กฎหมายสำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย

18209909_10211590464611226_597576285_o

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2560 ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัย และฟังการบรรยายเรื่อง “กฎหมายสำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย” ซึ่งจัดโดยกองกฎหมาย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาบรรยายให้ความรู้ คือ คุณราชัย อัศเวศน์ ประธานกลุ่มนิติกรมหาวิทยาลัยและสถาบัน / อดีตหัวหน้าส่วนสารบรรณและนิติการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นการบรรยายตลอดทั้งวันและมีเนื้อหาค่อนข้างมาก ผู้บรรยายนำคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐ มาเล่าสู่กันฟังได้อย่างน่าสนใจมาก ทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี ขอสรุปประเด็นที่ได้รับจากการบรรยายบางหัวข้อมาบันทึกไว้เพื่อเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ค่ะ

  • ความยุติธรรมที่ล่าช้า .. ก็คือความอยุติธรรม : Justice delayed is justice denied — William Ewart Gladstone 
  • อำนาจของผู้บริหาร มาจาก “หลักนิติรัฐ” คือ ดำเนินการไปตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และต้องเป็นไปตามหลักแห่งความยุติธรรม “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) คือหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ ไม่ใช่คนเป็นใหญ่ และต้องตอบสนองต่อประโยชน์มหาชน (Public Interest)
  • พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ตามมาตรา 28 และมีอำนาจตามมาตรา 34 คณะและส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น มีคณบดีหรือผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชา มีอำนาจตามมาตรา 37
    • การนำกฎหมายอื่นมาใช้บังคับโดย อนุโลม” ต้องไม่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมายนั้น
    • อำนาจในการควบคุม และประเภทของอำนาจ  ได้แก่ 1) อำนาจตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล 2) อำนาจบังคับบัญชา 3) อำนาจกำกับดูแล 4) อำนาจดุลพินิจ 5) อำนาจผูกพัน
    • หลักในการใช้ดุลพินิจโดยชอบ ได้แก่ 1) หลักแห่งความเหมาะสม 2) หลักแห่งความจำเป็น 3) หลักแห่งความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ (ประโยชน์มาก-เสียหายน้อย)
    • อำนาจผูกพัน หมายถึง อำนาจที่กฎหมายบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการ หากไม่ดำเนินการถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่
    • การรักษาการแทน (ตามมาตรา 41 พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล) ให้ผู้รักษาการแทนมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในกรณีที่ผู้ดำเรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ให้ผู้รักษาการแทนมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในระหว่าที่รักษาการแทนด้วย
  • พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2535
    • การกระทำทางปกครอง หมายถึง การกระทำที่กฎหมายกำหนดอำนาจให้ไว้ให้แก่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง เป็นการกระทำฝ่ายเดียว
    • กฎ หมายถึง พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรง ระเบียบ ข้อบังคับ ที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป ไม่ใช่บังคับเฉพาะกรณีหรือเฉพาะบุคคล
    • เจ้าหน้าที่ (มาตรา 5) หมายถึง บุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล ซึ่งในอำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย
    • เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง กรณีผู้ออกคำสั่งเป็นคณะกรรมการ ต้องแต่งตั้งให้ครบองค์ประกอบของคณะกรรมการ ต้องครบองค์ประชุม ต้องมีการประชุมจริง (เพื่อให้มีการปรึกษาหารือแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกัน) และต้องเป็นกลางในเรื่องที่จะพิจารณาทางปกครอง
    • การแต่งตั้งเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ หากในคำสั่งมิได้ระบุให้เป็นกรรมการ ย่อมทำให้ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการไม่มีอำนาจหน้าที่ของการเป็นกรรมการด้วย
    • มติเวียน : การที่ไม่มีการประชุมจริง แต่กลับให้มีการเวียนหนังสือถามว่าเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ แล้วมีรายงานการประชุมหรือรายงานอื่นๆ อ้างว่าเป็นมติของคณะกรรมการ โดยไม่ปรากฎว่าได้มีการปรึกษาหารือ แสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันในที่ประชุม แม้จะมีหนังสือเวียน ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    • วัตถุประสงค์ของคณะกรรมการตรวจรับงานพัสดุฯ เพื่อให้คณะบุคคลตรวจสอบงานที่ส่งมอบร่วมกัน โดยการปรึกษาหารือโต้แย้งแสดงความเห็นโดยที่ประชุมคณะกรรมการ หากไม่มีการประชุมเพื่อตรวจรับงาน ถือเป็นรายงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่จำเป็นต้องจัดทำรายงานการประชุม เพราะรายงานการตรวจรับงาน ถือเป็นรายงานที่เกิดจากการประชุม)
    • คำสั่งทางปกครอง การประชุมทางออนไลน์หรือการรับส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
    • หลักการหามติของคณะกรรมการ : โดยการนับคะแนนเสียง แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 1) เสียงข้างมากแบบธรรมดา (Simple Majority) นับจำนวนผู้ออกเสียงเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ (การงดออกเสียงลงคะแนนหรือผู้ไม่อยู่ในที่ประชุม ไม่นับคะแนน) 2) เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด (Absolute Majority) กำหนดให้เกินกึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น เช่น 2 ใน 3  หรือ 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกหรือกรรมการทั้งหมด ไม่ว่าจะมาประชุม หรืองดออกเสียงหรือไม่
    • หลักเป็นกลาง  : หน้าที่ต้องมีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณาทางปกครอง  เช่น ไม่ได้เป็นคู่กรณีเอง หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคู่กรณี
    • รูปแบบของคำสั่งทางปกครอง (ม. 34) : คำสั่งทางปกครอง อาจทำเป็นหนังสือ หรือวาจา หรือโดยการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้ เช่น แสง เสียง สัญญาณ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ การออกคำสั่งด้วยวาจา กรณีเร่งด่วน ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันสมควร  หากผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งฯ ร้องขอ
  • พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
    • มาตรา 13 ในการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้มีหน้าที่ดำเนินการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ยื่นเสนอหรือคู่สัญญาในงานนั้น
    • มาตรา 67 ก่อนลงนามในสัญญา หน่วยงานของรัฐอาจประกาศยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้ดำเนินการไปแล้วได้ ในกรณีมีการกระทำที่เข้าข่าย มีส่วนได้ส่วนเสียและผลประโยชน์ร่วมกัน ขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สมยอมกัน หรือส่อว่ากระทำการทุจริต
  • พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
    • แนวคิดคือ รัฐรู้อะไร ประชาชนรู้อย่างนั้น
    • หน่วยงานของรัฐ : เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น
    • ประชาชน : มีสิทธิที่จะรู้ และรู้ที่จะใช้สิทธิ
    • ข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้ ได้แก่ ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของบุคคล
    • อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เป็นอันตรายร้ายแรงบางอย่าง เช่นสามีเป็นโรคเอดส์ แม้เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วย แต่หากเป็นไปเพื่อการคุ้มครองชีวิตของผู้เป็นภรรยา ย่อมถือเป็นประโยชน์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่า (ใช้ดุลพินิจโดยชอบ ตามหลักแห่งความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ)
  • ความรับผิดชอบตามกฎหมายอาญา หรือมีโทษทางอาญา
    • มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา  เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิด
    • การกระทำความผิดโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตัวอย่างเช่น เจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ยักยอกทรัพย์  ปลอมลายมือชื่อ แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร (ทั้งพิมพ์ลงกระดาษ ถ่ายภาพ หรือพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์) ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย
  • พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560 — “ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย”
  • ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามหลักกฎหมายแพ่ง
    • แยกความรับผิด อันเกิดจาก การปฏิบัติหน้าที่ และไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่
    • แยกความรับผิดของหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด
    • ไล่เบี้ย เรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระค่าสินไหมทดแทน เฉพาะกรณีเป็นการปฏิบัติหน้าที่และกระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งอาจจ่ายเพียงบางส่วนโดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงและความบกพร่องของหน่วยงานด้วย
    • ไม่นำหลัก “ลูกหนี้ร่วม” มาบังคับใช้ และให้ผ่อนชำระได้
    • ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ฐานกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากไม่ชดใช้ หน่วยงานสามารถใช้ “มาตรการบังคับทางปกครอง” ได้เอง ตามมาตรา 55 และ 57 วิ.ปฏิบัติฯ (หรือพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) ซึ่งนำบทบัญญัติตาม ป วิ.แพ่ง (หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) มาใช้บังคับกับมาตรการบังคับทางปกครองโดยอนุโลม คือ ยึด อายัดทรัพย์ และขายทอดตลาดทรัพย์สิน)
  • พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
    •  เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยผู้เสนอราคาให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญา มีความผิดฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึง 4  แสนบาท
  • ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. 2544
    • ความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง มีอัตราโทษปรับทางปกครอง  4 ขั้น ดังนี้
      • โทษชั้นที่ 1 ปรับไม่เกินเงินเดือน 1 เดือน
      • โทษชั้นที่ 2 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 2-4 เดือน
      • โทษชั้นที่ 3 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 5-8 เดือน
      • โทษชั้นที่ 4 ปรับเงินเดือน ตั้งแต่ 9-12 เดือน
    • ความผิดของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการพัสดุ ได้แก่ แบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นเหตุให้เสียหาย จัดซื้อที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบเป็นเหตุเสียหาย กำหนดราคากลาง สเปคในการประกวด/ สอบโดยมิชอบ ไม่ปิด/ส่งประกาศ ไม่ซื้อ/จ้างรายต่ำโดยไม่มีเหตุผล ทำสัญญามิชอบ คุมงาน/ตรวจการจ้างมิชอบ ตรวจรับพัสดุมิชอบ ลงบัญชี/ทะเบียนมิชอบ เบิกจ่ายมิชอบ ตรวจสอบพัสดุมิชอบ (เจ้าหน้าที่ทำสัญญาซื้อขาย ผู้กระทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำผิดเป็นผู้บังคับบัญชา และผู้บริหารการเงินและการคลัง รับโทษชั้น 4)
  • กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) 
    • พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2554) มาตรา 84 กำหนดว่า  “ภายใต้บังคับมาตรา 19 การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้กล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินห้าปี”
    • คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัย ผู้ฟ้องคดีเฉพาะความผิดฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่” หรือ “ร่ำรวยผิดปกติ” เท่านั้น ไม่รวมความผิดฐานอื่น
    • พ.ร.บ. จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 จัดตั้งขึ้นเนื่องจากคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ปัจจุบันได้ทวีความรุนแรง จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดินเป็นจำนวนมาก มีผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางสังคม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
  • ความรับผิดชอบทางด้านวินัย
    • การดำเนินการทางวินัย หรือการสั่งลงโทษทางวินัย มิได้จำกัดแต่เพียงการปฏิบัติในหน้าที่ราชการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการควบคุมความประพฤติหรือพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่มีผลกระทบมาถึงหน้าที่ราชการ ภาพพจน์ชื่อเสียงของหน่วยงานราชการหรือองค์กรด้วย
    • ความผิดทางวินัย เช่น ข้อหากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ข้อหากระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และข้อหาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (ประพฤติชั่ว ได้แก่ เสพสุรา ปลอมแปลงเอกสาร ชู้สาว ยาเสพติด การพนัน ลอกผลงานทางวิชาการ ทุจริต ลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง เรียกเงิน)
  • ข้อควรระมัดระวัง
    • การปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่อาจอ้างความไม่รู้ ให้พ้นผิด
    • อ้างว่าได้ทวงถามเรื่องด้วยวาจา โดยไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาล .. ศาลไม่รับฟัง
    • ม่มา-และไม่ลา : วันปิดภาคเรียน คือวันหยุดพักผ่อนของนักเรียน ซึ่งสถานศึกษาอาจอนุญาตให้ข้าราชการหยุดพักผ่อนด้วยก็ได้ แต่ถ้ามีราชการจำเป็น ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการ เหมือนการมาปฏิบัติราชการตามปกติ หากไม่มาปฏิบัติราชการโดยไม่ยื่นใบลา ถือว่าเป็นการขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน จึงชอบด้วยกฏหมาย พิพากษายกฟ้อง

รวมรายชื่อเครือข่าย กลุ่ม สมาคม สหพันธ์ สภาวิชาชีพห้องสมุด

Screen Shot 2560-04-23 at 10.48.56 AM.png Screen Shot 2560-04-23 at 11.01.24 AM.png

แนะนำให้รู้จักเครือข่าย กลุ่ม สมาคม สหพันธ์ สภาวิชาชีพต่างๆ ในวงการห้องสมุดทั่วโลกค่ะ

  1. สหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (International Federation of Library Associations and Institutions : IFLA)
  2. สภาบรรณารักษ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Congress of SouthEast Asian Librarians : CONSAL)
  3. เครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดมหาวิทยาลัยอาเซียน (Libraries of ASEAN University Network : AUNILO)
  4. ข่ายงานห้องสมุดมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค (Provincial University Library Network : PULINET)
  5. Asia Library and Information Research Group (ALIRG)
  6. Asian Pacific American Library Association (APALA)
  7. Asia-Pacific Library and Information Education and Practice (A-LIEP)
  8. Association for Health Information and Libraries in Africa (AHILA)
  9. Association For Information Management (ASLIB)
  10. Association for Information Science and Technology (ASIS&T)
  11. Association of Research Libraries (ARL)
  12. Australian Library and Information Association (ALIA)
  13. American Library Association ​(ALA)
  14. Canadian Library Association (CLA)
  15. Chartered Institute of Library and Information Professionals (CILIP) ของ UK
  16. Consortium of Information Schools in Asia-Pacific (CiSAP)
  17. Council of Australian University Librarians (CAUL)
  18. European Association for Health Information and Libraries (EAHIL)
  19. Hong Kong Library Association (HKLA)
  20. Indian Library Association (ILA)
  21. International Association of University Libraries (IATUL)
  22. Library Association of Singapore (LAS)
  23. Library and Information Association of New Zealand Aotearoa (LIANZA)
  24. Library and Information Association of South Africa (LIASA)
  25. Japan Library Association (JLA)
  26. Medical Library Association (MLA)
  27. Philippine Librarians Association, Inc. (PLAI)
  28. Public Library Association (PLA)
  29. Research Library UK (RLUK)
  30. Society for Information Science, India (SIS)
  31. Special Library Association (SLA)
  32. Sri Lanka Library Association  (ALLA)
  33. Thai Library Association (TLA)
  34. Global Libraries – Bill & Melinda Gates Foundation

 

แนะนำรายชื่อวารสารสำหรับงานวิจัยห้องสมุด

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน 2560: วันนี้เพิ่งไปรับตำแหน่งกรรมการบริหารของ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ (วาระที่ 37 พ.ศ. 2560-2561) และได้รับมอบหมายให้เป็นประธานแผนกวิจัยและพัฒนา  ซึ่งในข้อบังคับของสมาคมฯ เขียนภารกิจเอาไว้ว่า ให้ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัย เกี่ยวกับวิชาชีพและกิจการของสมาคม ดังนั้น สิ่งแรกที่จะทำคือ รวบรวมรายชื่อวารสารในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์จากทั่วโลก แนะนำเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการอ่านและการตีพิมพ์ให้แก่สมาชิก — และเพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับคะแนน 307 เสียงที่เลือกให้มาทำงานค่ะ

วิสัยทัศน์สมาคมฯ : “มุ่งสู่มาตรฐาน ประสานความร่วมมือ พัฒนาวิชาการ วิชาชีพ และสังคม”

Screen Shot 2560-04-22 at 10.44.48 PM

วารสารสำนักพิมพ์ SAGE

  1. Alexandria 
  2. Business Information Review
  3. DIGITAL HEALTH
  4. Health Informatics Journal
  5. IFLA Journal 
  6. International Journal of Heritage in the Digital Era
  7. Information Visualization
  8. Information Development
  9. Journal of Information Science
  10. Journal of Librarianship and Information Science
  11. Social Science Information

วารสารสำนักพิมพ์ Wiley

วารสารสำนักพิมพ์ Springer

  1. Publishing Research Quarterly
  2. Scientometrics
  3. Ethics and Information Technology
  4. Archival Science
  5. Archives and Museum Informatics

วารสารสำนักพิมพ์ Elsevier

  1. Government Information Quarterly
  2. Government Publications Review
  3. Information and Organization
  4. Information Processing & Management
  5. Information Security Technical Report
  6. Information Storage and Retrieval
  7. The International Information & Library Review
  8. International Journal of Information Management
  9. International Library Review
  10. Investigación Bibliotecológica: Archivonomía, Bibliotecología e Información
  11. The Journal of Academic Librarianship
  12. Journal of Government Information
  13. Journal of Information Security and Applications
  14. Journal of Informetrics
  15. Library Acquisitions: Practice & Theory
  16. Library Collections, Acquisitions, and Technical Services
  17. Library & Information Science Research
  18. Research Strategies
  19. Serials Review
  20. Social Science Information Studies
  21. Telecommunications Policy
  22. World Patent Information

วารสารสำนักพิมพ์ Emerald

  1. Aslib Journal of Information Management
  2. The Bottom Line
  3. Collection Building
  4. Digital Library Perspectives
  5. Digital Policy, Regulation and Governance
  6. The Electronic Library
  7. Industrial Management & Data Systems
  8. Information and Computer Security
  9. Information Discovery and Delivery
  10. Information Technology & People
  11. Interactive Technology and Smart Education
  12. International Journal of Pervasive Computing and Communications
  13. International Journal of Web Information Systems
  14. International Journal on Grey Literature
  15. Internet Research
  16. Journal of Documentation
  17. Journal of Enabling Technologies
  18. Journal of Enterprise Information Management
  19. Journal of Information, Communication and Ethics in Society
  20. Journal of Intellectual Capital
  21. Journal of Knowledge Management
  22. Library Consortium Management: An International Journal
  23. Journal of Systems and Information Technology
  24. Kybernetes
  25. Library Hi Tech
  26. Library Hi Tech News
  27. Library Management
  28. Library Review
  29. Online Information Review
  30. Performance Measurement and Metrics
  31. Program
  32. Records Management Journal
  33. Reference Reviews
  34. Reference Services Review
  35. VINE Journal of Information and Knowledge Management Systems

วารสาร Open Access ในฐานข้อมูล DOAJ 

  1. Biblios
  2. Code4Lib Journal
  3. Cybrarians Journal
  4. Chinese Librarianship: An International Electronic Journal
  5. College and Research Libraries
  6. Communications in Information Literacy
  7. Data Curation Profiles Directory
  8. Electronic Journal of Knowledge Management
  9. Electronic Journal of Health Informatics
  10. Evidence Based Library and Information Practice
  11. Informatio
  12. Informing Science The International Journal of an Emerging Transdiscipline
  13. Information Research: An International Electronic Journal
  14. Issues in Informing Science and Information Technology
  15. Issues in Science and Technology Librarianship : a quarterly publication of the Science and Technology Section, Association of College and Research Libraries
  16. Information Technology and Libraries
  17. Insights: The UKSG Journal
  18. Iranian Journal of Information Processing & Management
  19. Interdisciplinary Journal of e-Learning and Learning Objects
  20. Interdisciplinary Journal of Information, Knowledge, and Management
  21. International Journal of Information Dissemination and Technology
  22. International Journal of Information Science and Management
  23. International Journal of Medical Reviews
  24. International Journal of Digital Library Services
  25. International Journal of Doctoral Studies
  26. International Journal of Knowledge Content Development and Technology
  27. International Journal of Digital Curation
  28. In the Library with the Lead Pipe
  29. JLIS.it
  30. Journal of Information Literacy
  31. Journal of Copyright in Education and Librarianship
  32. Journal of eScience Librarianship
  33. Journal of Educational Media & Library Sciences
  34. The journal of the Rutgers University Library
  35. Journal of Information Science Theory and Practice
  36. Journal of the Canadian Health Libraries Association
  37. Journal of Librarianship and Scholarly Communication
  38. Journal of the European Association for Health Information and Libraries
  39. Journal of the Medical Library Association
  40. Journal of Data Mining and Digital Humanities
  41. Journal of Library and Information Studies
  42. Library and Information Research : Research into Practice for Information & Library Services
  43. Libellarium: Journal for the Research of Writing, Books, and Cultural Heritage Institutions
  44. Liber Quarterly: The Journal of European Research Libraries
  45. Libreas : Library Ideas
  46. North Carolina Libraries
  47. Practical Academic Librarianship
  48. Partnership: The Canadian Journal of Library and Information Practice and Research
  49. Pakistan Journal of Information Management & Libraries
  50. Pennsylvania Libraries: Research & Practice
  51. SLIS Connecting
  52. South African Journal of Libraries and Information Science
  53. Tennessee Libraries
  54. Theological Librarianship
  55. Virginia Libraries
  56. Weave: Journal of Library User Experience
  57. Webology

  วารสารไทย

  1. วารสารห้องสมุด สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ TLA Bulletin (Thai Library Association)
  2. วารสารวิจัย สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ TLA Research Journal (Thai Library Association)
  3. วารสารสารสนเทศ (Journal of Information)
  4. วารสารสารสนเทศศาสตร์ (Journal of Information Science)
  5. วารสารอักษรศาสตร์ (Journal of Letters)
  6. วารสารเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Journal)

 

 

แผนผังโมเดลธุรกิจ (Business Model Canvas)

ถ้าสนใจเรื่องโมเดลธุรกิจ (Business Model) แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะ “คู่มือสร้างโมเดลธุรกิจ Business Model Generation” เขียนโดย Alexander Osterwalder และ Yves Pigneur  เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ รวมทั้งภาษาไทยด้วย

Screen Shot 2560-03-19 at 7.21.36 AM   Screen Shot 2560-03-19 at 7.23.44 AM.png

หนังสือเล่มนี้ นำเสนอวิธีการสร้างตัวแบบหรือโมเดลธุรกิจในลักษณะภาพวาดบนผืนผ้าใบ ที่เรียกว่า Business Model Canvas” โดยเลียนแบบการทำงานของสมอง คือ ซีกซ้ายเน้นเรื่องของตรรกะ (logic) ส่วนซีกขวาเน้นเรื่องของอารมณ์ (Emotion) ดังนั้น ซีกซ้ายของผ้าใบจึงเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ (Efficiency) ส่วนซีกขวาเป็นเรื่องของคุณค่า (Value)  ด้วยวิธีการสร้างมโนภาพ (Visualization) เช่นนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ครบทุกมิติมากยิ่งขึ้น

17357020_10211191527838056_1255867678_o

เราจะระดมสมอง ช่วยกันคิดหาปัจจัยและรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ (Building Blocks) จำนวน 9 กลุ่ม เพื่อตอบคำถามสำคัญทางธุรกิจ 4 ข้อ คือ ทำอะไร (What?) ทำเพื่อใคร (Who?) ทำอย่างไร (How?) และทำแล้วคุ้มค่าเพียงใด (Money) จากนั้น เขียนลงบนผืนผ้าใบ Business Model Canvas (BMC) ขององค์กร

line1.jpg
CS / VP / CH / CR 
line2.jpg
R$ / KR / KA / KP / C$
  1. Customer Segments (CS) กลุ่มลูกค้า
  2. Value Propositions (VP) คุณค่าของสินค้าและบริการที่นำเสนอ
  3. Channels (CH) ช่องทางเข้าถึงลูกค้า
  4. Customer Relationships (CR) ความสัมพันธ์กับลูกค้า
  5. Revenue Streams (R$)  รูปแบบของรายได้
  6. Key Resources (KR) ทรัพยากรหลัก
  7. Key Activities (KA) กิจกรรมหลัก
  8. Key Partnerships (KP) พันธมิตรหลัก
  9. Cost Structure (C$) โครงสร้างต้นทุน

Screen Shot 2560-03-19 at 10.26.56 AM

ทำอะไร (What?)

  • Value Propositions (VP) สินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการที่นำเสนอ มีคุณค่าเพียงพอสำหรับลูกค้าหรือไม่? คุณค่าของสินค้าและบริการดังกล่าว อาจเป็นนวัตกรรม เป็นการนำเสนอสิ่งใหม่ หรือมีการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้คุณค่าเพิ่มขึ้น จนทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกสินค้าและบริการของเรา แทนที่จะเลือกของคู่แข่ง

ทำเพื่อใคร (Who?)

  • Customer Segments (CS) เราสร้างคุณค่าเพื่อใคร? ใครคือกลุ่มลูกค้า มีความหลากหลายหรือไม่ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้ธุรกิจสามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงกับความต้องการ
  • Channels (CH) เราจะนำเสนอคุณค่าออกไปอย่างไร? ใช้ช่องทางอะไรบ้างในการเข้าถึงลูกค้า ควรเป็นส่วนผสมที่ลงตัวทั้งช่องทางในการจัดจำหน่าย ช่องทางการสื่อสาร และช่องทางการตลาด
  • Customer Relationships (CR) เราจะใช้วิธีการใดในการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ที่มาใช้บริการด้วยตนเอง ใช้บริการด้วยเครื่องอัตโนมัติ และใช้บริการทางออนไลน์ มีการสร้างชุมชน (Community)เพื่อให้เกิดการพูดคุยและรู้จักกัน หรือใช้ช่องทาง social media  ในการสื่อสารข้อมูลกันแบบสองทาง

ทำอย่างไร (How?)

  • Key Resources (KR) ทรัพยากรหลักขององค์กรที่ต้องลงทุน สินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งอสังหาริมทรัพย์ เครื่องจักร อุปกรณ์ ทรัพยากรการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งทรัพยากรมนุษย์
  • Key Activities (KA) กิจกรรมหลักขององค์กร ทั้งการผลิต การบริการ เทคโนโลยีที่ใช้ในการดำเนินงาน การแก้ปัญหาให้ลูกค้า การสร้างเครือข่าย การตลาด และการประชาสัมพันธ์
  • Key Partnerships (KP) พันธมิตรหลัก ได้แก่ ผู้ส่งมอบ (Suppliers) คู่ความร่วมมือที่เป็นทางการ (Partners) คู่ความร่วมมือที่ไม่เป็นทางการ (Collaborators) หุ้นส่วนทางธุรกิจทั้งที่เป็นคู่แข่ง และไม่ใช่คู่แข่ง

ทำแล้วคุ้มค่าเพียงใด (Money) 

  • Cost Structure (C$) โครงสร้างต้นทุน เป็นต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ  ทั้งต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) และต้นทุนผันแปร (Variable Cost)
  • Revenue Streams (R$) กำไรที่ได้ กระแสรายรับ เงินสดที่ได้รับหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ที่มาของรายได้ทั้งหมด เช่นรายได้จากการขาย ค่าบริการ ค่าสมาชิก ค่าเช่า ค่าธรรมเนียม ฯลฯ

 

หนังสืออ้างอิง

  • Osterwalder, A., Pigneur, Y., In Clark, T., & Smith, A. (2010). Business model generation: A handbook for visionaries, game changers, and challengers.
  • อเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์, อีฟ พินเญอร์.  (2557).  คู่มือสร้างโมเดลธุรกิจ : สำหรับผู้มองการณ์ไกล ผู้คิดจะทำการใหญ่และผู้หวังจะล้มยักษ์ = Business model generation.  แปลโดย วิญญู กิ่งหิรัญวัฒนา.  กรุงเทพฯ: วีเลิร์น.

 

 

 

 

 

 

เครื่องมือวิเคราะห์การตลาด (Marketing)

การตลาด (Marketing) คือ กระบวนการของการสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการไปยังลูกค้า เป็นกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ที่ทำให้ลูกค้าหรือผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ และในขณะเดียวกัน องค์กรสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีความยั่งยืน

การตลาดเป็นกลยุทธ์หรือเครื่องมือในการแข่งขันทางธุรกิจที่สำคัญ เป็นระบบแลกเปลี่ยนความพึงพอใจซึ่งกันและกัน และเป็นระบบที่มีการแข่งขันเพื่อให้ได้รับเลือก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาความต้องการหรือความคาดหวังของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย และกำหนดกลยุทธ์ด้วยเครื่องมือต่างๆ  ดังนี้

เครื่องมือวิเคราะห์ทางการตลาดที่สำคัญ

  1. PESTLE  (PESTEL) Analysis การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก 6 ด้าน ที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจ
    1. P=Political (การเมือง)
    2. E=Economic (เศรษฐกิจ)
    3. S=Social (สังคม)
    4. T=Technological (เทคโนโลยี)
    5. L=Legal (กฎหมาย)
    6. E=Environmental (สิ่งแวดล้อม)
  2. Porter’s Five Forces Analysis การวิเคราะห์พลังกดดัน 5 ด้าน
    1. Bargaining power of Buyers (อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ)
    2. Bargaining power of Suppliers (อำนาจการต่อรองของผู้ส่งมอบปัจจัยการผลิต)
    3. Threat of new entrants (ภัยคุกคามจากผู้ประกอบการรายใหม่)
    4. Threat of substitutes (ภัยคุกคามจากผลิตภัณฑ์ทดแทน)
    5. Competitive Rivalry (การแข่งขัน)
  3. Competitive Position Analysis การวิเคราะห์ตำแหน่งในการแข่งขันและความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์  นำปัจจัยต่างๆ มาสร้างเป็นเมทริกซ์ (Competitive Matrix)  เพื่อวิเคราะห์ว่าเราและคู่แข่งของเรา อยู่ตรงตำแหน่งไหนในสนามการแข่งขัน

เครื่องมือทางธุรกิจที่สำคัญ

  1. Value Proposition (VP) คุณค่านำเสนอต่อลูกค้า และคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ  เป็นการส่งมอบคุณค่าของเราให้สอดรับกับความต้องการลูกค้า โดยคำนึงถึงส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix) 4P หรือ 7P ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
    1. ผลิตภัณฑ์ (Product)
    2. ราคา (Price)
    3. ช่องทางการจัดจำหน่ายและส่งมอบ (Place)
    4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion)
    5. บุคคล (People)  หรือ พนักงาน (Employee)
    6. การสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ (Physical evidence and presentation)
    7. กระบวนการ (Process)
  2. SWOT Analysis การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม จุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาสพัฒนา (Opportunity) อุปสรรค/ สิ่งคุกคาม (Threat) และการวิเคราะห์ประเมิน SO-จุดแข็งและโอกาส WO-จุดอ่อนและโอกาส ST-จุดแข็งกับอุปสรรค/สิ่งคุกคาม และ WT-จุดอ่อนกับอุปสรรค/สิ่งคุกคาม เพื่อเลือกแนวทางกลยุทธ์

กลยุทธ์ในการวางแผนการตลาด (Marketing Plan)

  1. Define your brand กำหนดนิยาม ให้คำจำกัดความของ “แบรนด์” ให้ชัดเจนว่า อะไรคือวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร อะไรคือคุณค่าที่นำเสนอต่อลูกค้า (Value Proposition) และให้ตรงกับที่ลูกค้าต้องการ และอะไรคือจุดยืนทางการตลาด (Positioning) ของสินค้าและบริการของเรา
  2. Identify your customer รู้จักลูกค้าคนสำคัญ โดยเฉพาะ 3 รายแรก ในเรื่องของข้อมูลพื้นฐานทางประชากรศาสตร์ (Demographic Profile) ทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรม ความสนใจ ความต้องการ และรูปแบบในการดำเนินชีวิต (Lifestyle) ที่อยู่ของลูกค้า เหตุผลที่ชอบและตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของเรา
  3. Understand your competitors รู้จักคู่แข่งขัน โดยเฉพาะ 3 รายแรก ในด้านต่างๆ โดยละเอียด เช่น ประวัติความเป็นมา สถานที่ตั้ง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จุดแข็ง จุดอ่อน จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ และความแตกต่างที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
  4. Analyse your business วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสพัฒนา ภัยคุกคาม ขององค์กร ด้วย SWOT Analysis
  5. Define your difference อะไรคือ จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์  (Unique Selling Point: USP) ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขัน ซึ่งจะต้องสามารถแสดงให้เห็นได้ด้วยวิธี Elevator Pitch หรือการนำเสนอไอเดียธุรกิจอย่างรวดเร็วภายในเวลา 30 หรือ 60 วินาที
  6. Map your customers’ journey ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า ในประเด็นของความตั้งใจ ความตระหนักรู้ (Attention) ความสนใจ (Interest) ความต้องการ (Desire) การตัดสินใจซื้อ (Action) และความจงรักภักดีต่อสินค้าและการบริการ (Loyalty)
  7. Create your action plan กำหนดผนปฏิบัติการด้านต่างๆ เช่น แผนงบประมาณด้านการตลาด กำหนดทีมการตลาดและผู้รับผิดชอบกิจกรรม/โครงการ กำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ กลยุทธ์ในการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และกลยุทธ์บริการหลังการขาย เป็นต้น
  8. Monitoring, measuring and improving  ติดตามตรวจสอบ ประเมินผลความสำเร็จของแผนปฏิบัติการ การทำกิจกรรมต่างๆ ทางการตลาด และหาทางพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง :  Tools for marketing. Oxford University Innovation Ltd.

ไปอบรม Financial Management for Executives: Day 1

วันที่ 10-11 มีนาคม 2560 ได้มีโอกาสไปรับการอบรม หลักสูตรการเงินสำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย (Financial Management for Executives) – กลุ่มที่ 1 จัดขึ้นที่วิทยาลัยจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนวิภาวดีรังสิต เป็นเวลา 2 วัน วิทยากรคือ ดร. อริชัย รักธรรม ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และการลงทุน ทำงานอยู่ในภาคเอกชน (กรรมการตรวจสอบบริษัท SYNTEC) บรรยายได้สนุกสนานและเป็นกันเองมาก ทำให้เราได้รับความรู้มากมายที่จะนำกลับมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการส่วนงานที่เรากำกับดูแล ท่านสอนโดยใช้วิธีสนทนาพูดคุยเล่าประสบการณ์จากชีวิตจริงในแวดวงธุรกิจ ยกตัวอย่างและกรณีศึกษาประกอบ เพื่อให้เราได้แนวความคิด เปรียบเทียบ และนำบางส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของมหาวิทยาลัย สลับกับการทำกิจกรรมกลุ่มระดมสมองร่วมกัน จึงทำให้เราได้เห็นมุมมองทางด้านการเงิน รวมทั้งการบริหารความเสี่ยงขององค์กรที่แตกต่างออกไปจากเดิม อย่างไรก็ตาม เวลาอบรมมีค่อนข้างจำกัด เพียง 2 วัน จึงไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก อีกทั้งเอกสารประกอบการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ จึงทำให้ผู้เขียนซึ่งเป็นคนที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินมาก่อน จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองจากหนังสือและสื่ออินเทอร์เน็ตอื่นๆ ขอขอบพระคุณท่านรองอธิการบดีฝ่ายการคลังและแผนงาน และคณะผู้จัดงาน ที่เปิดโอกาสให้ได้ไปเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ และขอบันทึกสรุปหัวข้อที่ได้รับจากการอบรม ไว้ดังนี้ค่ะ

Screen Shot 2560-03-12 at 1.44.57 PM.png

วันที่ 1 :

การบริหารจัดการการเงิน (Financial Management) โดยใช้ตัวชี้วัดผลสำเร็จของงาน (Performance Indicator)

ประเด็นด้านศรษฐศาสตร์การเงิน (Financial Economic Issues) ควรคำนึงถึง 3 ประเด็น คือ

  • เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomic issues)
  • เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomic issues)
  • การเงิน (Financial issues)

ประเด็นด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomic Issues) ได้แก่

  • การวิเคราะห์อุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply)
  • ต้นทุน (Cost) ของเงินทุน Capital) ชนิดต่างๆ
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุน (Investor Sentiment)
  • ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence)
  • ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

ประเด็นด้านเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomic Issues) ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และ ผลิตภัณฑ์มวลรวมนานาชาติ (GNP)
  • สมการ GDP = C + I + G + (X – M) หมายถึง รายจ่ายเพื่อการบริโภค (Consumption) + รายจ่ายเพื่อการลงทุน (Investment) + รายจ่ายของรัฐ เช่น การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Government Spending) + (ส่งออก [Export] – นำเข้า [Import])
  • ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) แก้ไขยาก และมักมีผลกระทบหากแก้ไขโดยขึ้นภาษีหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย
  • ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment: BoP)
  • ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) ตัวอย่างเช่น  บริษัท Super Rich
  • ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

ประเด็นด้านการเงิน (Financial Issues) ได้แก่

  • ภาษี (Taxation) เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ และขจัดเงินเฟ้อ
  • นโยบายส่งเสริมการลงทุน เช่น การมีสำนักงาน BOI (Thailand Board of Investment)
  • การเปิดเสรีการค้า (Liberalization of Markets)
  • การโอนกิจการของรัฐเป็นของเอกชน หรือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization)
  • การอุดหนุน หรือการที่รัฐให้ความช่วยเหลือ (Subsidies) เช่น รถเมล์ฟรี นำ้ฟรี ไฟฟ้าฟรี
  • การสนับสนุนการศึกษาและการฝึกอบรม (Education and Training Support)

ประเด็นด้านธุรกิจ (Business Issues) ควรคำนึงถึง 3 ด้าน คือ

  • พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior)
  • ตัวเลขทางการเงิน (Financial Numbers)
  • รายการประเมินความสำเร็จของธุรกิจ (Check List for Business Success)

ประเด็นด้านพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) 

  • การสำรวจ (Surveys)
  • การวิจัยตลาด (Market Research)
  • การรับรู้และจดจำแบรนด์ (Brand Awareness)
  • การผลิตสินค้า (Product Execution)

ประเด็นด้านตัวเลขทางการเงิน (Financial Numbers) 

  •  การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (New Housing Starts and Purchase)
  • ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Stock Exchange Indexes)
  • อัตราส่วนราคาต่อต้นทุนค่าจ้างแรงงาน (Price to Unit Labor Cost Ratios)
  • ปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบเปรียบเทียบกับยอดขาย (New Orders for Input compare to Sales)
  • การให้เครดิตแก่ผู้บริโภคในการสั่งซื้อแทนเงินสด (Consumer Credits and Purchase)

รายการประเมินความสำเร็จของธุรกิจ (Check List for Business Success) ประกอบด้วย

ความเข้าใจในเรื่องวัตถุประสงค์ของธุรกิจ

  • เข้าใจเป้าหมายขององค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  •  เข้าใจเรื่องกำไรสูงสุด (Profit Maximization)
  • เข้าใจเรื่องยอดขายสูงสุด (Sales Maximization)
  • เข้าใจเรื่องความมั่งคั่งสูงสุด (Wealth Maximization)

ความเข้าใจในเรื่องตลาดการแข่งขัน

  • การวิเคราะห์คู่แข่งขัน
  • การตั้งราคาที่กำหนดโดยคู่แข่งขัน
  • การเข้ามาของคู่แข่งขันรายใหม่  (New Entrants to the Business)

ความเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมลูกค้า

  • ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อความต้องการของตลาด
  • ความไว (Sensitivity) ของผู้บริโภคต่อการเปลี่ยนแปลงราคา (Price Change)

ความเข้าใจในเรื่องการตัดสินใจของผู้ลงทุน (Investment Decision)

  • อัตราส่วนของหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity Ratio) – แหล่งที่มาของเงินทุน (Sources of Funds) ขององค์กร ส่วนใหญ่มาจากหนี้สิน (Debt) หรือส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)?
  • สถานภาพของหนี้ (Liability Status) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • ตัววัดความสำเร็จของงาน (Performance Indicators) มี 2 ชนิด คือ ROE (Return of Equity) และ P/E (Price-Earnings Ratio)

ความเข้าใจในเรื่องการตัดสินใจจ้างงาน (Employment Decision)

  • มีพนักงานทั้ง full-time และ Part-time จำนวนเท่าใด ที่ต้องจ่ายเงินเดือน (Payroll)
  • เปรียบเทียบอัตราเงินเดือนในการจ้างงานกับองค์กรคู่แข่ง

การบัญชีบริหาร (Managerial Accounting) และงบการเงิน (Financial Statements)

การบัญชีบริหาร (Managerial Accounting) เป็นการนำข้อมูลทางการบัญชีมาใช้ในการบริหารงานและตัดสินใจ ผู้บริหารควรติดตามตัวเลขและใช้ข้อมูลด้านการบัญชีเพื่อการวางแผน (Planning)  กำกับงานให้เป็นไปตามทิศทางที่กำหนดไว้ (Directing) ตรวจสอบ ติดตามผลการปฏิบัติงาน แก้ไขปัญหา รวมทั้งปรับเปลี่ยนแผนตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ เกิดเป็นวงจรการควบคุมเพื่อการพัฒนา (Control Cycle)

การวิเคราะห์งบการเงิน (Financial Statement Analysis) เป็นเครื่องมือช่วยในการกลั่นกรอง การพยากรณ์ และการประเมินผล เป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยลดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจ ซึ่งในทางธุรกิจผู้บริหารไม่ควรตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึก สัญชาตญาน หรือการคาดเดา

งบการเงิน (Financial Statement) ประกอบด้วย งบดุล  (Balance Sheet) หรืองบแสดงฐานะทางการเงิน (Statement of Financial Position) และงบกำไรขาดทุน (Income Statement หรือ Profit and Loss Statement)

งบดุล (Balance Sheet) 

หมายถึง รายงานที่แสดงให้ทราบถึง “ฐานะทางการเงิน” ของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง ว่ามีสินทรัพย์ (Assets) หนี้สิน (Liabilities) และทุน หรือส่วนของเจ้าของ  (Equity) เป็นจำนวนเท่าใด

สมการเบื้องต้น คือ A = L + E

สินทรัพย์ (Assets) ได้แก่ สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets: FA) เช่น อสังหาริมทรัพย์, สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets: CA),เงินสด (Cash), เงินฝากธนาคาร (Deposit), ลูกหนี้ วางบิลแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน (Accounts Receivable: A/R),  สินค้าคงเหลือ (Inventories), วัสดุสิ้นเปลือง (Supplies) ฯลฯ

หนี้สิน (Liabilities) ได้แก่ เจ้าหนี้ รับของแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน (Accounts Payable: A/P), ตั๋วเงินจ่าย (Notes Payable) เช่น ตั๋วแลกเงินระยะสั้นหรือตั๋ว BE, ค้างจ่าย (Accruals), หนี้สินหมุนเวียน หรือหนี้สินปัจจุบัน (Current Liabilities: CL),  หนี้สินระยะยาว (Long-term Debt/Liabilities)

ทุน หรือส่วนของเจ้าของ  (Equity) หมายถึง มูลค่าของสินทรัพย์ทีเจ้าของกิจการเป็นเจ้าของโดยปราศจากการมีหนี้สินทึ่จะต้องชำระคืนในอนาคต  เช่น หุ้นทุนหรือหุ้นสามัญ (Common Stock), กำไรสะสม (Retained Earnings) ซึ่งเป็นสัดส่วนของกำไรสุทธิที่องค์กรเก็บเอาไว้ โดยไม่ได้แบ่งกลับไปให้ผู้ถือหุ้นในรูปแบบของเงินปันผล (Dividends)

งบกำไรขาดทุน (Income Statement)

เป็นงบการเงินที่แสดงให้เห็นถึง “ผลการดำเนินงาน” ของกิจการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ว่ากิจการมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร กำไรหรือขาดทุน  คำนวณจากรายได้  (Revenues) และค่าใช้จ่าย (Expenses) ประเภทต่างๆ

  • รายได้จากการขาย (Sales)
  • ต้นทุนของสินค้าที่ขาย (Cost of Goods Sold: COGS)
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Other Expenses)
  • ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) และค่าตัดจำหน่าย (Amortization)
  • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)
  • อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (Earnings before Interest, Tax, Depreciation  and  Amortization: EBITDA Margin)
  • อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)
  • ภาษี (Taxes)
  • กำไรสุทธิก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBT: Earnings before Interest and Tax)
  • ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expense) หมายถึงค่าตอบแทนเนื่องจากการใช้ประโยชน์จากเงินทุน
  • รายได้สุทธิ (Net Income) / กำไรสุทธิ (Net Profit) / ขาดทุนสุทธิ (Net Loss)

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio Analysis)

อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity Ratio) ตัวอย่างเช่น

  • เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital: WC) = สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) – หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities)

อัตราส่วนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ (Efficiency Ratio) ตัวอย่างเช่น

  • อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม  (Total Asset Turnover) = ขายสุทธิ (Net Sales) / สินทรัพย์รวม (Total Assets)
  • อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (Net Fixed Asset Turnover) = ขายสุทธิ (Net Sales) / สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets)
  • อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) = ต้นทุนสินค้าขาย (COGS) /สินค้าคงเหลือเฉลี่ย (Avg. Inventory)
  • อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวม (Return on Assets: ROA)(%) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /สินทรัพย์รวม (Total Assets)

อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratio) ตัวอย่างเช่น

  • อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)(%) = กำไรสุทธิ (Net Profit) / ขายสุทธิ (SALES)
  • ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE %) = กำไรสุทธิ (Net Profit) / ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)

อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Leverage Ratio) ตัวอย่างเช่น

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity : D/E Ratio) = หนี้สินรวม (Total Debt) / ส่วนของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น (Total Equity)
  • อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) = กำไรสุทธิก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) / ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expense)
  • อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout) = เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend per Share) / กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earning per Share: EPS)

ข้อจำกัด

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ แต่อาจมีข้อจำกัด  มีความคลาดเคลื่อนได้จากปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบ เช่น Seasonal Factors มีการตกแต่งตัวเลขทางบัญชี ทำให้รายงานงบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงินดูดีเกินจริง (Window Dressing)  และบางครั้งการแปลผลตัวเลข เพื่อสรุปว่ากิจการของบริษัทหรือองค์กรนั้นดีหรือไม่ดี ทำได้ยาก

การฉ้อโกงตกแต่งตัวเลขสถิติทางการบัญชี ที่สร้างความเสียหายในวงกว้างและมีผลกระทบไปทั่วโลก เช่นวิกฤตการณ์สินเชื่อ Subprime ในสหรัฐอเมริกา และกรณีของบริษัท Enron ที่หลอกลวงนักลงทุนจนถึงขั้นล้มละลาย (เรื่องจริงที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Crooked E: The Unshredded Truth About Enron) เป็นเรื่องที่เราควรระมัดระวังและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่จำเป็นต้องชี้นำสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  และบางครั้งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของธุรกิจอาจเกิดจากอัจฉริยภาพและปัญญาญาณของผู้นำบางคนก็ได้   — ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการบริหาร จึงขึ้นกับว่า เราจะตัดสินใจนำตัวเลขสถิติทางการเงินและข้อมูลทางการบัญชี มาใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ — ได้อย่างไร

หมายเหตุ : วิทยากรแนะนำให้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องทฤษฎีเกม (Games Theory) เพื่อเสริมทักษะทางด้านการบริหารการเงิน ขณะนี้ผู้เขียนได้ลงทะเบียนเรียนวิชา Games Theory จากระบบ COURSERA Online Course หลักสูตร 8 สัปดาห์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ได้ผลเป็นประการใด จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปค่ะ

 

แนวโน้มสารสนเทศศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 มีโอกาสฟังบรรยายเรื่อง “แนวโน้มการศึกษาและการวิจัยด้านบรรณรักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา” (LIS Education:
Teaching & Research In the United States) โดย Prof. Dr. Kathleen Burnett และ Prof. Dr. Gary Burnett สองสามีภรรยาจากมหาวิทยาลัย  Florida State ที่มาเป็นแขกรับเชิญของหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต (สารสนเทศศาสตร์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

Prof. Kathleen : เล่าให้ฟังเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน LIS ของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าสอนกันในระดับปริญญาโท โดยนักศึกษามักเรียนจบปริญญาตรีจากสาขาวิชาอื่น ใช้เวลาเรียน 1-2  ปีแบบ part time และส่วนใหญ่ใช้วิธีเรียนทางออนไลน์ (48 จาก 59 หลักสูตร) หลักสูตรทั้งหมดได้รับการรับรองจากสมาคมห้องสมุดแห่งสหรัฐอเมริกา (American Library Association: ALA)

แบบดั้งเดิมเน้นสอนกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับห้องสมุดเป็นส่วนใหญ่ เป็นหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และสอนแบบ teaching-oriented แต่ปัจจุบันจะมีลักษณะเป็น ischools เป็นสหวิทยาการที่มุ่งเน้นสารสนเทศและเทคโนโลยี มีทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา และสอนแบบ research-oriented

แนวโน้มของวิธีการสอน จะเน้นการเรียนรู้ในเชิงรุก ให้ผู้เรียนได้สืบค้นและปฏิบัติจริง เช่น Self-directed learning, Inquiry-based active learning, Collaboration and team work, และ Project-based learning experiences

เนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น digital resources, digital libraries,open access, mobile technology, data analytics, social media, Information quality / credibility / assessment (ข่าวลวง), information in everyday life

Prof. Gary : เล่าให้ฟังเกี่ยวกับแนวโน้มด้านงานวิจัย LIS ในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา  ระยะแรกจะเน้นเรื่องการพัฒนาระบบสารสนเทศของห้องสมุด และการค้นคืนสารสนเทศ ระยะต่อมาจะเน้นเรื่องประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience) การรับรู้สารสนเทศของแต่ละบุคคล ปัจจัยทางสังคมที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมสารสนเทศ การแสวงหาสารสนเทศด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การพบสารสนเทศโดยบังเอิญ (serendipity) โดยไม่ได้ตั้งความต้องการเอาไว้ก่อน และการหลีกเลี่ยงสารสนเทศที่ไม่พึงประสงค์ (Information avoidance) เป็นต้น

วิธีการวิจัยเริ่มเป็นเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ และเป็น mixed methods มากขึ้น ขอบเขตเนื้อหาของสารสนเทศศึกษา/สารสนเทศศาสตร์มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ นอกจากนั้น ยังนิยมทำวิจัยในเรื่องของ Medical informatics, Big data, Social informatics, Digital youth และ Youth information behavior