ไปสัมมนา EdPEx สำหรับผู้บริหาร ที่สวนสามพราน

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2559 ไปสัมมนาและฝึกอบรมเรื่อง  “How to Use EdPEx to Systematize Your Organization” ที่สวนสามพราน ทางกองพัฒนาคุณภาพจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้บริหารส่วนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ยังคงได้คะแนน EdPEx ต่ำกว่า 200 งานนี้ Dr. Luis Maria R. Calingo ปรามาจารย์ด้าน EdPEx ลงมือสอนเอง ปัจจุบันท่านย้ายจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอมริกามาเป็นอธิการบดีที่ Holy Angel University ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งท่านสามารถทำให้ที่นี่ได้คะแนน EdPEx เพิ่มขึ้นหลายร้อยคะแนน ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี

เนื่องจากใช้เวลาเรียนแค่วันเดียว ดังนั้น จึงจับประเด็นเกร็ดความรู้ที่ได้รับมาไม่มาก แต่ก็อยากจะแบ่งปันค่ะ

EdPEx คืออะไรกันแน่

Education Performance Excellence (EdPEx) เป็น Integrated approach ในการบริหารผลการปฏิบัติงานของสถาบันการศึกษา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์คือ การส่งมอบ “ever-improving value” หรือสร้างคุณค่าให้แก่ผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้เกิดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ พร้อมๆกับการปรับปรุงประสิทธิภาพและความยั่งยืนขององค์กร

EdPEx  เป็นระบบ “Integrated Management System” ที่ทำงานภายใต้กรอบแนวคิด (framework) เดียวกันทั้งองค์กร

Screen Shot 2559-11-20 at 10.42.12 AM.png

screen-shot-2559-11-20-at-10-44-51-am

การบริหารผลการปฏิบัติงานของสถาบันการศึกษา มีหลักการสั้นๆ คือ 1) Aim High  2) Satisfy  3) Know Your Strongest Assets  4) Operate as a Leader และ 5) Maintain Fiscal Stability 

คำสำคัญที่ Dr. Calingo พูดเน้นย้ำบ่อยๆ คือคำว่า “Data-driven continuous improvement” ให้วัดและติดตามผลการดำเนินงานโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก

เส้นทางไปสู่การพัฒนากระบวนการ

ผู้บริหารองค์กร จำเป็นต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ในการบริหารงาน ผลักดันทั้ง 6 ด้าน คือ  1) Leadership 2) Strategy 3) Customer  4) Measurement, Analysis, and Knowledge Management 5) Workforce 6) Operation  เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายและผลลัพธ์  (Results) และควรเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น

  1. มิติด้าน Leadership ใช้เครื่องมือประเภท Mission and Vision Statements, Leadership System
  2. มิติด้าน Strategy ใช้เครื่องมือประเภท Core Competencies, Strategic Planning, Activity-based Budgeting, Balanced Scorecard
  3. มิติด้าน Customer ใช้เครื่องมือประเภท Student and Stakeholder Surveys / Segmentation / Relationship Management / Retention
  4. มิติด้าน Measurement, Analysis, and Knowledge Management ใช้เครื่องมือประเภท Benchmarking, Disaster Recovery, Performance Management System, KM
  5. มิติด้าน Workforce ใช้เครื่องมือประเภท Employee Satisfaction, Employee Engagement Surveys, Workforce Planning, Pay for Performance
  6. มิติด้าน Operation ใช้เครื่องมือประเภท Performance Improvement System (PDCA), Quality Cycles, Process-based Management, Six Sigma, Supply Chain Management เป็นต้น

เครื่องมือบริหารจัดการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก 25 อันดับแรก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://wp.me/p9hp9-21p

เครื่องมือบริหารจัดการ 3 ชนิด ที่ควรนำมาใช้ทันที

  1. Mission and Vision (MV) Statements วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยมขององค์กร ไม่ใช่แค่ตั้งขึ้นมาเฉยๆ จะต้องทำให้มองเห็นและไปสู่อนาคตได้จริงๆ โดยแปลง envisioned future ให้กลายเป็นเป้าประสงค์เชิงกลยุทธ์ (strategic objectives) และต้องแปลงค่านิยม (core values) เขียนออกมาให้เป็นพิมพ์เขียว (core values blueprint) มีตัวชี้วัดพฤติกรรม (behavioral indicators) ของบุคลากรที่จะนำไปสู่ค่านิยมนั้นๆ การประเมินว่าผู้เรียนมีสมรรถนะ (competencies) หรือไม่  จะต้องทำเป็นตารางเกณฑ์การประเมินผลที่เรียกว่า Rubric เพื่อให้คะแนนสำหรับ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และทัศนคติ (Attitudes) ในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับ Beginning, Developing, Accomplished และ Mastered
  2. Leadership System อาจใช้เครื่องมือบริหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาวะผู้นำ เช่น Management by Objectives, Empowerment, Pay for Performance หรืออาจใช้เทคนิควิธีอื่นๆ  (แนะนำให้อ่านหนังสือ Good to Great และ Great by Choice  ของ Jim Collins เพิ่มเติม)
  3. Process-based Management อาจใช้เครื่องมือบริหารที่เกี่ยวข้อง เช่น Business Process Reengineering (การปรับรื้อระบบกระบวนการทางธุรกิจ) ควรใช้หลักการ “Data-driven continuous improvement” วัดและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก และใช้วิธีดีแมค (DMAIC Approach) อันประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ

Screen Shot 2559-11-20 at 3.47.12 PM.png

Work System และ  Work Processes

กระบวนการปฏิบัติงาน เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก แนะนำให้ศึกษากรอบการออกแบบกระบวนการทำงาน (work process) เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการผลการปฏิบัติงาน  (performance management)  และการเทียบเคียงผลการปฏิบัติงานกับหน่วยงานอื่น (benchmarking) ได้จากคู่มือ Education Process Classification Framework  (PCF) ของ  APQC

กระบวนการในระดับบนสุดหรือ level 0 มีทั้งหมด 12 กระบวนการใหญ่ (1.0-12.0) ซึ่งจะแตกย่อยลงไปเป็น level 1, level 2, level 3, etc. ตามลำดับ เช่น 1.0 -> 1.1 -> 1.1.1 -> 1.1.1.1 เป็นต้น โดยแต่ละขั้นตอน จะต้องมีผู้รับผิดชอบกระบวนการ (owner) แต่ละกระบวนการมีความสอดคล้องกับเป้าประสงค์เชิงกลยุทธ์ และสมรรถนะหลักขององค์กร และจะต้องมีตัวชี้วัด ทั้งแบบการวัดระหว่างดำเนินการ (in-process indicator) และวัดความสำเร็จของผลลัพธ์ (key performance indictors)

Level 0 Process ทั้ง 12 รายการ ได้แก่

  1. Develop University Vision and Strategy
  2. Develop, Deliver, and Assess Curriculum, Assessment, and Instruction
  3. Design and Deliver Student Support Services
  4. Design and Manage Operations
  5. Manage Student and Stakeholder Relationship and Engagement
  6. Develop and Manage Human Capital
  7. Manage Information Technology
  8. Manage Financial Resources
  9. Acquire, Construct, and Manage Facilities
  10. Manage Enterprise Risk, Compliance, and Continuity of Operations (Resiliency)
  11. Manage External Relationships
  12. Develop and Manage University Capabilities

ตัวชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการ (Process Measures) มี 4 ประเภทคือ

  1. Quality วัดคุณภาพ คือความสอดคล้องและความไม่สอดคล้องของผลการปฏิบัติงาน กับความต้องการ หรือความคาดหวังของลูกค้า
  2. Timeliness วัดความทันเวลา และความสำเร็จของการดำเนินการงานที่บรรลุผลตามความต้องการของลูกค้า
  3. Efficiency วัดผลผลิต ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตโดยคำนึงถึงต้นทุนที่ใช้
  4. Cycle-Time วัดความเร็ว ตั้งแต่เริ่มรับคำขอจากลูกค้า ไปจนถึงส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการให้แก่ลูกค้า

ช่วงสุดท้ายของการฝึกอบรม ได้ทำ workshop เป็นงานกลุ่ม โดยให้ identify process gap  ให้เลือกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจาก EdPEx หมวด 1-6 มา 1 เรื่อง พิจารณาดูว่า gap คืออะไร  จากนั้นพัฒนา action plan เพื่อที่จะปิด gap นั้น โดยมีการตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จ (measures of success) ไว้ล่วงหน้าก่อนลงมือปฏิบัติ (action step / Who / When / How) เพื่อปิด gap ดังกล่าว

หนังสือแนะนำให้อ่าน

screen-shot-2559-11-20-at-4-59-42-pm    Screen Shot 2559-11-20 at 5.00.41 PM.png   screen-shot-2559-11-18-at-8-47-41-pm

 

 

 

 

เครื่องมือบริหารจัดการยอดนิยม 25 อันดับแรก

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2559 จะไปร่วมงานสัมมนาของมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง “How to use EdPEx to systematize your organization” จัดขึ้นที่สามพรานริเวอร์ไซด์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และรับฟังการบรรยายของวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ EdPEX นั่นคือ Dr. Luis Maria R. Calingo

ก่อนไป ได้รับแจกเอกสารอ่านล่วงหน้า เป็นหนังสือชื่อ Management Tools 2015 An Executive’s Guide ของบริษัท BAIN & Company  เห็นว่าเป็นหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ จึงนำมาแบ่งปันแก่ผู้สนใจค่ะ

Screen Shot 2559-11-18 at 8.47.41 PM.png

ในหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงเครื่องมือบริหารจัดการ (Management Tools) ยอดนิยมที่สุดในโลก จำนวน 25 ชนิด ที่ผู้บริหารองค์กรควรทำความรู้จัก เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ อันได้แก่

  1. Balanced Scorecard (การประเมินผลงานขององค์กรแบบดุลยภาพ โดยการวัดศักยภาพ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงิน ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการและประสิทธิภาพการทำงาน ด้านการเรียนรู้และการเติบโต)
  2. Benchmarking (การเปรียบเทียบสมรรถนะ)
  3. Big Data Analytics (การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ)
  4. Business Process Reengineering (การปรับรื้อระบบกระบวนการทางธุรกิจ)
  5. Change Management Programs (การบริหารความเปลี่ยนแปลง)
  6. Complexity Reduction (การลดความซ้ำซ้อน)
  7. Core Competencies (สมรรถนะหลักขององค์กร)
  8. Customer Relationship Management (การบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์)
  9. Customer Segmentation (การจัดกลุ่มผู้รับบริการ หรือการจำแนกกลุ่มลูกค้า)
  10. Decision Rights Tools (เครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจ)
  11. Digital Transformation (การปรับเปลี่ยนเพื่อพลิกโอกาสธุรกิจด้วยดิจิทัล)
  12. Disruptive Innovation Labs (การเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมอย่างพลิกผัน)
  13. Employee Engagement Surveys (การสำรวจความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร)
  14. Mergers and Acquisitions (การควบรวมกิจการ)
  15. Mission and Vision Management (การบริหารจัดการวิสัยทัศน์พันธกิจ)
  16. Organizational Time Management (การบริหารจัดการเวลาขององค์กร)
  17. Outsourcing (การจ้างผู้อื่นให้ทำหน้าที่หรือกระบวนการทางธุรกิจแทน)
  18. Price Optimization Models (รูปแบบของการใช้ราคาที่เหมาะสม)
  19. Satisfaction and Loyalty Management (การจัดการความภักดีและความพึงพอใจ)
  20. Scenario and Contingency Planning (การวางแผนรับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ)
  21. Strategic Alliances (พันธมิตรเชิงกลยุทธ์)
  22. Strategic Planning (การวางแผนเชิงกลยุทธ์)
  23. Supply Chain Management (การจัดการห่วงโซ่อุปทาน)
  24. Total Quality Management (การบริหารคุณภาพโดยรวมทั่วทั้งองค์กร)
  25. Zero-based Budgeting (การจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์)

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 5)

ถานที่แห่งที่ 5 : SUTD (Singapore University of Technology and Design)

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ วันแรก ได้ไปดูงาน 3 แห่ง คือ 1) NTUitive Pte Ltd.  2) A*STAR ETPL  และ 3) ACSEP, NUS Business School สำหรับวันที่สอง ดูงาน 2 แห่ง คือ NUS Enterprise และ SUTD (Singapore University of Technology and Design) มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ล่าสุดของประเทศสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม การดูงานในครั้งนี้ ไม่ได้มีโอกาสไป IP intermediary (IPI Singapore) เนื่องจาก สถานที่ค่อนข้างคับแคบไม่สามารถรับรองคณะผู้ดูงานได้ทั้งหมด ดังนั้น คณะดูงานกลุ่ม BUS2 จึงได้นั่งรถรอบสิงคโปร์ sight seeing ฆ่าเวลาไปพลางๆ ก่อน ในระหว่างที่รอเวลาที่กลุ่ม BUS1 เสร็จจากการดูงานที่  IPI จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังมหาวิทยาลัย SUTD

เมื่อเดินทางไปถึง SUTD (Singapore University of Technology and Design) อธิการบดีมหาวิทยาลัย Prof. Thomas Magnanti  ได้มากล่าวต้อนรับ พร้อมแนะนำมหาวิทยาลัย

STUD เป็นมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ล่าสุดของสิงคโปร์ ที่มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย  MIT  หลักสูตรและการวิจัยด้านการออกแบบ (design) เป็น multi-disciplinary มี 4 เสาหลัก ตามความต้องการของตลาดแรงงานในโลกแห่งอนาคต ได้แก่  1) Engineering Product Development  2)  Engineering System Design 3)  Information Systems Technology Design 4)  Architecture and Sustainable Design

stud.jpg

แนวทางผลิตบัณฑิตสร้างความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยใช้หลัก Q not Q (Quality not Quantity)  กระตุ้นให้นักศึกษา go beyond the book knowledge, to apply it to solving problems และ “Make a difference to the world”  STUD ไม่ได้สอนตามหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยศาสตร์เหมือนที่อื่น แต่มุ่งเน้นไปยัง 3 เรื่อง คือ “Product” “System” และ “Design”  ไม่สอนให้ลงลึกและแคบอย่างเดียว และไม่ใช้วิธี inside-out approach แต่สอนให้มองกว้าง แบบองค์รวมก่อน แล้วจึงค่อยลงลึก โดยใช้ outside-in approach

STUD.jpg

นักศึกษาปริญญาตรีเรียนจบภายใน 3 ปี อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ คือ 11:1  ห้องเรียนมีอุปกรณ์ครบครันสำหรับการเรียนแบบ active learning โต๊ะเก้าอี้ติดล้อทุกตัวเพื่อปรับย้ายได้ มีเครื่องฉาย projector พร้อมจอ 7 ชุด ปลั๊กไฟพร้อมเสียบอุปกรณ์ และมี 3D printer ทุกห้องเรียน

ได้มีโอกาสแวะไปชมห้องสมุดของ STUD ด้วย ที่นี่เน้นทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก มีฐานข้อมูลทางวิชาการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศกรรมศาสตร์ และการออกแบบ ทุกชนิด แต่ยังคงนิยมใช้ตัวเล่มหนังสือที่เป็น core textbooks มีอุปกรณ์ ipad  และ kindle ให้นักศึกษายืม และจัดพื้นที่ภายในห้องสมุดแบบ learning space

การดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ในครั้งนี้ ทำให้เห็นแนวโน้มและทิศทางของการศึกษาและการวิจัยประเทศสิงคโปร์ได้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยหลักของประเทศสิงคโปร์ อย่าง NUS, NTU และ STUD กำลังพากันมุ่งหน้าไปสู่ความเป็น  Entrepreneurship โดยจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ของอาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร เพื่อให้การศึกษาและการวิจัยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในแก้ปัญหาของประเทศ และของโลกได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลของเรา กำลังมุ่งเป้าไปทางทิศทางนี้เช่นกัน เป็นการเดินทางตามรอยคำสอนของสมเด็จพระราชบิดา และตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย คือ  “True Success is not in the Learning, but in its application to the benefit of mankind.” ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ 

ผู้สนใจติดตามอ่านบันทึกการศึกษาดูงาน ครบทั้ง 5 ตอน ขอเชิญคลิกที่  Link ต่อไปนี้ค่ะ

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 1) http://wp.me/p9hp9-1SA

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 2) http://wp.me/p9hp9-1Vl

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 3) http://wp.me/p9hp9-1WI

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 4) http://wp.me/p9hp9-1Xz

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 5) http://wp.me/p9hp9-1ZR

ประมวลภาพบรรยากาศของคณะดูงาน  (.m4v) http://bit.ly/2f5auuv

ประมวลภาพบรรยากาศของคณะดูงาน (.mp4) http://bit.ly/2g2GpjS

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 4)

ถานที่แห่งที่ 4 : NUS Enterprise – มหาวิทยาลัย National University of Singapore

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ วันแรก ได้ไปดูงาน 3 แห่ง คือ 1) NTUitive Pte Ltd.  2) A*STAR ETPL  และ 3) ACSEP, NUS Business School สำหรับวันที่สอง สถานที่แรกที่จะได้ดูงาน คือ NUS Enterprise มหาวิทยาลัย National University of Singapore

Screen Shot 2559-11-12 at 5.05.32 PM.png

Prof. Poh Kham WONG ผู้อำนวยการ NUS Entrepreneurship Centre ให้การต้อนรับ และนำชมสถานที่โดยรอบ เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในลักษณะของ co-working space ที่เรียกว่า “The HANGER”

THE HANGER by NUS Enterprise … Where the entrepreneurial journeys take flight.

ยอมรับว่า เป็นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้จริงๆ ผู้คนที่นี่เป็นนักวิจัยและผู้ประกอบการเข้ามาสนทนาพูดคุยกัน มีร้านกาแฟ มีห้องประชุมสัมมนากลุ่มย่อย สังเกตเห็นได้ชัดว่า คนที่มาทำงานในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่าง NUS ล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถ หลายคนเป็นนักวิจัยที่เดินทางมาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้รับการชักชวนให้มาทำงานที่สิงคโปร์ โดยได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนสูง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และที่สำคัญคือเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง

NUS Enterprise มีภารกิจดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 1) Generating Pipelines : เพิ่มมิติด้านความเป็นผู้ประกอบการเข้าไปตลอดเส้นทางการเรียนการสอนและการวิจัย ของอาจารย์ นักศึกษา รวมทั้งศิษย์เก่า  2) Supporting Start-ups : สร้างบรรยากาศที่จะฟูมฟักคนรุ่นใหม่ให้มีกระบวนการทางความคิดแบบผู้ประกอบการ และทำธุรกิจได้ 3) Cultivating Innovation : จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อส่งเสริมการเกิดนวัตกรรมและ entrepreneurship เช่น การจัดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรม  InnovFest UnBound  การจัดงานประกวด  DBS-NUS Social Venture Challenge Asia  การจัดตั้ง Industry Liaison Office เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ การจัดทำพื้นที่  incubation space ทั้งแบบที่เป็น on campus (The HANGER) และ off campus (BLK71) เป็นต้น

BLK71  (Block 71) เป็น coworking, events and community space ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จากเดิมเป็นตึกโรงงานเก่าๆ ได้นำมาแปรสภาพ ทำเป็นพื้นที่ทางธุรกิจ ปัจจุบันมีบริษัท start-up เข้ามาตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก

 

 

 

 

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 3)

ถานที่แห่งที่ 3 : Asia Centre for Social Entrepreneurship & Philanthropy (ACSEP), NUS Business School

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ สถานที่แห่งแรกที่ได้ไปดูงานคือ NTUitive Pte Ltd.  สถานที่แห่งที่ 2 คือ A*STAR ETPL  ส่วนสถานที่แห่งที่ 3 คือ ACSEP, NUS Business School

เมื่อเดินทางไปถึง NUS Business School คณะผู้บริหารของสถาบันพากันมาต้อนรับคณะของเราอย่างอบอุ่นมาก คณาจารย์ของที่นั่นเป็นคนเก่งที่มาจากหลากหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน ยุโรป อเมริกา และมีอาจารย์คนไทยด้วย และหลังจากที่ Vice Dean ได้กล่าวต้อนรับและให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรและงานวิจัยของที่นี่แล้ว Dr. Weina Zhang, Research Director ของโครงการ  ACSEP ได้มาเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของสถาบันให้พวกเราฟัง

Screen Shot 2559-11-12 at 4.41.15 PM.png

วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เป็นกิจการที่ไม่ได้หวังผลกำไรเป็นหลักเหมือนธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการประกอบกิจการเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและเพื่อความยั่งยืนของสังคมชุมชน  โครงการ ACSEP  จัดประชุมวิชาการ  International Symposium on Social Entrepreneurship เป็นประจำทุกปี มีทุนวิจัยให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทออกไปทำวิจัยและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทางด้านวิสาหกิจเพื่อสังคมและองค์กรการกุศลจากทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย

screen-shot-2559-11-12-at-4-14-50-pm

งานวิจัยที่นี่ ทำอย่างจริงจังมาก เมื่อปี 2016 ได้เคยสำรวจความคิดเห็นของชาวสิงคโปร์ทั้งประเทศ ถึงความรับรู้และความเข้าใจ คำว่า Social Enterprise ในลักษณะของ Public Perception Survey ผลปรากฎว่าชาวสิงคโปร์ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของวิสาหกิจเพื่อสังคมว่าคืออะไรสักเท่าไหร่  นอกจากนั้น เมื่อปี 2015 เคยไปจัด workshop ที่กรุงเทพมหานคร เรื่อง Social Impact Assessment ให้กับสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) หรือ Thai Social Enterprise Office (TSEO)  ซึ่งทำงานภายใต้แผนงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เพิ่งทราบข่าวว่า สกส. ได้ปิดสำนักงานไปแล้วเนื่องจากสิ้นสุดงบประมาณ และรอให้พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ประกาศใช้  (ปัจจุบันราชกิจจานุเบกษาว่าด้วยการยกเว้นภาษี “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกาศแล้ว ที่เว็บไซต์ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/A/076/13.PDF)

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 2)

ถานที่แห่งที่ 2 : บริษัท Exploit Technologies Pte Ltd. (ETPL), Agency for Science, Technology and Research (A*STAR) 

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ สถานที่แห่งแรกที่ได้ไปดูงานคือ NTUitive Pte Ltd.  ส่วนสถานที่ที่ 2 คือ A*STAR ETPL ซึ่งตั้งอยู่บนตึก ในย่าน research and development complex ของประเทศสิงคโปร์ ที่เรียกว่า Fusionopolis

CEO ของ A*STAR ETPL ได้มากล่าวต้อนรับ และแนะนำข้อมูลเบื้องต้นของประเทศสิงคโปร์ ทำให้เรารู้ว่า ประเทศนี้มีประชากรแค่ 5.5 ล้านคน พื้นที่ขนาดเพียงแค่ 718 ตารางกิโลเมตร แต่อัตราการอ่านออกเขียนได้ของประชากร สูงถึง 96.7%

สิงคโปร์มีนโยบายสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หรือที่เรียกว่า RIE (Research, Innovation and Enterprise) และตั้งเป้าในปี 2020 หรือ RIE2020 โดยสนใจเทคโนโลยี 4 เสาหลัก  คือ 1) Advanced Manufacturing and Engineering (AME) 2) Health and Biomedical Sciences (HBMS) 3) Services and digital Economy (SDE) และ 4) Urban Solutions and Sustainability (USS) ซึ่งเป็นการจัดการผังเมืองและพื้นที่ใช้สอยเพื่อความยั่งยืนของประเทศสิงคโปร์

Screen Shot 2559-11-12 at 3.19.55 PM.png

A*STAR  หรือ  Agency for Science, Technology and Research ทำหน้าที่สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาของประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท  ETPL ทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคเอกชน  ตามสโลแกนที่ว่า “From Mind To Market” ที่ A*STAR  มีบุคลากรจำนวนมากกว่า 5,400 คน ส่วนใหญ่เป็นนักวิจัย วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ ซึ่งมาจากหลากหลายประเทศ จำนวนกว่า 60 ประเทศ นอกจากนั้นยังเป็นหน่วยงานให้ทุนสนับสนุนการศึกษาในลักษณะของ A*STAR Graduate Academy (A*GA) อีกด้วย วันที่ไปดูงาน ภายในตึกมีการออกบูธแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกันอย่างมากมายคึกคักเลยทีเดียว

ถ้าเทียบกับบ้านเรา หน่วยงานที่ทำงานคล้ายๆ A*STAR ETPL น่าจะเป็น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช  แต่ถ้าดูจากระบบนิเวศของการวิจัยประเทศสิงคโปร์ ตามสไลด์แผ่นนี้แล้ว จะเห็นว่า เขาทำอย่างเป็นระบบครบทั้งประเทศจริงๆค่ะ

ASTAR.jpg

ไปดูงาน Entrepreneurship ที่สิงคโปร์ (ตอน 1)

วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2559 ได้ติดตามคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ไปศึกษาดูงานด้าน Entrepreneurship and Innovation Ecosystems ที่ประเทศสิงคโปร์ การไปครั้งนี้ นับเป็นโอกาสดีที่ได้เห็นบรรยากาศของจริง และได้แนวคิดจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อนำมาปรับใช้กับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แต่ที่สำคัญคือ ปรับวิธีคิดของตนเอง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต คณะผู้ดูงาน ประกอบด้วย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทั้ง อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ จากคณะสถาบันต่างๆ ที่มาจากหลากหลายสาขาวิชา เนื่องจากเวลามีจำกัด สถานที่ดูงานมีมาก จึงจำเป็นต้องแยกย้ายไปดูงานเป็นกลุ่ม ดังนั้น การรับรู้ มุมมอง สิ่งที่เห็น และแนวคิดอาจแตกต่างกัน บันทึกนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งมีพื้นฐานด้าน Entrepreneurship น้อยกว่าเพื่อน อาจจดจำความรู้กลับมาได้เพียงบางส่วน แต่ยินดีที่จะแบ่งปันค่ะ

สถานที่แห่งที่ 1 : NTUitive Pte Ltd.  อาคาร Innovation Center มหาวิทยาลัย Nanyang Technological University 

Screen Shot 2559-11-12 at 12.02.57 PM.png

ภาพที่ 1 : ไปยืนถ่ายภาพที่หน้า THEATRE @The NEST หนึ่งในบรรยากาศสร้างเสริมระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ที่นี่มีกิจกรรมมากมายหลายอย่างที่ช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น Pitchstop Cafe,  Lunch Movie Series, กิจกรรม MakanNight และการจัดงาน Hack-a-thons เป็นต้น

คณะผู้ดูงานได้รับฟังบรรยายจาก CEO ของบริษัท NTUitive และการนำเสนอประสบการณ์ของ CEO บริษัท NANOSUN ซึ่งประสบความสำเร็จในการใช้ nanofiber membrane จากกระบวนการ 3D printer ในการผลิต clean water & clean energy และบริษัท EndoMaster ที่ใช้มือหุ่นยนต์เข้าไปกำจัดก้อนมะเร็งในทางเดินอาหารโดยไม่ต้องผ่าตัด สังเกตวิธีการนำเสนอแบบ pitching idea ของ CEO บริษัททั้ง 3 ท่าน ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความเชื่อมั่นต่อการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ฟังตื่นเต้นตามไปด้วย

บริษัท NTUitive เป็น business incubator ของมหาวิทยาลัย NTU ที่ประสบความสำเร็จมาก ที่นี่มีจำนวน license สิทธิเทคโนโลยี ประมาณ 82 รายการ มีบริษัท start-up ของนักศึกษา 25 บริษัท และบริษัท spin-off ของอาจารย์ มากถึง 12 บริษัท  มีรายวิชา entrepreneurship ให้นักศึกษาเลือกเรียน มีทุน  intership programme สำหรับนักศึกษาปี 1-3 ให้ออกไปหาประสบการณ์เป็นผู้ประกอบการ start up ในต่างประเทศ มีบรรยากาศสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถดึงดูดให้มีคนเก่งมากๆ มารวมตัวกัน โดยเฉพาะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับแนวหน้าจากทั่วโลก มาทำงานให้ที่นี่แบบ full time  จึงคิดว่าน่าจะเป็นที่มาของความสำเร็จค่ะ

Screen Shot 2559-11-12 at 1.53.34 PM.png

ภาพที่ 2 : ตรงข้ามกับอาคาร Innovation Center เป็นสถานที่ตั้งของ NTU Learning Hub อาคารศูนย์เรียนรู้รูปทรงประหลาด เป็น learning space ข้างในเต็มไปด้วยห้อง box-like lecture rooms, tutorial rooms  ข้างบนมีห้องสมุด ข้างล่างมีห้องอาหาร ถือเป็น flagship building ของมหาวิทยาลัย