบบออนไลน์อย่างสมบูรณ์แบบ ที่เรียกกันว่า  Work from Home (ทำงานที่บ้านโดยไม่ต้องเข้าที่ทำงาน) และ  Learn@Home (เรียนที่บ้านโดยไม่ต้องเข้าห้องเรียน) เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติได้จริง

กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดบริการด้านไอที ไว้ที่เว็บไซต์ Mahidol Univesity IT-Portal https://it-portal.mahidol.ac.th/

Screen Shot 2563-03-15 at 23.12.14

Work from Home / Learn@Home

  • ใช้ LINE  และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้แก่  LINE Chat, LINE Group Chat, Live, Video Call, Group Voice Call
  • ใช้ Facebook และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้แก่ Facebook Group, Facebook Messenger และสร้างห้องเรียนออนไลน์ด้วย Facebook Social Learning
  • ใช้ Microsoft Office 365 https://login.microsoftonline.com ในการทำงานต่าง ๆ  ร่วมกันบน Cloud ด้วยโปรแกรม
    • Microsoft Word
    • Microsoft Excel
    • Microsoft Powerpoint
    • Microsoft Teams (ใช้ในการประชุม ใช้แทน Skype for Business)
    • Microsoft Power BI
    • Microsoft Sharepoint
    • Microsoft OneDrive
    • Microsoft Outlook
    • Microsoft OneNote
    • Microsoft Class Notebook
    • Microsoft Sway
    • Microsoft Form

Screen Shot 2563-03-16 at 21.07.54

  • ใช้ Google G-Suite for Education ในการทำงานร่วมกัน ด้วยโปรแกรม
    • Goole Drive เป็นพื้นที่ใช้สำหรับเก็บไฟล์เอกสารประเภทต่าง ๆ เพื่อทำงานร่วมกัน
    • Goole Forms ใช้สำหรับสร้างแบบสอบถามหรือข้อสอบออนไลน์ พร้อมตรวจและให้คะแนน สามารถศึกษาวิธีการใช้งานได้จาก https://youtu.be/u_zisReVayo
    • Google Docs ใช้จัดทำเอกสาร ซึ่งสามารถพิมพ์ด้วยเสียงพูด (voice typing) ได้ด้วย สามารถศึกษาวิธีการใช้งานได้จาก https://youtu.be/QaLGKWetJBY
    • Google Voice
    • Google Slides
    • Google Sites
    • Google Sheets
    • Google Hangouts
    • Google Meet  (ใช้ในการประชุมแทน Google Hangouts)
    • Google Chat
    • Google Classroom
    • Google Assignment
    • Gmail ใช้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

Screen Shot 2563-03-16 at 21.25.49

  • การประชุมทางไกล สื่อสารในองค์กร ทำงานเป็นทีมร่วมกัน หรือการเรียนการสอนออนไลน์ (Conferencing, Collaboration  / LMS, Virtual Classroom)
  • เครื่องมือทำวิดีโอ (Video Recording & Live Streaming) 
    • OBS (Open Broadcaster)
    • Loom
    • AZ Screen Recorder
    • Echo 360 Universal Capture
    • Youtube Channel
    • Facebook Live

ภาวะผู้นำและการจัดการองค์กร บรรยายโดย ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2563 ได้มีโอกาสไปร่วมเข้าฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง Application of Leadership and Organization Management in Health Science School การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านภาวะผู้นำและการจัดการองค์กรเพื่อพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ บรรยายโดย  ศาสตราจารย์ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ผู้บริหารสูงสุดของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักกันดี โดยเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งเป็นภาวะที่ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้ออันตรายจากโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่  2019  หรือ COVID-19 อย่างควบคุมไม่อยู่ (Pandemic) หรือในอดีตที่ทุกคนน่าจะจดจำเรื่องราวได้ เป็นภาพประทับใจที่เห็นท่านเป็นผู้ร่วมประคองพระโกศทองใหญ่ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

ที่น่าประทับใจมากคือ ระหว่างการบรรยาย ที่ฟังสบายเหมือนท่านกำลังเล่าประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน จะมีการหยุดรับโทรศัพท์มือถือเป็นระยะ จากรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ ที่มารับการตรวจในโรงพยาบาลศิริราช  .. เป็นเรื่องน่าเครียด แต่ท่านก็ไม่เครียด ยิ้มได้ตลอด

Screen Shot 2563-03-14 at 16.39.21

(การบรรยายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาในหลักสูตรปริญญาโทสาขา Health Science  Education)

ขอนำเกร็ดความรู้บางส่วนที่ได้รับ หลังจากได้ฟังการบรรยายและเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของท่านคณบดีประสิทธิ์ ตลอด 3 ชั่วโมง  มาเขียนถ่ายทอดแบ่งปันในบล็อก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน ดังนี้ค่ะ

  • ผู้นำที่มี strong leadership  ต้องเสี่ยงเสมอ ยิ่งสูง ก็ยิ่งเสี่ยง คนที่กล้าเสี่ยงมากขนาดนั้น ย่อมเห็นชีวิตของตนเองสำคัญน้อยกว่าเป้าหมายสำคัญขององค์กร และรู้ดีว่า คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไร ลดอัตตาตัวเองให้น้อยลง ทำเพื่อส่วนรวมและสังคมมากขึ้น
  • ความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีมาสโลว์​ (Maslow’s Hierarchy of Needs) เป็นลำดับขั้นของปิระมิด ตั้งแต่ ความต้องการทางกายภาพ -> ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย -> ความต้องการความรักและต้องการเป็นเจ้าของ -> ความต้องการการยอมรับ เคารพนับถือ และความภาคภูมิใจในตัวเอง -> และขั้นสูงสุดของปิระมิดคือ ความต้องการมีชีวิตที่สมบูรณ์ ซึ่งจะไปถึงได้ มักไม่ใช่ตะกายขึ้นไปเองทีละขั้นด้วยตนเอง แต่เป็นเพราะคนอื่นยกให้ขึ้นไปScreen Shot 2563-03-14 at 18.15.30
  • ผู้นำจะต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ โดยไม่เอาประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง
  • ต้องตั้งเป้าหมายในชีวิต  อย่าเป็นไม้หลักปักขี้เลน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อย่าทำงานโดยไม่มีจุดมุ่งหมายของชีวิต เมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ต้องทำให้ได้ ซึ่งท่านเล่าชีวิตส่วนตัวให้ฟังว่า เมื่อสมัยเรียนที่อังกฤษ อยู่คนเดียว เหงามาก เขียน Diary บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกวัน และยังเก็บรักษาเอาไว้จนทุกวันนี้ มีการเขียนตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะต้องเป็น ศาสตราจารย์ให้ได้ก่อนอายุ 40 และต้องเป็น ศาสตราจารย์ระดับ 11 ให้ได้ก่อนอายุ 45 (อย่าตั้งเป้าหมายในตำแหน่งบริหารโดยเด็ดขาด) ตั้งเพื่อผลักดันตัวเองให้ก้าวไป เป้าหมายของชีวิตคือวิสัยทัศน์ (Vision) ถ้าไม่กำหนดเวลาเอาไว้ เราจะไปเรื่อยๆ และทำอะไรไม่สำเร็จ และในที่สุดท่านก็สามารถทำได้บรรลุเป้าหมาย คือ เป็น ศาสตราจารย์เมื่ออายุ 39 และศาสตราจารย์ระดับ 11 เมื่ออายุ 45 ปี 1 เดือน หลังจากนั้น อะไรที่ได้มา เกินพอแล้ว
  • ผู้นำต้องทำสิ่งที่ยากเป็นพิเศษ เป็น Extraordinary Things ไม่ใช่ทำแต่เรื่องพื้นๆ  (norm) และต้องทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตนเอง
  • ผู้นำต้องมองให้ไกล เปรียบเหมือนเล่นฟุตบอล ถ้ามัวแต่มองลูกบอล แล้ววิ่งเข้าหา จะไล่ลูกบอลไม่ทัน ต้องมองให้ไกลกว่านั้น ต้องมองไปถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • เรื่องที่ท่านเห็นว่ามีความสำคัญมากคือ  “Trust” สร้างยาก พังง่าย ดังคำกล่าวที่ว่า Trust takes years to build, seconds to break, and forever to repair
  • ความรับผิดชอบมี 2 ระดับ คือ ความรับผิดชอบตัวงาน (Responsibilty)  และ ความรับผิดชอบผลของงาน และรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability)  ท่านยกตัวอย่างว่า หากนักศึกษาแพทย์ที่เราสอนจนเรียนจบได้เกียรตินิยม พอไปทำงานได้ 5 ปีมีคดีทุจริต ถามว่า เราต้องรับผิดชอบหรือไม่ ถ้าเราตอบว่าไม่ต้องรับผิดชอบเพราะเราสอนเต็มที่แล้ว เขาทำผิดเองหลังจากออกจากโรงเรียน  แบบนั้นเรียกว่า Responsibility แต่ถ้าเป็น Acoountability  เราจำเป็นต้องทบทวนกระบวนการอบรมสั่งสอนของเรา ว่ามีข้อบกพร่องอะไรจึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
  • สมรรถนะของภาวะผู้นำ (Leadership Competencies) คือ Attribute (บุคลิกลักษณะและการแสดงออก) ของผู้นำ ที่ทำให้คน Glad to follow  อยากทำงานด้วย อยากช่วยทำงาน และ Provide a feeling of trust ให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ
  • ภาษาจีน คำว่า “忠” (จง แปลว่า ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี) มาจากคำว่า “中” (จง แปลว่า ความเป็นกลาง) และคำว่า “心” (ซิน แปลว่า ใจ) บริหารจนเราเข้าไปอยู่ในกลางจิตใจ อย่าใช้การบังคับโดยเด็ดขาด พยายามอธิบายให้เขาเห็นและมีฉันทะ อยากลงมือทำเอง
  • ผู้นำต้องมี Self-Control เวลาเกิดสถานการณ์คับขัน ต้องควบคุมตัวเองให้ได้ อย่าตื่นตระหนก
  • ผู้นำต้องมี Outward mindset ให้ความสำคัญกับผู้อื่นไม่น้อยไปกว่าความสำคัญต่อตัวเราเอง ตรงข้ามกับ Inward Mindset ที่มองเป้าหมายของตนเองเป็นใหญ่ และเห็นคนอื่นแค่เป็นวัตถุสิ่งของ หรือพาหนะไปสู่เป้าหมายของตนเอง
  • ผู้นำต้องมี Self-trust เชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้ และจะทำแต่สิ่งดีๆ โดยการพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะความรู้อยู่เสมอ ไม่เผลอไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต้อง Trust on others ไว้ใจทีมงาน แม้ว่าบางคนอาจมีปัญหา แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย อย่าปล่อยให้ความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ และเมื่อมีทั้ง Self-trust และ Trust on Others บวกกับมิติเรื่องเวลา ในที่สุดจะนำมาซึ่ง Trust by Others สังคมจะเชื่อถือในตัวเราและองค์กรของเรา
  • ผู้นำต้องกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ตั้งเป้าหมายของชีวิตให้ไกล แต่ยังมองเห็นแสงลิบๆ ที่ปลายทาง ซึ่งแสดงว่า เรารู้ direction แม้หนทางจะไกลมาก และ Gain commitment คือทำให้คนทั้งองค์กรต้องการที่จะไปทางนั้น Vision ของศิริราชคือ เป็นสถาบันการแพทย์ของแผ่นดิน เพื่อสร้างสรรค์สุขภาพแก่มวลมนุษยชาติ เป้าหมายแม้จะดูไกล แต่จังหวะต้องถึง มิเช่นนั้น จะดูเหมือนผู้นำพูดเพ้อเจ้อ คนในองค์กรไม่ยอมรับว่าจะสามารถไปถึงได้
  •  ผู้นำต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change management) แนะนำให้อ่านหนังสือ Leader Change ของ John Kotter การกำหนดเป้าหมาย ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่แค่ทำได้ตามเป้า มิเช่นนั้นจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะมันจะตลบกลับ ตัวอย่างเช่น การตั้งเป้าหมายจะลดน้ำหนัก แม้ในที่สุดจะลดได้ตามเป้าหมาย แต่ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม สุดท้ายน้ำหนักจะกลับมาขึ้นเหมือนเดิม

Screen Shot 2563-03-14 at 20.04.50

  • เรามักเคยได้ยินคำว่า “รู้เขา  รู้เรา รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง” แต่ที่จริงคนไทยแปลคำของซุนวู ไม่ถูกต้อง หากศึกษาต้นฉบับภาษาจีน จะพบว่า ซุนวูให้ “รู้เรา รู้เขา” คือ รู้จักตัวเองก่อน แล้วจึงรู้จักผู้อื่น (การทำรายงาน EdPEx จึงได้กำหนดให้เขียนโครงร่างองค์กร หรือ Organizational Profile เพื่อให้องค์กรเข้าใจบริบทของตนเอง) การรู้จักตัวเองดีที่สุดคือ การพูด ฝึกพูดกับตัวเอง ว่า ทำไมวันนี้เราจึงทำแบบนี้ ถูกต้องหรือไม่ที่ทำแบบนั้น การติวความรู้ให้คนอื่น เป็นการพูดที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ผู้นำต้องฝึกพูดก่อน จากนั้น ฝึกให้ “หยุดพูด” เพื่อฟังคนอื่น (ให้รู้เขา) และเมื่อสองคนพูดคุยกัน จะเกิดการรู้สถานการณ์และสภาพแวดล้อม ดังนั้น คำพูดที่แท้จริงของซุนวู ควรจะเป็น “รู้เรา รู้เขา รู้สถานการณ์ รู้สภาพแวดล้อม” องค์กรไม่สามารถเคลื่อนไปได้ด้วยคนๆ เดียว การพูดจึงมีประโยชน์เสมอ
  • ผู้นำต้องรู้จัก Storming Phase (เหมือนสถานการณ์ COVID-19 ในขณะนี้) อย่าตื่นตระหนก ต้องคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมรับมือให้พร้อมกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่นการเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะขาดแคลน ถ้ารอให้ทุกอย่างมันชัดก่อน ค่อยทำ มันอาจจะสายเกินไป
  • ผู้นำต้องแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Foster Conflict Resolutions) ซึ่งมีทั้ง win-win / win-lose / lose-lose / win some – lose some / no win – no lose ต้อง identify ความขัดแย้งและคู่ขัดแย้งที่แท้จริงให้ได้ก่อน จึงค่อยแก้ไข อย่ามีอคติกับคู่กรณี เพราะจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง การแก้ไขต้องอาศัยการพูดคุย และต้องเตรียมไว้ก่อน อย่าคุยไปเรื่อยๆ เพราะจะแก้ไขไม่ตรงจุด พึงระลึกไว้เสมอว่า แต่ละปัญหา อาจมีหลายทางแก้เสมอ
  •  ผู้นำจะต้องรู้จักบริหารจัดการโครงการ Project Management ท่านแสดงความคิดเห็นว่า สถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้น อาจสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ จะเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น การเรียนทางไกลผ่านระบบออนไลน์ หรือ Distance Education ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ผู้สอนและผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับ คนที่ทำธุรกิจอาจคิดโครงการใหม่ๆ อาทิ คนส่งอาหาร ​Delivery อาจสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคได้ โดยรับประกันว่าคนส่งอาหารมีสุขอนามัยที่ความปลอดภัย ระดับ Corona-free เป็นต้น
  • การ Motivate ทีมงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผู้นำต้องดึงศักยภาพของทีมงานออกมาให้ได้ คนส่วนใหญ่ใช้ศักยภาพในตัวเองไม่ถึง  50%  ขอให้มองให้เห็น และดึงออกมา อย่าไปใส่กรอบให้เขา และขอให้เห็นคุณค่าของบุคลากร (Value Human Resources) ถ้าเป็นเวทีแสดงละคร ทีมงานจะอยู่บนเวที ส่วนผู้นำจะอยู่ข้างล่าง คอยกำกับดูแล ให้ทำสำเร็จ ถ้าสำเร็จได้รางวัล ให้พวกเขาขึ้นไปรับด้วยตนเอง ผู้นำไม่ควรไป
  • ต้องอย่าบังคับคน ไม่ใช้คำว่า “ต้อง” แต่จะใช้คำว่า ถ้าเป็นผม ผมจะทำแบบนี้ .. หาทางให้เขาตัดสินใจเอง ทำด้วยตนเอง ถ้าเราสั่ง พอเราไม่อยู่ เขาจะทำเองไม่ได้ ผู้นำต้องมีผู้ตาม (Followers) สมัครใจวิ่งตามมาเองโดยไม่ต้องสั่ง
  • ผู้นำต้องมองคนออก บุคลากรในองค์กร แบ่งเป็น 4 Quadrants ตามผลงาน (Performance) และศักยภาพ (Potential)  ได้แก่ 1) คนเก่งหรือดาวเด่น (Talent หรือ ​Star) 2) เด็กมีปัญหา (Problem child) ศักยภาพสูงแต่ผลงานต่ำ 3) ถุงเงิน (Cash cow) เป็นสำนวน หมายถึง คนที่ไม่เก่งแต่ขยันทำผลงานดี และ 4) ไม้ตายซาก (Deadwood) อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกลุ่มเดิม แต่ละคนสามารถเคลื่อนย้ายไปกลุ่มที่ดีกว่าได้ หากผู้นำใส่ใจ เฝ้าสังเกต และพัฒนาส่งเสริมอย่างถูกต้อง
  • ให้คนทำงานมีส่วนร่วม มากบ้างน้อยบ้าง ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร หากทำแล้วพลาดหรือทำความผิดอย่าตำหนิรุนแรง แต่พูดตะล่อมให้เขานึกได้เองว่าทำผิดพลาด ถ้าเขานึกออกให้กล่าวชมและเตือน ให้ใช้เป็นบทเรียน ต่อไปจะได้ไม่ทำ แต่ถ้าเขายังยืนยันว่าตนเองทำถูกแล้ว แสดงว่าเป็น Deadwood ไม่สามารถพัฒนาได้ ส่งเสริมได้ยาก
  • One-minute Manager หมั่นประเมินทีมงานและหาโอกาสแนะนำพนักงานวันละหนึ่งนาที ถ้าเขาทำถูกต้อง ชมให้ตรงจุด เจ้าตัวจะรู้สึกพอใจ และเป็นการส่งสัญญาณจากผู้นำว่า สิ่งที่ทำนั้นถูกทิศทางแล้ว เป็นสิ่งที่ดี ขอให้ทำแบบนี้ต่อไป หากทำงานเป็นทีม อย่าชมคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว ต้องชมทั้งทีม
  • ให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่เรียกเขาว่า ลูกน้อง แต่เรียกว่า ทีมงาน (Partners) ไม่เรียกว่า Supporting Staff ซึ่งหมายถึงสนับสนุน ทำตามคำสั่ง ไม่ต้องคิดเอง แต่ใช้คำว่า ​Enabling Staff คือ มอบหมายอำนาจในการทำงาน และพัฒนาตนเองตลอดเวลา นอกจากนั้น ต้องคำนึงถึง Work-life Balance ไม่ใช่งานดีแต่ครอบครัวล้มเหลว ซึ่งจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ยาก
  • ต้องไม่กลัวความล้มเหลว (Dare to Fail) อย่าปล่อยให้ความกลัวว่าจะทำผิดหรือล้มเหลว เป็นอุปสรรคต่อการค้นพบความสามารถในตนเอง
  • องค์กรที่เป็นเลิศ ต้องทำทั้ง Productive Failure และ Productive Success ผู้นำต้อง Crazy Enough แต่ในจังหวะที่เหมาะสม ศัตรูที่สำคัญของ Best คือ Good (แนะนำให้อ่านหนังสือ Good to Great ของ Jim Collins)
  • ข้อเตือนใจคือ  Be yourself จงเป็นตัวของตัวเอง และ Be open-minded and keep practicing good listening จงเปิดใจให้กว้างและฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี ตั้งใจฟัง เวลาฟังอย่าเซ็นแฟ้มไปด้วย อย่าตัดบท แม้บางครั้งจะเครียด งานยุ่ง และบางครั้งหลุดอารมณ์ เพราะอาจพลาดข้อมูลที่สำคัญ ไม่มีใครพูดจาไร้สาระแบบ 100%
  • ปกติคนเราจะใช้ Active Mind แต่บางครั้งการใช้ Quiet Mind (จิตสงบ) ในการแก้ไขปัญหา มักหาทางออกได้แบบปิ๊งแว๊บ
  • Keep doing difficult things ! Even you fail, you’ll learn something
  • จงเรียนรู้ตลอดเวลา และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
  • วัฒนธรรมองค์กร สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการฝึกเปลี่ยนในระดับพฤติกรรม (Behavior) ก่อนใน step แรก และถ้าเปลี่ยนได้ในระดับวัฒนธรรม จะเปลี่ยนได้อย่างถาวร ยกตัวอย่างเช่น  Service behavior บริการที่ดี เป็นสิ่งที่ฝึกให้ปฏิบัติได้ แต่ถ้าจะให้ยั่งยืนถาวร ต้องฝังอยู่ในตัวเรา จนกลายเป็น Service Mind
  • สุดท้าย ท่านได้ตอบข้อคำถามของผู้ฟังท่านหนึ่ง ที่ถามว่า ท่านมีเทคนิควิธีอย่างไร จึงประสบความสำเร็จในการมีภาวะผู้นำและมีความสามารถในการบริหารองค์กรอย่างเช่นทุกวันนี้ ท่านตอบว่า
    • ต้องหมั่นศึกษาและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ เพราะเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนที่ดี ทำให้เราเรียนรู้จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปแล้ว และเอามาปรับใช้ (ท่านเล่าให้ฟังถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่บริเวณบางกอกน้อย เรื่องราวในสมัยอยุธยาและกรุงธนบุรี รวมทั้งเรื่องราวในอดีตของศิริราชที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน)
    • ต้องหมั่นพูดคุยสนทนากับผู้ใหญ่ และนำประสบการณ์คำแนะนำสั่งสอนจากผู้ใหญ่มาเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้ แม้บางเรื่องอาจไม่เหมาะกับยุคสมัย ใช้ไม่ได้กับปัจจุบัน แต่ขอให้รับฟังด้วยความเคารพ
    • หมั่นศึกษาหาความรู้จากการอ่านหนังสือ หรือข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ท่านเป็นคนอ่านหนังสือและจับใจความสำคัญได้เร็ว
    • หมั่นนำสิ่งที่เรารู้ ไปเผยแพร่ถ่ายทอดให้ผู้อืน เพราะจะทำให้เรามีความเข้าใจในความรู้นั้นมากยิ่งขึ้น เรียนรู้ทฤษฎี -> นำไปประยุกต์ใช้ -> ปรับปรุงพัฒนา -> และถ่ายทอดเผยแพร่ เป็น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
    • TRUST เป็นสิ่งสำคัญ เวลาทำงานกับคน ให้จำคำว่า “忠” (จง) คือความจงรักภักดี มีคำว่า “中” จง (ความเป็นกลาง) อยู่ข้างบน และคำว่า “心” ซิน (หัวใจ) อยู่ข้างล่าง 

 

บทสวดมนต์อะไรบ้าง ที่ควรจดจำให้ขึ้นใจ

ปกติเวลาไปสวดมนต์ตามวัด เรามักจะหยิบหนังสือสวดมนต์ที่เขาแจก มากางอ่าน และเมื่อสวดเสร็จก็เอาไปเก็บ ทำแบบนี้ทุกทีมานานหลายสิบปี จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง นึกขึ้นมาได้ว่า ทำไมเราไม่จดจำให้ขึ้นใจ เวลาไปไหนมาไหน หากเกิดภาวะคับขัน สะดุ้งตกใจหรือหวาดกล้ว ต้องการเรียกขวัญและกำลังใจ จะได้สาธยายมนต์ได้เอง

บทสวดมนต์ที่สำคัญ และสมควรจดจำให้ขึ้นใจ ได้แก่

  1. บทบูชาพระรัตนตรัย (อิมินา สักกาเรนะ)
  2. บทกราบพระรัตนตรัย (อะระหัง สัมมา)
  3. ขอขมาพระรัตนตรัย (วันทามิ พุทธัง)
  4. บทสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ / ถวายพรพระ (อิติปิโส)
  5. บทอาราธนาศีล 5 (มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง)
  6. นมัสการพระพุทธเจ้า (นะโม 3 จบ)
  7. ไตรสรณคมน์ (พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ)
  8. สมาทานศีล 5 (ปาณาติปาตา เวระมะณี)
  9. บทอาราธนาพระปริตร (วิปัตติปะฏิพาหายะ)
  10. บทชุมนุมเทวดา (สะมันตา จักกะวาเฬสุ)
  11. จุลชัยยะมงคลคาถา /  ชัยน้อย (นะโม เม)
  12. พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) / ชัยปริตร (มหากาฯ)
  13. พระคาถาชินบัญชร (ชะยาสะนากะตา พุทธา)
  14. ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสูตร (เอวัมเม สุตัง)
  15. เทวะตาอุยโยชะนะคาถา / ส่งเทวดา (ทุกขัปปัตตา)
  16. สัพพมงคลคาถา (ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง)
  17. แผ่เมตตาให้แก่ตนเอง (อะหัง สุขิโต โหมิ)
  18. แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ (สัพเพ สัตตา)
  19. แผ่เมตตาเจาะจง / แผ่ส่วนกุศล (อิมัง เม มาตาปิตุนัง โหตุ)