มหิดลตื่นรู้ (Awakening Mahidol)

วันที่ 15 ธันวาคม2559 มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมงานมหิดลเพื่อการตื่นรู้ ครั้งที่ 1 จัดโดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษา งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวมหิดล มีสติรู้ตัว เตรียมพร้อมรับมือกับภาวะปกติใหม่ (New Normal) และสภาพการผันผวนของโลกแบบ VUCA ที่กำลังเผชิญอยู่ คือ มีความผันผวน (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความสลับซับซ้อน (Complexity) และความกำกวม (Ambiguity) สูง ภาวะตื่นรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เรารู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง และเกิดปัญญา สามารถมุ่งสู่ความเป็นเลิศ World Class University ได้อย่างมีความสุข ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

ในงานนี้ ได้ฟังปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด (Awakening: The Emerging Future of Mandkind) โดย ศ. เกียรติคุณ นพ. ประเวศ วะสี  เป็นการบรรยายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงขออนุญาตถอดความ สรุปการบรรยายของท่านอาจารย์ มาให้ผู้สนใจได้อ่านกันค่ะ

Screen Shot 2559-12-15 at 7.32.43 PM.png

อนาคตของมนุษยชาติ ไม่ใช่แบบที่พูดกันว่า ประเทศไทย 4.0 หรือเป็นสังคมดิจิทัล อนาคตของมนุษยชาติต้องไปไกลกว่านั้น เป็น สังคมแห่งการตื่นรู้ หรือ สังคมจิตสำนึกใหม่ จึงจะเกิดความลงตัวของการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ

การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ เป็นสิ่งสูงสุดของความเป็นมนุษย์ 

ซึ่งขณะนี้ เรายังไม่สามารถมีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ที่กำลังมีวิกฤติการณ์ทั่วโลก เป็นวิกฤติการณ์ของการอยู่ร่วมกัน ระหว่างคนกับคน คนกับสิ่งแวดล้อม และไม่มีทางจะเกิดขึ้นด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อย่างที่พยายามพูดกัน แม้เราจะพยายามพัฒนาประชาธิปไตย พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกัน นำไปสู่ปัญหาต่างๆ รวมทั้งเกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า เรื่องโลกร้อน นำไปสู่หายนะภัยต่างๆ มีความขัดแย้ง เช่นในตะวันออกกลาง มีการก่อการร้ายสากล มีความขัดแย้งระหว่างโลกตะวันตกและโลกอิสลาม และ spin off ไปเป็นเรื่องราวต่างๆ สารพัด ไม่มีวิธีการอื่นจะแก้ได้ นอกจากมนุษย์เกิดจิตสำนึกใหม่ (New Conciousness) เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) สมองของมนุษย์มีศักยภาพที่ตรงนี้  และรอให้ใช้มาประมาณสองแสนปีแล้ว แต่การเรียนรู้ต่างๆ ในปัจจุบันไปไม่ถึงการใช้ศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์

สิ่งที่กำลังผุดบังเกิดเห็นชัดเจน เป็นกระแสใหญ่ (Megatrends) ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการเกิดขึ้นของจิตสำนึกใหม่ หรือจะเรียกว่าการตื่นรู้ก็ได้ อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในที่สุด เพราะฉะนั้น เราไม่ควรมองเฉพาะสิ่งที่พูดกันว่า ประเทศไทย 4.0 ควรจะมองเลยไปให้ไกล สิ่งที่เราจะคุยกันวันนี้ และตั้งชื่อว่า “การตื่นรู้: อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผุดบังเกิด” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์

  • “การตื่นรู้” เป็นประสบการณ์ ไม่ใช่วิชาการหรือการคิดคำนวณ ต้องประสบเอง ต้องรู้เอง ประสบการณ์มีความสำคัญเพราะเป็นของจริง
  • มนุษย์บางคนเกิดประสบการณ์แปลกประหลาดขึ้นในตัวเอง คือ เกิดความแจ่มแจ้ง เบาเนื้อเบาตัว มีปิติสุขอย่างลึกล้ำ ซึมซ่านทั่วสรรพางค์กาย ประสบความงามทุกทิศทุกทาง เกิดมิตรภาพอันไพศาลต่อคนทั้งหมดและสรรพสิ่ง ความมหัศจรรย์ในตัวเองเช่นนี้ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อาจเรียกว่า สภาวะอันเป็นทิพย์ การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า การเข้าถึงปรมาตมัน การตื่นรู้ การเข้าถึงสิ่งสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม การเข้าถึงความว่างจากตัวตน
  • ธรรมชาติมี 2 อย่าง คือ ธรรมชาติอันไม่ปรุงแต่ง สงบ เป็นอนันตกาล ต่อมาเอกภพเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิด Big Bang เมื่อประมาณ 6 พันล้านปี เกิดจักรวาล เกิดดวงดาว ดวงอาทิตย์ ธรรมชาติเกิดการปรุงแต่ง เกิดเป็นต้นไม้ เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นอะไรต่างๆ ธรรมชาติที่ปรุงแต่ง ภาษาบาลีเรียกว่า สังขาร เป็นเบญจขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เกิดความคิดปรุงแต่ง เข้าไม่ถึงธรรมชาติที่แท้จริง จะจมอยู่ในความคิด ถูกความคิดบีบคั้น ไม่เป็นอิสระ ถ้าจิตสงบ จะไปสัมผัสความจริงตามธรรมชาติ เกิดการตื่นรู้ รู้ความจริง
  • การตื่นรู้เกิดจากอะไรได้บ้าง
  • พหุบท (Multiple Pathways) สู่การตื่นรู้ 
    1. สัมผัสธรรมชาติที่ใหญ่ และเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด จิตที่ปรุงแต่งจะอยู่กับตัวเอง เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง จึงคับแคบ และถูกบีบคั้น ถ้าไปสัมผัสกับธรรมชาติที่มันใหญ่กว่าตนเอง จิตจะเป็นอิสระขึ้น เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงชอบเห็นธรรมชาติที่ใหญ่ ชอบไปสัมผัสธรรมชาติ สายลมแสงแดด แล้วจะมีความสุข เห็นท้องฟ้า มหาสมุทร ถ้าจะให้เกิดการตื่นรู้ จิตสงบจากการปรุงแต่ง จะต้องเข้าป่า ไปสัมผัสธรรมชาติล้วนๆ นักบินอวกาศคนหนึ่งชื่อ เอ็ดการ์ มิตเชล เมื่อออกไปยังดวงจันทร์แล้วมองกลับมา เห็นโลกทั้งใบ โลกทั้งโลกเป็นหนึ่งเดียว เมื่อกลับมายังโลก มุมมองของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เกิดจิตสำนึกใหม่
    2. กาย : การเคลื่อนไหวทางกาย โยคะ ไทเก๊ก การทำงานทุกชนิด ถ้ามีสติรู้ขณะร่างกายเคลื่อนไหว ก็จะถอนตัวออกจากความคิดปรุงแต่ง ทำให้สัมผัสความจริงได้ ความทุกข์เกิดจากการคิด ถ้าหยุดคิดได้ก็จะหายทุกข์ ถ้าเราทำงานด้วยสติ รู้ตัวในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะทำงานอะไร จะเกิดความสุขไปหมด เป็นกำไรชีวิตมหาศาล
    3. วาจา : สุนทรียสนทนา ตั้งใจฟัง เน้นการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) พิจารณาด้วยความเงียบ ผ่านการกลั่นกรองด้วยปัญญา ปฏิสัมพันธ์โดยไม่ใช้อำนาจ ไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ถ้าเราเข้าใจสุนทรียสนทนา ก็จะเกิดการตื่นรู้ได้  ไม่พูดเปรี้ยง-ทำเปรี้ยง ไม่ตอบโต้ทันทีด้วยอารมณ์ ทฤษฎีตัวยู (Theory U) ของ Otto Scharmer บอกว่า ถ้าเรารับรู้อะไรไป ให้พิจารณาด้วยความเงียบ อย่าเพิ่งเชื่อหรือปฏิเสธ ใช้เวลาคิด พิจารณา ใคร่ครวญให้นานขึ้น ดึงปฏิสัมพันธ์ให้ยาวลงไปเป็นรูปตัว U เรียกว่า แขวนไว้ก่อน (suspend) จากนั้นพิจารณาดูเงียบๆ ความเงียบทำให้เกิดปัญญา เมื่อลงไปถึงก้นตัว U จะใช้คำศัพท์เรียกว่า presencing  ซึ่งเป็นสภาพจิตที่สงบ เป็นอุเบกขา เปี่ยมด้วยปัญญา ก่อนที่จะเป็นขาขึ้นของตัว U และตอบโต้ออกไป วิธีนี้จะเป็นการพัฒนาให้เกิดจิตสำนึกใหม่
    4. ใจ : ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นปฏิสัมพันธ์โดยไม่ใช้อำนาจ  ความรักของแม่ การเลี้ยงลูก ถ้าเข้าใจ จะทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่ พัฒนาตัวเองได้ ความเมตตา การแผ่เมตตาจะทำให้หลุดจากปัญหา ถ้ามีเมตตา ก็จะไม่มีความโกรธ เพราะเมตตาเป็นข้าศึกของความโกรธ การคิดโดยใช้เหตุผลถ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้ ให้ใช้ความเมตตา จิตอาสา การทำเพื่อผู้อื่น ก็เช่นกัน ย่อมทำให้เกิดจิตสำนึกใหม่
    5. ศิลปะ : “ความจริง ความดี ความงาม” เป็นสิ่งสูงสุด ทั้งสามสิ่งนี้อยู่ด้วยกัน ดังนั้น ผ่านความดี ความงาม จะเข้าถึงความจริงได้
    6. การศึกษา : การศึกษาที่มีทุกวันนี้ ไปไม่ถึง  คณาจารย์มีความทุกข์ มีความขัดแย้งกันทั่วไปหมด มหาวิทยาลัยเป็นดินแดนแห่งความทุกข์ แสดงว่าการเรียนรู้ยังไม่ถูกต้อง การเรียนรู้ที่ดี ควรนำไปสู่ความสุข ควรไปสู่สิ่งสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม (นี่เป็นสาเหตุที่มีศูนย์จิตตปัญญาศึกษาขึ้น ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นแห่งแรก)
    7. ปัญญา : การคิดถึงความจริงของชีวิต (เอ็กค์ฮาร์ท โทลเล  เคยคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อเขาพูดออกมาว่า I can’t live with myself any longer. แล้วเกิดการกระตุกทางปัญญา กับคำว่า I และ myself เกิดการตื่นรู้ขึ้นมา เข้าไปสู่สภาวะความไม่มีตัวตน ค้นพบอนัตตา ทำให้เกิดเป็นความสุข ต่อมาเขาได้เขียนหนังสือชื่อ “The Power of Now” อำนาจพลังแห่งปัจจุบันขณะ
    8.  ภาวนา : ทุกศาสนาเหมือนกันหมดโดยหลักการ คือ  “ศีล – สมาธิ – ปัญญา” เป็นวิธีการเชิงระบบ แต่รวมทั้งหมดเรียกว่าเป็น  “ภาวนา”
  • สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมากที่สุด ในปีที่ประทับอยู่ที่เขาคิชกูฎเป็นครั้งสุดท้าย คือ ธรรมะที่ชื่อ อปริหานิยธรรม  มี 7 ข้อ ข้อที่ 1 คือ หมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ ข้อ 2 คือ พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ เป็นธรรมะเพื่อความไม่ฉิบหาย เป็นธรรมะแห่งการรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ มีความเป็นสังคมชุมชน
  • เรื่องที่ซับซ้อนและยาก แก้ปัญหาด้วยวิธีและความรู้เก่าๆไม่ได้ การใช้เงิน การใช้ความรู้สำเร็จรูป การใช้ความรุนแรง ด่าทอ วิพากย์วิจารณ์ นั้นแก้ไม่ได้ เนื่องจากการทำอะไรให้สำเร็จจะมีคนเกี่ยวข้องมาก มักมีความซับซ้อนมาก มีหลายมิติ หลายแง่มุม ต้องใช้การเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติ ในสถานการณ์จริง (Interactive Learning through Action)  ต้องเรียนรู้ร่วมกัน ใครจะไปเก่งคนเดียวก็ไม่ได้ ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation)
  • การเรียนรู้ร่วมกัน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน 8  ประการ ได้แก่
    • เคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของทุกคน
    • เคารพความรู้ในตัวคน (ถ้าเราเคารพความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นจึงจะมีเกียรติ / แม่เป็นครูที่ดีที่สุด เพราะมีความรู้ในตัว แม้ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย  / สังคมที่เป็นอำนาจนิยม มักมีมายาคติมาบดบัง หรือเป็นเพียงวาทะกรรม ไม่ใช่ปฏิบัติจริง)
    • เอื้ออาทรและจริงใจต่อกัน
    • เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน
    • เกิดสามัคคีธรรม เกิดพลังทางสังคม
    • เกิดปัญญาร่วม และจะเกิดนวัตกรรมขึ้นเสมอ เรียกว่าเกิด Group Genious (คนต่างกันเจอกัน จะเกิดของใหม่ขึ้น เช่น Hydrogen เจอ oxygen เกิดเป็น H2O)
    • ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ
    • เกิดความสุข ประดุจบรรลุนิพพาน

Screen Shot 2559-12-15 at 11.07.06 PM.png  Screen Shot 2559-12-17 at 12.25.35 AM.png

  • “สติ” คือ การตื่นรู้
  • “ประมาท” คือ ความหลับไหล ความไม่มีสติ
  • การเจริญสติ ทำให้จิตสงบ อยู่กับปัจจุบัน เป็นอิสระ เกิดความสุข การเจริญสติ เป็นทางสายเอก
  • มีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเจริญสติไว้หลายเล่ม เช่น ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ของท่านติช นัท ฮันห์ / The Power of Now ของ Eckhart Tolle / The Power of Mindfulness ของพระญาณโปนิกมหาเถระ  (พระชาวเยอรมันไปบวชที่ศรีลังกา)

ผลแห่งการเจริญสติ คือ

  • มีสุขภาพดี ลดความเครียด
  • ภูมิคุ้มกันเพิ่ม อายุยืน
  • เพิ่มการเรียนรู้ – ความจำ
  • ส่งเสริมสัมพันธภาพ – การอยู่ร่วมกัน
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางสมอง – หลั่งสารสุข
  • ประสบความสุขและความงามอย่างล้นเหลือ => ชีวิตใหม่

การเจริญสติ เป็นกระแสใหญ่ (Megatrends)  พยากรณ์ได้ว่า ต่อไปมนุษย์ทั้งโลกจะเจริญสติ เพราะทำให้เกิดความสุข ทำให้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นไปได้

สุดท้าย นอกจากปัจเจกบุคคลจะเจริญสติแล้ว จะเป็นการเจริญสติระดับสถาบัน เป็นองค์กร ชุมชนแห่งการเจริญสติ ดังนั้น มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่มีศูนย์จิตตปัญญาศึกษา จึงควรเป็นมหาวิทยาลัยแรก ที่ประกาศว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเจริญสติ มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศตัวว่าจะเป็นปัญญาของแผ่นดิน ก็จะได้เป็นจริงๆ และสอดคล้องกับอนาคตที่กำลังจะบังเกิดขึ้น ว่าเป็นอนาคตของมนุษย์ที่เจริญสติ และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษยชาติ

ปี 2017 รับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AUNILO

ปี 2017 หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล รับเป็นเจ้าภาพจัดประชุม AUNILO Meeting .. ขอแนะนำก่อนว่า AUNILO นั้นคืออะไร?

AUNILO ย่อมาจาก ASEAN University Network Inter-library Online แต่ปัจจุบัน นิยมเรียกชื่อเครือข่ายว่า “Libraries of ASEAN University Network”  ซึ่งหมายถึง เครือข่ายห้องสมุดมหาวิทยาลัยอาเซียน  เฉพาะมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของ AUN (ASEAN University Network)  โดยมีวัตถุประสงค์คือสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายความร่วมมือในระดับอาเซียน เพื่อการแลกเปลี่ยนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน “To promote and strengthen linkage and resource sharing among AUN Member Universities and academic communities in ASEAN.”

การจัดประชุม AUNILO Meeting จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นการประชุมหารือระหว่างผู้บริหารห้องสมุดในประเด็นต่างๆ ที่เป็น theme ของการจัดงานในแต่ละปี ฟังการบรรยายพิเศษ และนำเสนอรายงาน country report ของแต่ละประเทศ เป็นเวลา 2 วัน กิจกรรมทัศนศึกษาสถานที่สำคัญของประเทศนั้นๆ เป็นเวลา 1 วัน และมีกิจกรรมจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ (Capability Building Training Workshop) เพื่อพัฒนาบุคลากร ต่ออีกเป็นเวลา 2 วัน แต่ละประเทศจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ โดยมีหอสมุดมหาวิทยาลัย Universiti Sains Malysia ทำหน้าที่เป็น secretariat สมาชิกประกอบด้วย ผู้อำนวยการหอสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน 30 แห่ง ได้แก่

ห้องสมุดมหาวิทยาลัยของประเทศไทยที่เป็นสมาชิก AUNILO มี 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา

การประชุมครั้งล่าสุด 12th AUNILO Meeting ประจำปี 2016 จัดที่ Universiti Brunei Darussalam เมื่อวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2559 ภายใต้หัวข้อ “Enhancing Electronic Resources Capacity in Libraries: Addressing Trends, Issues and Challenges” และมี workshop ต่ออีก 2 วัน คือ วันที่ 26-27 พฤษภาคม 2559  ในหัวข้อ “Workshop on Evaluation and Assessment of Electronic Resources in University Libraries”

Screen Shot 2559-12-11 at 7.11.37 AM.png

ในปีนั้นเอง ที่ข้าพเจ้าเดินทางไปร่วมการประชุมเป็นครั้งแรก และพบว่าปีต่อไป ประเทศไทยจะต้องรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

Screen Shot 2559-12-11 at 7.32.20 AM.png

และในที่สุด ที่ประชุมก็ลงมติ ให้เจ้าภาพการประชุม 13th AUNILO Meeting ประจำปี 2017 คือ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถานที่จัดการประชุมคือ มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม … งานเข้าเลย ดังนั้น โปรดติดตาม  .. จะกลับมาเล่าให้ฟังในตอนต่อไปค่ะ หัวข้อการประชุมน่าจะเป็น “ASEAN Digital Economy: Challenges and Opportunities for Academic Libraries”

Screen Shot 2559-12-11 at 6.47.27 AM.png

หมายเหตุ: ศึกษารายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ของ AUNILO  http://aunilosec.org และ AUNILO Institutional Repository Discovery Service http://aunilo.uum.edu.my/Find/

 

 

ไปร่วมงาน OCLC APRC 2016 ที่ฮ่องกง

เนื่องจากได้รับเชิญจากบริษัท Advanced Media Supplies (AMS) ซึ่งเป็น OCLC Distributor ประจำประเทศไทย ให้เดินทางไปร่วมงาน Asia Pacific Regional Council (APRC) Meeting 2016 ระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2559 จึงขอบันทึกเกร็ดความรู้ที่ได้รับจากการไปเข้าร่วมประชุม ดังนี้ค่ะ

OCLCHK2016 จัดขึ้นที่โรงแรม Harbour Grand เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดย OCLC เป็นเจ้าภาพร่วมกับ The University of Hong Kong Libraries (HKU) ภายใต้หัวข้อ Libraries at the Crossroads — “Tracking Digital Footprints: Recognizing and Predicting User Behavior.” 

การเดินทางครั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และบรรณารักษ์จากสถาบันต่างๆ ของประเทศไทย ได้แก่ ม.มหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.บูรพา สถาบันเทคโนโลยีสุรนารี ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมจำนวนทั้งสิ้น 20 คน โดยเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 และเดินทางกลับ ค่ำของวันที่ 3 ธันวาคม 2559 เป็นเวลา 4 วัน

Skip Prichard ประธานและ CEO ของ OCLC กล่าวเปิดงานประชุม โดยเปรียบ Libraries at the Crossroads ว่า ขณะนี้ห้องสมุดได้เดินทางมาถึงทางแยก และจำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว ว่าจะเดินต่อไปในเส้นทางใด และถ้าเป็นเส้นทางสายไหม (Silk Road) ขณะนี้ห้องสมุดเปรียบเสมือนเมือง ตุนหวง (Dunhuang) นครโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณรอยแบ่งระหว่างยุโรปและเอเชีย ดังนั้น ห้องสมุดจำเป็นต้องปรับบทบาทของตนที่มีต่อ communities โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ห้องสมุดจะต้อง provide knowledge, facilitate connections และ offer a neutral space โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ

Screen Shot 2559-12-05 at 11.54.10 AM.png

รายการต่อไป สนุกมาก เพราะ Professor Ping-Cheng Yeh จาก Department of Electrical Engineering, National Taiwan University อาจารย์ที่ได้รับการจัดอันดับจาก Guokr (MOOC Internet Community ของประเทศจีน) ให้เป็น 1 ใน 10 ของ Best MOOC Instructor of the World มาบรรยายในหัวข้อ “For the Student, By the Student, Of the Student”

อาจารย์  Benson Yeh เริ่มสอนนักศึกษาตั้งแต่ปี 2010 แต่เดิมคิดว่าการสอนที่ดีนั้น คือ  be clear, be fun แต่พบว่าไม่พอเพราะนักศึกษาสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นจึงเพิ่ม Get them motivated, get them engaged และเตือนว่า Forcing them, no longer works ต้องเข้าใจความรู้สึกของนักศึกษา และพบว่า  peer pressure + peer recognition แรงกดดันและแรงจูงใจจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน สามารถกระตุ้นให้นักศึกษาทำงานหนักได้ มีการประกวด การแข่งขันกันเป็นกลุ่ม มีการใช้เกมต่างๆ เช่นโปเกมอน เข้ามาเป็นส่วนประกอบการสอน มีการใช้ social media, facebook ในการแจ้งข่าวสาร ให้การบ้าน และติดต่อกับนักศึกษา ใช้ MOOCs เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน ให้นักศึกษาทุกคนไปดูวิดีโอเองที่บ้าน แล้วกลับมา discuss กันในห้องเรียน แบบ  flipped classroom ไม่มีการให้คะแนนการบ้าน และที่สำคัญ อาจารย์ต้องปรับบทบาทของตน จาก lecturer เป็น facilitator และจาก actor เป็น  producer/host

IMG_5014.jpg

  • ซ้าย: Dr. Nor Edzan Che Nasir ผู้อำนวยการหอสมุด University of Malaya
  • ขวา : Prof. Benson Yeh

การประชุมครั้งนี้ มีการนำเสนอโครงการความร่วมมือระหว่างห้องสมุดในรูปแบบต่างๆ เช่น White Rose Libraries ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างห้องสมุด Leeds, Sheffield, และ York แห่งสหราชอาณาจักร (UK) ในการบริหารจัดการทรัพยากรห้องสมุดที่ซ้ำซ้อนเพื่อใช้งานร่วมกัน ส่วนทางฮ่องกงซึ่งมีมหาวิทยาลัย 8 แห่ง ได้นำเสนอโครงการความร่วมมือต่างๆ เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ Joint University Librarians Advisory Committee (JULAC) คณะทำงาน Virtual JURA : Jointed Distributed Print Journal Working Group เพื่อเก็บรักษาวารสารฉบับพิมพ์ไว้เพียง copy เดียว ระบบบริการยืมระหว่างห้องสมุด ที่เรียกว่า Hong Kong Academic Library Link (HKALL) การใช้บัตรสมาชิกห้องสมุดร่วมกัน ที่เรียกว่า JULAC Library Card  นอกจากนั้น จะเริ่มใช้ระบบ integrated library system บนระบบ cloud สำหรับเครือข่าย JULAC Libraries ร่วมกันทั้ง 8 แห่ง ในเดือนกรกฎาคมปี 2017 ที่จะถึงนี้

Screen Shot 2559-12-05 at 1.12.50 PM.png

Screen Shot 2559-12-05 at 1.13.22 PM.png

Screen Shot 2559-12-05 at 1.13.49 PM.png

Screen Shot 2559-12-05 at 1.14.34 PM.png

มีคำศัพท์เก๋ๆ ที่ใช้ในการประชุมนี้หลายคำ จากแนวคิดของผู้อำนวยการห้องสมุดประชาชน  Hong Kong Central Library เช่น คำว่า “always on, always connected”, “always on” patrons, “Library at your fingertips” และ “smombie” หรือ smartphone zombie  รวมทั้งแนวคิดที่สำคัญต่อการบริหารจัดการห้องสมุด ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้คือ  “Users rely more on electronic collections but space is in greater demand than ever.”

นอกจากไปเข้าร่วมประชุมแล้ว ยังได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมหอสมุดของ  The University of Hong Kong ห้องสมุดประชาชน Hong Kong Central Library และห้องสมุด Pao Yue-Kong Library  ซึ่งเป็น Learning Hub ของ The Hong Kong Polytechnic University (PolyU)  นอกจากนั้นยังได้ทัศนศึกษาสถานที่สำคัญๆ ของฮ่องกง อีกหลายแห่ง ตลอดการเดินทางคณะของเราได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากคุณสมเกียรติ คุณสมยศ เจ้าหน้าที่ของบริษัท AMS และคุณมีมี่ อุบลรัตน์ ชาญณรงค์ ไกด์ชาวฮ่องกงเชื้อชาติไทย ตลอดเส้นทางของการเดินทาง — ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

พบกันใหม่ปีหน้า OCLC APRC 2017 ที่ประเทศญี่ปุ่น เจ้าภาพร่วมคือ หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัย Waseda University กรุงโตเกียว ซึ่งเปิดตัวด้วยเว็บไซต์และวีดิโอแนะนำตัวที่ทันสมัยมาก มีชื่อว่า Why Waseda ?  รายละเอียดของการประชุม  OCLCHK2016 อยู่ที่เว็บไซต์ https://www.oclc.org/events/2016/apac-annual-2016/apac-2016/overview.en.html ส่วนรายงานประจำปี OCLC Report 2016 สามารถ  download อ่านได้ที่เว็บไซต์ oc.lc/2016report ค่ะ

 

 

ไปสัมมนา EdPEx สำหรับผู้บริหาร ที่สวนสามพราน

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2559 ไปสัมมนาและฝึกอบรมเรื่อง  “How to Use EdPEx to Systematize Your Organization” ที่สวนสามพราน ทางกองพัฒนาคุณภาพจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้บริหารส่วนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ยังคงได้คะแนน EdPEx ต่ำกว่า 200 งานนี้ Dr. Luis Maria R. Calingo ปรามาจารย์ด้าน EdPEx ลงมือสอนเอง ปัจจุบันท่านย้ายจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอมริกามาเป็นอธิการบดีที่ Holy Angel University ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งท่านสามารถทำให้ที่นี่ได้คะแนน EdPEx เพิ่มขึ้นหลายร้อยคะแนน ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี

เนื่องจากใช้เวลาเรียนแค่วันเดียว ดังนั้น จึงจับประเด็นเกร็ดความรู้ที่ได้รับมาไม่มาก แต่ก็อยากจะแบ่งปันค่ะ

EdPEx คืออะไรกันแน่

Education Performance Excellence (EdPEx) เป็น Integrated approach ในการบริหารผลการปฏิบัติงานของสถาบันการศึกษา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์คือ การส่งมอบ “ever-improving value” หรือสร้างคุณค่าให้แก่ผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้เกิดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ พร้อมๆกับการปรับปรุงประสิทธิภาพและความยั่งยืนขององค์กร

EdPEx  เป็นระบบ “Integrated Management System” ที่ทำงานภายใต้กรอบแนวคิด (framework) เดียวกันทั้งองค์กร

Screen Shot 2559-11-20 at 10.42.12 AM.png

screen-shot-2559-11-20-at-10-44-51-am

การบริหารผลการปฏิบัติงานของสถาบันการศึกษา มีหลักการสั้นๆ คือ 1) Aim High  2) Satisfy  3) Know Your Strongest Assets  4) Operate as a Leader และ 5) Maintain Fiscal Stability 

คำสำคัญที่ Dr. Calingo พูดเน้นย้ำบ่อยๆ คือคำว่า “Data-driven continuous improvement” ให้วัดและติดตามผลการดำเนินงานโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก

เส้นทางไปสู่การพัฒนากระบวนการ

ผู้บริหารองค์กร จำเป็นต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ในการบริหารงาน ผลักดันทั้ง 6 ด้าน คือ  1) Leadership 2) Strategy 3) Customer  4) Measurement, Analysis, and Knowledge Management 5) Workforce 6) Operation  เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายและผลลัพธ์  (Results) และควรเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น

  1. มิติด้าน Leadership ใช้เครื่องมือประเภท Mission and Vision Statements, Leadership System
  2. มิติด้าน Strategy ใช้เครื่องมือประเภท Core Competencies, Strategic Planning, Activity-based Budgeting, Balanced Scorecard
  3. มิติด้าน Customer ใช้เครื่องมือประเภท Student and Stakeholder Surveys / Segmentation / Relationship Management / Retention
  4. มิติด้าน Measurement, Analysis, and Knowledge Management ใช้เครื่องมือประเภท Benchmarking, Disaster Recovery, Performance Management System, KM
  5. มิติด้าน Workforce ใช้เครื่องมือประเภท Employee Satisfaction, Employee Engagement Surveys, Workforce Planning, Pay for Performance
  6. มิติด้าน Operation ใช้เครื่องมือประเภท Performance Improvement System (PDCA), Quality Cycles, Process-based Management, Six Sigma, Supply Chain Management เป็นต้น

เครื่องมือบริหารจัดการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก 25 อันดับแรก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://wp.me/p9hp9-21p

เครื่องมือบริหารจัดการ 3 ชนิด ที่ควรนำมาใช้ทันที

  1. Mission and Vision (MV) Statements วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยมขององค์กร ไม่ใช่แค่ตั้งขึ้นมาเฉยๆ จะต้องทำให้มองเห็นและไปสู่อนาคตได้จริงๆ โดยแปลง envisioned future ให้กลายเป็นเป้าประสงค์เชิงกลยุทธ์ (strategic objectives) และต้องแปลงค่านิยม (core values) เขียนออกมาให้เป็นพิมพ์เขียว (core values blueprint) มีตัวชี้วัดพฤติกรรม (behavioral indicators) ของบุคลากรที่จะนำไปสู่ค่านิยมนั้นๆ การประเมินว่าผู้เรียนมีสมรรถนะ (competencies) หรือไม่  จะต้องทำเป็นตารางเกณฑ์การประเมินผลที่เรียกว่า Rubric เพื่อให้คะแนนสำหรับ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และทัศนคติ (Attitudes) ในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับ Beginning, Developing, Accomplished และ Mastered
  2. Leadership System อาจใช้เครื่องมือบริหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาวะผู้นำ เช่น Management by Objectives, Empowerment, Pay for Performance หรืออาจใช้เทคนิควิธีอื่นๆ  (แนะนำให้อ่านหนังสือ Good to Great และ Great by Choice  ของ Jim Collins เพิ่มเติม)
  3. Process-based Management อาจใช้เครื่องมือบริหารที่เกี่ยวข้อง เช่น Business Process Reengineering (การปรับรื้อระบบกระบวนการทางธุรกิจ) ควรใช้หลักการ “Data-driven continuous improvement” วัดและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก และใช้วิธีดีแมค (DMAIC Approach) อันประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ

Screen Shot 2559-11-20 at 3.47.12 PM.png

Work System และ  Work Processes

กระบวนการปฏิบัติงาน เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก แนะนำให้ศึกษากรอบการออกแบบกระบวนการทำงาน (work process) เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการผลการปฏิบัติงาน  (performance management)  และการเทียบเคียงผลการปฏิบัติงานกับหน่วยงานอื่น (benchmarking) ได้จากคู่มือ Education Process Classification Framework  (PCF) ของ  APQC

กระบวนการในระดับบนสุดหรือ level 0 มีทั้งหมด 12 กระบวนการใหญ่ (1.0-12.0) ซึ่งจะแตกย่อยลงไปเป็น level 1, level 2, level 3, etc. ตามลำดับ เช่น 1.0 -> 1.1 -> 1.1.1 -> 1.1.1.1 เป็นต้น โดยแต่ละขั้นตอน จะต้องมีผู้รับผิดชอบกระบวนการ (owner) แต่ละกระบวนการมีความสอดคล้องกับเป้าประสงค์เชิงกลยุทธ์ และสมรรถนะหลักขององค์กร และจะต้องมีตัวชี้วัด ทั้งแบบการวัดระหว่างดำเนินการ (in-process indicator) และวัดความสำเร็จของผลลัพธ์ (key performance indictors)

Level 0 Process ทั้ง 12 รายการ ได้แก่

  1. Develop University Vision and Strategy
  2. Develop, Deliver, and Assess Curriculum, Assessment, and Instruction
  3. Design and Deliver Student Support Services
  4. Design and Manage Operations
  5. Manage Student and Stakeholder Relationship and Engagement
  6. Develop and Manage Human Capital
  7. Manage Information Technology
  8. Manage Financial Resources
  9. Acquire, Construct, and Manage Facilities
  10. Manage Enterprise Risk, Compliance, and Continuity of Operations (Resiliency)
  11. Manage External Relationships
  12. Develop and Manage University Capabilities

ตัวชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการ (Process Measures) มี 4 ประเภทคือ

  1. Quality วัดคุณภาพ คือความสอดคล้องและความไม่สอดคล้องของผลการปฏิบัติงาน กับความต้องการ หรือความคาดหวังของลูกค้า
  2. Timeliness วัดความทันเวลา และความสำเร็จของการดำเนินการงานที่บรรลุผลตามความต้องการของลูกค้า
  3. Efficiency วัดผลผลิต ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตโดยคำนึงถึงต้นทุนที่ใช้
  4. Cycle-Time วัดความเร็ว ตั้งแต่เริ่มรับคำขอจากลูกค้า ไปจนถึงส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการให้แก่ลูกค้า

ช่วงสุดท้ายของการฝึกอบรม ได้ทำ workshop เป็นงานกลุ่ม โดยให้ identify process gap  ให้เลือกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจาก EdPEx หมวด 1-6 มา 1 เรื่อง พิจารณาดูว่า gap คืออะไร  จากนั้นพัฒนา action plan เพื่อที่จะปิด gap นั้น โดยมีการตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จ (measures of success) ไว้ล่วงหน้าก่อนลงมือปฏิบัติ (action step / Who / When / How) เพื่อปิด gap ดังกล่าว

หนังสือแนะนำให้อ่าน

screen-shot-2559-11-20-at-4-59-42-pm    Screen Shot 2559-11-20 at 5.00.41 PM.png   screen-shot-2559-11-18-at-8-47-41-pm

 

 

 

 

เครื่องมือบริหารจัดการยอดนิยม 25 อันดับแรก

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2559 จะไปร่วมงานสัมมนาของมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง “How to use EdPEx to systematize your organization” จัดขึ้นที่สามพรานริเวอร์ไซด์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และรับฟังการบรรยายของวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ EdPEX นั่นคือ Dr. Luis Maria R. Calingo

ก่อนไป ได้รับแจกเอกสารอ่านล่วงหน้า เป็นหนังสือชื่อ Management Tools 2015 An Executive’s Guide ของบริษัท BAIN & Company  เห็นว่าเป็นหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ จึงนำมาแบ่งปันแก่ผู้สนใจค่ะ

Screen Shot 2559-11-18 at 8.47.41 PM.png

ในหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงเครื่องมือบริหารจัดการ (Management Tools) ยอดนิยมที่สุดในโลก จำนวน 25 ชนิด ที่ผู้บริหารองค์กรควรทำความรู้จัก เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ อันได้แก่

  1. Balanced Scorecard (การประเมินผลงานขององค์กรแบบดุลยภาพ โดยการวัดศักยภาพ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงิน ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการและประสิทธิภาพการทำงาน ด้านการเรียนรู้และการเติบโต)
  2. Benchmarking (การเปรียบเทียบสมรรถนะ)
  3. Big Data Analytics (การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ)
  4. Business Process Reengineering (การปรับรื้อระบบกระบวนการทางธุรกิจ)
  5. Change Management Programs (การบริหารความเปลี่ยนแปลง)
  6. Complexity Reduction (การลดความซ้ำซ้อน)
  7. Core Competencies (สมรรถนะหลักขององค์กร)
  8. Customer Relationship Management (การบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์)
  9. Customer Segmentation (การจัดกลุ่มผู้รับบริการ หรือการจำแนกกลุ่มลูกค้า)
  10. Decision Rights Tools (เครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจ)
  11. Digital Transformation (การปรับเปลี่ยนเพื่อพลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล)
  12. Disruptive Innovation Labs (การเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมอย่างพลิกผัน)
  13. Employee Engagement Surveys (การสำรวจความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร)
  14. Mergers and Acquisitions (การควบรวมกิจการ)
  15. Mission and Vision Management (การบริหารจัดการวิสัยทัศน์พันธกิจ)
  16. Organizational Time Management (การบริหารจัดการเวลาขององค์กร)
  17. Outsourcing (การจ้างผู้อื่นให้ทำหน้าที่หรือกระบวนการทางธุรกิจแทน)
  18. Price Optimization Models (รูปแบบของการใช้ราคาที่เหมาะสม)
  19. Satisfaction and Loyalty Management (การจัดการความภักดีและความพึงพอใจ)
  20. Scenario and Contingency Planning (การวางแผนรับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ)
  21. Strategic Alliances (พันธมิตรเชิงกลยุทธ์)
  22. Strategic Planning (การวางแผนเชิงกลยุทธ์)
  23. Supply Chain Management (การจัดการห่วงโซ่อุปทาน)
  24. Total Quality Management (การบริหารคุณภาพโดยรวมทั่วทั้งองค์กร)
  25. Zero-based Budgeting (การจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์)

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 5)

ถานที่แห่งที่ 5 : SUTD (Singapore University of Technology and Design)

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ วันแรก ได้ไปดูงาน 3 แห่ง คือ 1) NTUitive Pte Ltd.  2) A*STAR ETPL  และ 3) ACSEP, NUS Business School สำหรับวันที่สอง ดูงาน 2 แห่ง คือ NUS Enterprise และ SUTD (Singapore University of Technology and Design) มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ล่าสุดของประเทศสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม การดูงานในครั้งนี้ ไม่ได้มีโอกาสไป IP intermediary (IPI Singapore) เนื่องจาก สถานที่ค่อนข้างคับแคบไม่สามารถรับรองคณะผู้ดูงานได้ทั้งหมด ดังนั้น คณะดูงานกลุ่ม BUS2 จึงได้นั่งรถรอบสิงคโปร์ sight seeing ฆ่าเวลาไปพลางๆ ก่อน ในระหว่างที่รอเวลาที่กลุ่ม BUS1 เสร็จจากการดูงานที่  IPI จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังมหาวิทยาลัย SUTD

เมื่อเดินทางไปถึง SUTD (Singapore University of Technology and Design) อธิการบดีมหาวิทยาลัย Prof. Thomas Magnanti  ได้มากล่าวต้อนรับ พร้อมแนะนำมหาวิทยาลัย

STUD เป็นมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ล่าสุดของสิงคโปร์ ที่มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย  MIT  หลักสูตรและการวิจัยด้านการออกแบบ (design) เป็น multi-disciplinary มี 4 เสาหลัก ตามความต้องการของตลาดแรงงานในโลกแห่งอนาคต ได้แก่  1) Engineering Product Development  2)  Engineering System Design 3)  Information Systems Technology Design 4)  Architecture and Sustainable Design

stud.jpg

แนวทางผลิตบัณฑิตสร้างความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยใช้หลัก Q not Q (Quality not Quantity)  กระตุ้นให้นักศึกษา go beyond the book knowledge, to apply it to solving problems และ “Make a difference to the world”  STUD ไม่ได้สอนตามหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยศาสตร์เหมือนที่อื่น แต่มุ่งเน้นไปยัง 3 เรื่อง คือ “Product” “System” และ “Design”  ไม่สอนให้ลงลึกและแคบอย่างเดียว และไม่ใช้วิธี inside-out approach แต่สอนให้มองกว้าง แบบองค์รวมก่อน แล้วจึงค่อยลงลึก โดยใช้ outside-in approach

STUD.jpg

นักศึกษาปริญญาตรีเรียนจบภายใน 3 ปี อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ คือ 11:1  ห้องเรียนมีอุปกรณ์ครบครันสำหรับการเรียนแบบ active learning โต๊ะเก้าอี้ติดล้อทุกตัวเพื่อปรับย้ายได้ มีเครื่องฉาย projector พร้อมจอ 7 ชุด ปลั๊กไฟพร้อมเสียบอุปกรณ์ และมี 3D printer ทุกห้องเรียน

ได้มีโอกาสแวะไปชมห้องสมุดของ STUD ด้วย ที่นี่เน้นทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก มีฐานข้อมูลทางวิชาการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศกรรมศาสตร์ และการออกแบบ ทุกชนิด แต่ยังคงนิยมใช้ตัวเล่มหนังสือที่เป็น core textbooks มีอุปกรณ์ ipad  และ kindle ให้นักศึกษายืม และจัดพื้นที่ภายในห้องสมุดแบบ learning space

การดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ในครั้งนี้ ทำให้เห็นแนวโน้มและทิศทางของการศึกษาและการวิจัยประเทศสิงคโปร์ได้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยหลักของประเทศสิงคโปร์ อย่าง NUS, NTU และ STUD กำลังพากันมุ่งหน้าไปสู่ความเป็น  Entrepreneurship โดยจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ของอาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร เพื่อให้การศึกษาและการวิจัยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในแก้ปัญหาของประเทศ และของโลกได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลของเรา กำลังมุ่งเป้าไปทางทิศทางนี้เช่นกัน เป็นการเดินทางตามรอยคำสอนของสมเด็จพระราชบิดา และตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย คือ  “True Success is not in the Learning, but in its application to the benefit of mankind.” ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ 

ผู้สนใจติดตามอ่านบันทึกการศึกษาดูงาน ครบทั้ง 5 ตอน ขอเชิญคลิกที่  Link ต่อไปนี้ค่ะ

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 1) http://wp.me/p9hp9-1SA

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 2) http://wp.me/p9hp9-1Vl

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 3) http://wp.me/p9hp9-1WI

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 4) http://wp.me/p9hp9-1Xz

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 5) http://wp.me/p9hp9-1ZR

ประมวลภาพบรรยากาศของคณะดูงาน  (.m4v) http://bit.ly/2f5auuv

ประมวลภาพบรรยากาศของคณะดูงาน (.mp4) http://bit.ly/2g2GpjS

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 4)

ถานที่แห่งที่ 4 : NUS Enterprise – มหาวิทยาลัย National University of Singapore

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ วันแรก ได้ไปดูงาน 3 แห่ง คือ 1) NTUitive Pte Ltd.  2) A*STAR ETPL  และ 3) ACSEP, NUS Business School สำหรับวันที่สอง สถานที่แรกที่จะได้ดูงาน คือ NUS Enterprise มหาวิทยาลัย National University of Singapore

Screen Shot 2559-11-12 at 5.05.32 PM.png

Prof. Poh Kham WONG ผู้อำนวยการ NUS Entrepreneurship Centre ให้การต้อนรับ และนำชมสถานที่โดยรอบ เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในลักษณะของ co-working space ที่เรียกว่า “The HANGER”

THE HANGER by NUS Enterprise … Where the entrepreneurial journeys take flight.

ยอมรับว่า เป็นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้จริงๆ ผู้คนที่นี่เป็นนักวิจัยและผู้ประกอบการเข้ามาสนทนาพูดคุยกัน มีร้านกาแฟ มีห้องประชุมสัมมนากลุ่มย่อย สังเกตเห็นได้ชัดว่า คนที่มาทำงานในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่าง NUS ล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถ หลายคนเป็นนักวิจัยที่เดินทางมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้รับการชักชวนให้มาทำงานที่สิงคโปร์ โดยได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนสูง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และที่สำคัญคือเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง

NUS Enterprise มีภารกิจดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 1) Generating Pipelines : เพิ่มมิติด้านความเป็นผู้ประกอบการเข้าไปตลอดเส้นทางการเรียนการสอนและการวิจัย ของอาจารย์ นักศึกษา รวมทั้งศิษย์เก่า  2) Supporting Start-ups : สร้างบรรยากาศที่จะฟูมฟักคนรุ่นใหม่ให้มีกระบวนการทางความคิดแบบผู้ประกอบการ และทำธุรกิจได้ 3) Cultivating Innovation : จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อส่งเสริมการเกิดนวัตกรรมและ entrepreneurship เช่น การจัดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรม  InnovFest UnBound  การจัดงานประกวด  DBS-NUS Social Venture Challenge Asia  การจัดตั้ง Industry Liaison Office เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ การจัดทำพื้นที่  incubation space ทั้งแบบที่เป็น on campus (The HANGER) และ off campus (BLK71) เป็นต้น

BLK71  (Block 71) เป็น coworking, events and community space ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จากเดิมเป็นตึกโรงงานเก่าๆ ได้นำมาแปรสภาพ ทำเป็นพื้นที่ทางธุรกิจ ปัจจุบันมีบริษัท start-up เข้ามาตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก