เกร็ดความรู้ที่ได้รับจากการฟังบรรยายเล่าประสบการณ์ส่วนตัวในเรื่องการอ่านและการเรียนรู้ ของท่าน ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นปาฐกถาในพิธีมอบเงิน 1 ล้านบาทเพื่อ “กองทุนศาสตราจารย์อุทัย ทุติยะโพธิ” เมื่อวันเสาร์ที่ 22 กันยายน 2561 ณ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ

สมาคมห้องสมุด

ในสมัยเป็นนักศึกษา เรียนที่เมืองนอก มีความเห็นว่าห้องสมุดที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการจริงๆ คือ ห้องสมุดที่เปิด 24 ชั่วโมง ทำงานเขียน paper ได้ทั้งคืน มีอาหารรับประทาน นอนพักงีบได้ มีห้องน้ำให้ใช้ล้างหน้าแปรงฟัน

จากประสบการณ์ที่มีโอกาสได้สะสมองค์ความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ ไว้ในตัว เวลาจะหยิบมาใช้จะสามารถทำได้รอบด้าน การรู้ทั้ง มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์จะทำให้มีความคิดรอบด้านหลายสาขามาก มี logical thinking คิดในเชิงตรรกะ จากวิชาปรัชญา และวิชาคณิตศาสตร์ มีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ creative thinking จากศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม มีความคิดในเชิงวิพากย์ critical thinking จากสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และมีความคิดเป็นระบบ คิดนอกกรอบ lateral thinking จากวิทยาศาสตร์ ความรู้เหล่านี้ที่สะสมไว้ตั้งแต่เด็ก เมื่อถึงจุดหนึ่งจะนำมาใช้ได้

ชัยวัฒน์

ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันอายุ 72 ปี ในสมัยเป็นนักเรียนโรงเรียนเทพศรินทร์ อายุเพียง 15 ปี ท่านเคยเขียนเรียงความชนะการประกวดเรียงความของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วนานถึง 57 ปี แต่ข้อความเหล่านี้ยังคงเป็นอมตะตลอดกาล — “ห้องสมุดที่ดีนั้น จะต้องมี 1) หนังสือดี 2) สถานที่ สิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดี 3) บรรณารักษ์ที่ดี คอยให้บริการ 4) กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ดี

ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เป็นเจ้าของนามปากกา “วินนี่ เดอะ ปุ๊ ” มีผลงานเขียนหนังสือปีละเล่ม ออกตีพิมพ์ต่อเนื่องนานถึง 12 ปี เป็นนักกิจกรรมกระตุ้นคนให้รักการอ่านหนังสือ จัดกิจกรรม “ค่ายนักเขียน” กิจกรรม “อ่านหนังสือดีกับวินนี่ เดอะ ปุ๊” คัดเลือกหนังสือดีสำหรับเยาวชน ที่อ่านสนุก เขียนดี มีคุณค่า จำนวน 124 เล่ม (https://www.slideshare.net/MarueyLibrary/ss-58843541) การสอนการรักหนังสือ การสอนภาษาไทย ไม่ใช่หน้าที่ของบรรณารักษ์ หรือครูสอนภาษาไทย แต่เป็นหน้าที่ของครูทุกสาขาวิชาที่ต้องสอดแทรกเรื่องนี้เข้าไป ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เป็นผู้ที่ชื่นชอบพิพิธภัณฑ์ งานศิลปะ ดนตรี และบทกลอน-บทกวีอีกด้วย ท่านเชื่อว่าศิลปะทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ภายในงานท่านได้กล่าวคำกวี “ความรัก” ของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับฟัง ซึ่งมีความไพเราะมาก มีใจความดังนี้

ความรัก

ความรักไม่ต้องการแค่วันเดียว ความรักไม่ต้องเกี่ยวกับวันไหน
ความรักไม่ต้องมีเวลาใด ความรักไม่ต้องใช้ให้ใครชี้
ความรักไม่ต้องมีข้อวิจารณ์ ความรักไม่ต้องการการกดขี่
ความรักไม่ต้องให้ใครตราตี ความรักไม่ต้องมีเส้นพรมแดน
ความรักไม่ต้องรอข้อพิสูจน์ ความรักไม่ต้องพูดตามแบบแผน
ความรักไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ความรักไม่ต้องแค่นหัวใจคน
ความรักไม่ต้องการการเป็นต่อ ความรักไม่ต้องรอขอเหตุผล
ความรักไม่ต้องย้ำความมีจน ความรักไม่ต้องทนที่จะรัก
ความรักคือหัวใจให้แก่กัน ความรักคือนิรันดร์มั่นสมัคร
ความรักคือศรัทธาสามิภักดิ์ ความรักคือประจักษ์ในใจเรา
ความรักคือนิยายไร้นิยาม ความรักคือความงามใช่ความเหงา
ความรักคือหมอกควันอันบางเบา ความรักคือการเฝ้าเข้าใจกัน
ความรักคือสำเนียงเสียงปลอบปลุก ความรักคือความทุกข์และสุขสันต์
ความรักคือเสน่หาสารพัน ความรักความฝันอันตราตรู
ความรักคือศิลปะของหัวใจ ความรักคือสายใยโยงใจอยู่
ความรักคือการให้ไม่หมายรู้ ความรักคือใจผู้รู้ค่ารักฯ

Advertisements

Mahidol University Rankings 2018

3rank-1

World University Rankings and their criteria / indicators

  1. THE World University Rankings (2018)                  MU = 501-600 (No.1 in Thailand)
    Teaching (the learning environment)  (30%)
    Research (volume, income and reputation)  (30%)
    Citations (research influence)  (30%)
    International outlook (staff, students and research)   (7.5%)
    Industry income (knowledge transfer)  (2.5%)
  2. THE Asia University Rankings (2018)                       MU =97 (No.1 in Thailand)
    Teaching (the learning environment)   (25%)
    Research (volume, income and reputation)  (30%)
    Citations (research influence)  (30%)
    International outlook (staff, students and research)   (7.5%)
    Industry income (knowledge transfer)   (7.5%)
  3. QS World University Rankings (2019)        MU =380 (No.2 in Thailand) / CU = 271
    Academic reputation (40%)
    Employer reputation (10%)
    Faculty/Student Ratio (20%)
    Citations per faculty (20%)
    International faculty ratio (5%)
    International student ratio (5%)
  4. QS ASIA University Rankings (2018)           MU =58 (No.2 in Thailand) / CU = 50
    Academic reputation (30%)
    Employer reputation (20%)
    Faculty/Student Ratio (15%)
    Citations per faculty (10%) and papers per faculty (10%)
    Staff with a Ph.D. (5%)
    Proportion of International faculty (2.5%) and
    Proportion of International students (2.5%)
    Proportion of inbound exchange students (2.5%) and
    proportion of outbound exchange students (2.5%)
  5. Webometrics Ranking:  Ranking Web of Universities  (July 2018)
    MU =563 (world) / 6 (SEA) / 2 (Thailand) 
    CU = 515 (world) / 4 (SEA) / 1 (Thailand)
    PRESENCE (5%) : Size (number of pages) of the main webdomain of the institution. It includes all the subdomains sharing the same (central of main) webdomain and all the file types including rich files like pdf documents. (Source = Google) 
    VISIBILTY (50%)  : Number of external networks (subnets) originating backlinks to the institution’s webpages. After normalization, the average value between the two sources is selected (Source = ahrefs, Majestic)
    TRANSPARENCY or OPENNESS (10%) : Number of citations from Top authors according to the source (Source = Google Scholar Citations)
    EXCELLENCE or SCHOLAR (35%) : Number of papers amongst the top 10% most cited in 26 disciplines. Data for the five year period (2012-2016) (Source = Scimago)
  6. Academic Ranking of World Universities (ARWU) or Shanghai Ranking (2018)
    MU =501-600 (No.2 in Thailand)
    CU =501-600 (No.1 in Thailand)
    Alumni of an institution winning Nobel Prizes and Fields Medals  (10%)
    Staff of an institution winning Nobel Prizes and Fields Medals   (20%)
    Highly cited researchers in 21 broad subject categories   20%)
    Papers published in Nature and Science   (20%)
    Papers indexed in Science Citation Index-expanded   (20%)
    and Social Science Citation Index
    Per capita academic performance of an institution   (10%)
  7. NTU Ranking (National Taiwan University) (2018)  MU = 445 (No.1 in Thailand)
    Research productivity (25%)
    Number of articles in the last 11 years* (2007-2017)  (10%)
    Number of articles in the current year (2017)    (15%)
    ­­­­Research impact (35%)
    Number of citations in the last 11 years* (2007-2017)   (15%)
    Number of citations in the last 2 years (2016-2017)  (10%)
    Average number of citations in the last 11 years* (2007-2017)    (10%)
    Research Excellence (40%)
    h-index of the last 2 years (2016-2017)   (10%)
    Number of Highly Cited Papers* (2007-2017) (15%)
    Number of articles in the current year in high-impact journals (2016-2017)  (15%)
  8. CWTS Leiden Ranking (2018)   MU = 456 (No.1 in Thailand)
    Publications (in WOS)
    Size-dependent vs. size-independent indicators
    Impact indicators (citations)
    Collaboration indicators
  9. Scimago Institutions Rankings (2018)    MU = 467 (No.1 in Thailand)
    Research (50%)
    Excellence with leadership  (13%)
    Normalized impact  (13%)
    Output   (8%)
    Scientific talent pool   (5%)
    Scientific leadership   (5%)
    International collaboration (2%)
    High quality publications  (2%)
    Excellence   (2%)
    Innovation (30%)
    Innovative knowledge   (10%)
    Technological impact   (10%)
    Patents   (10%)
    Societal   (20%)
    Number of Backnets  (from ahrefs database)   (15%)
    Web size   (5%)
  10. UI GreenMetric World Universities Ranking (2017)     MU = 86 (No.1 in Thailand)
    Setting and Infrastructure  (15%)
    Energy and Climate Change  (21%)
    Waste  (18%)
    Water  (10%)
    Transportation  (18%)
    Education and Research  (18%)

 

OKRs (Objective & Key Results)

เคยรู้จักแต่ KPIs — แต่ในยุคนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงเครื่องมือบริหารจัดการและตั้งค่าเป้าหมายตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า “OKRs”  (Objective & Key Results) ซึ่งเป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะ Google, Facebook, Twtter, LinkedIn, Intel, Oracle, ฯลฯ

OKRs เป็นวิธีการกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective) ของงานที่ทำเป็นรายบุคคล จากนั้น วัดผลลัพธ์ที่สำคัญ (Key Results) บุคลากรทุกคนจะต้องมี OKRs เป็นของตัวเอง ทำให้ทุกงานมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และทำงานแบบมุ่งเป้าเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้แก่องค์กร

ทุกระดับ ทั้งองค์กร  หน่วยงาน และบุคคล จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่สำคัญที่สอดคล้องกัน เป็นรายไตรมาส (ตุลาคม-ธันวาคม / มกราคม-มีนาคม / เมษายน-มิถุนายน / กรกฎาคม-กันยายน)  และเป็นการกำหนดที่เปิดเผย เพื่อให้ทุกคนทราบโดยทั่วกัน ซึ่งวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ

  1. Measurable : วัดความสำเร็จได้
    • วัตถุประสงค์ :  กำหนดในเชิงคุณภาพ และมีความท้าทาย วัตถุประสงค์ไม่ควรเกิน 3-5 ข้อต่อองค์กร ต่อหน่วยงาน หรือต่อบุคคล และควรเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ควรจะทำให้สำเร็จในไตรมาสนั้น ๆ
    • ผลลัพธ์ : วัดเป็นตัวเลข วัตถุประสงค์ 1 ข้อ มีผู้ที่เกี่ยวข้องกำหนดผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันและมุ่งเป้าตามวัตถุประสงค์ ประมาณ 3-5 ประเด็น
  2. Achievable :  ไม่สูงเกินเอื้อม อยู่ในวิสัยที่สามารถทำให้สำเร็จได้ ตั้งไม่สูงหรือต่ำเกินไป สามารถทำได้ 60-70% ก็เพียงพอแล้ว
  3. Relevant : มีความสอดคล้องกันทั้งองค์กร ทุกคนทำงานเป็นทีม มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นไปตามวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) ขององค์กร
  4. Time-bound : กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ภายใน 3 เดือน

OKRs VS KPIs

ข้อสังเกตคือ OKRs ให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะบรรลุ ก่อนกำหนดผลลัพธ์ซึ่งเป็นตัวชี้วัด หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในรูปแบบของ KPIs

OKRs จะกำหนดวัตถุประสงค์ไว้เพียงแค่ 3-5 ตัว เพื่อให้สามารถบรรลุได้ ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น เพื่อให้องค์กรสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

 

 

 

 

 

วิธีสู้กับกิเลส

สรุปและถอดความมาจากหนังสือเรื่อง “กิเลส” ประพันธ์โดยท่าน ศาสตราจารย์พิเศษ อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง ซึ่งอธิบายไว้อย่างดีเยี่ยม เพื่อความเข้าใจถ่องแท้ และหาหนทางต่อสู้กับมัน

ศาสตราจารย์พิเศษ อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง
มากราบท่านอาจารย์ อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2558  ณ วัดหนองป่าไผ่ จังหวัดสกลนคร
  1. กิเลส หรือ กิเลสะ หมายถึง สิ่งที่เศร้าหมอง สิ่งที่ทำความสกปรก
  2. การทำผิดศีล หรือความทุศีล ทำให้เกิดความเศร้าหมองแก่กาย วาจา ใจ
  3. มีหลายอย่างที่เรากระทำไปโดยไม่ทราบว่า เป็นการทำผิดศีล 5  เช่น ปาณาติบาต โดยการประทุษร้ายตัวเอง การทำให้ตัวเองชอกช้ำขมขื่นและเป็นทุกข์ อทินนา โดยการหยิบของของคนที่สนิทกัน หรือหยิบของจากที่ทำงาน กาเมสุมิจฉาจาร โดยการล่วงเกินของรักของหวงของผู้อื่น แกล้งด้วยความอิจฉา มุสาวาทา โดยการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ สุราเมรบมัชชปมา โดยการลุ่มหลงสิ่งต่าง ๆ จนเกินควร จนขาดสติ
  4. อาการของกิเลส คือ 1) โลภะ ดึงเข้าหาตัว ราคะ ความโลภอย่างรุนแรง ติดเหนียวแน่น 2) โทสะ ไม่ชอบใจ ใจผลักออก โกรธ อยากทำลาย 3) โมหะ วิ่งวนอยู่รอบๆ ครุ่นคิดอยู่อย่างนั้น มีแต่ความเศร้าหมองด้วยความหลงติด พายเรือในอ่าง (เป็นลูกหลานของอวิชชา)
  5. พอเกิดกิเลส ก็จะทำกรรม เกิดผลของกรรมคือวิบาก กระตุ้นให้อยากทำอีก เวียนว่ายไปมาเป็นวัฏฏะของความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ
  6. กิเลสเป็นได้ทั้งบวกและลบ บางครั้งจึงมองไม่เห็นว่า กำลังทำตามกิเลส การสังเกตว่ากิเลสเกิดขึ้นในใจหรือไม่ ให้ดูที่อาการของมัน
  7. ประเภทของกิเลส ได้แก่ 1) กิเลสที่ปรากฎตัวออกมาให้เห็นเฉพาะหน้า ได้แก่ โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ 2) กิเลสที่เกิดจากความเคยชิน ที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเก็บสะสมเอาไว้ในสันดาน (อนุสัย) 3) กิเลสที่พร้อมจะไหลออกมาจากคลังของอนุสัยที่เก็บเอาไว้ (อาสวะ)
  8. วิธีแก้อนุสัย คือ ไม่เติมเข้าไป ฝืนใจ บังคับใจ อย่าทำซ้ำอีก ข่มด้วยสติสมาธิ และเอาไฟลนเข้าไปเพื่อเผาไหม้อนุสัย นั่นคือ วิปัสสนาภาวนา ให้เกิดปัญญาดูลงไปถึงความจริง ว่ามันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตนให้โกรธ เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ต้องพยายามขัดเกลาอนุสัย ไม่ให้เป็นอาสวะไหลออกมา
  9. เครื่องป้องกันกิเลส  กำจัดกิเลสด้วยสติ สมาธิ ปัญญา กิเลสเกิดเพราะขาดสติ กิเลสเป็นคู่ปรับของโพธิ โพธิคือปัญญา ใช้ตัดกิเลสให้ขาด ปัญญาเป็นความคม ส่วนสมาธิเป็นน้ำหนักของมีด
  10.  ถ้าไม่อยากให้กิเลสเกิดขึ้น ต้องศึกษาข้างในให้มากๆ ให้รู้จักลักษณะอาการของกิเลสที่เกิด ควบคุมมันให้ได้ พยายามดูว่ามีอนุสัยอะไรเกิดขึ้นบ้าง ที่ต้องแก้ไขไม่ให้มันเป็นอาสวะไหลออกมา ซึ่งจำเป็นต้องอาศับปัญญาพิจารณาข้างใน
  11. วังวนของกิเลส (วัฏฏะของความทุกข์) เมื่อกิเลสเกิดขึ้น (โลภ โกรธ หลง) ก่อให้เกิดกรรม เมื่อมีการกระทำ ก็จะมีวิบาก คือผลของกรรมตามมา วิบากนั้นจะกระตุ้นให้อยากทำอีก เกิดกิเลสต่อไปอีก จิตจึงตกอยู่ในวังวน
  12. กิเลสน่ากลัวเหมือนเสือ นิวรณ์ รบกวนอยู่ภายในจิตเหมือนการไต่ตอมของแมลงหวี่ แมลงวัน (นิวรณ์ เป็นลูกน้องของกิเลส)
  13. นิวรณ์ คือ อุปสรรค หรือเครื่องกั้นที่ปิดหนทางของความเจริญทุกชนิด เป็นความรู้สึกที่กรุ่น ๆ อยู่ข้างใน
  14. กามฉันทะ คือ ความพอใจในกามคุณ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) และกามารมณ์ กามฉันทะเป็นลูกน้องของกิเลสโลภะ วิธีแก้จิตที่มีนิวรณ์กามฉันทะมารุมเร้า คือ ให้พิจารณาอสุภะ ให้ดูอะไรที่มันเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความสวยงาม
  15. พยาบาท คือ ความหงุดหงิด อึดอัด ขัดใจ ไม่ถูกใจ ไม่พุ่งแรงเดือดพล่านเหมือนโทสะ วิธีแก้คือ แผ่เมตตา ให้อภัย สงสาร เขาไม่รู้ เขาจึงได้ทำ เขาคงไม่ได้ตั้งใจ ถ้าทำไม่ได้ให้ลองหันมาย้อนดูตัวเราเอง ว่าเราเคยเป็นแบบนั้นบ้างหรือไม่ พยายามดึงจิตให้อยู่ในจิต หยุดอารมณ์ เลิกครุ่นคิด
  16. ถีนมิทธะ คือ จิตที่ครุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกหดหู่ เหี่ยวแห้ง ย่อท้อ อ่อนเปลี้ย ไม่มีแรง มองอะไรไปในทางลบทั้งหมด หมดหวัง มีอาการย้ำคิดย้ำทำกับความรู้สึกหดหู่ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง วิธีแก้คือ หยุดคิดถึงตัวเอง ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น หยุดคิดแล้วแข็งใจลุกขึ้น กระโดดโลดเต้น ออกกำลังกาย ขับไล่ความง่วง หาพี่เลี้ยงดีๆ คอยปลอบประโลมใจ
  17. อุทธัจจกุกกุจจะ อุทธัจจะ หมายถึง จิตฟูฟ่องล่องลอยไปอย่างเหลวไหล เพ้อเจ้อ สนุก มีความสุขกับความคิดที่ไร้สาระ กุกกุจจะ หมายถึง หมกมุ่นอยู่ด้วยความเดือดร้อนรำคาญใจในสิ่งที่ผ่านมา ว่าไม่น่าทำสิ่งนั้นเลย รังเกียจที่ตนเองกระทำผิดพลาด จิตตก ทั้งอุทธัจจะ และ กุกกุจจะ เป็นการคิดอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดนั้นได้ ความคิดสอดแทรกเข้ามาเรื่อยๆ อาการเหมือนน้ำที่มีคลื่นระยิบระยับ พลิ้วเป็นระลอกน่าดู เป็นมายาบังใจ วิธีแก้คือ ใช้อานาปานสติให้เต็มที่ เพื่อให้จิตสงบ ดึงจิตให้มาอยู่กับลมหายใจให้ได้ พอสงบแล้ว ให้ใช้วิปัสสนากรรมฐาน ดูสัจธรรมหรือกฎของธรรมชาติ ฟาดฟันมันลงไปด้วยความคมของปัญญา
  18. วิจิกิจฉา คือ ความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ ถอยหน้าถอยหลัง เป็นนิวรณ์ที่น่ากลัวมากที่สุด กลายเป็นนิสัย ตัดสินใจไม่เป็น พึ่งความคิดของคนอื่น มีลักษณะของความอ่อนแอ ขี้ลังเลสงสัย ผู้มีสติปัญญา ถ้าเกิดความสงสัย เขาจะค้นคว้าทันที หาความรู้ประสบการณ์เพิ่มเติม ลงมือทำทันที ไม่ปล่อยให้จิตเสียเวลาอยู่กับความลังเลสงสัย เพราะถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นอนุสัยวิจิกิจฉา แล้วกลายเป็น อาสวะไหลออกมา ด้วยการกระทำที่ต้องถามผู้อื่นให้ช่วยตัดสินใจอยู่ตลอด วิธีแก้คือ ถ้าปฏิบัติตามทางโลก ให้หาความรู้ทันที ถามผู้รู้ หาหนังสือมาอ่าน ค้นคว้าให้เกิดประสบการณ์ ถ้าเป็นทางธรรม ให้ปฏิบัติธรรม ใช้วิปัสสนาภาวนาดูลงไปให้เห็นสิ่งที่เป็นสัจธรรม เพื่อแก้ไขให้ได้
  19. นิวรณ์ เป็นบริวารของกิเลส กามฉันทะเป็นบริวารของโลภะและราคะ (ความโลภ) พยาบาทเป็นบริวารของโทสะ (ความโกรธ) ถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ เป็นบริวารของโมหะ (ความหลง)
  20. อาการของนิวรณ์ ขณะใดที่จิตมีอาการขุนมัว ไม่แจ่มใส กระสับกระส่าย รำคาญ อึดอัด ทุรนทุรายอยู่ข้างใน แล้วบอกไม่ได้ว่า มีสาเหตุมาจากอะไร ต้องลงมือค้นคว้าทันที ย้อนจิตเข้าไปศึกษาอาการข้างในทันที ว่ามีลักษณะอย่างไร เช่น ดึงเข้ามา (กามฉันทะ) ผลักออกไป (พยาบาท) วนเวียน (ถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ) พยายามดึงจิตให้มาอยู่กับลมหายใจ แล้วคิดแก้ไข
  21. สิ่งที่จำเป็นต้องศึกษา คือ นิวรณ์ และ กิเลส ในการปฏิบัติธรรม ถ้าเราไม่รู้ว่า อะไรคือศัตรู อะไรคืออุปสรรค เราจะสู้กับมันไม่ได้ เอาชนะมันไม่ได้ ศัตรูอยู่ในที่มืด เราไม่รู้จัก เราจึงต้องดึงมันออกมาในที่แจ้ง แล้วจะได้สู้กันซึ่งๆ หน้า ในที่สุด ก็จะสามารถเอาชนะมันได้ !
  22. นิยายโบราณเรื่องยายกับตา ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า เป็นการแสดงให้เห็น กฎอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มี-สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี-สิ่งนี้ก็ไม่มี การกระทำอย่างใด ผลย่อมเป็นอย่างนั้น การไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ความไม่มีน้ำใจต่อกัน คือ ประกอบเหตุปัจจัยไม่ถูกต้อง ผลคือ ความไม่ถูกต้องก็ตามมา พอความมีน้ำใจเกิดขึ้น ความเย็นเกิดขึ้น ความถูกต้องก็เกิดขึ้น

 

 

ตั้งเป้าหมายในชีวิต พิชิต Visceral Fat และฝึกวิปัสสนาสติปัฏฐาน

วันอาทิตย์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๑ เป็นวันแม่แห่งชาติ เป็นวันเวลาที่ดีและมีมงคล เหมาะสมต่อการตั้งเป้าหมายในการทำสิ่งดี ๆ  ในชีวิต เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นแม่ที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ อายุยืนยาวเพือจะอยู่กับลูกไปได้อีกนาน

เป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อพัฒนากาย คือ การกำจัด Visceral Fat หรือไขมันในช่องท้อง ที่ไม่ใช่ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat) แม้ร่างกายจะดูไม่อ้วน แต่ก็อาจลงพุงได้ และเป็นอันตราย เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน เป็นต้น เมื่อวานนี้ ได้ไป Fitness และมีโอกาสวัดร่างกายด้วยเครื่อง Body Composition Analyzer จึงทราบว่า มี Visceral Fat Rating = 5 ซึ่งเริ่มสูงแล้ว เมื่อเทียบกับน้ำหนักและส่วนสูง (เกณฑ์ปกติอยู่ที่ 1-9) Visceral Fat กำจัดได้ยากมาก ต้องมีวินัยในการควบคุมอาหารทุกชนิดที่รับประทานเข้าไปกันอย่างเข้มข้นและจริงจัง เรียกได้ว่า ต้องอ่าน Nutrition Facts บนฉลากอาหาร ทุกผลิตภัณฑ์ที่ซื้อ ต้องคิดทุกครั้งว่าจะนำอาหารเข้าปากหรือไม่ กันเลยทีเดียว นอกเหนือจากเพิ่มการออกกำลังกายที่ตรงจุดมากขึ้น

ส่วนการพัฒนาใจ เป็นชาวพุทธก็ต้องทราบว่า มีเพียงหนทางเดียว คือ การฝึกสมถะวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน สมถะเพื่อให้จิตสงบตั้งมั่น เป็นสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่านซัดส่ายและมีกำลัง นิ่งจนสามารถมองเห็นสภาวะธรรม จากนั้นจึงวิปัสสนา เพื่อให้จิตมีปัญญาใคร่ครวญ ยอมรับตามความเป็นจริง รู้ชัดรู้แจ้งว่าไม่ใช่ตัวตน และทำลายกิเลสได้ ทั้งเรื่องกายและใจ ต้องตั้งเป้าหมายและพยายามอย่างจริงจัง เพราะทำสำเร็จได้ยากยิ่ง แต่มีความสำคัญต่อชีวิตเป็นที่สุด

mahasatipattan_dungtrin

สติปัฏฐาน 4 ได้แก่

กายานุปัสสนา พิจารณาเห็นกาย อาจใช้สมาธิและสติกำหนดลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ) มีสัมปชัญญะขณะรู้อิริยาบถ 4 (เดิน ยืน นั่ง นอน) และอิริยาบถปลีกย่อยต่าง ๆ ขณะร่างกายเคลื่อนไหว พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกาย  พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อวัยวะต่าง ๆ อาการ 32 ร่างกายที่เต็มไปด้วยปฏิกูลหรือของโสโครก ไม่สะอาด ต้องเน่าเปื่อยผุพังเป็นธรรมดา พิจารณากายเป็นธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ธาตุ 6 (ดิน น้ำ ลม ไฟ ช่องว่างในกาย และวิญญาณธาตุหรือธาตุรู้) และพิจารณาศพเพื่อเห็นว่าร่างกายเป็นของดับสูญ

เวทนานุปัสสนา พิจารณาสุข-ทกุข์ ฝึกสังเกตเวทนาที่เกิดจากผัสสะที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และความรู้สึกที่วนเวียนอยู่ในกรอบของโสมนัส (รู้สึกสุข) โทมนัส (รู้สึกทุกข์) และอุเบกขา equanimity (รู้สึกเฉยๆ)

จิตตานุปัสสนา พิจารณาจิตที่มีราคะ (โลภ) โทสะ (โกรธ) โมหะ (หลง) ที่สำคัญคือ ผู้ที่จะพิจารณาสภาวะจิตได้อย่างเที่ยงธรรมตามความเป็นจริง จะต้องเป็นคนมีศีล ไม่โกหกตัวเอง และมีความรู้ตัวทั่วพร้อม รู้สภาพจิตที่กำลังหดหู่และฟุ้งซ่าน จิตเป็นสมาธิตั้งมั่น กำหนดรู้สภาวจิต ถึงฌานระดับต่าง ๆ จนกระทั่งจิตแยกออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดูสภาวธรรม และหลุดพ้น

ธัมมานุปัสสนา มีสติสัมปชัญญะในการเจริญสติพิจารณาธรรมต่าง ๆ ได้แก่ นิวรณ์ 5 ที่เป็นเครื่องขวางกั้น (กามฉันทะ พยาบาท ความง่วงเหงาซึมเซา ความฟุ้งซ่าน-วิตกกังวล-หงุดหงิดรำคาญใจ และความลังเลสงสัย) และพยายามปฏิบัติเพื่อหาทางกำจัดสิ่งที่ทำให้ขาดสติ ละอุปาทานหรืออาการที่คิดเอาเอง โดยให้มองกายและใจตามความเป็นจริง ว่าเป็นขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ที่มีความเกิดดับเสมอ พิจารณาอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) พิจารณาสังโยชน์ 10 หรือกิเลสที่มัดใจ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีสัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) เจริญสติสัมโพชณงค์ 7 (สติ-ระลึกได้ ธัมมวิจิยะ-พิจารณาในธรรม วิริยะ-ความเพียร ปิติ-ความอิ่มใจ ปัสสัทธิ-สงบระงับ สมาธิ-ตั้งมั่น อุเบกขา-วางเฉย) ลดความยึดมั่นถือมั่นลง สามารถเห็นธรรมในตน เห็นว่าตัวตนนั้นไม่มี ทุกอย่างมีการเกิดดับ เป็นทุกข์ และไม่เที่ยง มองเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

สติปัฏฐาน 4 เป็นฐานที่กำหนดของสติ เพื่อมุ่งสู่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (อริยสัจ 4 มรรคมีองค์ 8) ซึ่งเป็นหนทางมุ่งไปสู่ความเป็นอริยบุคคล เพื่อที่สุดแห่งความดับทุกข์

 

 

 

 

 

หอสมุดมหิดล เตรียมพร้อมรับการประเมิน Green Office

หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล  เตรียมพร้อมเข้ารับการประเมิน เพื่อขอรับรองมาตรฐานสำนักงานสีเขียว (Green Office Standard) จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็น  “สำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2561 ที่จะถีงนี้

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.li.mahidol.ac.th/greenoffice/

green.jpg

เกณฑ์การตรวจประเมิน มี 7 หมวด ดังนี้

  • หมวดที่ 1 การบริหารจัดการองค์การ
    • 1.1 นโยบายสิ่งแวดล้อม
    • 1.2 การระบุประเด็นและการประเมินปัญหาสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากร
    • 1.3 กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
    • 1.4 หน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่
    • 1.5 การทบทวนโดยฝ่ายบริหาร
  • หมวดที่ 2 การดำเนินงาน
    • 2.1 การสื่อสารและการฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม
    • 2.2 การจัดประชุมและนิทรรศการ
    • 2.3 ความสะอาดและความเป็นระเบียบในสำนักงาน
    • 2.4 การขนส่งและการเดินทาง
    • 2.5 การเตรียมพร้อมตอบสนองต่อสภาวะฉุกเฉิน
  • หมวดที่ 3 การใช้พลังงานและทรัพยากร
    • 3.1 การใช้พลังงาน
    • 3.2 การใช้น้ำ
    • 3.3 ทรัพยากรอื่น ๆ
  • หมวดที่ 4 การจัดการของเสีย
    • 4.1 การจัดการของเสียในสำนักงาน
    • 4.2 การจัดการน้ำเสียในสำนักงาน
  • หมวดที่ 5 สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกสำนักงาน
    • 5.1 อากาศ
    • 5.2 แสง
    • 5.3 เสียง
    • 5.4 ความน่าอยู่
  • หมวดที่ 6 การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ และการจัดจ้างในสำนักงาน
    • 6.1 การจัดซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
    • 6.2 การจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • หมวดที่ 7 การประเมินประสิทธิภาพและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
    • 7.1 โครงการและกิจกรรมที่นำไปสู่การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
    • 7.2 การจัดการก๊าซเรือนกระจก

office.jpg

กิจกรรมสำคัญ สำหรับหมวด 2.3 ความสะอาดและความเป็นระเบียบในสำนักงาน คือ การทำกิจกรรม 5 ส หรือ 5 S ซึ่งประกอบด้วย

  1. สะสาง (Seiri เซริ)
  2. สะดวก (Seiton เซตง)
  3. สะอาด (Seiso เซโซ)
  4. สุขลักษณะ (Seiketsu เซเคทซึ)
  5. สร้างนิสัย (Shitsuke ซีทซึเคะ)

 

ไปประชุม 14th AUNILO Meeting ที่เวียดนาม (ตอนที่ 2)

AUNILO เป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก ASEAN University Network (AUN) จำนวน 30 แห่งจาก 10 ประเทศ จัดการประชุมมาแล้วอย่างต่อเนื่อง นับเป็นปีที่ 14 โดยแต่ละประเทศสลับกันเป็นเจ้าภาพ

ปีที่แล้ว (2017) เจ้าภาพจัดการประชุมคือ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ประเทศไทย เว็บไซต์ของงานประชุมอยู่ที่ http://www.li.mahidol.ac.th/AUNILO2017/

ปีนี้ (2018) เจ้าภาพจัดการประชุมคือ Can Tho University Learning Resource Center มหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ ประเทศเวียดนาม เว็บไซต์ของงานประชุมอยู่ที่ http://storage.lrc.ctu.edu.vn/aunilo2018/

 

DSCF5098

cantho2

เกร็ดความรู้ที่ได้รับจากการไปเข้าร่วมประชุม 14th AUNILO Meeting แบบสั้น ๆ โดยสรุป มีดังนี้

  • เรื่องราวของเครือข่าย AUNILO สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์หลักของ AUNILO ที่ URL
  • https://aunilosec.blog/
  • AUNILO ได้รวบรวมรายชื่อระบบคลังสารสนเทศสถาบัน (AUNILO Institutional Repository Discovery Service) ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิก เพื่อให้บริการแก่ผู้สนใจทั่วไป อยู่ที่เว็บไซต์  http://aunilo.uum.edu.my/
  • AUNILO Secretariat  รับผิดชอบโดยทีมของห้องสมุดมหาวิทยาลัย Universiti Sains Malaysia (USM) ประเทศมาเลเซีย มายาวนานนับ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2009-2018) ในปีหน้า 2019 จะเปลี่ยนมือเป็นทีมของห้องสมุดมหาวิทยาลัย University of the Philippines Diliman ประเทศฟิลิปปินส์
  • ในปีนี้ Theme ของการประชุมคือ Digital Scholarship in Academic Libraries ซึ่งถือเป็นความท้าทายของห้องสมุดมหาวิทยาลัยอย่างยิ่ง แต่ละประเทศได้นำเสนอ Country Report เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ถึงแนวทางในการพัฒนาระบบบริการและปรับปรุงบทบาทของห้องสมุดในด้านต่าง ๆ  แต่ละประเทศได้นำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Digital Scholarship มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ Digital Resources, Digital Literacy, Digital Curation and Preservation, Digital Collections, Institutional Repository, E-Learning/MOOCs, Digital Authoring (เช่น Blogs และ Social Media ต่าง ๆ), Digital Publishing/Knowledge Production (เช่น University Press, Journal Publishing), Digital Humanities, Data Visualization, Data Science และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • ที่ประทับใจคือ ประเทศอินโดนีเซีย มีระบบบริการระดับชาติ ที่สำคัญ ได้แก่ ระบบ Indonesia One Search http://www.onesearch.id พัฒนาระบบโดยหอสมุดแห่งชาติอินโดนีเซีย ระบบ Science and Technology Index (SINTA)  http://sinta2.ristekdikti.go.id พัฒนาโดยกระทรวงการวิจัย เทคโนโลยี และอุดมศึกษา (Ministry of Research, Technology and Higher Education) และระบบ Indonesia’s Research Repository https://www.neliti.com พัฒนาโดยหอสมุดแห่งชาติร่วมกับ สถาบัน Indonesian Institute of Sciences และ The Conservation
  • ส่วนห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดกว้างไกลกว่าใคร .. แน่นอน คือ NUS, NTU, SMU จากประเทศสิงคโปร์ เขาแนะนำให้รู้จักเว็บไซต์ DIRT Directory https://dirtdirectory.org/ ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมรายชื่อ Digital Research Tools ต่างๆ ที่ใช้ในงานทางวิชาการ ที่สิงคโปร์เน้นในเรื่องของการให้ความรู้ด้าน Digital Literacy และการสร้าง Data Repository, Digital Humanties ค่อนข้างมาก มีการสร้างระบบบล็อกที่ใช้ร่วมกันทั้งมหาวิทยาลัย Blogs@NTU มีการจัดอบรมและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาในเรื่อง Data Mining, Data Management การสอน GIS/Web/Network/Data Visualization ด้วย ArcGIS, Gephi Python, d3.js Javascript Library และการสอนวิธี Clean data ด้วยโปรแกรม OpenRefine ในห้องสมุด ถือเป็นเรื่องธรรมดา
  • ประเทศกัมพูชา นำเสนอวารสารออนไลน์ Cambodian Journal of Natural History ซึ่งเป็นวารสารเดียวของประเทศ ที่ปรากฎอยู่ในฐานข้อมูล ASEAN Citation Index (ACI) และนำเสนอระบบ E-learning บน EdX platform ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย Royal University of Law and Economics (RULE) จัดทำขึ้น โดยได้รับความรู้จากการอบรม MOOC ในการประชุม 13th AUNILO Workshop เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หลังจากจบการประชุม 14th AUILO Meeting ในวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2561 แล้ว วันที่ 4 กรกฎาคม เป็นวัน Cultural Visit เจ้าภาพพาไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญ ๆ ของเมืองเกิ่นเทอ เพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ได้แก่ ตลาดน้ำไคราง (Cai Rang Floating Market) โรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยวเวียดนามที่เรียกว่า Hutieu วัดพุทธนิกายมหายาน Thien Vien Truc Lam Phuong Nam กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน Con Son Tourism Community อาทิ นั่งเรือไปยังเรือนแพกลางแม่น้ำโขงซึ่งทำอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืด เดินข้ามท้องร่องเพื่อไปเก็บเงาะในสวน รับประทาน snack พื้นถิ่นของชาวเวียดนาม และชิมชาใบสาเก เป็นต้น
  • ส่วนวันที่ 5 กรกฎาคม มีการฝึกอบรม AUNILO Workshop ภายใต้หัวข้อเรื่อง “Digital Scholarship: A Redefined Role of Librarians in Research Support
  • ท่านที่สนใจ Digital Scholarship หรือวงจรชีวิตของการสื่อสารทางวิชาการและการวิจัย ที่อะไรๆ ก็กลายเป็น digital สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง จากเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น

Cantho

ในอนาคต ห้องสมุดจะมีบทบาทอย่างไร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงการวิชาการในยุคดิจิทัล (Data Scholarship ) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Open Science, Research Workflow, Copyright issues in Research Data Management, Research Marketing & Tracking Social Impact of Research with Alternative Metrics, New Student-centered Learning Pedagogy, Blockchain for Scholarly Communication ฯ ล ฯ

พบกันใหม่ในปีหน้า ในงานประชุม 15th AUNILO Meeting  ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (Universitas Indonesia) กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเชีย

ไปประชุม 14th AUNILO Meeting ที่เวียดนาม (ตอนที่ 1) ]